บันสิทธิ์ บุณยะรัตเวช : ถ่ายภาพ์

ก่อนที่บทสัมภาษณ์ชิ้นนี้จะตีพิมพ์ หากไม่เกิดอุบัติเหตุทางการเมืองเสียก่อน เมืองไทยคงอยู่ภายใต้บรรยากาศการหาเสียงของนักการเมืองพรรคต่าง ๆ ก่อนจะมีการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๕๔
อย่างไรก็ตาม ทุกคนต่างรู้ดีว่าช่วงหลายปีที่ผ่านมาสังคมไทยผ่านความรุนแรงทางการเมืองมาหลายครั้ง มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก และองคาพยพทั้งหมดของสังคมนี้ยังคงขัดแย้งแบ่งขั้วอย่างรุนแรง
ดังนั้นแม้จะมีการกำหนดวันเลือกตั้งที่แน่นอนออกมาแล้ว ทว่าบรรยากาศกลับตรงกันข้ามกับสิ่งที่ควรจะเป็นในประเทศประชาธิปไตย ด้วยคนในสังคมจำนวนมากต่างกำลังตั้งคำถามกับสถานการณ์บ้านเมือง
ในสื่อกระแสหลักแทบไม่มีการถกกันเรื่องนโยบายของพรรคการเมืองคู่แข่งขัน กลับมีการตั้งข้อสงสัยว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นหรือไม่ จะเกิดรัฐประหารขึ้นเมื่อไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกิดกรณีดาวเทียมไทยคม ๕ ประสบเหตุขัดข้องทางเทคนิคส่งผลให้ทีวีหลายช่อง “จอมืด” ช่วงปลายเดือนเมษายน ข่าวลือเรื่องรัฐประหารยิ่งแพร่สะพัด ขณะที่สงครามที่ชายแดนไทย-กัมพูชาก็เกิดขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย การชุมนุมของคนเสื้อสีต่าง ๆ ยังคงมีอย่างต่อเนื่อง และที่น่าจับจ้องเป็นพิเศษคือการออกมา “ตบเท้า” ของทหาร ฯลฯ
ในสภาพเช่นนี้หลายคนคงเกิดคำถามว่า “การเลือกตั้ง” ยังเป็นคำตอบและเป็นทางออกให้แก่สังคมไทยได้หรือไม่ และการแข่งขันทางการเมืองท่ามกลางสถานการณ์เช่นนี้จะนำมาซึ่งความรุนแรงสักเพียงใด
หกปีก่อน ประจักษ์ ก้องกีรติ เป็นที่จับตามองในฐานะนักวิชาการรุ่นใหม่จากวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโทเรื่อง “และแล้วความเคลื่อนไหวก็ปรากฏ : การเมืองวัฒนธรรมของนักศึกษาและปัญญาชนก่อน ๑๔ ตุลา” ซึ่งได้รางวัลวิทยานิพนธ์ดีเด่นประจำปี ๒๕๔๕ จากคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และยังได้รับรางวัล TTF AWARD ของมูลนิธิโตโยต้าประเทศไทยและมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สาขาสังคมศาสตร์ ประจำปี พ.ศ.๒๕๔๘ ถือเป็นงานวิชาการที่อธิบายเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ได้ดีที่สุดมาจนถึงปัจจุบัน
ประจักษ์ ก้องกีรติ เป็นอาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หลายปีที่ผ่านมาเขาติดตามสถานการณ์บ้านเมืองอย่างใกล้ชิด และช่วงสองปีมานี้เขาอยู่ระหว่างทำวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอก มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย (Australian National University) เรื่อง “ความขัดแย้งและความรุนแรงทางการเมืองในการเลือกตั้งของไทย” โดยเก็บข้อมูลที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ทุกภาคของประเทศไทยซึ่งเกี่ยวพันโดยตรงกับการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้น
ท่ามกลางกลิ่นอายรัฐประหารในบรรยากาศก่อนเลือกตั้ง สารคดี มีโอกาสสนทนากับอาจารย์ประจักษ์ว่าด้วยเรื่อง “เลือกตั้ง” และ “อนาคตสังคมไทยท่ามกลางความแตกแยกทางการเมือง”
ช่วงหนึ่งของการพูดคุย อาจารย์ประจักษ์บอกเราว่า หากมองประวัติศาสตร์การเมืองตั้งแต่ปี ๒๔๗๕ เป็นต้นมา ณ เวลานี้ สังคมไทยอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อและเปราะบางมากที่สุดในประวัติศาสตร์
“ผมเกรงว่าจะมีชนชั้นนำบางส่วนที่คิดง่าย ๆ ว่าเพื่อประคองให้สังคมผ่านหัวเลี้ยวหัวต่อนี้ได้อย่างราบรื่นต้องมีประชาธิปไตยให้น้อยที่สุด ซึ่งแนวทางนี้ผิดอย่างสิ้นเชิง ตรงกันข้าม การประคองสังคมไทยในภาวะนี้ต้องเปิดพื้นที่ประชาธิปไตยให้มากเพื่อไม่ให้คนลงไปใต้ดิน ถ้าเกิดรัฐประหารจะยิ่งทำให้การเมืองกระเพื่อมเพราะเท่ากับบอกคนทั้งสังคมว่าแม้แต่สถาบันรัฐสภาก็โดนปิดกั้น ระบอบเลือกตั้งก็โดนขวาง แรงกระเพื่อมจะแรงถึงระดับที่กลายเป็นสึนามิทางการเมืองได้ กระแสตะวันออกกลางภิวัตน์ในสังคมไทยจะมาเร็วและแรงกว่าที่ควรจะเป็น และกองทัพก็จะคุมไม่อยู่”
ลองฟังมุมมองและเหตุผลของนักรัฐศาสตร์รุ่นใหม่คนนี้ว่า ทำไมการประคองสังคมไทยที่แตกแยกด้วยการ “มุ่งสู่การเลือกตั้ง” และ “เปิดพื้นที่ประชาธิปไตย” จึงเป็นกุญแจสำคัญในการฝ่าวิกฤตการณ์ครั้งนี้

อยากให้อาจารย์วิเคราะห์สถานการณ์ทางการเมืองช่วงนี้ (ปลายเมษายน ๒๕๕๔) ซึ่งมีปัจจัยหลายอย่างที่อาจส่งผลต่อการเลือกตั้งที่จะมีขึ้น
การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นเป็นการเลือกตั้งในสถานการณ์ไม่ปรกติเพราะสังคมไทยขัดแย้งและมีความตึงเครียดทางการเมืองสูงมาก ต้องไม่ลืมว่านอกจากปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ปัญหาความขัดแย้งด้านชายแดนไทย-กัมพูชา และปัญหาอื่น ๆ ที่มีอยู่แล้ว การเลือกตั้งครั้งนี้จะจัดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งที่สะสมมาหลายปี สังคมผ่านความรุนแรงและบอบช้ำมามาก รัฐบาลอภิสิทธิ์ยังมีชนักติดหลังเรื่องที่มาและความชอบธรรมในการเป็นรัฐบาล ต่อเนื่องไปถึงบทบาทของรัฐบาลปัจจุบันที่เป็นคู่กรณีโดยตรงและมีส่วนรับผิดชอบในการใช้กำลังสลายการชุมนุมของกลุ่ม นปช. ในปี ๒๕๕๒ และ ๒๕๕๓ ฯลฯ การเลือกตั้งครั้งนี้จึงเป็นการเลือกตั้งที่ในทางวิชาการเรียกว่า การเลือกตั้งหลังความขัดแย้ง (post-conflict election) ซึ่งถ้าไม่มีการจัดการและเฝ้าระวังที่ดี ตัวการเลือกตั้งเองจะกลายเป็นบ่อเกิดของความรุนแรงรอบใหม่
เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะทุกฝ่ายที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งล้วนมีเดิมพันสูง และรอบนี้ไม่ใช่แค่การแข่งระหว่างพรรคการเมืองในระบบ แต่มีสถาบันอื่น ๆ เข้ามามีบทบาทในกระบวนการเลือกตั้งด้วย ซึ่งทำให้บรรยากาศก่อนหน้าการเลือกตั้งตึงเครียดเกินความจำเป็น ทั้งที่ลำพังการแข่งขันระหว่างพรรคการเมืองต่าง ๆ ก็ตึงเครียดอยู่แล้ว โดยเฉพาะการแสดงบทบาทของผู้นำกองทัพที่ออกมาให้สัมภาษณ์ตอบโต้ประเด็นทางการเมืองในลักษณะเกือบจะรายวันกับนักการเมือง พรรคการเมือง และนักวิชาการ รวมถึงการออกมาแสดงพลัง “ตบเท้า” ของหน่วยต่าง ๆ ซึ่งเป็นการแสดงบทบาทเกินขอบเขตที่เหมาะสมสำหรับกองทัพในระบอบประชาธิปไตย และเสี่ยงต่อการที่กองทัพจะถูกมองว่าเป็นปฏิปักษ์กับพรรคการเมืองบางพรรค
การเลือกตั้งครั้งนี้จึงน่าเป็นห่วงเพราะทุกฝ่ายเริ่มส่งสัญญาณว่า “แพ้ไม่ได้” ต้องชนะเพื่อจัดตั้งรัฐบาลและยึดอำนาจรัฐเท่านั้น ซึ่งความรู้สึกนี้อันตรายต่อระบอบประชาธิปไตยที่ควรเหลือพื้นที่ให้คนแพ้ และสำคัญมากที่คนแพ้ต้องยอมรับความพ่ายแพ้ ในขณะที่คนชนะก็ต้องถ่อมตนกับชัยชนะที่ได้มาด้วย แต่ตอนนี้เกิดบรรยากาศที่ว่า ถ้าชนะก็ชนะหมด แพ้ก็เสียหมด ซึ่งตัวอย่างน่าสนใจที่เราควรพึงเก็บรับมาเป็นบทเรียนคือ การเลือกตั้งที่ล้มเหลวในไอวอรีโคสต์และไนจีเรียที่มีการใช้ความรุนแรงห้ำหั่นกันทั้งในระหว่างหาเสียงและหลังประกาศผลคะแนน เพราะทุกฝ่ายประกาศเลยว่า “จะไม่ยอมมีชีวิตอยู่เพื่อเห็นชัยชนะของอีกฝ่าย” บรรยากาศก็เลยเดือด การแข่งขันหาเสียงกลายเป็นเรื่องความเป็นความตาย นำไปสู่ภาวะไร้ระเบียบ รัฐบาลหลังการเลือกตั้งก็ไม่มีความชอบธรรม บริหารประเทศไม่ได้ และบานปลายเป็นสงครามกลางเมือง ในทั้ง ๒ กรณี การเลือกตั้งที่ล้มเหลว (failed election) นำไปสู่ภาวะรัฐล้มเหลว (failed state) ผมไม่อยากเห็นเมืองไทยพัฒนาไปสู่จุดนั้น
อาจารย์คิดว่าสังคมไทยจะจัดการเลือกตั้งท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งและปัญหาต่าง ๆ ได้หรือ
ทำได้และยิ่งต้องทำ หลายประเทศแตกแยกหนักกว่าเรา ผ่านการสู้รบเสียหายมากกว่าเราก็ยังจัดการเลือกตั้งได้อย่างเรียบร้อย เพราะเขาใช้กระบวนการเลือกตั้งนั่นแหละไปบรรเทาความขัดแย้งของคนในชาติ ความขัดแย้งแตกต่างเป็นเรื่องปรกติในสังคมประชาธิปไตย เนื่องจากมันเป็นระบอบที่ถูกออกแบบมาเพื่อบริหารความขัดแย้งอย่างสันติ ยิ่งมีความขัดแย้งแตกต่าง ยิ่งต้องเดินหน้าสู่การเลือกตั้ง การเลือกตั้งคือก้าวแรกในการแก้ปัญหาอย่างสันติ เป็นกลไกที่จะแสวงหาฉันทานุมัติจากสังคมไทยท่ามกลางความเห็นต่าง นี่คือสิ่งที่รัฐบาลทั่วโลกทำ การเลือกตั้งก็เป็นกลไกที่ถูกออกแบบเพื่อจัดการปัญหานี้อยู่แล้ว คือสู้กันเปิดเผยบนเวทีภายใต้กติกาที่ทุกฝ่ายยอมรับ หาฉันทานุมัติกันใหม่ว่าในภาวะนี้ใครควรมีอำนาจบริหารประเทศ ความขัดแย้งแตกต่างหรือปัญหารุมเร้าไม่ใช่ข้ออ้างที่จะไม่จัดการเลือกตั้ง สิ่งที่ต้องทำคือเตรียมจัดเลือกตั้งให้ดี ให้มีประสิทธิภาพ ให้โปร่งใส ให้ยุติธรรม ปราศจากความรุนแรง เพื่อให้รัฐบาลที่เกิดขึ้นหลังการเลือกตั้งมีความชอบธรรมในการบริหารประเทศ
อาจารย์ประเมินสถานการณ์ความรุนแรงในการเลือกตั้งครั้งนี้ไว้แค่ไหน
เมื่อเดิมพันสูงก็จะแข่งขันอย่างดุเดือด เพราะต่างฝ่ายต่างแพ้ไม่ได้ พรรคการเมืองใหญ่ ๒ พรรคต้องแย่งคะแนนเสียงให้ได้มากที่สุด ยิ่งเกินครึ่งยิ่งดีเพื่อการันตีว่าตัวเองจะได้ตั้งรัฐบาล ถ้าพรรคที่ได้คะแนนอันดับแรกได้คะแนนเสียงทิ้งห่างพรรคอันดับ ๒ มากเท่าไร ความชอบธรรมในการตั้งรัฐบาลจะสูงขึ้น โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทย จากบทเรียนที่ผ่านมา (เมื่อครั้งยังเป็นพรรคพลังประชาชน) การได้ที่ ๑ ไม่พอ ต้องชนะขาดลอยหรือเกินครึ่ง ดังนั้นจะทุ่มเต็มที่ พรรคประชาธิปัตย์เองก็ต้องทุ่มเต็มที่เช่นกันถ้าต้องการหนีข้อครหาว่าได้คะแนนอันดับ ๒ แล้วจะไปแย่งจัดตั้งรัฐบาล ดังนั้นก็ต้องทำให้ได้ที่ ๑ ส่วนพรรคการเมืองขนาดกลางจะเป็นตัวแปรสำคัญเพราะดูแล้วยากที่จะมีพรรคไหนชนะเด็ดขาด พรรคขนาดกลางจึงพยายามดิ้นรนให้ได้เสียงมากที่สุดเช่นกันเพื่อเพิ่มน้ำหนักต่อรองกับสองพรรคใหญ่ในการเข้าร่วมรัฐบาล จากประสบการณ์ในการทำวิจัย การแข่งขันจะดุเดือดไม่เท่ากันในทุกพื้นที่ ในระดับภาค ภาคที่มีการแข่งขันค่อนข้างต่ำเพราะจะมีพรรคใดพรรคหนึ่งชนะแน่ อาทิ ภาคใต้พรรคประชาธิปัตย์ชนะแบเบอร์ ภาคเหนือกับภาคอีสานตอนบนพรรคเพื่อไทยก็คงกวาดที่นั่ง ส่วนพื้นที่ที่ไม่มีพรรคใดยึดกุมได้เด็ดขาดคือภาคตะวันตก ภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลาง อีสานใต้ และภาคตะวันออก ถ้ากางแผนที่จะพบว่าพื้นที่ดังกล่าวอยู่ช่วงตรงกลางของประเทศ จะเป็นสนามที่มีการแข่งขันรุนแรง และจะเป็นพื้นที่ชี้ขาดว่าใครจะได้จัดตั้งรัฐบาล อย่าลืมว่าพรรคขนาดกลางและเล็กปรับตัวเพื่อความอยู่รอดในสถานการณ์ที่การเมืองแบ่งขั้วระหว่างสองพรรคใหญ่โดยสร้างโมเดลเป็นพรรคประจำจังหวัดหรือภูมิภาค มีฐานเข้มแข็งเฉพาะจุด อาทิ ชาติไทยพัฒนามีฐานที่แข็งในจังหวัดภาคกลาง ภูมิใจไทยแข็งในอีสานใต้ ชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดินแข็งในโคราช พรรคพลังชลก็เน้นพื้นที่ภาคตะวันออกซึ่งเป็นพื้นที่ที่สองพรรคใหญ่ก็ไม่ได้เข้มแข็งมาก จึงยิ่งทำให้ต้องจับตาพื้นที่เหล่านี้เป็นพิเศษเพราะจะขับเคี่ยวกันสูสี ส่วนในระดับจังหวัด จังหวัดที่ควรเฝ้าระวังเป็นพิเศษจากสถิติที่รวบรวมมาตั้งแต่การเลือกตั้งปี ๒๕๑๙-๒๕๕๐ พบว่ามีเหตุรุนแรงเกิดขึ้นบ่อยโดยมีสาเหตุหลายประการประกอบกัน ได้แก่ เชียงราย แพร่ กาญจนบุรี ราชบุรี โคราช บุรีรัมย์ ลพบุรี พิจิตร นครสวรรค์ ปราจีนบุรี ชลบุรี สมุทรปราการ นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา นราธิวาส และยะลา
ถามว่าประเมินความรุนแรงไว้แค่ไหน คงต้องเล่าว่าที่ผ่านมารูปแบบความรุนแรงในการเลือกตั้งของไทยมีลักษณะฆ่าแบบเจาะจงเป้าหมาย ไม่เหวี่ยงแหประเภทวางระเบิดกราดยิงฝูงชน เรียกได้ว่าเป็น “Targeted violence” รูปแบบหลักคือการใช้อาวุธปืนลอบสังหารเฉพาะคู่กรณีที่เป็นผู้แข่งขันเพื่อตัดคะแนนเสียงหรือกำจัดคู่แข่ง โดยมักจะกำจัดหัวคะแนนฝีมือดีของคู่ต่อสู้ก่อนวันเลือกตั้งเพื่อทำให้คู่แข่งอ่อนกำลัง หรือฆ่าหัวคะแนนช่วงหลังการเลือกตั้งในรายที่เบี้ยวเงิน เป็นนกสองหัว หรือทำงานไม่เข้าเป้า การฆ่าผู้สมัครโดยตรงน้อยลงมากจนแทบจะไม่ปรากฏเพราะค่าใช้จ่ายสูง แถมเป็นเรื่องใหญ่เพราะตำรวจจะถูกกดดันมากเป็นพิเศษในการทำคดี รวมทั้งสื่อก็จะเกาะติด โอกาสในการถูกจับจึงสูงกว่าการฆ่าระดับหัวคะแนน เทียบกับในต่างประเทศอย่างฟิลิปปินส์เขายิงนักข่าว บางครั้งสังหารลูกและภรรยานักการเมืองซึ่งไม่รู้อีโหน่อีเหน่เพื่อข่มขู่ ในแอฟริกามีการใช้ความรุนแรงกับผู้สนับสนุนฝ่ายตรงข้าม เผาบ้านเรือน ข่มขู่ไม่ให้ไปเลือกตั้ง จัดกองกำลังชายฉกรรจ์ไปสังหารหมู่ผู้เลือกตั้งที่เลือกผู้สมัครฝั่งตรงกันข้าม สังหารคณะกรรมการการเลือกตั้ง บ้านเราไม่ได้มีลักษณะอย่างนั้น เป็นการจัดการความขัดแย้งระหว่างคนในแวดวงการเมืองด้วยกันไม่ได้ลามไปยังคนบริสุทธิ์ที่อยู่วงนอกแต่อย่างใด พูดง่าย ๆ ว่าเป็นความรุนแรงที่มีขอบเขตจำกัด
มองย้อนกลับไป ความรุนแรงในการเลือกตั้งของไทยในแบบที่เราคุ้นเคยเริ่มมีตั้งแต่ยุคประชาธิปไตยครึ่งใบ คือตั้งแต่การเลือกตั้งปี ๒๕๒๒ เป็นต้นมา ก่อนหน้านั้นเป็นยุคเผด็จการ มีการเลือกตั้งแต่ไม่มีความรุนแรงในลักษณะที่เห็นในปัจจุบัน เนื่องจากการเลือกตั้งสมัยนั้นไม่มีความหมายเพราะท้ายที่สุดคนที่เป็นนายกฯ คือทหาร ช่วงหลังเหตุการณ์ ๑๔ ต.ค.๒๕๑๖ -๖ ต.ค.๒๕๑๙ มีความรุนแรงในการเลือกตั้ง แต่เป็นความรุนแรงที่ทำโดยกลุ่มกุมอำนาจรัฐ คือ กองทัพ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) และขบวนการฝ่ายขวากำจัดนักการเมืองปีกซ้าย รูปแบบความรุนแรงทางการเมืองจะเปลี่ยนไปตั้งแต่หลัง ๖ ตุลาฯ ลักษณะคือไม่มีใครผูกขาดความรุนแรงได้ ในการเลือกตั้งหลัง ๖ ตุลาฯ ความรุนแรงโดยรัฐไม่ใช่ตัวหลักแล้ว กลายเป็นความรุนแรงจากกลุ่มที่ไม่ใช่รัฐ คือกลุ่มนักการเมืองที่มีอิทธิพล พวกเจ้าพ่อที่มีมือปืนในสังกัด รวมถึงพวกธุรกิจมือปืนรับจ้างที่เริ่มเติบโตในสมัยนั้น แน่นอนว่าเจ้าหน้าที่รัฐบางส่วนทั้งที่ยังรับราชการหรือออกจากราชการไปแล้วก็เข้าไปเกี่ยวพันโดยเป็นมือปืนรับจ้าง เป็นลูกน้องนักการเมือง คนเหล่านี้ไม่ได้สังหารใครในนามของรัฐ ไม่ได้รับคำสั่งจากเจ้านายในกรมกอง แต่ทำในนามส่วนตัวและรับคำสั่งจากเจ้านายที่เป็นนักการเมือง
ความรุนแรงระหว่างนักการเมืองด้วยกันในแบบที่เรารู้จักเกิดขึ้นตั้งแต่ปี ๒๕๒๒ เป็นต้นมา แต่ละครั้งมีผู้เสียชีวิต ๑๐-๒๐ ราย จำนวนค่อนข้างคงที่ จนถึงการเลือกตั้งปี ๒๕๔๔ และ ๒๕๔๘ ถือเป็นการเลือกตั้งที่มีความรุนแรงมากที่สุด ยอดผู้เสียชีวิตอยู่ระหว่าง ๒๕-๓๐ ราย และมีเหตุรุนแรงประมาณ ๖๐-๗๐ กรณี โดยมีเหตุปัจจัยสำคัญหลายอย่างประกอบกันที่ทำให้การเลือกตั้ง ๒ ครั้งนั้นดุเดือดกว่าครั้งอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นกฎกติกาใหม่ตามรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ซึ่งเปลี่ยนหลายอย่างและคนยังไม่คุ้นเคย โดยเฉพาะการเปลี่ยนระบบเลือกตั้งจากเขตเดียวเรียงเบอร์เป็นเขตเดียวเบอร์เดียว ส่งผลให้เกิดการเผชิญหน้ากันระหว่างยักษ์ใหญ่ทางการเมืองในหลายเขต จากที่แต่ก่อนหาเสียงหลบกันและแบ่งคะแนนได้ คือแม้ไม่ได้ที่ ๑ มาเป็นอันดับ ๒ หรือ ๓ ก็ยังได้เป็น ส.ส. แต่พอเป็นเขตเดียวเบอร์เดียวแพ้ก็สอบตกเลย อดเป็นผู้แทนไม่ว่าจะแพ้แค่หมื่นคะแนนหรือแพ้คะแนนเดียว มันเลยต้องแข่งกันเต็มที่เพราะสู้กันตัวต่อตัวแพ้ไม่ได้ ยิ่งในเขตไหนที่แบ่งเขตแล้วผู้สมัครแข็งกับแข็งมาเจอกันที่เขาเรียกว่าช้างชนช้าง ก็จะยิ่งดุเดือดแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน นอกจากกติกาที่เปลี่ยน ปัจจัยอื่นก็ได้แก่การเกิดขึ้นของพรรคการเมืองใหม่ ๆ ที่มีสรรพกำลังพร้อมทำให้สนามการเลือกตั้งแข่งขันกันเข้มข้นกว่าเดิม และที่สำคัญวิกฤตเศรษฐกิจ ๒๕๔๐ ทำให้เดิมพันในการเลือกตั้งสูงขึ้นมาก เพราะมันหมายถึงการยึดอำนาจรัฐเพื่อบริหารจัดการความเสี่ยงของเศรษฐกิจมหภาคที่จะส่งผลกระทบต่อความอยู่รอดของกลุ่มทุนไทย ปัจจัยทั้งหมดนี้ทำให้การแข่งขันมันแรงขึ้น
ส่วนการเลือกตั้งปี ๒๕๕๐ ที่เกิดขึ้นหลังรัฐประหารครั้งล่าสุด จำนวนผู้เสียชีวิตและเหตุรุนแรงลดลงแต่ลดลงแบบไม่เป็นธรรมชาติ อย่าลืมว่าปี ๒๕๕๐ เราจัดเลือกตั้งโดยพื้นที่เกือบครึ่งประเทศอยู่ใต้กฎอัยการศึก ทหารยังควบคุมการเมืองอยู่ บรรยากาศไม่เป็นประชาธิปไตย มีการใช้อำนาจรัฐแทรกแซงกระบวนการเลือกตั้งและการหาเสียงด้วยวิธีการหลายอย่างเพื่อกำหนดผลการเลือกตั้งให้ออกมาในแบบที่ผู้กุมอำนาจรัฐพอใจ ฉะนั้นความรุนแรงที่ลดลงไม่ใช่เพราะประชาธิปไตยก้าวหน้าขึ้นหรือการจัดการเลือกตั้งมีประสิทธิภาพขึ้น แต่เป็นเพราะกระบวนการเลือกตั้งถูกควบคุม ไม่ได้แข่งขันกันอย่างอิสระ ดังนั้นการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ถ้าไม่มีการแทรกแซงผมประเมินว่าความรุนแรงจะกลับมาอยู่ระดับเดียวกับการเลือกตั้งในปี ๒๕๔๔ และ ๒๕๔๘ แต่จะไม่รุนแรงในระดับใหญ่โตเหมือนต่างประเทศที่คนตายเป็นร้อยเป็นพัน เช่น ในฟิลิปปินส์เลือกตั้งแต่ละครั้งมีคนตายเฉลี่ย ๑๔๐-๑๕๐ คน ในเคนยาคนตายนับพันและไร้ที่อยู่อาศัยนับหมื่นคน สังคมไทยไม่ถึงขั้นนั้น ที่เลวร้ายสุดก็ไม่เคยเกิน ๔๐ ราย
สิ่งที่น่ากังวลกว่าคือความรุนแรงที่จะสกัดไม่ให้มีการเลือกตั้งและความรุนแรงเพื่อล้มผลการเลือกตั้ง ซึ่งอันตรายต่อประชาธิปไตยมากกว่าความรุนแรงเพื่อเอาชนะคู่แข่งในการเลือกตั้ง กล่าวคือ ไม่ว่าหัวคะแนนหรือนักการเมืองยิงกัน เขาไม่ได้ต้องการล้มระบบเลือกตั้ง พูดได้ว่าทุกคนยังเคารพสถาบันการเลือกตั้งอยู่ แต่ใช้วิธีการผิดกฎหมายเพื่อให้ได้มาซึ่งชัยชนะ แน่นอนว่าผิดและต้องช่วยกันแก้ไขและขจัดให้หมดไป แต่ความรุนแรงเพื่อสกัดไม่ให้มีการเลือกตั้งหรือเพื่อล้มผลการเลือกตั้งเมื่อพรรคการเมืองที่ได้ชัยชนะเป็นพรรคที่กองทัพหรือชนชั้นนำไม่ชอบ ด้วยรูปแบบคลาสสิกที่เรารู้จักดีคือทำรัฐประหาร รวมถึงการใช้ความรุนแรงโดยปลุกระดมฝูงชนหรือสร้างสงครามเพื่อขัดขวางการเลือกตั้ง ทั้งหมดนี้เป็นการทำลายสถาบันการเลือกตั้งโดยตรงและทำให้สังคมไม่มีทางออก
อาจารย์มีความเห็นอย่างไรต่อกระแสข่าวรัฐประหารในช่วงก่อนเลือกตั้ง
การแสดงพลังของทหารและการให้สัมภาษณ์ในลักษณะแข็งกร้าวว่าพร้อมจะเคลื่อนกำลัง ทำให้การออกมาแถลงข่าวของผู้บัญชาการเหล่าทัพทั้งหมดก่อนหน้านี้ว่าจะไม่ทำรัฐประหาร มีความน่าเชื่อถือลดลง อันที่จริงผมไม่เชื่อว่ารัฐประหารปี ๒๕๔๙ จะเป็นครั้งสุดท้าย เราไม่อาจประเมินโอกาสที่จะเกิดรัฐประหารต่ำในประเทศที่มีรัฐประหารมาแล้วถึง ๑๘ ครั้ง มันเกิดขึ้นได้เสมอเพราะยังมีชนชั้นนำบางกลุ่มคิดว่ามันเป็นเครื่องมือทางการเมืองที่ใช้การได้หรือจำเป็นต้องใช้ในภาวะฉุกเฉิน ยิ่งในระยะหลังภาคประชาสังคมบางส่วนเรียกร้องให้มีการรัฐประหารเสียเอง ความเสี่ยงที่จะมีการเคลื่อนรถถังออกมาจึงสูงขึ้นไปด้วย เพราะในโลกสมัยใหม่กองทัพไม่อาจทำรัฐประหารได้โดยลำพัง จำเป็นต้องมีกระแสสังคมรองรับมาให้อ้างอิง เนื่องจากตัววิธีการมันไม่มีความชอบธรรมในสายตาประชาคมโลก
ในทางรัฐศาสตร์นี่เป็นเครื่องมือโบราณมาก มันคือการใช้กำลังอำนาจดิบตัดสิน น่าเสียดายที่สังคมไทยยังมีคนคิดใช้เครื่องมือนี้ อย่างไรก็ตาม ในทางสถิติจากงานวิจัยหลายชิ้นพบว่าปัจจุบันการรัฐประหารแทบสูญพันธุ์จากโลกแล้ว ที่ผ่านมาเวลาที่เฟื่องฟูที่สุดของการรัฐประหารทั่วโลกคือช่วงทศวรรษ ๒๕๐๐ -๒๕๑๐ มีรัฐประหารทั่วโลกเกือบ ๑๐๐ ครั้ง ทว่าตั้งแต่ปี ๒๕๔๖ เป็นต้นมามีรัฐประหารแค่ ๑๘ ครั้ง ไทยคือหนึ่งในจำนวนนั้น และกลายเป็นกรณีศึกษาที่ชี้ให้เห็นว่าประชาธิปไตยถดถอยอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องจากการรัฐประหาร ถ้าเกิดอีกครั้งในปีนี้เท่ากับเรามีรัฐประหาร ๒ ครั้งในรอบ ๖ ปี (๒๕๔๙-๒๕๕๔) กลายเป็นประเทศที่มีรัฐประหารบ่อยที่สุดในโลกทันที เครดิตในสายตาประชาคมโลกก็จะตกต่ำจนเหลือศูนย์หรือติดลบจากที่แย่อยู่แล้ว ฉะนั้นถ้าผู้นำกองทัพฉลาดต้องปล่อยให้มีการเลือกตั้ง เพราะกระแสสังคมเวลานี้ไม่มีใครตอบรับการรัฐประหารเลย โพลทุกสำนักชี้ให้เห็นว่าประชาชนไม่เห็นด้วยกับรัฐประหารและต้องการให้มีการเลือกตั้งสูงกว่า ๗๐ เปอร์เซ็นต์ทั้งนั้น ถ้าเราอ่านบทบรรณาธิการหนังสือพิมพ์รายวันชั้นนำตอนนี้ ไม่ว่าค่ายใดล้วนต้องการให้เดินหน้าสู่การเลือกตั้ง ยังไม่รวมการที่ตัวแทนรัฐบาลได้ชี้แจงทูตต่างประเทศแล้วว่าจะมีการเลือกตั้ง ไม่มีรัฐประหาร ถ้าเกิดรัฐประหารเราจะตอบสังคมโลกไม่ได้เลยและตอบคนในประเทศตัวเองไม่ได้ด้วย