วิรพา อังกูรทัศนียรัตน์ : สัมภาษณ์
ประเวช ตันตราภิรมย์ : ถ่ายภาพ

“เรานัดกัน เจอะเจอกัน ไปด้วยกัน
ตามหาความฝันอันรื่นรมย์…
แอบบินตามนกบิน แอบปลอมเป็นก้อนหิน
แปลงร่างเป็นแมลงจักจั่น
ถ้าอยากจะปีนก็ปีน แต่เราต้องมีพลัง
ต้องเสริมกำลังด้วยการร้องเพลง
เด็กซนจนเทวดา บนฟ้ายังกลุ้มใจ
ส่งดาวประกายสุกใส ไว้ในใจเด็ก
หากหัวใจยังงาม ตราบฟ้าครามยังดี
เรามี…ทุ่งแสงตะวัน
ค่ำคืนผลิดาว เช้ามีตะวัน
ตราบใดโลกมีคนหว่านฝัน ดาวสดใส เด็กสวยงาม”
(เพลง “ทุ่งแสงตะวัน”, ศุ บุญเลี้ยง)
เชื่อว่าคนรุ่นอายุ ๓๐-๕๐ ปี กว่าครึ่งน่าจะเคยได้ยินบทเพลงกลั้วเสียงหัวเราะสดใสของเด็กน้อยเพลงนี้ บทเพลงที่อาจจินตนาการได้ถึงเด็กๆ วิ่งเล่นกลางท้องทุ่ง ดวงตะวันทอแสง มวลเมฆและหมู่ดาว ผืนดินชุ่มชื้น ธารน้ำไหล สายลมพัด หมู่ไม้ระบัดใบ
คนรุ่นที่มีชีวิตอยู่ท่ามกลางรอยต่อของคลื่นความเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่หลายระลอก หลายคนบอกว่าโชคดีที่มี “ทุ่งแสงตะวัน” เป็นเพื่อนเติบโตมาด้วยกัน
ทศวรรษ ๒๕๓๐ เป็นต้นมา ผลพวงจากการเปลี่ยนประเทศสู่ระบบเศรษฐกิจอุตสาหกรรมขนานใหญ่ อันนำไปสู่การทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง ปัญหาสังคมกระจายอยู่ทั่วทุกหย่อมหญ้า เริ่มปรากฏชัด รายการทุ่งแสงตะวัน–รายการเด็กที่ว่าด้วยเรื่องธรรมชาติ ชีวิตวัฒนธรรม ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสรรพสิ่ง ถือกำเนิดขึ้น โดยทีมงานผลิตรายการสารคดีคุณภาพของบริษัทป่าใหญ่ ครีเอชั่น จำกัด
นับแต่แรกออกอากาศจนถึงปัจจุบัน ทุ่งแสงตะวันได้พยายามสร้างนิยามความหมายใหม่แก่ธรรมชาติ สิทธิชุมชน การจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน การกลับคืนสู่รากเหง้าและภูมิปัญญาท้องถิ่น ด้วยเชื่อว่าจะเป็นทางรอดของสังคมไทยในทศวรรษถัดไป โดยการไปตามหาความฝันของเด็กๆ ในชุมชนชนบท ให้เขาเป็นผู้บอกเล่าเรื่องราวชุมชนของตน และถ่ายทอดสานต่อภูมิปัญญาของคนรุ่นพ่อแม่
สองทศวรรษผ่านไป พี่นก-นิรมล เมธีสุวกุล ในฐานะ “คนหว่านฝัน” บอกเราว่าเธอไม่รู้หรอกว่าทุ่งแสงตะวันยังสอดคล้องกับยุคสมัยหรือไม่ “แต่มันเป็นสิ่งจำเป็นที่เราต้องเล่าเรื่องนี้แก่สังคม ท่ามกลางโลกที่หมุนเวียนเปลี่ยนจนคนไม่รู้แล้วว่าน้ำมาจากไหน อากาศดีๆ มาจากไหน เรายิ่งต้องทำในสิ่งนั้น
“ทุ่งแสงตะวันอยู่ได้แน่…แต่ไม่รวย เพราะเราไม่หวังกำไรเป็นสิ่งสูงสุด ไม่ใช้การตลาดนำ และเนื่องจากเราอยู่อย่างประหยัดมาแต่แรก เรียนรู้การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ เราจึงผ่านคลื่นลมช่วงวิกฤตเศรษฐกิจมาได้อย่างไม่เจ็บตัวนัก ที่ผ่านมาป่าใหญ่ฯ ไม่มีกำไรมากนักแต่ไม่เคยขาดทุน และเรายังรักษาจิตวิญญาณของเราไว้ได้ คือยังคงเป็นบริษัทที่จดจำชื่อเด็กๆ และทักทายกันได้ตลอดมา”
กาลเวลา ๒๐ ปี ทุ่งแสงตะวันบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์ความฝันและจินตนาการแก่ผู้ชมและเด็กๆ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญ สร้างแรงบันดาลใจให้พวกเขาเติบโตอย่างงดงาม พร้อมๆ กับแตกหน่อความคิดเรื่องภูมิปัญญาชาวบ้าน วิถีวัฒนธรรมชุมชน สำนึกรักธรรมชาติ และพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงของคนตัวเล็กๆ ในสังคม
การที่รายการนี้ยังมีที่ยืนในอุตสาหกรรมทีวีเมืองไทยมาถึง ๒ ทศวรรษ อาจเป็นเพราะทุ่งแสงตะวันได้ตอบโจทย์บางอย่างแก่คนที่กำลังแสวงหาหลักหมายของชีวิต
เด็กที่วิ่งเล่นตามท้องทุ่ง หาปูหาปลา เก็บผักริมลำห้วย ทุ่งแสงตะวันจุดประกายให้พวกเขารักชุมชนบ้านเกิดภาคภูมิใจในสิ่งที่มีที่เป็น
เด็กที่ออกจากหมู่บ้านมาเรียนหนังสือหรือหางานทำในเมือง ทุ่งแสงตะวันเป็นสื่อกลางเชื่อมสายสัมพันธ์ระหว่างตัวเขากับชุมชน ทำให้เขามีความหวังว่าสักวันจะได้กลับบ้าน
เด็กเมืองกรุงที่ไม่เคยรู้ความต่างระหว่างต้นข้าวกับต้นหญ้า ไม่รู้ว่าน้ำมาจากที่ใด ทุ่งแสงตะวันเปิดโลกกว้างให้พวกเขาเข้าใจเชื่อมโยงตนเองกับสิ่งรอบตัวด้วยหัวใจ
สองทศวรรษทุ่งแสงตะวันเดินทางเคียงคู่ไปกับถนนสายวัฒนธรรมชุมชนที่ปักหมุดในสังคมไทยเมื่อราวทศวรรษ ๒๕๒๐-๒๕๓๐ โดยมีชาวบ้าน เอ็นจีโอ และภาคประชาสังคมอื่นๆ ร่วมเดินตามทางสายนี้ จนถึงปัจจุบัน ทุ่งแสงตะวันยังยืนหยัดทำหน้าที่ขยายผลแนวคิดดังกล่าวเพื่อตอบคำถามของสังคมไทยที่เปลี่ยนแปลงตลอดระยะเวลา ๒๐ ปี
ยุคหนึ่งวัฒนธรรมชุมชนเคยเป็นแรงต้านกระแสเชี่ยวกรากของโลกาภิวัตน์ ๒๐ ปีผ่านไปสิ่งนี้จะยังเป็นคำตอบของยุคสมัยหรือไม่
และ ๒๐ ปีผ่านมา เด็กที่เคยจับปูจับปลาในลำห้วย เด็กที่พี่นกเคยวิ่งซนไปกับพวกเขาในทุ่งกว้าง ทุกวันนี้เขาและเธอเป็นอย่างไรกันแล้ว สังคมไทยทำอะไรกับเด็กๆ ทุ่งแสงตะวัน ความฝันความหวังกับความเป็นจริงของชีวิตนำพาพวกเขาสู่หนทางใด
ลองมาฟังทัศนะของพี่นกแห่งทุ่งแสงตะวัน
Pingback: ฉบับที่ ๓๒๐ ตุลาคม ๒๕๕๔