คนรุ่นใหม่ต้องเปลี่ยนแปลงสิ่งที่คนรุ่นเก่าสร้างมา – จอห์น วิญญู วงศ์สุรวัฒน์

ผู้เข้าชม 1,530 ครั้ง
วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์,  ธัชชัย วงศ์กิจรุ่งเรือง : สัมภาษณ์
ประเวช ตันตราภิรมย์ : ถ่ายภาพ

“สวัสดีคร้าบ…ขอต้อนรับเข้าสู่ ‘เจาะข่าวตื้น’ กับนายจอห์น วิญญู นะฮาว์ฟฟ” 

นาทีนี้คงไม่มีใครไม่รู้จักรายการ “เจาะข่าวตื้น” ทาง iHere.tv ที่ได้รับความนิยมสูงสุดในทีวีอินเทอร์เน็ตช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ยืนยันได้จากจำนวนผู้คลิกเข้าชมรายการมียอดรวมทะลุ ๑๔ ล้านครั้งไปแล้ว มีผู้ “ถูกใจ” หน้าเฟซบุ๊ก iHere TV ถึง ๑๐๖,๒๖๓ คน (สถิติวันที่ ๒ มีนาคม ๒๕๕๔) ยังไม่นับว่ามีการ “แชร์” ลิงก์ของรายการและบอกต่อ ๆ กันจนสร้างปรากฏการณ์ใหม่ในโลกไซเบอร์

“…นะฮาว์ฟฟ” คำพูดติดหูบวกกับเนื้อหาเสียดสีเหน็บแนมอย่างชาญฉลาดที่มาพร้อมมาดยียวนโดนใจวัยโจ๋ ทำให้นายจอห์น วิญญู ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในฐานะคนรุ่นใหม่ที่น่าจับตามอง

จอห์น วิญญู วงศ์สุรวัฒน์ วัย ๒๕ ปี รูปลักษณ์ภายนอกก็ไม่ต่างจากวัยรุ่นทั่วไป ทรงผมสั้นตั้งตรงโฉบเฉี่ยว สวมแว่นตาดำ ใบหน้าหล่อเหลา แต่งตัวนำแฟชั่น แต่กับบทบาทพิธีกรรายการ “เจาะข่าวตื้น” รายการเล่าข่าวทางเว็บไซต์ iHere.tv นั้นทำให้เขาต่างจากดาราวัยรุ่นคนอื่น ๆ เพราะข่าวที่เขานำมาเล่าไม่ใช่เรื่องเบาสมองเลยสักนิด จอห์นหยิบยกปัญหาสังคมตั้งแต่เรื่องข้อสอบ O-NET, A-NET การทุจริตคอร์รัปชัน ไปจนถึงความขัดแย้งทางการเมือง ด้วยรูปแบบการเล่าข่าวที่แหวกขนบจากรายการคุยข่าวทั่ว ๆ ไปตามสถานีโทรทัศน์ฟรีทีวี นำเสนอประเด็นต่าง ๆ อย่างวิพากษ์วิจารณ์ได้เต็มที่และตรงไปตรงมา อีกทั้งสนุกและเข้าถึงง่าย

ภายใต้การเสียดสีเจ็บ ๆ คัน ๆ สร้างเสียงหัวเราะจนเผลอจุกของเด็กหนุ่มวัย ๒๕ ปีคนนี้ ทำให้หลายคนฉุกคิดถึงปัญหาต่าง ๆ มากกว่าแค่อ่านข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์แล้วผ่านไป นั่นย่อมไม่ได้มาจากความคึกคะนองเพียงอย่างเดียว แต่เพราะการสั่งสมความรู้ ติดตามข่าวสาร และผ่านกระบวนการคิดวิเคราะห์มาอย่างดี เป็นผลให้ในที่สุดรายการของเขาได้รับความนิยมล้นหลามแม้จะเผยแพร่เฉพาะสื่ออินเทอร์เน็ตก็ตาม

จอห์น วิญญู วงศ์สุรวัฒน์ เป็นบุตรคนเล็กของ รศ. ดร. โกวิท วงศ์สุรวัฒน์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และมารดาชาวอเมริกันอดีตอาจารย์ประจำภาควิชาทฤษฎีศิลป์ คณะจิตรกรรมฯ ที่มหาวิทยาลัยศิลปากร หลายคนอาจคุ้นหน้าเขาผ่านจอโทรทัศน์ทั้งในฐานะนายแบบโฆษณา มิวสิกวิดีโอ พิธีกรรายการวัยรุ่นหลายรายการอย่าง WakeClub, รถโรงเรียน และทางเคเบิลทีวี Bang Channel รวมถึงรายการวิทยุคลื่น Hotwave ปัจจุบันเขากำลังศึกษาระดับปริญญาตรีที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

บทบาทใหม่ของจอห์น วิญญู เริ่มต้นขึ้นเมื่อพี่สาว โรซี่ วงศ์สุรวัฒน์ ที่เปิดบริษัทเฮลิแพด รับงานอัดเสียง ผลิตรายการโทรทัศน์ และตัดต่อวิดีโอต่าง ๆ เปิดเว็บไซต์อินเทอร์เน็ตทีวีชื่อ iHere.tv ขึ้นในเดือนเมษายน ๒๕๕๐ แล้วชักชวนเขามาร่วมทำรายการ จอห์น วิญญู ทำหน้าที่พิธีกร ๒ รายการคือ “เจาะข่าวตื้น” และ “เก้าอี้เสริม” (ร่วมกับดีเจพล่ากุ้ง-วรชาติ ธรรมวิจินต์) จากเดิมที่เคยคิดลองทำสนุก ๆ ก็เริ่มจริงจังขึ้นจนเวลานี้เขาถือมันเป็นงานในอาชีพไปแล้ว ขณะเดียวกันฐานผู้ชมรายการก็เพิ่มสูงขึ้นมากในช่วงปี ๒๕๕๓ จนถึงปัจจุบัน

ในฐานะสื่อออนไลน์ที่กำลังมาแรง สารคดี ชวนเขามาเปิดความคิดในประเด็นต่าง ๆ โดยเฉพาะสถานการณ์สื่อและคนรุ่นใหม่ในปัจจุบัน
คุณเคยตัดสินใจเลิกเรียนกลางคันเพราะอะไรครับ
ผมเรียนที่ มศว. ประสานมิตร คณะศิลปกรรมศาสตร์เอกการแสดงและกำกับการแสดง ผมรู้สึกว่าศิลปะมันไม่ควรถูกตีกรอบ แล้วตลกมากที่ต้องมาเจอการตีกรอบ ซึ่งผมก็เออออกับมันมา ๒-๓ ปี พอขึ้นปี ๔ รู้สึกไม่มีความสุขกับสภาพแบบนี้ อย่างเช่นการตีความบทละคร เราก็ตีความจากเหตุการณ์เรื่องราวในสังคม เราเขียนบนฐานความเข้าใจใส่ความคิดของเราลงไป ดึงเรื่องนั้นเรื่องนี้มาเสริมข้อมูลที่เรานำเสนอ แต่กลับเป็นว่าผิดเพราะอาจารย์บอกว่าต้องเป็นอย่างนี้ ๆ เฮ้ย ! มันเป็นเรื่องของงานศิลปะ มันเป็นสิ่งที่ต้องนำมาตีความ เลยไปเรียนรัฐศาสตร์แทน รัฐศาสตร์มันก็เป็นหลักการที่เป๊ะ ๆ ตามหลักของมัน คล้าย ๆ กฎหมายเป็นข้อ ๆ เป็นกฎเกณฑ์ เรายังรับตรงนั้นได้เพราะมันนำไปปรับใช้กับสังคมตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้

ตอนนั้นคิดหนักไหมครับ อีกปีเดียวก็จบแล้ว
ก็เสียดายครับ คุณพ่อถามว่าแน่ใจแล้วหรือ เขาให้เวลาคิดสัปดาห์หนึ่ง พอเราคิดตกคุณพ่อก็ไม่มีปัญหาอะไร เราจะเอนทรานซ์ใหม่คุณพ่อก็บอกว่าไม่ต้องหรอก ไปเรียนรามฯ ก็ได้ เพราะท่านก็จบนิติศาสตร์จาก ม.รามคำแหง มันก็เป็นตัวบ่งชี้นะ ถ้าคุณจบจากที่นี่ได้มันก็แสดงถึงความรับผิดชอบของคุณ แล้วคุณก็ได้อะไรจากที่นั่นด้วย ซึ่งเราก็เห็นด้วย

เคยคิดจะไปศึกษาต่อต่างประเทศไหมครับ
เฉย ๆ ครับ ไม่ได้มีความต้องการอะไร พี่สาวผมก็ไปเรียนเขียนบทคอร์สสั้น ๆ ที่แวนคูเวอร์ แคนาดา พี่ชายพี่สาวอีก ๒ คนก็ได้ทุนคิง ส่วนผมคนสุดท้องเรียนรามฯ ผมก็รู้สึกแฮปปี้ดี

คุณพ่อก็ไม่ค่อยชอบที่คุณมาทำงานในวงการบันเทิงสักเท่าไร
ใช่ครับ ตามสไตล์ที่คุณพ่อคุณแม่เป็นนักวิชาการทั้งคู่ เพียงแต่คุณแม่ให้ท้ายเล็กน้อยในแง่ว่าท่านสอนจิตรกรรมและวิจารณ์ภาพยนตร์ รู้สึกว่าการทำงานบันเทิงหรือศิลปะการแสดงออกมันไม่ได้เสียหายอะไรมาก ส่วนคุณพ่อจะบอกว่า เออ ทำได้นะ แต่ว่าไม่ต้องขลุกกับมันมาก เพราะท่านใฝ่ฝันอยากให้ลูกสักคนเป็นนักกฎหมาย

แล้วคุณเข้าสู่เส้นทางสายบันเทิงไม่ว่าจะถ่ายแบบหรือพิธีกรได้อย่างไร
ผมเข้ามาทำงานสายนี้เหมือนเด็กทั่ว ๆ ไปแหละครับ คือมาจากโมเดลลิ่ง ตั้งแต่อยู่ ม. ๓ ที่โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย ช่วงนั้นมีโมเดลลิ่งอยู่ไม่กี่เจ้าเลยค่อนข้างปลอดภัย ไม่เหมือนสมัยนี้ที่มีโมเดลลิ่งเถื่อนเยอะพอสมควร เขาก็ให้เราลองไปเทสต์หน้ากล้อง ถ่ายภาพนิ่ง แล้วส่งไปตามโปรดักชันเฮาส์ทำโฆษณา หรือว่าถ่ายมิวสิกวิดีโอตามแกรมมี่หรืออาร์เอส ผมก็มีโอกาสได้ถ่ายแบบ ถ่ายโฆษณา และเล่นมิวสิกวิดีโอ ขลุกอยู่ตรงนั้นสัก ๒-๓ ปี
พอขึ้น ม.๕ ก็ได้มาเทสต์พิธีกรที่แกรมมี่ครับ เลยได้มาอยู่ที่นี่

ทำเพราะอยากได้เงินใช้ หรือคิดว่ามันเป็นงานที่เท่ดี
ไม่หรอกครับ ช่วงแรก ๆ ถือว่าเป็นประสบการณ์อย่างหนึ่งที่ได้ทำ มันเป็นประสบการณ์ที่ไอ้เด็กอย่างเรา ๆ ไม่มีโอกาสได้สัมผัส แล้วผมก็ไม่ได้ดังหรอกครับ จนปัจจุบันก็ยังไม่ดัง บางทีรู้สึกอายด้วยซ้ำว่าตอนนั้นเราพลาดไปหรือเปล่าที่มาถ่ายแบบถ่ายโฆษณา เพราะอยู่โรงเรียนก็โดนแซวโดนล้อ บางช่วงเรายังคิดเลยว่าคิดถูกหรือเปล่า แต่มันก็เป็นประสบการณ์ที่สนุกดี อย่างถ่ายโฆษณาก็ยังไม่นึกเลยว่าจะได้เจอผู้กำกับคนนั้นคนนี้ ผมได้เจอพี่ต่อ (ธนญชัย ศรศรีวิชัย) ผู้กำกับภาพยนตร์โฆษณาจากฟีโนมีน่า ก็สัมผัสได้ถึงไลฟ์สไตล์ของเขาซึ่งปัจจุบันก็ยังเป็นคนอย่างนั้นอยู่ ผมได้เจอคนเยอะ ได้เห็นลักษณะการทำงานหลากหลาย แล้วพี่สาวผมเรียนคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน ทำงานด้านภาพยนตร์ด้วย เขาก็รู้สึกว่ามันน่าสนใจดี พูดคุยกันมันก็สนุก เราได้ใกล้ชิดกับด้านนี้มากขึ้น และทำให้โลกของเรากว้างขึ้นด้วย

ความคิดหลักของการทำเว็บไซต์ iHere.tv คืออะไร
เริ่มจากความชอบส่วนตัว อยากทำช่องอิสระของเราเองผ่านทางฟรีมีเดีย คำย่อ iHere มาจาก Independent Here ก็มีคนตีความว่า iHere นี่เป็นคำหยาบ ซึ่งเราก็ตั้งใจให้มันดูดาร์ก คุณอาจจะมองอีกแบบก็ได้ มันก็อาจจะเป็นมุมมองของวัยรุ่นวัยคะนองอย่างพวกผมที่เปิดเว็บขึ้นมา 

รายการ “เจาะข่าวตื้น” เป็นความชอบส่วนตัวหรือเปล่า แล้วเกิดขึ้นมาได้อย่างไร
เมื่อ ๓ ปีที่แล้วเป็นความชอบส่วนตัวครับ แต่ตอนนี้เป็นความรับผิดชอบหลักอย่างหนึ่งที่ต้องเข้าไปดูแลเต็มตัว เพราะช่วงที่เริ่มทำตอนนั้นเราเปิดบริษัท รายได้จากการทำทีวีออนไลน์ไม่ได้สูงมาก รายได้ส่วนใหญ่เราลงไปที่โปรดักชันทีม พวกตากล้อง ทีมตัดต่อ เพราะรู้สึกว่าเขาทำงานหนักและควรจะจ่ายเขาเป็นเงิน ตอนที่ตัดสินใจจะทำ “เจาะข่าวตื้น” มันเป็นสิ่งที่อยากทำอยู่พักหนึ่งแล้ว แต่ผมเองยังไม่มั่นใจว่าเราจะมีความน่าเชื่อถือหรือไม่ คนจะสนใจฟังเราหรือเปล่า ต่อมาคิดว่าเราเองเป็นคนหนึ่งที่อยากจะมีส่วนนำเสนอข่าวหรือความคิดเห็นโดย เฉพาะของคนรุ่นใหม่ เดิมผมจัดรายการวิทยุหรือรายการโทรทัศน์ บางทีเรานำเสนอแค่ว่าอย่าลืมกรี๊ดศิลปินคนนี้นะ อย่าลืมซื้อเพลงคนนี้นะ ซึ่งมันก็เป็นการหาเลี้ยงชีพของเราและสร้างรายได้ให้องค์กรที่เราสังกัด แต่ถ้าเราสร้างคอนเน็กชันกับคนรุ่นใหม่ได้ขนาดนี้ก็น่าจะมีอะไรกลับไปถึงเขา บ้างนะ พี่สาวก็บอกว่า เออแกทำได้ เดี๋ยวพวกพาร์ตครีเอทีฟหรือพาร์ตข่าวมาช่วย ๆ กัน พี่สาวผมเคยเป็นผู้ช่วยผู้กำกับและเคยทำงานในทีมข่าวสำนักข่าวญี่ปุ่น Nippon TV ในเมืองไทย ทำข่าวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งหมด เขาก็พอจะรู้วิธีการหาข้อมูล การนำเสนอข่าวของสื่อ

ชื่อรายการ “เจาะข่าวตื้น” ดูเหมือนจงใจล้อรายการคุยข่าวของฟรีทีวี แล้วยังมีคำสร้อยว่า “ดูถูกสติปัญญา” มีที่มาอย่างไรครับ
ผมพยายามจะเสียดสีเล็ก ๆ น้อย ๆ พวกรายการข่าวที่หยิบหนังสือพิมพ์มาอ่านหัวข้อข่าวให้ฟังแล้วบอกแค่ที่มาที่ไปของข่าว วันนี้มีอุบัติเหตุรถชนตรงนี้ มีเหตุการณ์ยิงกันตรงนี้ มีการขุดเจาะสัมปทานน้ำมันตรงนี้ แต่แค่เล่าให้ฟัง ไม่ได้ติดตามต่อว่าเป็นยังไง แล้วส่งผลกระทบกับใครมากน้อยแค่ไหน แม้กระทั่งบางทีใช้คำที่ฟังยากเข้าใจยาก มันเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คนรุ่นใหม่หรือวัยรุ่นเบือนหน้าหนีการฟังข่าวหรือการอ่านข่าว ผมจึงคิด…เออ “เจาะข่าวตื้น” ไม่ต้องลึกอะไรมาก ด้วยภาษาง่าย ๆ ความเข้าใจง่าย ๆ ไม่ต้องอธิบายอะไรยาก ๆ “ดูถูกสติปัญญา” ก็เสียดสีครับว่าไม่ต้องสติปัญญาสูงส่งก็เข้าใจได้

แสดงว่าคุณเป็นคนอ่านข่าว ติดตามวิเคราะห์ข่าวอยู่ก่อนแล้ว
ไม่ถึงกับวิเคราะห์มากครับ แต่เป็นการนำข่าวสารข้อมูลต่าง ๆ มานั่งพูดคุยกับคนในครอบครัวหรือในหมู่เพื่อนที่อยู่ออฟฟิซเดียวกัน มันก็จะมีความลึกลงไปเรื่อย ๆ กับข้อมูลที่คนนี้ก็ไปอ่านมาเราก็ไปอ่านมา ใส่ข้อมูลที่เรารู้มา แล้วมันก็เป็นการวิเคราะห์ไปในตัว

ดูข่าวทีวีแล้วรู้สึกขัดใจมากไหม
พอสมควรครับ ผมรู้สึกว่ามันขาดความตรง ขาดความชัดเจนเป็นอิสระ เราต้องยอมรับว่าสื่ออย่างฟรีทีวีก็ยังคงอยู่ในกรอบของความเกรงอกเกรงใจคนที่ถือคลื่นความถี่พวกนี้อยู่ เลยเจาะประเด็นที่ลึกจนเกินไปไม่ค่อยได้ ไม่อย่างนั้นจะเป็นเรื่อง

คุณคิดว่าตอนนี้รายการประเภทคุยข่าวมีมากเกินไปไหม
เยอะก็ดีครับ ในแง่ที่ว่าคนดูได้รับความหลากหลายหรือมีโอกาสที่จะเลือก แต่ว่าคุณภาพก็ต้องมาดูกันอีกที การดูรายการคุยข่าวเราได้อะไรจริง ๆ หรือเปล่า หรือเป็นแค่การเปิดประเด็นให้เรากลับไปหาข้อมูลกันเอง หรือเปิดประเด็นให้พวกผมไปหาข่าวกันต่อแล้วมาพูดใน “เจาะข่าวตื้น” ก็ได้

คุณเห็นว่าข่าวทีวีควรเจาะลึกมากกว่านี้
ใช่ครับ ในความรู้สึกของผม เขามีทุกอย่างในมือ ไม่ว่าจะเป็นทีมข่าว มีบุคลากร มีเงิน รายได้หรืออะไรต่าง ๆ ที่มาจากโฆษณา หรือแม้กระทั่งมาจากภาษีของเราเองบางช่อง ที่จริงแล้วมันเจาะลึก เป็นกลาง และเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคข่าวได้มากกว่านี้ แต่ปัจจุบันนี้ จะด้วยความเกรงใจหรืออะไรสักอย่างมันไปไกลกว่านี้ไม่ได้ หรือว่ามัวแต่ไปสนใจแบ่งครึ่งช่วงนี้เพื่อให้ละครช่วงเย็นออกอากาศก่อนหรือเปล่า หรือเอารายการสุภาพสตรีมาคั่นเวลา ที่จริงแล้วมันทำทุกอย่างได้มากกว่านี้ แต่คุณได้ทำเต็มที่แล้วหรือยัง

คนเริ่มตอบรับรายการเจาะข่าวตื้นตอนไหนครับ
เราลองทำดูช่วงเทปแรก ๆ ก็เงียบ ๆ ครับ เสียงตอบรับดีมากคือตอน “โอเน็ต โอ้ก็อด” เราพูดเรื่องข้อสอบว่ามีการนำเสนออะไรบ้าง ในเว็บไซต์ของป้าอุทุมพร [ศ.ดร. อุทุมพร จามรมาน ผู้อำนวยการสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ขณะนั้น] บอกว่ามีการทำสถิติ ในเว็บไซต์ก็มีแต่คนไม่ค่อยเข้าไปดูกัน เราก็หยิบข้อมูลที่เขากล่าวอ้างในเว็บไซต์ว่าในต่างประเทศเช่นอเมริกามีการทำข้อสอบที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวของสถิติ แต่จริง ๆ แล้วข้อสอบที่เขายกมาเป็นตัวอย่างในเว็บมีกราฟเป็นสถิติออกมาครบถ้วนให้เด็กดูเพื่อประมวลและตอบตามตัวเลือก A B C D แต่ในข้อสอบของสถาบันฯ กลับไม่มีข้อมูลเหล่านั้นอ้างอิง คือให้เด็กตอบด้วยสามัญสำนึกของแต่ละคน เด็กก็ร้อยพ่อพันแม่มาจากบ้านนั้นบ้านนี้ต่าง ๆ กัน ข้อมูลสถิติของเด็กแต่ละพื้นที่อาจจะต่างกันก็ได้ ท้ายที่สุดคำตอบมันตอบได้ทั้ง ๔ ข้อ แต่เด็กต้องตอบแค่ข้อเดียว เด็กก็ต้องสงสัยว่าข้อที่เหลือมันผิดตรงไหน แล้วคุณบอกว่าคุณถูก คุณมีหลักเกณฑ์ แต่หลักเกณฑ์ของคุณมันถูกต้องจริงหรือเปล่า เราไม่ได้บอกว่าคุณแย่คุณเลว แต่มันเป็นข้อมูลโต้ง ๆ ในเว็บไซต์คุณนะ เราหยิบมาเล่าหยิบมาบอก ข้อสอบมันดูไม่มีอะไรที่อ้างอิง ยกตัวอย่างข้อสอบข้อหนึ่ง–ข้อใดเป็นอันตรายที่เกิดขึ้นบ่อยจากการเที่ยวกลางคืนของหญิงสาว (ข้อสอบ O-NET ประจำปี ๒๕๕๓ วิชาสุขศึกษา) ให้ตัวเลือกมา ๔ ข้อคือ ๑. ถูกชิงทรัพย์ ๒. ถูกมอมยา ๓. ถูกข่มขืน ๔. ถูกทำร้ายร่างกาย เราตอบว่าถูกมอมยา แต่คำตอบที่ถูกต้องคือถูกข่มขืน ซึ่งก็มาอธิบายตอนหลังว่าเพราะมันเป็นสถิติไง แต่มันไม่มีสถิติมาอ้างอิงให้เราดูหรือประมวลผลก่อนนี่หว่า เด็กบางคนอาจจะเคยมีประสบการณ์ที่ว่า รุ่นพี่ที่มหา’ลัยถูกมอมยาเยอะมากแล้วถูกข่มขืน อีกคนอาจบอกว่าโดนชิงทรัพย์เยอะกว่า พอไม่มีอะไรอ้างอิงมันก็เลยเป็นปัญหา เราหยิบเรื่องที่เป็นกระแสสังคมในเวลานั้นมานำเสนอ ก็เลยเป็นที่ถูกใจและคนเกิดสนใจขึ้นมา

เพราะวิธีการเล่าข่าวที่เสียดสีประชดประชันและตลก
มีส่วนครับ แต่จริง ๆ แล้วเราไม่ได้ตั้งใจให้มันตลก ผมคิดว่าความตลกเป็นโบนัสที่ได้มาจากการทำในแต่ละเทปมากกว่า

แล้วความตั้งใจแรกของคุณคืออะไรครับ
แค่เสียดสี ก็อาจจะใช่ที่การเสียดสีเป็นธรรมชาติหนึ่งของความตลก แต่ผมคิดว่าตัวเองไม่ใช่คนตลก เพียงแต่การตัดต่อหรือการทำโปรดักชันแต่ละครั้งแล้วทำให้มันออกมาตลก คืออยากจะทำให้คนคิดบ้างว่าข่าวที่คุณอ่านไม่ใช่แค่ผ่านตา ไอ้สิ่งที่คุณเจอไม่ใช่ว่าคุณต้องยอมรับในการถูกกระทำ เราก็ถามหรือท้วงด้วยเหตุผลได้

หน้าของบทความ: 1 2 3

บทความที่คล้ายกัน :

  • ไม่มีบทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง :

About admin

ผู้ดูแล และลงข้อมูลประจำเวบไซต์ sarakadee.com
  • ฟ๊อก

    Like!!