โรงเรียนกายอุปกรณ์ ห้องเรียนชีวิตของนักสร้างอวัยวะ

ผู้เข้าชม 1,077 ครั้ง
เรื่อง : สุเจน กรรพฤทธิ์
ภาพ : บันสิทธิ์ บุณยะรัตเวช, ประเวช ตันตราภิรมย์


บรรยากาศการเรียนในโรงเรียนกายอุปกรณ์สิรินธร
ในภาพเป็นห้องเรียนการสร้างขาเทียมภาคทฤษฎี
ซึ่งจะต้องนำศาสตร์ต่างๆ อาทิ กายวิภาคศาสตร์ ฟิสิกส์
วิทยาศาสตร์ วัสดุศาสตร์ มาบูรณาการเข้าด้วยกัน

กลางปี ๒๕๕๒

วันที่เราไปสังเกตการณ์การเรียนหนังสือที่โรงเรียนแห่งหนึ่ง เราอุทานกับตัวเองว่า ชั้นเรียนนี้เป็นชั้นเรียนประหลาดที่สุดแห่งหนึ่งเท่าที่เคยเห็นมา

นักเรียนบางคนกำลังแต่งปูนปลาสเตอร์ บางคนนั่งดัดเหล็ก บางคนนั่งเย็บรองเท้า บางคนใส่หน้ากากป้องกันสะเก็ดลูกไฟ

และยังมีเครื่องจักรอีกจำนวนหนึ่ง
ฟังดูคล้ายโรงงานมากกว่าโรงเรียน

แต่ทั้งหมดนี้ผู้เรียนบอกว่าเป็นส่วนหนึ่งของบทเรียนระดับอุดมศึกษาหลักสูตร “กายอุปกรณ์ศาสตรบัณฑิต” ของโรงเรียนกายอุปกรณ์สิรินธร ภาควิชาเวชศาสตร์ฟื้นฟู คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งปัจจุบันเป็นโรงเรียนกายอุปกรณ์แห่งแรก และแห่งเดียวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ริเริ่มผลิต “นักกายอุปกรณ์” (Prosthetist/Orthotist-นักประดิษฐ์อวัยวะเทียม) อย่างจริงจัง

หลักสูตรนี้ต้องเรียนหนักพอๆ กับแพทย์ คนที่เรียนจบจะประกอบอาชีพที่เมืองไทยขาดแคลนที่สุด ต้องทำงานใกล้ชิดผู้สูญเสียอวัยวะด้วยเครื่องมือและทักษะหลากหลาย ไม่ว่ากลศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ แพทยศาสตร์ ฯลฯ ทั้งยังเรียกร้องความมีไหวพริบทางศิลปะเพื่อผลิต “อวัยวะเทียม” โดยมีจุดหมายสูงสุด คือ

คืนชีวิตที่สมบูรณ์ด้วยอวัยวะครบ ๓๒ ให้คนพิการอีกครั้ง


การทำงาน “ภาคปฏิบัติ” กับผู้ป่วยอาสาสมัคร ในวิชาว่าด้วยการสร้างขาเทียม
สิ่งที่ต้องทำคือการตรวจอวัยวะส่วนพิการอย่างละเอียดเพื่ออ่าน
“ข้อความ”(Message) ที่แพทย์ผู้ผ่าตัดบันทึกไว้บนอวัยวะชิ้นนั้น
และสร้างความไว้วางใจให้แก่ผู้ป่วยเพื่อที่การผลิตอวัยวะเทียม
จะดำเนินไปอย่างราบรื่นและเหมาะกับพวกเขามากที่สุด

นักกายอุปกรณ์ อาชีพใหม่จากโลกเก่า

เมื่อเห็นคนพิการทุพพลภาพ บ่อยครั้งเรามักมีคำอุทานถึงความ “สมประกอบ” ของร่างกายว่า “โชคดีเท่าไรแล้วที่เกิดมาครบ ๓๒” โดยสภาวะร่างกายครบ ๓๒ นั้นนับตามอวัยวะที่มองเห็นจากภายนอกประกอบด้วย

ดวงตา ๒ ข้าง
หู ๒ ข้าง
จมูก ๑ จมูก
ปาก ๑ ปาก
แขน ๒ ข้าง
ขา ๒ ข้าง
มือ ๒ ข้าง
นิ้วมือ ๑๐ นิ้ว
นิ้วเท้า ๑๐ นิ้ว

อวัยวะเหล่านี้เองทำให้กิจวัตรประจำวันตั้งแต่ตื่นจนเข้านอนเป็นไปอย่างราบรื่น

ทว่าถ้าส่วนใดส่วนหนึ่งหายไป หรือเกิดบิดเบี้ยว คดงอ อ่อนแรง เรื่องง่ายๆ อย่างการแปรงฟันก็อาจกลายเป็นเรื่องเข็นครกขึ้นภูเขาในทันที

เมื่อเกิดความเจ็บป่วยดังกล่าว แพทย์จะส่งต่อไปยัง “นักกายอุปกรณ์”

“นักกายอุปกรณ์” ไม่ใช่แพทย์ แต่เป็นอาชีพที่ต้องทำงานใกล้ชิดกับแพทย์และพยาบาลด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู นักกายภาพบำบัด นักกิจกรรมบำบัด นักจิตวิทยา โดยทำหน้าที่ฟื้นฟูสุขภาพผู้ป่วยที่มีปัญหาสูญเสียอวัยวะหรือ
มีอวัยวะภายนอกส่วนหนึ่งส่วนใดผิดปรกติ โดยพวกเขาทำหน้าที่สร้าง “กายอุปกรณ์เทียม” ทดแทนอวัยวะที่หายไป และสร้าง “กายอุปกรณ์เสริม” ช่วยให้อวัยวะผิดปรกติกลับมาทำงานได้ใกล้เคียงปรกติอีกครั้ง

เท่าที่รับรู้กัน อาชีพนักกายอุปกรณ์เพิ่งปรากฏขึ้นช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ทว่าถ้ามองย้อนกลับไป แรงขับดันที่ทำให้เกิดอาชีพนี้มีมานานแล้วในสังคมมนุษย์

ราว ๑,๐๐๐ ปีก่อน เฮโรโดตัส นักประวัติศาสตร์กรีก บันทึกไว้ว่ามีทหารเปอร์เซียนายหนึ่งตัดเท้าเพื่อหลบหนีจากการเป็นเชลย หลังจากนั้นเขาแทนที่เท้าข้างที่ขาดด้วยอุปกรณ์ทำจากไม้ นั่นคือเรื่องราวของ “อวัยวะเทียม” ที่ปรากฏเป็นครั้งแรกในเอกสารทางประวัติศาสตร์

อีกกรณีหนึ่งคือ Götz von Berlichingen อัศวินเยอรมันในยุคกลางผู้สูญเสียแขนขวาจากสงคราม เขาสร้างแขนเทียมจากเหล็ก และทุกวันนี้แขนเทียมนั้นถูกเก็บรักษาไว้ในปราสาท Jagsthoundsen ในเยอรมนี

จะเห็นได้ว่าในประวัติศาสตร์อวัยวะเทียมมักถูกสร้างขึ้นจากวัตถุดิบและอุปกรณ์ง่ายๆ อาทิ ไม้ เหล็ก ฯลฯ โดยไม่มีหลักวิชาการแต่อย่างใด หากแต่ขึ้นกับความสร้างสรรค์และความพอใจของผู้สร้างเท่านั้น จนช่วงคริสต์ทศวรรษ ๑๙๕๐ เมื่อการแพทย์เจริญขึ้นจึงมีการพัฒนาหลักวิชาเรื่องอวัยวะเทียมอย่างจริงจัง

หมุดหมายสำคัญคือในปี ค.ศ. ๑๙๕๙ (พ.ศ. ๒๕๐๒) อาจารย์กลุ่มหนึ่งในมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา พัฒนาเทคนิคการสร้างอวัยวะเทียมส่วนที่มีความต้องการมากที่สุดคือ “ขา” โดยใช้เบ้าพลาสติก (Plastic socket) ยึดส่วนขาที่เหลืออยู่ของคนไข้เข้ากับวัสดุที่ทำหน้าที่แทนหน้าแข้ง คือไม้เนื้ออ่อนซึ่งถูกขึ้นรูปให้เหมือนขา หน้าแข้งเทียมนี้จะไปต่อกับเท้าเทียม มีการหุ้มส่วนหน้าแข้งด้วยพลาสติกโพลีเอสเตอร์เรซิน (polyester resin) ขาเทียมแบบนี้ต่อมารู้จักกันในแวดวงวิชาการว่า “ขาเทียมแกนนอก” เนื่องจากน้ำหนักตัวคนไข้ที่ใช้ขาเทียมชนิดนี้จะถูกถ่ายลงไปรอบๆ ขา

ต่อมาจึงมีการพัฒนา “ขาเทียมแกนใน” ซึ่งมีวิธีการสร้างโดยสังเขปคือ สร้างเบ้าที่ยึดกับขาที่เหลือของคนไข้ด้วยพลาสติก จากนั้นต่อเข้ากับอุปกรณ์ปรับแนวที่เป็นท่ออะลูมิเนียม ท่ออะลูมิเนียมจะทำหน้าที่รับน้ำหนักแทนหน้าแข้ง จากนั้นติดตั้งเท้าเทียม อาจมีการนำฟองน้ำมาหุ้มกับส่วนหน้าแข้งเพื่อตกแต่งให้คล้ายขาจริงมากที่สุด ขาเทียมชนิดนี้รู้จักกันในเวลาต่อมาว่า “ขาเทียมแกนใน” เพราะขาเทียมแบบนี้ถ่ายน้ำหนักตัวคนไข้ลงสู่แกนหน้าแข้งที่เป็นอะลูมิเนียมซึ่งถูกซ่อนไว้ข้างใน ขาเทียมชนิดนี้สร้างได้เร็ว มีน้ำหนักเบา ต่อมายังกลายเป็นวิธีต้นแบบในการสร้างอวัยวะเทียมส่วนอื่นๆ ที่ใช้สอนในโรงเรียนกายอุปกรณ์ทั่วโลก

ทั้งนี้ ความก้าวหน้าของวงการวัสดุศาสตร์ยังทำให้ขาเทียมแกนในได้รับการพัฒนาต่อเนื่อง อาทิ เมื่อพลาสติกถูกพัฒนาให้เบาและแข็งแรง นักกายอุปกรณ์ก็สร้างเบ้าที่ดีกว่าเดิมให้คนไข้ได้ เมื่อมีการนำอะลูมิเนียมที่เบาและแข็งแรงมาใช้เป็นแกนหน้าแข้งแทนวัสดุจำพวกไม้ นักกายอุปกรณ์ก็จะออกแบบขาเทียมที่เบากว่าเดิมได้

ตั้งแต่ทศวรรษ ๑๙๕๐ เป็นต้นมา ในโลกตะวันตกยังมีการพัฒนาอวัยวะเทียมส่วนอื่นๆ นอกเหนือจากขาและแขน อาทิ เท้าเทียม ข้อเข่าเทียม และยังพัฒนา “กายอุปกรณ์เสริม” จำนวนมาก อาทิ เหล็กพยุงขา(Brace) สำหรับผู้มีปัญหาขาลีบเล็กและไม่มีแรง

ในเมืองไทยไม่มีบันทึกเกี่ยวกับการพัฒนางานด้านกายอุปกรณ์มากนัก เท่าที่ปรากฏข้อมูลคือปี พ.ศ. ๒๔๙๗ ที่คนไทยป่วยเป็นโรคโปลิโอ (โรคนี้ทำให้ขาผิดรูปร่าง) จำนวนมาก

ปีนั้นมีแผนก “งานกายอุปกรณ์” เกิดขึ้นที่โรงพยาบาลศิริราชเพื่อบริการประชาชน ถือเป็นครั้งแรกที่มีการตั้งแผนกนี้ในโรงพยาบาล แต่เนื่องจากยังไม่มีบุคลากรที่เชี่ยวชาญศาสตร์ด้านกายอุปกรณ์มากพอ การทำงานก็ยังเป็นไปในลักษณะเรียนรู้พร้อมกับทำงาน ประสิทธิภาพในการผลิตอุปกรณ์เทียมจึงยังไม่ดีนัก

ต้องรอถึงปี ๒๕๒๒ จึงมีการเปิด “โรงเรียนกายอุปกรณ์” ที่โรงพยาบาลเลิดสิน เพื่อผลิต “ช่างกายอุปกรณ์” ระดับอนุปริญญา อย่างไรก็ตามผ่านไป ๑๔ รุ่น โรงเรียนก็ต้องปิดตัวลงในปี ๒๕๓๗ เนื่องจากปัญหาด้านงบประมาณและความไม่พร้อม

ช่วงคาบเกี่ยวในปี ๒๕๓๔ ยังมีการตั้ง “ศูนย์สิรินธรเพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์แห่งชาติ” หน่วยงานระดับกอง สังกัดกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เพื่อทำวิจัย ทำงานวิชาการ และฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยและผู้พิการจากโรคต่างๆ โดยศูนย์สิรินธรฯ ร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (ปัจจุบันคือมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ) เปิดหลักสูตรกายอุปกรณ์ระดับประกาศนียบัตรชั้นสูง (ปกศ.สูง)-อนุปริญญา ในปี ๒๕๓๖ ใช้เวลาเรียน ๓ ปีที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ แต่เปิดสอนได้ ๕ รุ่นก็ต้องปิดตัวไปอีก

ต่อมาในปี ๒๕๔๕ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ร่วมกับศูนย์สิรินธรเพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์แห่งชาติ และมูลนิธินิปปอน (The Nippon Foundation) ก่อตั้ง “โรงเรียนกายอุปกรณ์สิรินธร” ขึ้นเพื่อผลิตนักกายอุปกรณ์ระดับปริญญาตรี โดยอยู่ภายใต้คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ซึ่งนับถึงปัจจุบันก็ถือเป็นปีที่ ๙ ที่เปิดการเรียนการสอนมา

ทั้งหมดนี้เป็นความพยายามเพื่อแก้ไขสภาวะที่สังคมไทยมีช่างกายอุปกรณ์/นักกายอุปกรณ์เพียง ๓๐๐ คน (ประเมินอย่างไม่เป็นทางการ) ในขณะที่มีผู้พิการถึง ๑.๘๗ ล้านคน (สำนักงานสถิติแห่งชาติ, ๒๕๕๐) และคนพิการในพื้นที่ห่างไกลจำนวนมากยังคงต้องทำอวัยวะเทียมใช้กันเองตามมีตามเกิด

รศ.พญ.กมลทิพย์ หาญผดุงกิจ อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนกายอุปกรณ์สิรินธร เล่าว่านี่เป็นโรงเรียนผลิตนักกายอุปกรณ์แห่งแรกและแห่งเดียวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เกิดขึ้นเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ที่สำคัญ นอกจากสอนบทเรียนทางเทคนิคแล้วยังต้องผลิตนักกายอุปกรณ์ที่เข้าใจและดูแลเพื่อนมนุษย์ผู้พิการได้อย่างแท้จริง

ปี ๑ ปูพื้น “นักกายอุปกรณ์”

วรลักษณ์ ปรากฏมงคล นักศึกษาชั้นปีที่ ๔ สาขาวิชากายอุปกรณ์ โรงเรียนกายอุปกรณ์สิรินธร

เรื่องราวสมัยเรียนปี ๑ ยังคงชัดเจนในความทรงจำของเธอ

เธอจำได้ว่าชีวิตนักศึกษาปี ๑ ก็ไม่ต่างจากอีกหลายคนที่ยังสับสนกับตัวเอง “เรียนสายวิทย์-คณิตมา สอบติดเพราะเลือกเป็นอันดับ ๓ ที่เลือกเพราะตอนเตรียมสอบเอนทรานซ์ค้นดูสถิติคะแนนแต่ละสาขาวิชา สาขาวิชากายอุปกรณ์ที่ขึ้นด้วยอักษร ก ปรากฏเป็นตัวแรก แรกๆ ก็รู้แค่เรียนเกี่ยวกับการรักษาคน ต้องออกแบบและผลิตอุปกรณ์บางอย่างเท่านั้น”

เธอพบว่าวิชาเรียนในปีแรกนั้นประกอบด้วยวิชาพื้นฐานวิทยาศาสตร์ อาทิ ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา ฯลฯ ที่ต้องลงเรียนเป็นปรกติเช่นเดียวกับสาขาวิชาอื่นๆ ในคณะแพทยศาสตร์ แต่สำหรับนักศึกษากายอุปกรณ์ วิชาพิเศษที่เพิ่มมาคือ “วิชาว่ายน้ำ วิชาพื้นฐานทางวิศวกรรมศาสตร์ วิชาเขียนแบบ วิชาที่สอนการใช้โปรแกรม AutoCAD (โปรแกรมคอมพิวเตอร์หรับการออกแบบทางวิศวกรรม)

“แรกๆ ก็งงว่าทำไมต้องเรียนเพราะเป็นส่วนเกินจากวิชาพื้นฐาน เด็กปี ๑ คนอื่นมีเวลาว่างทำกิจกรรมแต่เราต้องเรียนวิชาเหล่านี้จนไม่มีเวลาว่าง ต่อมาถึงเข้าใจว่าวิชาว่ายน้ำเป็นการเตรียมความแข็งแรงของร่างกายเพราะเมื่อเรียนปีสูงขึ้น ต้องแต่งปูน แบกของ ยกเหล็ก ทำสารพัดอย่าง ส่วนวิชาพื้นฐานทางวิศวกรรมศาสตร์ วิชาเขียนแบบ วิชาโปรแกรมออโตแคด ต้องใช้เพื่อออกแบบอุปกรณ์เทียม”

วิชาที่สำคัญที่สุดในปีแรกสำหรับเธอคือ “ศาสตร์ว่าด้วยกายอุปกรณ์เสริมและกายอุปกรณ์เทียม (Introduction to P&O)” ที่ว่าด้วยการทำความรู้จักกับศาสตร์และหน้าที่ของนักกายอุปกรณ์

วรลักษณ์บอกว่าวิชานี้ทำให้รู้จัก “กายอุปกรณ์” และรู้จักภารกิจของนักกายอุปกรณ์ “พูดให้เข้าใจง่ายคือ กายอุปกรณ์เทียมหมายถึงอวัยวะเทียมที่สร้างทดแทนอวัยวะจริง ไม่ว่าขาเทียม แขนเทียม มือเทียม ข้อต่อต่างๆ ที่ทำขึ้นแทนหัวเข่า ข้อศอกจริง ส่วนกายอุปกรณ์เสริมเป็นตัวช่วยอวัยวะที่ผิดปรกติให้กลับมาทำงานได้ใกล้เคียงปรกติมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์พวกแผ่นรองในรองเท้า เหล็กพยุงขา ที่ดัดหลัง เป็นต้น”

เธอยังได้เรียนรู้ว่าหน้าที่ของนักกายอุปกรณ์คือการ “รับไม้ต่อ” จากแพทย์ในการฟื้นฟูคนไข้ และหลักการออกแบบกายอุปกรณ์ทั้ง “เทียม” และ “เสริม” นั้นมีกฎสำคัญคือ หนึ่ง คนไข้ต้องใช้งานได้จริง (Function) สอง สวมใส่สบาย (Comfort) และสาม มีความสวยงาม (Cosmetic)

หลักการทั้งสามนี้จะถูกใช้ในบทเรียนชั้นปีที่สูงขึ้นเมื่อมีการฝึกปฏิบัติจริง นั่นคือทุกครั้งที่แพทย์ตัดขาคนไข้ แพทย์จะทิ้ง “ข้อความ” (message) ไว้ในตอขาส่วนที่เหลือของคนไข้เพื่อสื่อสารกับนักกายอุปกรณ์เสมอ อาทิ จำนวนปุ่มกระดูก จำนวนกล้ามเนื้อที่เหลือ ซึ่งต่อมานักกายอุปกรณ์จะใช้สิ่งเหล่านี้เป็นโจทย์ในการสร้างกายอุปกรณ์ที่เหมาะที่สุดให้คนไข้ โดยที่คนไข้สวมแล้วต้องใช้ได้โดยไม่มีอาการแทรกซ้อน จึงจะถือเป็นการตอบโจทย์เรื่องการใช้งานได้จริงและสวมใส่สบาย ส่วนโจทย์ข้อสุดท้าย นักกายอุปกรณ์ต้องคิดให้ออกว่าทำอย่างไรอุปกรณ์เทียมจึงทำงานและมีรูปแบบกลมกลืนกับอวัยวะจริงที่สุด เพื่อให้คนไข้ใช้ชีวิตได้อย่างปรกติที่สุดในสังคมที่สาธารณูปโภคทั้งหลายถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับคนที่มีอวัยวะครบ ๓๒ เท่านั้น

ยังไม่นับวิธีสื่อสารกับคนไข้เพื่อวินิจฉัยอาการอันจะนำไปสู่การสร้างกายอุปกรณ์ประเภทต่างๆ ให้เหมาะกับคนไข้แต่ละคนที่มีลักษณะพิการเฉพาะตัวแตกต่างกันไป

หน้าของบทความ: 1 2 3 4

บทความที่คล้ายกัน :

About admin

ผู้ดูแล และลงข้อมูลประจำเวบไซต์ sarakadee.com
  • Tookta Toon Tamp Tang

    น้องๆกลุ่มนี้น่ารักมากครับ เก่งกันทุกคนเลย