![]() |
| จุดเทียนรำลึกถึง สืบ นาคะเสถียร ในคืนวันที่ ๓๑ สิงหาคม ณ ที่ทำการเขตฯ ห้วยขาแข้ง บริเวณหน้าอนุสาวรีย์ของเขา — อนุสรณ์ที่สะท้อนถึงตัวตนของ สืบ นาคะเสถียร ในความเป็นคนช่างเรียนรู้ คนที่ได้เจอตัวจริงของเขาจะคุ้นตากับภาพหัวหน้าสืบที่ต้องมีกล้อง สมุด ปากกา ติดตัวเสมอยามเดินเข้าสู่ป่า (ภาพ : บุญกิจ สุทธิญาณานนท์) |
ภาพ สืบ นาคะเสถียร โถมตัวปั๊มหัวใจกวางตัวเขื่องที่นอนแน่นิ่งอยู่ในท้องเรือ กระทบใจนริศอย่างแรงและเขายังได้ใช้วีดิทัศน์ชุดนี้ปลุกใจตัวเองเสมอในยามท้อแท้จากการงาน นริศเป็นหัวหน้าภาคสนามมูลนิธิสืบนาคะเสถียร เขตพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรีและกาญจนบุรีด้านตะวันออกของลำน้ำแควใหญ่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ “ป่าตะวันตก” ที่หัวหน้าสืบขีดวงไว้ในแผนที่ ในช่วงที่เขาเป็นหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ผืนป่าซึ่งเขาเห็นว่าเป็นหัวใจของผืนป่าในเมืองไทย
เขาพูดไว้แต่ครั้งนั้นว่า “การที่จะรักษาป่าทุ่งใหญ่ฯ-ห้วยขาแข้งให้ยั่งยืนได้จริง ต้องคิดทั้งระบบนิเวศผืนป่าตะวันตก”ถึงวันนี้ ๒๐ ปีเต็มนับแต่วันที่เขาจากไป งานรักษาผืนป่า
ตะวันตกเกิดความตื่นตัวคืบหน้าไปเป็นลำดับ ป่าได้รับการปกปักรักษา สัตว์ป่าได้มีที่อาศัย ที่สำคัญ คนในป่า–ที่ถือเป็นส่วนหนึ่งของผืนป่าก็ได้รับการดูแลด้วย โดยความเห็นชอบของส่วนราชการด้านป่าไม้ จากการประสานของมูลนิธิสืบ นาคะเสถียร ซึ่งอาจถือเป็นปรากฏการณ์พิเศษที่จะนับว่าเป็นต้นแบบของเมืองไทยก็คงว่าได้ ที่เจ้าหน้าที่ป่าไม้-ชาวบ้าน-เอ็นจีโอ สามารถสร้างความร่วมมือกันได้แทนการทะเลาะเบาะแว้งเผชิญหน้ากัน
จึงป่าตะวันตกในวันนี้ มีคน-ต้นไม้-สัตว์ป่า อยู่ร่วมกันได้ และโดยเฉพาะผู้คนในถิ่นเหล่านั้นนอกจากไม่ต้องเป็นปฏิปักษ์กับเจ้าหน้าที่ป่าไม้แล้ว ยังได้เข้ามีส่วนร่วมในการดูแลรักษาป่าด้วย ภายใต้โครงการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีส่วนร่วมในผืนป่าตะวันตก ที่ดำเนินการโดยมูลนิธิสืบ นาคะเสถียร องค์กรเอกชนที่ถูกก่อตั้งขึ้นหลัง สืบ นาคะเสถียร เสียสละชีวิต ๑๘ วัน เพื่อเป็นกำลังในการสืบเจตนารมณ์ของชายผู้ปกป้องผืนป่าด้วยชีวิตของตัวเอง
“หลังคุณสืบเสียชีวิต ๑๘ วัน เพื่อนพ้องน้องพี่ก็มาประชุมกันว่าการจะให้เกิดความยั่งยืนต้องตั้งเป็นมูลนิธิ” รตยา จันทรเทียร ยังจำเหตุการณ์ช่วงนั้นได้ดี แม้ผ่านมา ๒๐ ปีเต็มแล้ว ตอนนั้นเธอรับราชการอยู่เป็นปีสุดท้ายก่อนเกษียณจากตำแหน่งผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ ซึ่งครั้งหนึ่งสืบในวัยเพิ่งจบปริญญาตรีใหม่ๆ ก็เคยมาทำงานอยู่ในองค์กรนี้ แต่รตยาบอกว่ายังไม่ได้รู้จักกันเป็นส่วนตัวในช่วงนั้น
ที่ประชุมก่อตั้งมูลนิธิฯ มีฉันทานุมัติให้เธอเป็นประธานคนแรก และยังคงเป็นอยู่จนปัจจุบัน
“คนนำผลการประชุมมาบอกว่า ที่ประชุมแต่งตั้งให้อาจารย์รตยาเป็นประธาน ต้องเป็นนะ ดิฉันก็บอกว่า คุณสืบเขาเสียสละทั้งชีวิตเพื่อรักษาผืนป่าและสัตว์ป่า แล้วรตยาเป็นใครถึงจะไม่รับ แค่นี้ หรือมากกว่าก็ทำได้ ก็รับเป็นประธานมูลนิธิฯ มาตั้งแต่นั้น”
๒๐ ปีก่อน สืบ นาคะเสถียร หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ตัดสินใจจบชีวิตตัวเองเพื่อประกาศกับโลกว่าผืนป่าแห่งนี้กำลังถูกคุกคามและต้องการการดูแลอย่างจริงจังมากกว่าที่เป็นอยู่
เสียงปืนนัดเดียวนั้นกึกก้องขึ้นก่อนรุ่งสางของวันที่ ๑ กันยายน ๒๕๓๓ และคืนสู่ความเงียบที่กลางป่าห้วยขาแข้ง แต่มันได้ส่งผลสะท้อนสะเทือนออกมาถึงในเมือง ถึงนานาประเทศ
ผู้คนทั่วประเทศเสียดายอาลัยต่อการจากไปของเขา และจากนั้นชื่อนามของเขาได้รับการสดุดีและกล่าวขานถึงในฐานะวีรบุรุษที่เป็นสัญลักษณ์ของการพิทักษ์ป่า แม้ล่วงผ่านกาลเวลามาร่วมสองศตวรรษ ชื่อของเขายังจำหลักมั่นอยู่ในใจคน และน่าเชื่อได้ว่าชื่อของลูกผู้ชายคนนี้จะอยู่ในความรับรู้ของผู้คนไปยาวนานกว่าชั่วชีวิตของคนเรา
เขาฆ่าตัวตาย แต่ตัวเขาไม่ตายไปจากใจคน ประธานมูลนิธิสืบฯ ในปัจจุบัน ที่ออกตัวว่าความจริงเธอไม่ได้สนิทสนมเป็นการส่วนตัวกับคุณสืบเลย แต่มีแนวคิดเดียวกัน และที่ทำงานอยู่ในทุกวันนี้ก็ด้วยศรัทธาในสิ่งเดียวกัน พูดถึงนามที่ยังคงยืนยงอยู่หลังความตายของชายชื่อ สืบ นาคะเสถียร ว่า คงไม่ใช่เพราะวิธีที่เขาฆ่าตัวตาย แต่สิ่งสำคัญอยู่ที่คุณค่าและความเป็นคนจริงในตัวเขา

![]() |
| เสือโคร่งถือเป็นดัชนีชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของป่า ในฐานะนักล่าอันดับ ๑ ปัจจุบันในผืนป่าตะวันตกมีประชากรเสือโคร่งประมาณ ๒๐๐ ตัว มากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในภาพนักวิจัยกำลังเก็บข้อมูลเสือโคร่งตัวหนึ่ง ที่ถูกวางยาสลบในป่าห้วยขาแข้ง |
![]() ![]() |
| สัตว์ป่าหายากและใกล้สูญพันธุ์ อาทิ วัวแดง ควายป่า สมเสร็จ สามารถพบเห็นได้มาก และบ่อยขึ้นในผืนป่าห้วยขาแข้ง ภาพ : WCS (Wildlife Conservation Society) |
สืบ นาคะเสถียร เป็นคนจริง ทั้งในคำเล่าของคนที่ได้ทำงานร่วมยุคกับเขา และจากหลักฐานที่มีให้เห็น อย่างในวีดิทัศน์ประวัติศาสตร์ที่เป็นที่สุดความประทับใจของนริศนั้นก็เป็นตัวอย่างหนึ่ง นั่นเป็นเหตุการณ์ในคราวอพยพช่วยชีวิตสัตว์ป่าที่กำลังจะจมน้ำจากการปิดเขื่อนเชี่ยวหลาน
ช่วงนั้นสืบทำงานวันละ ๑๖ ชั่วโมง แข่งกับระดับน้ำที่ท่วมสูงขึ้นทุกวันกับงบประมาณอันจำกัด ยามออกสู่การงานในภาคสนาม เขาจะนำหน้าลูกน้องเสมอ
วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ที่ได้ร่วมติดตามไปดูการทำงานของเขาในช่วงปี ๒๕๒๙ ด้วยในฐานะสื่อมวลชน เล่าเหตุการณ์หนึ่งว่า ระหว่างเข้าช่วยชะนีตัวหนึ่ง งูจงอางตัวยาวราว ๓ เมตรก็พุ่งจากโพรงไม้ลงไปในน้ำ หัวหน้าสืบสั่งให้แล่นเรือตามไปจับตัวมัน เพราะปล่อยไปมันก็ไม่มีทางว่ายไปถึงฝั่งที่อยู่ห่างไกลได้ ต้องหมดแรงจมน้ำตายในที่สุด
แล้วจงอางก็ถูกสวิงช้อนขึ้นมาอยู่บนเรือ
“คราวนี้ทุกคนมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ใครจะเสี่ยงตายเป็นคนจับงูยัดใส่กระสอบ…ยังไม่ทันไรสืบก็ใช้มือกดหัวจงอาง เจ้าจงอางใช้เขี้ยวพิษกัดสวิงอย่างแรงพร้อมทั้งปล่อยน้ำพิษสีเหลืองใสๆ ไหลเยิ้มออกมาจนหมด จากนั้นพวกเราช่วยกันจับงูออกจากสวิงยัดใส่กระสอบ”
ความจริงเขาจะสั่งให้คนอื่นทำงานที่เสี่ยงนั้นแทนก็ได้ เพราะเขาอยู่ในฐานะหัวหน้าโครงการ แต่เขาเลือกที่จะไม่ทำอย่างนั้น กับงานที่ต้องเสี่ยงอันตรายเขาจะเป็นคนแรกที่ลงมือ เขาไม่นั่งดูคนอื่นทำงาน แต่จะนำไปก่อนเสมอ เมื่อเจอสัตว์ป่าว่ายอยู่ในน้ำ เขาจะโดดน้ำลงไปเอง
เขาบอกว่าถ้าผู้นำทำงานหนัก ทำงานที่ลำบาก ทุกคนจะมีกำลังใจทำงานมากขึ้น หัวหน้าเสียสละได้ ทุกคนก็จะเสียสละได้
นั่นเป็นความคิดจิตใจของหัวหน้าสืบ ขณะอยู่ในช่วงหนุ่มใหญ่วัย ๓๗ ปี เมื่อปี ๒๕๒๙ ที่เขาทำหน้าที่หัวหน้าโครงการอพยพสัตว์ป่าฯ
แต่ย้อนกลับไป ๒๐-๓๐ ปีก่อนหน้านั้น ครั้งเขายังเป็นเด็กอยู่ที่ปราจีนบุรี เด็กชายสืบยศ (ชื่อเดิม) ก็เคยเป็นนักยิงนกตกปลาตัวยง เมื่อโตขึ้นมาหน่อยเขาทำปืนเถื่อนขึ้นใช้เอง และเป็นที่รับรู้กันในละแวกนั้นว่าเขายิงปืนแม่นมาก จนพ่อที่ในขณะนั้นเป็นนายอำเภอ (ต่อมาเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี) ขู่ว่าถ้าไม่เลิกเล่นปืนจะจับตัวส่งโรงพัก เขากับน้องชายจึงเอาปืนไปทิ้งคลอง…
มีวาทะหนึ่งของเขาที่พูดกับเพื่อนในเวลาต่อมาว่า “เราทุกคนล้วนเคยทำความผิดมาก่อน”
หลังจบชั้นมัธยมปลายจากโรงเรียนเซนต์หลุยส์ฉะเชิงเทรา สืบสอบติดคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตร-ศาสตร์ จบแล้วยังไม่มีตำแหน่งว่าง เขาจึงไปทำงานปลูกต้นไม้อยู่กับส่วนสาธารณะ การเคหะแห่งชาติ ก่อนจะออกไปเรียนต่อปริญญาโทด้านวนวัฒนวิทยาที่คณะวนศาสตร์ และสอบเข้ากรมป่าไม้ได้อันดับที่ ๓ แต่เขากลับเลือกไปอยู่กองอนุรักษ์สัตว์ป่า แทนที่จะเลือกเป็นป่าไม้อย่างที่นิยมกันมากที่สุด โดยเขาได้ไปประจำอยู่ที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาเขียว-เขาชมภู่ จังหวัดชลบุรี ในปี ๒๕๑๘
หลังจากนั้นเขาสอบได้ทุนไปเรียนต่อด้านอนุรักษ์วิทยา ที่มหาวิทยาลัยลอนดอน ประเทศอังกฤษ อยู่ปีหนึ่ง แล้วกลับมาเป็นหัวหน้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าบางพระ ไม่นานก็ย้ายตัวเองมาทำงานวิชาการในกองอนุรักษ์สัตว์ป่า ทำงานวิจัยศึกษาการทำรังวางไข่ของนกบางชนิด ที่อ่างเก็บน้ำบางพระ ชลบุรี ศึกษาวิจัยชีวิตกวางผาที่ดอยม่อนจอง จนสูญเสียลูกน้องที่รักไปคนหนึ่ง จากการตกเขาเนื่องจากอุบัติเหตุไฟป่า รวมทั้งการวิจัยสัตว์ป่าในป่าห้วยขาแข้ง ที่ทำให้เขามาได้ยินเสียงปืนในผืนป่าที่เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า
ปี ๒๕๒๙ สืบไปปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าโครงการอพยพสัตว์ป่าตกค้างในพื้นที่อ่างเก็บน้ำเขื่อนรัชชประภา (เชี่ยวหลาน) จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งผลจากการสร้างเขื่อนกลางป่าดิบทำให้ป่าแสนกว่าไร่กลายเป็นทะเลสาบ เกิดเกาะแก่งใหญ่น้อย ๑๖๒ เกาะ สัตว์ป่ากว่า ๓๐๐ ชนิดติดค้างอยู่ตามเกาะและพุ่มไม้ รอวันอดตายหรือไม่ก็จมน้ำ
งานของสืบครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกในเมืองไทยด้วย เขาต้องศึกษาวิธีการจากต่างประเทศ ผ่านหนังสือและวิดีโอรายการซิงเกอร์ เวิลด์ ซึ่งมีสารคดีช่วยชีวิตสัตว์จากการสร้างเขื่อนในประเทศเวเนซุเอลา และเมื่อเขาทำรายงานเรื่อง “การประเมินผลงานช่วยเหลือสัตว์ป่าตกค้างในพื้นที่อ่างเก็บน้ำเขื่อนเชี่ยวหลาน” ออกมาก็ถือเป็นครั้งแรกของการศึกษาผลกระทบด้านสัตว์ป่าจากการสร้างเขื่อนในประเทศไทย
และรายงานเรื่องนี้ยังเป็นข้อมูลทางวิชาการชิ้นสำคัญที่ทำให้เขื่อนอีกแห่งที่กำลังจะสร้างกลางป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ถูกระงับไป
สืบสรุปประสบการณ์จากการทำงานครั้งนี้ไว้ตอนหนึ่งว่า “การสร้างเขื่อนเป็นกระบวนการทำลายแหล่งพันธุกรรม ตลอดจนแหล่งที่อยู่อาศัยและแหล่งอาหารที่สำคัญของสัตว์ป่า ซึ่งถือได้ว่าเป็นหัวใจของผืนป่าทั้งหมดที่มนุษย์มิอาจสร้างขึ้นมาใหม่ได้”
โครงการอพยพฯ ของเขาช่วยชีวิตสัตว์ป่าได้ ๑,๓๖๔ ตัว ซึ่งเขาเห็นว่าไม่ถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของสัตว์ป่าที่จมน้ำตาย
ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นก็มีโครงการสร้างเขื่อนน้ำโจนของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ปิดแม่น้ำแควใหญ่หรือแม่น้ำแม่กลองตอนบน ซึ่งจะทำให้ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรจมน้ำ ๑.๔ แสนไร่ และรัฐบาลมีแนวโน้มจะอนุมัติโครงการในช่วงปี ๒๕๓๐ สืบเป็นคนหนึ่งที่ได้เข้าร่วมต่อสู้คัดค้าน ทั้งที่เขาก็อยู่ในฐานะข้าราชการกรมป่าไม้ และรายงานการช่วยเหลือสัตว์ป่าที่เขื่อนเชี่ยวหลานที่เขาทำไว้ ก็มีผลอย่างมากที่ทำให้โครงการถูกพิจารณาระงับไป
นับแต่นั้นมาสืบก็ได้พัฒนาตัวเองจากบทบาทนักวิจัยมาสู่การเป็นนักเคลื่อนไหวไปด้วย เขาใช้พื้นฐานความรู้ทางวิชาการออกไปพูดทำความเข้าใจเรื่องป่าไม้และสัตว์ป่าตามเวทีสาธารณะต่างๆ
ทุกครั้ง เขาจะเริ่มด้วยประโยคที่ออกมาจากใจว่า “ผมพูดในนามของสัตว์ป่า…”
ปลายปี ๒๕๓๒ สืบอยู่ในช่วงของการตัดสินใจระหว่างรับทุนไปเรียนต่อปริญญาเอกที่อังกฤษ กับไปดำรงตำแหน่งหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง จนในเดือนธันวาคม
ปีนั้น เขาก็ตกลงใจเลือกอย่างหลัง
เขาบอกกับคนรอบข้างว่า “ผมสามารถให้ทุกสิ่งกับห้วยขาแข้งได้”
ซึ่งช่วงนั้น ห้วยขาแข้งกำลังถูกคุกคามอย่างหนักทั้งการลักลอบล่าสัตว์และตัดไม้ สืบเองยังออกปากว่า พูดได้เลยว่ามีการฆ่าสัตว์ป่ากันอยู่ทุกวัน
เขาพยายามนำเรื่องนี้เสนอต่อผู้ใหญ่ แต่ไม่ได้รับความสนใจอย่างจริงจัง กรมป่าไม้เองก็ไม่ได้สนับสนุนสิ่งใด เขาเริ่มมองเห็นว่าหนทางเดียวที่จะทำให้ป่าห้วยขาแข้งได้รับการคุ้มครอง คือต้องผลักดันให้ได้รับการประกาศเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ งานหนักของเขาจึงอยู่ที่การเร่งทำข้อมูลเสนอองค์การยูเนสโก
เดือนพฤษภาคม ๒๕๓๓ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในเวลานั้นไปตรวจพื้นที่จังหวัดอุทัยธานี สืบถูกกลั่นแกล้งจากบริษัททำไม้แห่งหนึ่ง ด้วยการแจ้งกับรัฐมนตรีคนนั้นว่ามีการลักลอบตัดไม้ในป่าห้วยขาแข้ง ต่อมาสืบถูกเรียกตัวไปชี้แจงที่กรุงเทพฯ เรื่องนี้เองที่อาจเป็นต้นเค้าของข่าวลือกระแสหนึ่งภายหลังเขาเสียชีวิตว่า หัวหน้าสืบก็มีส่วนเกี่ยวพันกับการตัดไม้
ต่อข้อร้องเรียน สืบเตรียมข้อมูลอย่างดีเพื่อชี้แจงว่านั่นเป็นการทำไม้นอกเขตรักษาพันธุ์ฯ และชาวบ้านแอบตัดโดยมีผู้ใหญ่ในอำเภอลานสัก อุทัยธานี หนุนหลัง ทั้งยังพยายามบอกถึงปัญหาอันหนักอึ้งที่เขาและลูกน้องต้องประสบ
แต่กลับได้รับคำตอบจากท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ เพียงสั้นๆ ว่า “คุณต้องทำงานหนักขึ้นกว่าเดิมอีก”
เหตุการณ์นี้ทำให้เขายิ่งเชื่อว่าความพยายามอย่างเอาเป็นเอาตายของเขาไม่ได้รับการตอบสนองเลย เขาสิ้นหวังกับระบบราชการ และรู้สึกว่าไม่อาจทำอะไรได้มากกว่านี้แล้ว
คนใกล้ชิดเริ่มสังเกตเห็นว่าหลังเหตุการณ์นั้นเขาเครียดและกดดันมากขึ้น สัปดาห์สุดท้ายในชีวิตเขา เจ้าหน้าที่นำตัวพรานล่าสัตว์ที่ถูกจับได้พร้อมซากสัตว์และอาวุธมาที่สำนักงานเขตฯ สืบลงมาดูด้วยความเครียดสุดขีด เพราะก่อนหน้านั้นลูกน้องคนหนึ่งที่ออกลาดตระเวนตามคำสั่งเขาถูกลอบยิง เขาตะโกนต่อหน้าพรานที่ถูกจับกุมว่า “ถ้ามึงจะยิงลูกน้องกู มึงมายิงกูดีกว่า”
๓๑ สิงหาคม ๒๕๓๓ สืบไปทำงานในสำนักงานตามปรกติ กระทั่งบ่ายจึงเริ่มเอาของที่เคยหยิบยืมใครมากลับคืนเจ้าของ ตกเย็นเขาชวนลูกน้องที่สนิทให้เอาเหล้าออกมากินกัน
ซึ่งคนหนึ่งในนั้นได้เล่าในภายหลังว่า
“กินไปคุยไปจนประมาณสองทุ่ม แกบอกให้พี่ยงยุทธวิทยุไปที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ว่าจะไม่ไปแล้ว จะส่งวิดีโอไปให้แทน”
ลูกน้องชื่อ หม่อง หรือ จิตประพันธ์ กฤตาคม ซึ่งได้คุยกับหัวหน้าสืบเป็นคนสุดท้าย เล่าถึงนาทีท้ายๆ ที่เขาได้อยู่กับหัวหน้าที่กำลังจะจากเขาไปตลอดกาล
“จนประมาณห้าทุ่ม ผมก็ขอแยกตัวไปเข้าเวร สักประมาณครึ่งชั่วโมงพี่สืบก็เดินตามออกมาขอบุหรี่สูบ และนั่งคุยกับยามถามทุกข์สุข ซึ่งก็แปลกเพราะยามคนนี้ทำงานมานานแล้ว แต่แกถามเหมือนคนไม่เคยรู้จักกัน คุยได้ไม่นานแกก็บอกว่า เดี๋ยวพี่กลับไปบ้าน ผมอาสาจะไปส่ง แกบอกไม่ต้อง แล้วหันมายิ้มเหมือนกับคนที่มีความสุขที่สุด พร้อมกับยกมือขึ้นแล้วบอกว่า หม่อง พี่ไปแล้วนะ”
ราวตีสี่ของวันที่ ๑ กันยายน ๒๕๓๓ ยามที่สำนักงานเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งได้ยินเสียงปืนนัดหนึ่ง แต่ไม่ได้คิดอะไร ช่วงนั้นเสียงปืนในป่าห้วยขาแข้งมีให้ได้ยินเป็นธรรมดา
จนล่วงสิบโมงเช้า เจ้าหน้าที่เริ่มแปลกใจที่หัวหน้าสืบยังไม่ลงมากินข้าว หม่องจึงอาสาเดินไปตาม ก็พบร่างที่ไร้ลมหายใจของหัวหน้าสืบนอนอยู่บนเตียง กับกระดาษแผ่นหนึ่งที่เขาเซ็นลงชื่อไว้ใต้ข้อความที่เขียนเองว่า
“ผมมีเจตนาที่จะฆ่าตัวเอง โดยไม่มีผู้ใดเกี่ยวข้องในกรณีนี้ทั้งสิ้น”



