“ในนาทีพิบัติ สิ่งที่สังคมไทยขาดคือการพูดความจริง” – รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์

ผู้เข้าชม 1,385 ครั้ง

สัมภาษณ์ รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์
ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต
และผู้อำนวยการศูนย์พลังงานเพื่อสิ่งแวดล้อม อุทยานสิ่งแวดล้อมนานาชาติสิรินธร

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ สุวัฒน์ อัศวไชยชาญ ฐิติพันธ์ พัฒนมงคล : สัมภาษณ์
ฐิติพันธ์ พัฒนมงคล : เรียบเรียง
วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ บันสิทธิ์ บุณยะรัตเวช : ถ่ายภาพ

ประเทศไทยปลายปี ๒๕๕๔ ไม่มีใครคิดว่าเหตุการณ์น้ำท่วมซึ่งช่วงแรกดูจะเป็นปรากฏการณ์ธรรมดาๆ ในช่วงหน้าฝน จะลุกลามบานปลายขยายขอบเขตความเสียหายกระทั่งกลายเป็นวิกฤตมหาอุทกภัยครั้งร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์

พื้นที่ประสบภัยพิบัติครอบคลุมตั้งแต่จังหวัดทางภาคเหนือไล่เรียงลงมาถึงภาคกลางตอนล่าง ส่งผลให้นิคมอุตสาหกรรม บ้านเรือน พื้นที่เกษตร ศาสนสถาน โบราณสถานหลายแห่งจมอยู่ใต้น้ำ  ไม่เว้นแม้กระทั่งจังหวัดกรุงเทพมหานครทั้งฝั่งพระนครและฝั่งธนบุรี  ระบบป้องกันภัยทั้งหลายพ่ายแพ้ให้แก่มวลน้ำมหาศาลที่ไหลทะลักลงมาจากตอนบน

ท่ามกลางสถานการณ์ภัยพิบัติที่คนไทยทั้งประเทศกำลังสับสนกับรายงานข่าวที่ฟังเข้าใจยาก และประกาศเตือนภัยที่ดูจะผิดไปจากเหตุการณ์จริงซ้ำแล้วซ้ำเล่าของภาครัฐ  บนหน้าจอโทรทัศน์ช่องสถานีทีวีสาธารณะไทยพีบีเอส ก็ปรากฏภาพของนักวิชาการอิสระ ผู้ทำหน้าที่วิเคราะห์สถานการณ์น้ำรายวันด้วยคำอธิบายที่ชัดเจน ตรงไปตรงมา และเข้าใจง่าย พร้อมด้วยแผนภาพแสดงเส้นทางการไหลของน้ำว่ากำลังเคลื่อนจากทิศทางใด มุ่งหน้าไปทางไหน จะไหลบ่าเข้าท่วมถนนหรือล้นพนังกั้นน้ำใด มีผลให้พื้นที่ใดบ้างได้รับผลกระทบ น้ำจะท่วมสูงมากน้อยแค่ไหน ขณะเดียวกันยังชี้แนะแนวทางป้องกันชนิดที่หน่วยงานราชการต้องเงี่ยหูฟังและนำไปปฏิบัติตาม

ลักษณะเฉพาะของนักวิชาการผู้นี้ คือการให้ความสำคัญกับการลงพื้นที่ เพื่อสังเกตการณ์ พูดคุยกับชาวบ้าน ตลอดจนลงมือวัดระดับน้ำหรือความเร็วของน้ำไหลด้วยตัวเอง

ทุกค่ำคืนทางหน้าจอโทรทัศน์ ไม่แปลกที่เราจะเห็นภาพอาจารย์ท่านนี้ถอดสูทสวมชุดกันน้ำ สวมเสื้อชูชีพลงเรือตระเวนไปตามพื้นที่ประสบภัยในทุกเขต และคลองคูประตูระบายน้ำแทบทุกจุด

เบื้องหลังไม่กี่นาทีบนหน้าจอ คือการปฏิบัติภารกิจทุกวันตลอดเวลากว่า ๓ เดือน กับการมุ่งมั่นลงพื้นที่แต่เช้าจรดค่ำ พร้อมกับเตรียมสรุปข้อมูลเพื่อรายงานผู้ชมทางบ้าน  แต่ละวันกว่าจะเสร็จสิ้นภารกิจก็มักล่วงเลยเวลาสามถึงสี่ทุ่มขึ้นไป

รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ สำเร็จการศึกษาปริญญาตรีด้านวิศวกรรมโยธาจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  ศึกษาต่อระดับปริญญาโทที่สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) ก่อนได้รับทุนไปศึกษาปริญญาเอกด้านวิศวกรรมชายฝั่ง ณ มหาวิทยาลัยโทโฮกุ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะฮอนชู ประเทศญี่ปุ่น  ช่วงนั้นเองที่เขาได้เป็นนักศึกษาภายใต้การดูแลของศาสตราจารย์ผู้เชี่ยวชาญเรื่องสึนามิที่ได้รับการยกย่องว่าเก่งที่สุดในโลก

สารคดี ชวนผู้อ่านร่วมทบทวนความเป็นไปของมหาอุทกภัยครั้งนี้ กับนักวิชาการชาวไทยผู้เชี่ยวชาญเรื่องน้ำและภัยพิบัติมากที่สุดคนหนึ่ง ซึ่งในยามที่ประเทศชาติเผชิญหน้ากับวิกฤต ประชาชนไม่น้อยเชื่อถือคำอธิบายของเขามากกว่าคำแถลงของภาครัฐ

……….

เรารู้จักอาจารย์ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำ อยากทราบว่าอาจารย์ศึกษามาทางด้านนี้โดยตรงหรือเปล่าครับ
ผมเป็นศิษย์เก่าจุฬาฯ คณะวิศวกรรมศาสตร์ แผนกโยธา ปี ๒๕๒๐ ประสบการณ์แรกหลังเรียบจบคือสร้างเขื่อนเชี่ยวหลาน จังหวัดสุราษฎร์ธานี  เวลานั้นนักศึกษาจบใหม่ทุกคนอยากทำงานเมกะโปรเจ็กต์  ผมเองเป็นรุ่นบุกเบิกการขุดเจาะอุโมงค์ผันน้ำก่อนสร้างเขื่อนเชี่ยวหลาน  เสร็จเรียบร้อยจึงหันไปรับผิดชอบการสร้างฐานเขื่อน  ช่วงนั้นเอง ผมถูกจับตัวไปเรียกค่าไถ่เพราะการเมืองในพื้นที่ยังแรงมาก  จังหวัดสุราษฎร์ธานีเป็นพื้นที่สีแดง เป็นที่หลบซ่อนของขบวนการพรรคคอมมิวนิสต์ฯ  มีการเผาศาลากลางจังหวัด  ทุก ๑-๒ สัปดาห์จะมีแนวร่วม พคท. ลงจากเขามาขอระเบิดขอเสบียง  ตอนนั้นผมยังหนุ่มอยู่ในฐานะผู้รับเหมาก่อสร้าง แม้รู้ว่าเป็นพื้นที่อันตรายแต่ตัดสินใจไปเพราะอยากเจองานเขื่อน  กระทั่งวันหนึ่งถูกจับตัวไปเรียกค่าไถ่  เขากักตัวเราไว้ ๑ วัน เรียกค่าไถ่เป็นเงิน ๔ หมื่นบาท  สุดท้ายพูดคุยกันเข้าใจเขาก็ปล่อยผมออกมา  คนที่จับตัวผมคือพวกโจรเมืองที่หลบไปอยู่ในป่ากับนักศึกษาที่มีอุดมการณ์  ผมบอกเขาไปตรง ๆ ว่าเพิ่งเรียนจบมาเงินเดือนแค่ ๓,๐๐๐ บาท คุณเรียกมา ๔ หมื่นจะหาจากไหนให้

หลังสร้างฐานเขื่อนเชี่ยวหลาน อาจารย์ทำอะไรต่อ
ผมกลับไปเรียนต่อที่สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) ได้กลับไปเป็นนักศึกษาอีกครั้งหนึ่ง  พอดีว่าผลการเรียนอยู่ในเกณฑ์ดีทำให้ได้รับทุนจากรัฐบาลญี่ปุ่นไปศึกษาต่อ ที่ญี่ปุ่น ทีแรกผมตั้งใจว่าจะเลือกสาขาวิชาเกี่ยวกับการบริหารจัดการท่าเรือ  เพราะมองอนาคตแล้วว่าธุรกิจท่าเรือของประเทศไทยจะต้องเจริญก้าวหน้า การขนส่งทางน้ำยังก้าวไปได้อีกไกล  ยิ่งได้ไปเห็นระบบขนส่งทางน้ำที่ญี่ปุ่นก็ยิ่งยืนยันความเชื่อเดิม เพราะที่ญี่ปุ่นกิจการด้านนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญมาก สัดส่วนทางการค้าสูง  ได้เห็นท่าเรือโยโกฮามาพอร์ตที่ช่างใหญ่โตโอฬาร ก็ยิ่งอยากจะเดินไปในเส้นทางนั้น

ทว่าด้วยระเบียบทุนการศึกษาของรัฐบาลญี่ปุ่นกำหนดให้เราต้องเลือก ศาสตราจารย์ที่จะทำงานวิจัยด้วยก่อนเป็นลำดับแรก  ส่วนตัวผมชื่นชอบศาสตราจารย์โนบุโอะ ชูโตะ ผู้ได้ชื่อว่าเป็นกระบี่มือหนึ่งเรื่องสึนามิของโลกในเวลานั้น จึงตัดสินใจมุ่งมั่นว่าจะเลือกท่านเป็นอาจารย์ที่ปรึกษา  แต่หลังจากแจ้งความจำนงว่าต้องการศึกษาต่อด้านวิศวกรรมท่าเรือ ศาสตราจารย์โนบุโอะจึงชี้แจงว่าที่นี่ไม่มีสอน พร้อมกับยื่นข้อเสนอว่าสนใจเรียนทางด้านวิศวกรรมชายฝั่งหรือไม่  รายละเอียดเป็นการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องโครงสร้างริมทะเล ภัยพิบัติทางทะเล รวมทั้งเรื่องสึนามิ  โดยท่านเน้นย้ำว่าวิชานี้เรียนแล้วไม่ได้เงินนะ สิ่งที่เราได้รับไม่ได้ตีค่าเป็นตัวเงิน แต่เป็นโอกาสในการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์  ตอนนั้นคำพูดจากปากศาสตราจารย์ที่เรานับถือถึงกับทำให้เราน้ำตาซึมสุดท้ายก็ ตัดสินใจเลือกเรียนวิชานี้  ทั้ง ๆ ที่สมัยนั้นไม่มีใครคิดว่าจะเกิดสึนามิขึ้นที่เมืองไทย  สุดท้ายก็ได้รับใบปริญญาเอกกลับมา

Pages: 1 2 3 4

About admin

ผู้ดูแล และลงข้อมูลประจำเวบไซต์ sarakadee.com