เรื่อง : จักรพันธุ์ กังวาฬ
ภาพ : วิจิตต์ แซ่เฮ้ง

เบื้องหลังการแข่งขันฟุตบอลไทยพรีเมียร์ลีก นักเตะทีมบุรีรัมย์ พีอีเอ ซ้อมทีมที่สนามเหย้า
มวลอากาศทั่วทั้งสนามฟุตบอลอัดแน่นด้วยความตื่นเต้นระทึก
กระทั่งแตกระเบิดเป็นเสียงเชียร์กระหึ่มก้องจากผู้ชมนับหมื่นรอบอัฒจันทร์
ยิ่งยามที่นักเตะทีมเจ้าบ้านพาบอลบุกทะลุทะลวงใกล้ถึงประตูคู่ต่อสู้ เสียงโห่ร้องจากกองเชียร์ก็ยิ่งดังกึกก้องหนักหน่วงเหมือนฟ้าถล่มทลาย
ธงตราสโมสรผืนใหญ่ที่โบกสะบัด เสียงเพลงเชียร์ที่ดังขึ้นต่อเนื่องเพลงแล้วเพลงเล่า เสียงปรบมือ เสียงเป่าปาก เสียงกรีดร้อง เสียงโห่ฮายามทีมที่เชียร์ถูกทำฟาวล์ กระทั่งเสียงตะโกนด่าทออย่างฉุนเฉียว บ่งบอกได้ว่ากองเชียร์รอบสนามมีอารมณ์ร่วมกับเกมฟุตบอลเพียงใดตลอดเวลา ๙๐ นาทีของการแข่งขัน
เหล่านี้คือบรรยากาศในการแข่งขันฟุตบอลไทยพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล ๒๕๕๔ ระหว่างคู่บิ๊กแมตช์หลายสนามที่เราเข้าไปนั่งชมบนอัฒจันทร์
ฟุตบอลไทยในวันนี้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
แตกต่างลิบลับกับสมัยเมื่อ ๑๐ กว่าปีก่อน ที่ว่ากันว่าการแข่งขันฟุตบอลระดับสโมสรของไทยนั้นแม้เปิดให้เข้าชมฟรี แต่จำนวนนักเตะในสนามรวมกันยังมากกว่าจำนวนผู้เข้าชมเสียอีก
ทว่าการแข่งขันฟุตบอลไทยพรีเมียร์ลีกหรือฟุตบอลลีกอาชีพสูงสุดของไทยในยุคนี้กลับมาได้รับความนิยม ดึงดูดกองเชียร์จำนวนมากไปยังสนามทุกวันหยุดสุดสัปดาห์ที่มีการแข่งขัน ด้วยรูปแบบการเล่นฟุตบอลที่สนุก รวดเร็ว เร้าใจ นักฟุตบอลไทยและต่างชาติแต่ละคนเต็มเปี่ยมด้วยทักษะความสามารถเฉพาะตัวผสานความแข็งแกร่ง ทีมฟุตบอลแต่ละทีมก็เล่นกันอย่างมีระบบ ด้วยแผนการเล่นอันซับซ้อนหลากหลายและสร้างสรรค์
ยิ่งฟุตบอลอาชีพสมัยใหม่เกี่ยวพันกับผลประโยชน์ทางธุรกิจจำนวนมหาศาล แต่ละสโมสรในไทยพรีเมียร์ลีกก็ยิ่งต้องเร่งสร้างและพัฒนาให้ทีมของตนเล่นดีขึ้น เก่งขึ้น ยืนระยะแข่งขันกับทีมอื่นเพื่อไต่ตารางอันดับขึ้นไปถึงจุดสูงที่สุด หรืออย่างน้อยก็รักษาอันดับไม่ให้ตกชั้นจากลีกสูงสุดของประเทศไทย
ทีมฟุตบอลยิ่งเก่ง เล่นสนุก ยิ่งชนะคู่แข่งครั้งแล้วครั้งเล่า ก็ยิ่งเป็นที่นิยม มีกองเชียร์ซื้อตั๋วเข้าชมจำนวนมาก สปอนเซอร์ก็ยิ่งให้ความสนใจ จึงน่าสนใจว่าแต่ละสโมสรในไทยพรีเมียร์ลีกมีแนวทางการสร้างทีมฟุตบอลของตนอย่างไรเพื่อให้ประสบความสำเร็จ

การฝึกซ้อมประจำวันของนักฟุตบอลทีมบุรีรัมย์ พีอีเอ มีทั้งการฝึกทักษะและแท็กติกที่จะใช้ในการแข่งขัน
๑.
“เฮ้ย วันนี้อย่าประมาท ถ้าเสมอแบบมีสกอร์เราตกรอบทันทีนะเว้ย เพราะฉะนั้นต้องเพรสซิงเขามากๆ แล้วเล่นให้เร็ว แล้วรีบทำให้ได้ตั้งแต่ครึ่งแรก เพราะถ้าเราชนะแมตช์นี้ เข้าไปรอบหน้าก็จะเบาขึ้น
“เพราะฉะนั้นนี่ คนที่ลงไปเล่น พยายามอย่าทำให้เพื่อนต้องมาเหนื่อยในครึ่งหลัง ขอให้ทุ่มเทกัน แล้วก็ตั้งใจ อย่าประมาทคู่ต่อสู้นะ แม้เขาจะอยู่ท้ายตารางของดิวิชัน ๑ แต่ว่าฟุตบอลลูกกลมๆ แล้วสนามลื่น วันนี้ขอให้ทุกคนตั้งใจช่วยกัน แล้วเชื่อมั่นในทีม แล้วก็ทุ่มเทให้เต็มที่ เฮ้ย วันนี้ต้องการชนะ เข้ารอบอย่างเดียว ไป !”
เนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรบุรีรัมย์ พีอีเอ กล่าวให้โอวาทและกระตุ้นเร้านักฟุตบอลในห้องแต่งตัว ด้วยน้ำเสียงและท่าทีขึงขังดุดัน
เมื่อนักเตะทีมบุรีรัมย์ฯ วิ่งพ้นประตูอาคารห้องพักนักกีฬาออกไปสู่สนามโล่งกว้าง กองเชียร์ในชุดเสื้อสีน้ำเงินที่มองเห็นเนืองแน่นแทบเต็มความจุกว่า ๒ หมื่นที่นั่งรอบอัฒจันทร์สนามไอ-โมบาย สเตเดียม ก็พร้อมใจส่งเสียงเชียร์และปรบมือต้อนรับดังกึกก้อง
พุธที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๕๔ วันนี้ทีมบุรีรัมย์ พีอีเอ ในฐานะทีมเจ้าบ้าน ต้อนรับการมาเยือนของทีมเชียงใหม่ เอฟซี สังกัดดิวิชัน ๑ ในรายการแข่งขันฟุตบอลถ้วยโตโยต้าลีกคัพ ๒๐๑๑ ที่สนามไอ-โมบาย สเตเดียม จังหวัดบุรีรัมย์
แม้คู่แข่งอย่างเชียงใหม่ เอฟซี สังกัดดิวิชันต่ำกว่า แต่การแข่งฟุตบอลถ้วยถ้าแพ้เป็นอันว่าตกรอบ ไม่มีการแก้ตัว ท่านประธานเนวินจึงกำชับลูกทีมไม่ให้ประมาท
ตลอดเกมการแข่งขันกว่า ๙๐ นาทีในวันนั้น ทีมบุรีรัมย์ พีอีเอ เจ้าของฉายา “ปราสาทสายฟ้า” ภายใต้การคุมทีมของ “โค้ชแต๊ก” อรรถพล บุษปาคม แสดงความเหนือกว่าคู่แข่งจากดิวิชัน ๑ อย่างเห็นได้ชัด พวกเขาคุมเกมได้อยู่หมัด บดขยี้คู่ต่อสู้อย่างต่อเนื่องด้วยเกมรุกหลากหลายรูปแบบ ราวกับเป็นเครื่องจักรสังหารประตู กระทั่งชนะไปด้วยสกอร์ ๓ ต่อ ๑ ประตู
ต่อจากนั้นจึงเป็นช่วงเวลาแห่งการฉลองชัยชนะกันอย่างสมใจทั้งฝ่ายกองเชียร์ นักเตะ สตาฟฟ์โค้ช และประธานสโมสร
นับตั้งแต่อดีตนักการเมืองชื่อดังคับประเทศอย่าง เนวิน ชิดชอบ หันมาทำทีมฟุตบอล โดยเข้าครอบครองกิจการสโมสรฟุตบอลการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เมื่อปี ๒๕๕๒ เปลี่ยนชื่อเป็นสโมสรบุรีรัมย์ พีอีเอ และย้ายทีมมาอยู่ที่จังหวัดบุรีรัมย์
ทีม “ปราสาทสายฟ้า” กลายเป็นสโมสรฟุตบอลที่พุ่งแรงเพราะประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว โดยสร้างผลงานเป็นรองแชมป์ฟุตบอลไทยพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล ๒๐๑๐ และรองแชมป์ฟุตบอลโตโยต้าคัพ ๒๐๑๐
ปีต่อมาในการแข่งขันไทยพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล ๒๐๑๑ ทีมบุรีรัมย์ฯ ยิ่งเป็นที่จับตา เพราะเดินหน้ากวาดชัยชนะครั้งแล้วครั้งเล่า ได้คะแนนนำรั้งอันดับ ๑ มาตั้งแต่ต้นฤดูกาลจนถึงปลายเลกสอง อีกทั้งยังเข้ารอบลึกของฟุตบอลถ้วยเอฟเอคัพและโตโยต้าลีกคัพ กลายเป็นทีมที่มีสิทธิ์ลุ้นแชมป์ถึง ๓ รายการในฤดูกาลเดียวกัน
กล่าวได้ว่าในบรรดาสโมสรฟุตบอลทั้ง ๑๘ ทีมที่สังกัดไทยพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล ๒๐๑๑ ทีมบุรีรัมย์ พีอีเอ ได้ขึ้นชั้นเป็นมหาอำนาจลูกหนังที่กระหายความสำเร็จมากที่สุดทีมหนึ่ง
กระทั่งหลังแมตช์การแข่งขันในวันที่ ๓ สิงหาคม เรามีโอกาสเข้าแคมป์เก็บตัวของทีมปราสาทสายฟ้า ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากสนามไอ-โมบาย สเตเดียม ไม่กี่กิโลเมตร เพื่อสังเกตการณ์การฝึกซ้อมของนักเตะ รวมทั้งพูดคุยกับประธานเนวินและโค้ชแต๊ก อรรถพล บุษปาคม
โค้ชแต๊กเผยว่า หัวใจแห่งความสำเร็จของทีมบุรีรัมย์ พีอีเอ ประกอบด้วย ๔ ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ ๑. คุณภาพของผู้เล่น ๒. การบริหารจัดการภายในสโมสร ๓. วินัย และ ๔. การดูแลสุขภาพร่างกายนักฟุตบอลให้อยู่ในสภาพแข็งแกร่งมากที่สุด โดยอาศัยศาสตร์ด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา
แง่ความสำเร็จด้านการบริหารจัดการอาจวัดจากความเพียบพร้อมทุกด้านของสโมสรแห่งนี้ ไม่ว่าสนามไอ-โมบาย สเตเดียม ที่สร้างตามมาตรฐานของสมาพันธ์ฟุตบอลแห่งเอเชีย (AFC) แคมป์เก็บตัวที่ประกอบด้วยอาคารห้องพักเป็นสัดส่วน มีห้องอาหาร ห้องฟิตเนส และสนามฝึกซ้อมอยู่ภายในบริเวณ รวมทั้งทีมงานเปี่ยมประสบการณ์ ทั้งกลุ่มสตาฟฟ์โค้ช ฟิตเนสโค้ช นักกายภาพบำบัด และผู้ดูแลด้านโภชนาการ
ในแง่ตัวผู้เล่น นักเตะทีมบุรีรัมย์ฯ ชุดนี้ถือว่ามีคุณภาพครบเครื่องมากที่สุด ไล่เรียงตั้งแต่กองหลังที่ประกอบด้วยคู่เซนเตอร์ฮาล์ฟอย่าง แอนเดอร์สัน ดอส ซานโต๊ส นักเตะชาวบราซิล และ โอบามา แฟรงค์ ฟลอเรนต์ นักเตะแคเมอรูน ซึ่งทั้งคู่เล่นได้อย่างเหนียวแน่น อ่านทางบอลดี สกัดบอลเด็ดขาด
แผงมิดฟิลด์ดีกรีทีมชาติไทย ทั้ง รังสรรค์ วิวัฒน์ชัยโชค, สุเชาว์ นุชนุ่ม หรือ จักรพันธ์ แก้วพรม ที่ขับเคลื่อนเกมด้วยการต่อบอลและจ่ายบอลอย่างแม่นยำและลื่นไหล
กองหน้าสุดอันตรายอย่าง แฟรงค์ โอฮันซา นักเตะแคเมอรูน และ แฟรงค์ อาเชมปง นักเตะกานา ซึ่งถึงแม้ยังอายุน้อยแต่มีฝีเท้าเร็วจัดและความสามารถเฉพาะตัวสูงมาก
นักเตะเหล่านี้บางส่วนเป็นผู้เล่นเดิมของสโมสรฟุตบอลการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค กับนักเตะที่ถูกซื้อเข้ามาใหม่เพื่อเสริมทีมให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ตามระบบการทำทีมและวิสัยทัศน์ของประธานเนวิน และโค้ชแต๊ก
“ผมได้รับการทาบทามจากท่านประธานสโมสรให้เข้ามาคุมทีมบุรีรัมย์ พีอีเอ ได้ประมาณปีครึ่ง” โค้ชแต๊กกล่าว “เดิมทีมนี้มีรูปแบบการเล่นค่อนข้างช้า เล่นบอลหลายจังหวะ และเน้นการป้องกัน เมื่อผมเข้ามาคุมทีมก็เปลี่ยนแท็คติกและสไตล์การเล่น ให้เล่นเกมรุกที่รวดเร็ว และมีรูปแบบการบุกที่หลากหลาย”
เขาอธิบายเพิ่มเติมว่า “ตอนนี้ฟุตบอลสมัยใหม่มันเปลี่ยนไปแล้ว วิเคราะห์ได้จากหลายๆ ทีมที่เปลี่ยนแท็กติกใหม่ เป็นการเล่นเกมรุกที่รวดเร็ว ฉวยโอกาสทุกครั้งเมื่อเปลี่ยนจากเกมรับไปสู่เกมรุก ดังนั้นทีมของเราต้องเล่นให้เร็วกว่าคู่ต่อสู้ และความแน่นอนของการทำประตูในจังหวะสุดท้ายก็ต้องดีกว่าคู่ต่อสู้”
งานช่วงแรกของโค้ชแต็กก็คือการเปลี่ยนทัศนคติของผู้เล่น ให้พวกเขาเข้าใจแท็กติกใหม่ของทีมที่เน้นการเล่นเกมรุกที่รวดเร็วและหลากหลาย จากนั้นจึงออกแบบการฝึกซ้อมให้สอดคล้องกับแนวคิดดังกล่าว
“ที่สำคัญคือตัวผู้เล่นจะต้องเคลื่อนไหวตลอดเวลา ทำให้เกมรุกหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการเจาะเข้าทำจากกลางสนาม หรือการเล่นด้านข้างสนาม การเล่นในเขตกรอบประตูคู่ต่อสู้ก็ต้องเน้นการส่งบอลให้แน่นอน
“ในส่วนแท็กติกหลักของทีม เรากำหนดไว้เลยว่าจะต้องเล่นสไตล์แบบนี้ แต่จะมีแท็กติกบางอย่างที่เราต้องปรับเปลี่ยน ขึ้นอยู่กับสไตล์ของคู่แข่งที่เราจะพบในแต่ละครั้ง ไม่ว่าจะเป็นทีมชลบุรี เอฟซี หรือเมืองทอง ยูไนเต็ด เราจะศึกษาข้อมูลของทีมเขา เพื่อนำมาปรับเปลี่ยนแท็กติกการเล่นของทีมเรา”
หลังทำศึกฟุตบอลถ้วยโตโยต้าลีกคัพ เมื่อวันที่ ๓ สิงหาคม ทีมบุรีรัมย์ พีอีเอ มีเวลาพักและฝึกซ้อมอีกเพียง ๒ วัน ก่อนมีกำหนดเปิดบ้านเป็นทีมเหย้า รับการมาเยือนของทีมขอนแก่น เอฟซี ในรายการแข่งขันฟุตบอลไทยพรีเมียร์ลีก ในวันเสาร์ที่ ๖ สิงหาคม
เราถามโค้ชแต๊กว่า เตรียมแผนรับมือทีมขอนแก่นฯ อย่างไร
เขาอธิบายขั้นตอนในภาพกว้างว่า “เริ่มแรกเรามีทีมสเก๊าต์ (scout) ที่ส่งไปดูการแข่งขันนัดก่อนของทีมคู่ต่อสู้ถึงในสนาม รวมทั้งนำเทปการแข่งขันมาเปิดดู สตาฟฟ์โค้ชจะประชุมเพื่อวิเคราะห์ว่าคู่ต่อสู้เล่นฟุตบอลอย่างไร มีจุดเด่นจุดด้อยตรงไหน ผู้เล่นคนไหนเล่นเป็นอย่างไร จากนั้นเรานำข้อมูลเหล่านี้มาใช้วางแผนในการฝึกซ้อม เพื่อให้นักฟุตบอลของเราเข้าใจแต่เนิ่นๆ สามารถรับมือกับจุดแข็งและเอาชนะจุดอ่อนของคู่ต่อสู้ได้”
กระทั่งเย็นวันที่ ๔ สิงหาคม เราติดตามมาดูการซ้อมของทีมบุรีรัมย์ พีอีเอ ที่สนามไอ-โมบาย สเตเดียม
ประมาณห้าโมงเย็น นักกายภาพบำบัดประจำทีมเริ่มนำนักฟุตบอลทำท่าออกกำลังกายยืดเหยียดกล้ามเนื้อ ต่อด้วยการวิ่งจ๊อกกิ้งรอบสนาม แบ่งกลุ่มเล่นลิงชิงบอล และซ้อมการทำชิ่งรูปแบบต่างๆ
“เย็นนี้คงซ้อมอะไรมากไม่ได้” โค้ชแต๊กบอกเรา “เพราะเมื่อวานเพิ่งแข่งมา การซ้อมวันนี้จึงเน้นเรื่องการฟื้นฟูสภาพร่างกายรอแข่งในวันเสาร์นี้ ให้ร่างกายผู้เล่นสมบูรณ์มากที่สุด”
ตามปรกติหากมีระยะเวลาก่อนแข่ง ๔-๕ วัน การฝึกซ้อมของทีมจะมีหลากหลายรูปแบบ ทั้งการฝึกฟิตเนส การฝึกซ้อมแท็กติก เช่น การบุกทะลุทะลวงเข้าทำประตูคู่แข่งด้วยรูปแบบต่างๆ
เย็นวันนั้นนอกจากเหล่านักเตะและทีมสตาฟฟ์โค้ชแล้ว เรายังเห็นประธานสโมสร เนวิน ชิดชอบ ตามมาดูแลการฝึกซ้อมของลูกทีมอย่างใกล้ชิดถึงในสนาม
เมื่อประธานเนวินแวะมาทักทายพวกเราด้วยท่าทางอารมณ์ดี การพูดคุยเรื่องการสร้างทีมฟุตบอลจึงเริ่มต้นขึ้น
ที่ริมสนามซ้อม แล้วต่อเนื่องไปถึงมื้อข้าวเย็นที่ร้านอาหารในตัวจังหวัด
สำหรับแฟนบอลชาวบุรีรัมย์คงคุ้นตาภาพที่ เนวิน ชิดชอบ ปรากฏตัวในสนามทุกครั้งที่ทีมบุรีรัมย์ พีอีเอ ลงแข่งขัน ไม่ว่านัดเหย้าหรือนัดเยือน เป็นบทพิสูจน์อย่างดีถึงความทุ่มเทที่เขามีต่อสโมสรฟุตบอลที่ตนเองปลุกปั้นขึ้นมา
“มันไม่มีประธานสโมสรฟุตบอลคนไหนมานั่งตากแดดเฝ้าเด็กซ้อมอยู่ในสนาม” ประธานเนวินเริ่มบทสนทนาด้วยท่าทีถึงลูกถึงคนตามแบบฉบับ “บางคนกล่าวหาว่าพี่มาทำทีมฟุตบอลเพราะติดโทษแบนทางการเมือง ถ้าคนไม่มีอะไรทำ มาเพียงแค่เว้นวรรคทางการเมือง จะบ้าขนาดนี้ไหม จะทำอะไรใหญ่โตขนาดนี้ไหม”
ก่อนหน้านี้แฟนพันธุ์แท้ของทีมปราสาทสายฟ้ารายหนึ่งเคยบอกเราไว้ว่า ที่ทีมประสบความสำเร็จก็เพราะท่านเนวินใจถึง กล้าตัดสินใจซื้อนักเตะเก่งๆ เข้าทีม
ขณะที่โค้ชแต๊กก็เคยให้ความเห็นเกี่ยวกับการเสริมทัพนักเตะของทีมบุรีรัมย์ พีอีเอ ไว้ว่า
“รู้อยู่ว่าตอนนี้ฟุตบอลไทยลีกค่อนข้างเติบโตเร็ว โอกาสที่เราจะสร้างนักเตะขึ้นมาเองมันต้องใช้เวลา ท่านประธานเนวินเข้ามา ท่านต้องการความสำเร็จ ปีหนึ่งผ่านไปต้องมีความสำเร็จแล้ว นี่คือปรัชญาที่ทำให้ช่วงแรกเราอาจต้องดึงผู้เล่นที่มีศักยภาพเข้ามาก่อน แต่ในอนาคตเราต้องพัฒนาอะคาเดมีของเราให้แข็งแกร่งเพื่อที่จะสร้างนักฟุตบอลรุ่นเด็กให้สอดคล้องกับทีมชุดใหญ่”
ค่ำวันนี้เรามีโอกาสถามประธานเนวินที่โต๊ะอาหาร เรื่องแนวความคิดในการซื้อนักเตะเข้ามาเสริมทีม เขาแสดงทัศนะอย่างน่าสนใจ
“ไอ้เรื่องทำอะไรนี่ มันคิดใหญ่ได้ใหญ่ คิดเล็กได้เล็ก ถ้าเราคิดตามหลักธุรกิจ หรือหลักการตลาด ถ้าทีมฟุตบอลคุณไม่เก่ง ไม่มีซูเปอร์สตาร์ คุณก็ไม่มีแฟนบอล แล้วก็ไม่มีสปอนเซอร์ มันเป็นเรื่องไก่กับไข่ ดังนั้นเราจึงตัดสินใจว่า เฮ้ย ทำให้ทีมนี้ใหญ่ ทีมนี้เก่ง มีซูเปอร์สตาร์ พอเรามีทุกอย่าง เราก็มีแฟนบอล แน่นอนสปอนเซอร์ก็ต้องเห็นว่าทีมใหญ่ทีมนี้มีแฟนเยอะ ก็จ่ายสปอนเซอร์ให้เราเยอะ มันเป็นการครีเอตแบรนด์น่ะ”
นอกจากนั้นประธานเนวินยังเผยแนวคิดในการซื้อนักเตะต่างชาติเข้าทีมด้วยว่า เขาไม่ต้องการนักเตะชื่อดังที่อยู่ในวัยกำลังร่วงโรย แต่สนใจนักเตะดาวรุ่งอายุน้อยมากกว่า โดยเฉพาะเด็กจากทวีปแอฟริกา เช่น ประเทศกานา แคเมอรูน เซเนกัล ไอวอรีโคสต์ โดยจะมีแมวมองและเอเยนต์ส่งรายชื่อมาให้พิจารณา
“นักเตะต่างชาติที่พี่ต้องการ ต้องมีอายุไม่เกิน ๒๔ และมีดีกรีทีมชาติ อย่างน้อยติดทีมชาติชุดเยาวชน คือเป็นซูเปอร์สตาร์รุ่นเด็ก ส่วนใหญ่อายุ ๑๘-๑๙-๒๐ ปี”
นักเตะแอฟริกันที่อายุยังน้อยมักมีค่าตัวไม่แพง มีอายุการใช้งานอีกนาน ที่สำคัญคือมีความแข็งแกร่ง และกระหายความสำเร็จ นอกจากนั้นหากคิดในเชิงธุรกิจ สโมสรยังได้กำไรจากการขายนักเตะแก่ทีมอื่น
“อย่าง แฟรงค์ โอแฮนด์ซ่า เพิ่งกลับมาจากไปเล่นฟุตบอลเยาวชนโลกที่ประเทศโคลอมเบีย วันนี้มีทีม (ต่างประเทศ) มายื่นข้อเสนอซื้อตัวกับพี่แล้ว ๗ แสนยูโร มากกว่าราคาตอนที่ซื้อมาประมาณ ๒-๓ เท่า” เนวินยกตัวอย่างให้ฟัง “เด็กต่างชาติที่มาอยู่กับเรา พอพี่ขายได้คนหนึ่ง เราก็มีเงินพอจะมาดูแลอะคาเดมีของสโมสรได้สักครึ่งปีหรือปีหนึ่ง นี่คือวิธีคิดของพี่”
ทว่าสิ่งที่เนวินเห็นว่าเป็นขั้นตอนที่สำคัญมากในการสร้างทีมฟุตบอล ก็คือเรื่องวินัยของนักเตะ
“นักเตะไทยโดยเฉพาะคนที่เป็นผู้เล่นทีมชาติ ซูเปอร์สตาร์ทั้งหลายแหล่ มักจะคิดว่าตัวเองเหมือนศิลปิน ใช้ชีวิตแบบไม่ค่อยรักษาสุขภาพ เราจะเห็นนักฟุตบอลไทยลงสนามแล้วมีปัญหาเรื่องพละกำลัง เล่น ๖๐-๗๐ นาทีก็เป็นตะคริว แต่กติกาของสโมสรเรากำหนดว่า นักฟุตบอลต้องเก็บตัวที่แคมป์สัปดาห์ละ ๕ วัน คุณต้องกินอาหารตามหลักโภชนาการที่สโมสรกำหนดทั้ง ๓ มื้อ ต้องฝึกซ้อมตามเวลาที่สโมสรกำหนด โดยมีการสแกนลายนิ้วมือเพื่อตรวจสอบ
“สมัยก่อนมีนักฟุตบอลที่คิดว่าตัวเองเก่ง รับไม่ได้ โอเค ก็ออกไป แต่เรารักษากติกานี้ไว้ แล้วในที่สุดมันก็สะท้อนให้เห็นว่า ในฤดูกาลที่ผ่านมา บุรีรัมย์ พีอีเอ คือทีมที่แข็งแกร่งที่สุด มีพละกำลังดีที่สุด ไม่เคยมีปัญหาเรื่องผู้เล่นเป็นตะคริว เล่นได้ ๙๐ นาทีอย่างเสมอต้นเสมอปลาย เป็นความแข็งแกร่งซึ่งทำให้เราจบฤดูกาลแรกด้วยการเป็นรองแชมป์ ๒ ถ้วย”
กระทั่งหัวค่ำวันที่ ๖ สิงหาคม ทีมบุรีรัมย์ พีอีเอ พบกับ ทีมขอนแก่น เอฟซี ที่สนามไอ-โมบาย สเตเดียม ท่ามกลางคนดูจำนวน ๑๓,๕๙๓ คน ลูกทีมของประธานเนวินเอาชนะคู่แข่งไปอย่างไม่ยากเย็นนัก ด้วยสกอร์ ๒ ประตูต่อ ๐ เขยิบเข้าใกล้ตำแหน่งแชมป์ไทยพรีเมียร์ลีกไปอีกก้าวหนึ่ง
Pingback: ฉบับที่ ๓๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๔