{ status: 'connected', authResponse: { accessToken: '...', expiresIn:'...', signedRequest:'...', userID:'...' } } function checkLoginState() { FB.getLoginStatus(function(response) { statusChangeCallback(response); }); }

กว่าจะเป็นโบโกตาเมืองจักรยาน (๒)

พฤศจิกายน 8, 2012 
2


โลกใบใหม่
ภัควดี วีระภาสพงษ์

Enrique Peñalosa

กรุงโบโกตาคือตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนความเข้าใจผิดบางประการที่คนทั่วไปมีต่อการสร้าง “เมืองจักรยาน”

ความเข้าใจผิดประการแรกคือ เมืองจักรยานต้องมาจากการมี “วัฒนธรรมการขี่จักรยาน” แต่กรุงโบโกตาให้คำตอบว่า เราต้องมีเลนจักรยานก่อน วัฒนธรรมการขี่จักรยานจึงจะตามมา

ความเข้าใจผิดประการที่ ๒ คือ การสร้างเมืองจักรยานมาจากสำนึกในเรื่องมลพิษและสิ่งแวดล้อม  แต่กรุงโบโกตาให้คำตอบว่า เมืองจักรยานมาจากสำนึกในเรื่อง “ความเท่าเทียม” ต่างหาก

นักการเมืองติดดิน

คู่แข่งคนหนึ่งที่เป็นผู้สมัครอิสระชิงตำแหน่งนายกเทศมนตรีที่เคยพ่ายแพ้แก่ อันตานัส มอคคุส ก็คือ เอ็นริเก เปญญาโลซา (Enrique Peñalosa) เขาเกิดเมื่อวันที่ ๓๐ กันยายน พ.ศ.๒๔๙๘  จบการศึกษาด้านเศรษฐศาสตร์และประวัติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยดุ๊ก สหรัฐอเมริกา  จากนั้นไปต่อเอ็มบีเอที่กรุงปารีส ฝรั่งเศส พร้อมกับทำงานพาร์ตไทม์เป็นคนล้างจานในร้านอาหารและพนักงานยกกระเป๋าในโรงแรม

ถึงแม้ว่าบิดาของเปญญาโลซาซึ่งเคยทำงานในสหประชาชาติ จะมีมิตรสหายเป็นนักการเมืองระดับประธานาธิบดี  แต่เมื่อเปญญาโลซาตัดสินใจลงมาทำงานการเมือง เขากลับเลือกเป็นผู้สมัครอิสระที่ไม่สังกัดพรรคและไม่อาศัยนักการเมืองหนุนหลัง  ในปี ๒๕๓๓ เปญญาโลซาลงสมัครแข่งขันเป็นสมาชิกสภาคองเกรสของโคลอมเบีย  เขาใช้วิธีการรณรงค์หาเสียงด้วยการเดิน ขี่จักรยาน นั่งรถประจำทางไปแจกใบปลิวและพูดคุยกับประชาชนทุกชนชั้นทุกหนแห่งแบบตัวต่อตัว และเขาก็ยึดมั่นในวิธีการหาเสียงแบบนี้มาตลอดไม่ว่าจะลงสมัครรับเลือกตั้งในระดับไหน

การเลือกตั้งครั้งนั้นเขาได้รับคะแนนเสียงถึง ๒๒,๐๐๐ คะแนนจนได้ที่นั่งในสภา แต่ดำรงตำแหน่งอยู่เพียงปีเดียวเพราะมีการยุบสภาเพื่อลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่  ในช่วง ๑ ปีนั้นเขานำเสนอหลายโครงการและสามารถผลักดันกฎหมายปฏิรูปรัฐสภาได้เป็นผลสำเร็จ  ในปีถัดมาเปญญาโลซาลงสมัครชิงตำแหน่งนายกเทศมนตรีกรุงโบโกตา แต่พ่ายการเลือกตั้ง  อีก ๓ ปีถัดมา เขาลงสมัครอีกครั้ง แต่ก็แพ้ให้แก่ อันตานัส มอคคุส อย่างราบคาบ  เขาลงสมัครเป็นครั้งที่ ๓ ในปี ๒๕๔๐ ด้วยวิธีการหาเสียงแบบเดิม  ครั้งนี้เขาชนะการเลือกตั้งอย่างฉิวเฉียด

ความมุ่งมั่น ความอดทน และยึดมั่นในหลักการของตนเองที่แสดงออกมาในวิธีการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งของ เอ็นริเก เปญญาโลซา คงสะท้อนให้เห็นบุคลิกภาพและตัวตนของเขาเป็นอย่างดี  เขาเปรียบเสมือนขั้วตรงข้ามของ อันตานัส มอคคุส ผู้หวือหวา แปลกประหลาด สร้างสรรค์  มอคคุสเป็นนักคิด นักปรัชญา นักสุนทรียศาสตร์ นักการศึกษา และนักการละคร  ส่วนเปญญาโลซาเป็นนักวางแผนและนักปฏิบัติ  บุคลิกภาพอันโดดเด่นของทั้งสองเป็นทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนในตัวมันเอง

ระบบขนส่งมวลชน TransMilenio (ภาพจาก – citiesforpeople.net)

นายกเทศมนตรีผู้มุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว

มอคคุสกล่าวว่า แนวคิดของเขามีแกนกลางอยู่ที่จริยธรรม  ส่วนเปญญาโลซาบอกว่า แกนกลางทางความคิดของเขาอยู่ที่ความสุข  ในทัศนะของนายกเทศมนตรีคนใหม่ของโบโกตา ความสุขของมนุษย์คือการมีพื้นที่สาธารณะและการได้รับประโยชน์สุขจากนโยบายสาธารณะอย่างเสมอหน้ากัน

ในการรณรงค์หาเสียง เปญญาโลซาเสนอเมกะโปรเจ็กต์ ๕ โครงการคือ การเคหะ การสร้างสวนสาธารณะ การสร้างโครงข่ายช่องทางจักรยาน การสร้างระบบขนส่งมวลชนโดยเฉพาะช่องทางรถประจำทางด่วนพิเศษ การสร้างห้องสมุดและโรงเรียน

เปญญาโลซาหาเสียงไว้อย่างไร เขาก็ปฏิบัติตามนั้น แต่ภาคปฏิบัติย่อมไม่ง่ายดาย  เมกะโปรเจ็กต์ที่เขานำเสนอหมายถึงการเวนคืน รื้อถอนอาคารสถานที่ และโยกย้ายประชาชนจำนวนมาก  เขาโยกย้ายผู้ค้าเร่ออกจากทางเท้าและสั่งห้ามจอดรถบนบาทวิถี เขารื้อสลัมใหญ่ที่สุดกลางเมืองเพื่อสร้างจัตุรัสและเวนคืนที่ดินของสโมสรอภิมหาเศรษฐีมาสร้างสวนสาธารณะ  เขาสั่งยกเลิกรถประจำทางเอกชนที่มีสภาพทรุดโทรมเพื่อเปลี่ยนเป็นระบบ TransMilenio (ระบบรถโดยสารด่วนพิเศษหรือ BRT) และจำกัดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลในช่วงชั่วโมงเร่งด่วน

ในภาวะที่ประชาชนยังไม่ตระหนักเพียงพอว่า “พื้นที่สาธารณะ” หมายถึงอะไร และด้วยความที่เปญญาโลซาไม่ใช่นักสื่อสารที่เก่งกาจเหมือนมอคคุส การเปลี่ยนเมืองหลวงทั้งเมืองให้กลายเป็นไซต์งานก่อสร้างขนาดยักษ์และการดำเนินตามนโยบายอย่างไม่ไว้หน้าใครของเปญญาโลซาได้สร้างความขัดเคืองใจแก่คนทุกชนชั้น การประท้วงจึงตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

การประท้วงดำเนินไปอย่างดุเดือดเป็นเวลาหลายวัน และในประเทศที่มีอาวุธสงครามซุกไว้เกลื่อนกล่นอย่างโคลอมเบีย มีการใช้ปืนสั้นและปาระเบิดใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจจนบาดเจ็บ  แต่เปญญาโลซายังคงใช้ความอดทน อาศัยเพียงตำรวจปราบจลาจล รถฉีดน้ำและแก๊สน้ำตาในการควบคุมฝูงชนตามมาตรฐานของอารยประเทศ  ในช่วงนั้นความนิยมในตัวเขาตกต่ำเหลือแค่ ๑๘ %  ต่ำกว่าประธานาธิบดีบุชในช่วงที่คะแนนนิยมตกต่ำที่สุดเสียอีก  แม้กระทั่งคณะทำงานและสมาชิกสภาเทศบาลที่เคยสนับสนุนเขาก็เกือบจะละทิ้งเขาเสียแล้ว  ฝ่ายค้านใช้โอกาสนี้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อพิจารณาถอดถอนเปญญาโลซา

โชคดีที่คณะกรรมการยังพอมีความเป็นธรรม  ผลสรุปของการสอบสวนก็คือ คณะกรรมการไม่เห็นด้วยที่จะถอดถอนเขาโดยให้เหตุผลว่า เราจะถอดถอนนักการเมืองออกจากตำแหน่งเพียงเพราะเขาทำตามนโยบายที่ประกาศไว้ตอนหาเสียงได้อย่างไร  อีกทั้งเมื่อการรื้อถอนและการปรับพื้นที่สลัมกลางเมืองเป็นจัตุรัสเสร็จสิ้นลง ประชาชนเริ่มเข้าใจแล้วว่าพื้นที่สาธารณะมีคุณค่าต่อประโยชน์สุขในชีวิต ทั้งยังกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นในบริเวณรอบข้างให้ดีขึ้นกว่าเดิมด้วย  ความนิยมในตัวนายกเทศมนตรีจึงค่อยๆ กระเตื้องขึ้น

ภาพจาก : esp.md

โครงข่ายจักรยานเพื่อความเท่าเทียม

แนวคิดการทำช่องทางจักรยานในโคลอมเบียของเปญญาโลซานั้นเป็นแนวคิดของการวางผังแบบบูรณาการ  ช่องทางจักรยานต้องเชื่อมต่อระหว่างจุดหนึ่งไปสู่อีกจุดหนึ่ง ต้องพาผู้คนไปสู่จุดหมายที่พวกเขาต้องการหรือมีธุระต้องไปทำ ต้องเชื่อมโยงกับระบบขนส่งมวลชนอื่นๆ โดยเฉพาะระบบรถประจำทาง BRT โดยมีอาคารที่ฝากเก็บรถจักรยานได้จำนวนมาก  และที่สำคัญคือต้องมีความปลอดภัย ดังคำพูดของเปญญาโลซาซึ่งโด่งดังไปทั่วโลก

“เราไม่ควรหลอกตัวเองด้วยการคิดว่า แค่ตีเส้นไว้บนถนนเฉยๆ ก็คือช่องทางจักรยาน  ช่องทางจักรยานที่ไม่ปลอดภัยสำหรับเด็ก ๘ ขวบ ไม่ใช่ช่องทางจักรยานที่แท้จริง ”

ระบบโครงข่ายจักรยานในโบโกตาจึงมีผังที่แบ่งออกเป็น ๓ ระดับคือ

โครงข่ายหลัก เชื่อมโยงศูนย์กลางหลักของเมืองโดยตรงและสะดวกที่สุด เช่น เชื่อมโยงย่านการทำงานและการศึกษา กับพื้นที่ที่มีประชากรอาศัยอยู่หนาแน่นที่สุด และเชื่อมเข้ากับโครงข่ายรอง

โครงข่ายรอง เชื่อมโยงย่านที่อยู่อาศัย ย่านการค้า และสวนสาธารณะ เข้าสู่โครงข่ายหลัก

โครงข่ายเสริม โครงข่ายย่อยๆ ที่จะช่วยให้โครงข่ายหลักและโครงข่ายรองมีการถ่ายเทที่ดีขึ้น หรือช่วยกระจายความหนาแน่นของจักรยานในบางพื้นที่ รวมถึงเชื่อมโยงสู่เครือข่ายสันทนาการต่างๆ

ย่านที่อยู่อาศัยที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดในโบโกตาก็คือย่านชุมชนแออัดนั่นเอง  ประชากรที่ได้รับประโยชน์สูงสุดจากการใช้จักรยานจึงเป็นคนยากจนที่ไม่มีปัญญาซื้อรถยนต์  การใช้จักรยานช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย ช่วยให้มีสุขภาพดี ยกระดับคุณภาพชีวิต ลดมลพิษทางอากาศ และสร้างความรู้สึกถึงศักดิ์ศรีและความเท่าเทียม  ดังคำกล่าวของเปญญาโลซาที่ว่า

“ช่องทางจักรยานคือสัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นว่า พลเมืองที่ขี่จักรยานราคา ๓๐ ดอลลาร์ ก็มีความสำคัญเสมอหน้ากับพลเมืองที่ขับรถยนต์ราคา ๓๐,๐๐๐ ดอลลาร์ ”

แต่เนื่องจากโครงการของเปญญาโลซาเป็นเมกะโปรเจ็กต์ซึ่งต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะแล้วเสร็จและเห็นผลดีของมัน  ในการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีสมัยต่อมา เขาจึงสนับสนุน อันตานัส มอคคุส ที่กลับมาลงสมัครรับเลือกตั้งอีกครั้ง (กฎหมายโคลอมเบียห้ามมิให้นักการเมืองคนเดิมเป็นนายกเทศมนตรีติดกัน ๒ สมัย) โดยแลกกับคำมั่นสัญญาว่าจะสานต่อโครงการที่เขาทำค้างไว้ ซึ่งมอคคุสก็ปฏิบัติตามคำสัญญานั้น เพียงแต่ไม่ใช้วิธีการแข็งกร้าวเหมือนเปญญาโลซา

ผลงานที่นายกเทศมนตรี ๒ คน ๓ สมัยสร้างไว้ให้กรุงโบโกตาในช่วงเวลาประมาณ ๑๐ ปีก็คือ ในปัจจุบัน ทุกๆ วันมีประชากร ๑,๖๐๐,๐๐๐ คนเดินทางด้วยรถประจำทาง BRT ประชากร ๔๐๐,๐๐๐ คนใช้จักรยานในการสัญจร  ปัญหาการจราจรติดขัดลดลง ๒๒ %  สวนสาธารณะเพิ่มขึ้น ๑,๑๐๐ แห่ง  ห้องสมุดเพิ่มขึ้น ๑๕ แห่ง โดยมีประชาชนเข้าใช้สัปดาห์ละ ๔๐๐,๐๐๐ คน  มีการปิดถนนสายหลักทุกวันอาทิตย์  เด็ก ๙๘.๕ % ได้ไปโรงเรียน  ทุกครัวเรือนมีไฟฟ้า น้ำประปาและระบบท่อน้ำทิ้ง  อัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนลดลง ๕๐ % อาชญากรรมลดลง ๕๐ %

สารคดีที่น่าสนใจเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงของโบโกตามีหลายเรื่อง  เรื่องที่น่าดูอย่างยิ่งคือ Cities On Speed – Bogotá Change

ภัควดี วีระภาสพงษ์ พื้นที่ภาคเหนือของประเทศเคนยาเต็มไปด้วยการฆ่าฟัน ทั้งจากความขัดแย้งระหว่างชาติพันธุ์ ระหว่างกลุ่ม และระหว่างศาสนา การปล้น ข่มขืน สังหารหมู่ แทบจะเป็นเรื่องราวในชีวิตประจำวัน ความยากจน ไร้การศึกษา และประเพณีดั้งเดิมอันโหดร้าย เช่นการขลิบอวัยวะเพศผู้หญิง ยังปฏิบัติกันทั่วไป
ภัควดี วีระภาสพงษ์ แม้จะเป็นประเทศโลกที่ ๓ แต่เม็กซิโกก็เช่นเดียวกับประเทศประชาธิปไตยส่วนใหญ่ที่มีการกระจายอำนาจการปกครองท้องถิ่นอย่างมาก ทว่ากรุงเม็กซิโกซิตีกลับตรงกันข้าม เนื่องจากรัฐธรรมนูญกำหนดให้เมืองหลวงต้องอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลกลางซึ่งก้าวก่ายการปกครองท้องถิ่นของเม็กซิโกซิตีได้มากกว่า เช่น เป็นผู้ตัดสินใจขั้นสุดท้ายในการคัดเลือกผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ขณะตำรวจรัฐอื่น ๆ อยู่ภายใต้การกำกับโดยตรงของผู้ว่าการรัฐซึ่งมาจากการเลือกตั้ง ชาวเม็กซิโกซิตีใช้เวลาหลายทศวรรษเรียกร้องความเป็นอิสระจากรัฐบาลกลาง เพิ่งปีนี้เองที่มีการผ่านกฎหมายให้อิสระในระดับหนึ่งแก่นครหลวงที่มีประชากร ๙ ล้านคน
ภัควดี วีระภาสพงษ์ คอลัมน์นี้เคยนำเสนอเรื่อง LETS ซึ่งเป็นบัญชีเครดิตสำหรับการแลกเปลี่ยนสินค้าแทนเงินเพื่อเสริมสร้างศักยภาพทางเศรษฐกิจให้ชุมชน  ครั้งนี้จะขอนำเสนอทางเลือกค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการที่เก่าแก่กว่านั้น นั่นคือเงินตราชุมชน (community currency)หรือเงินตราท้องถิ่น (local currency) ซึ่งเป็นระบบเงินตราที่กำหนดจากรากหญ้าและยอมรับกันในแนวระนาบ กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ ประชาชนคิดค้นขึ้นเองโดยอาศัยความไว้วางใจและความร่วมมือกันเป็นหลักสำคัญที่ทำให้ระบบประสบความสำเร็จ  แตกต่างจากระบบเงินตราของรัฐซึ่งกำหนดในแนวดิ่ง



ผู้ดูแล และลงข้อมูลประจำเวบไซต์ sarakadee.com








ใส่ความเห็น

อีเมล์ของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

ภัควดี วีระภาสพงษ์ พื้นที่ภาคเหนือของประเทศเคนยาเต็มไปด้วยการฆ่าฟัน ทั้งจากความขัดแย้งระหว่างชาติพันธุ์ ระหว่างกลุ่ม และระหว่างศาสนา การปล้น ข่มขืน สังหารหมู่ แทบจะเป็นเรื่องราวในชีวิตประจำวัน ความยากจน ไร้การศึกษา และประเพณีดั้งเดิมอันโหดร้าย เช่นการขลิบอวัยวะเพศผู้หญิง ยังปฏิบัติกันทั่วไป
ภัควดี วีระภาสพงษ์ แม้จะเป็นประเทศโลกที่ ๓ แต่เม็กซิโกก็เช่นเดียวกับประเทศประชาธิปไตยส่วนใหญ่ที่มีการกระจายอำนาจการปกครองท้องถิ่นอย่างมาก ทว่ากรุงเม็กซิโกซิตีกลับตรงกันข้าม เนื่องจากรัฐธรรมนูญกำหนดให้เมืองหลวงต้องอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลกลางซึ่งก้าวก่ายการปกครองท้องถิ่นของเม็กซิโกซิตีได้มากกว่า เช่น เป็นผู้ตัดสินใจขั้นสุดท้ายในการคัดเลือกผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ขณะตำรวจรัฐอื่น ๆ อยู่ภายใต้การกำกับโดยตรงของผู้ว่าการรัฐซึ่งมาจากการเลือกตั้ง ชาวเม็กซิโกซิตีใช้เวลาหลายทศวรรษเรียกร้องความเป็นอิสระจากรัฐบาลกลาง เพิ่งปีนี้เองที่มีการผ่านกฎหมายให้อิสระในระดับหนึ่งแก่นครหลวงที่มีประชากร ๙ ล้านคน
ภัควดี วีระภาสพงษ์ คอลัมน์นี้เคยนำเสนอเรื่อง LETS ซึ่งเป็นบัญชีเครดิตสำหรับการแลกเปลี่ยนสินค้าแทนเงินเพื่อเสริมสร้างศักยภาพทางเศรษฐกิจให้ชุมชน  ครั้งนี้จะขอนำเสนอทางเลือกค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการที่เก่าแก่กว่านั้น นั่นคือเงินตราชุมชน (community currency)หรือเงินตราท้องถิ่น (local currency) ซึ่งเป็นระบบเงินตราที่กำหนดจากรากหญ้าและยอมรับกันในแนวระนาบ กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ ประชาชนคิดค้นขึ้นเองโดยอาศัยความไว้วางใจและความร่วมมือกันเป็นหลักสำคัญที่ทำให้ระบบประสบความสำเร็จ  แตกต่างจากระบบเงินตราของรัฐซึ่งกำหนดในแนวดิ่ง