Spotlight การพระราชพิธีพระบรมศพ : โบราณราชประเพณี กับวิถีร่วมสมัย - สารคดี.คอม

Spotlight การพระราชพิธีพระบรมศพ : โบราณราชประเพณี กับวิถีร่วมสมัย

ธันวาคม 23, 2016 
1


สัมภาษณ์ : ศรัณย์ ทองปาน
ภาพ : บันสิทธิ์ บุณยะรัตเวช

thongtong

“อาจารย์ธงทอง” ศ. ธงทอง จันทรางศุ เป็นอดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ท่านเคยดำรงตำแหน่งสูงสุดในชีวิตราชการถึงปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ทั้งยังเป็นนักเขียนที่มีผลงานหนังสือด้านศิลปวัฒนธรรมและตำรากฎหมายมากมาย หากแต่สิ่งที่ทำให้อาจารย์เป็นที่รู้จักมากที่สุด คือการบรรยายการถ่ายทอดพระราชพิธีต่าง ๆ ทางโทรทัศน์ตลอดระยะเวลากว่า ๓๐ ปีที่ผ่านมา ล่าสุด ศ. ธงทอง จันทรางศุ ได้รับหน้าที่ผู้บรรยายการถ่ายทอดพระราชพิธีพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และได้รับคำชื่นชมยกย่องว่าเป็นผู้ที่มีความรู้และความสามารถในการอธิบายขนบธรรมเนียมราชสำนักและการพระราชพิธีต่าง ๆ อย่างลุ่มลึกกว้างขวาง เพื่อให้สังคมไทยข้ามผ่านช่วงเวลาวิปโยคแห่งแผ่นดินไปด้วยสติและความรู้ สารคดี จึงเรียนรบกวนขอความรู้จากอาจารย์ในประเด็นว่าด้วยความคลี่คลายเปลี่ยนแปลงของงานพระราชพิธีพระบรมศพ

การพระราชพิธีพระบรมศพในครั้งนี้ มีความเปลี่ยนแปลงไปจากการพระราชพิธีพระบรมศพครั้งก่อน ๆ อย่างไรหรือไม่
ผมจะลองยกตัวอย่างให้ฟัง อาจเป็นประเด็นปลีกย่อยแต่น่าสังเกตสำหรับผม ที่จริงแล้วงานพระบรมศพโดยหลักก็คือการบำเพ็ญพระราชกุศลอุทิศถวาย เป็นประเพณีทางพระพุทธศาสนาที่มิได้แตกต่างจากการบำเพ็ญกุศลในงานศพอื่น ๆ แต่แน่นอนว่าต้องมีความประณีต มีความงดงาม สมพระเกียรติยศ ตัวอย่างเช่นถ้าเป็นงานศพทั่วไป การสวดพระอภิธรรมก็ใช้เวลาไม่นานนัก แต่ถ้าเป็นงานพระศพเจ้านายหรืองานพระบรมศพเจ้านาย การสวดพระอภิธรรมก็มีธรรมเนียมซึ่งผมเชื่อว่าเป็นธรรมเนียมเก่าน่าจะตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาแล้วด้วยซ้ำไปที่จะใช้เวลายาวนาน

อย่างในงานพระบรมศพ เราจะได้ยินประกาศของทางราชการว่ามีการสวดพระอภิธรรมเวลากลางวันกลางคืน ๑๐๐ วัน เท่าที่ในชีวิตผมได้ทันเห็น เมื่อครั้งงานพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ ๗ เมื่อปี ๒๕๒๗ ใน ๑๐๐ วันแรกนั้นมีการสวดพระอภิธรรมทั้งกลางวันกลางคืน เต็มตามความหมายของคำจริง ๆ คือมีทุก ๓ ชั่วโมงตลอด ๒๔ ชั่วโมง แม้กระทั่งตี ๓ (๓ นาฬิกา) พระท่านก็ยังสวดอยู่ แล้วก็ต้องมีวงดนตรีประโคมย่ำยามตามไปด้วย

ต่อมาพอถึงงานพระบรมศพสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เมื่อปี ๒๕๓๘ ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ มีพระราชปรารภว่า การสวดหลังเที่ยงคืนไปแล้วจนอรุณรุ่ง คือ ๖ โมงเช้า (๖ นาฬิกา) เป็นการเหน็ดเหนื่อยแก่ทั้งพระภิกษุสงฆ์ ทั้งเจ้าหน้าที่ที่ต้องอยู่ปฏิบัติหน้าที่ ในโอกาสนั้นทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ปรับธรรมเนียมในเรื่องนี้ คือยังสวดทั้งกลางวันกลางคืนอยู่ แต่ให้หยุดอยู่เพียงเวลาเที่ยงคืน คือสวดและประโคมย่ำยามครั้งสุดท้ายเวลา ๒๔ นาฬิกา งานพระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ในปี ๒๕๕๑ กับงานพระศพสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี เมื่อปี ๒๕๕๔ ก็ยังยึดถือแบบนั้นอยู่

มาในคราวงานพระบรมศพครั้งนี้ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ว่า การสวดพระอภิธรรมและประโคมย่ำยามรอบค่ำจนถึง ๓ ทุ่มก็เป็นการเหน็ดเหนื่อยสำหรับเจ้าหน้าที่แล้ว เพราะยังมีเรื่องอื่น ๆ ที่ต้องดูแลอีกมาก จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ปรับการสวดพระอภิธรรมและประโคมครั้งสุดท้ายเพียงเวลา ๓ ทุ่ม (๒๑ นาฬิกา) เราจึงพบการประกาศของทางราชการว่า ประชาชนสามารถเข้าไปถวายบังคมพระบรมศพได้จนถึงเวลาประมาณ ๓ ทุ่ม

แต่ในการปฏิบัติจริงก็จะพบว่ามีความผ่อนปรนและเอื้อเฟื้อให้ประชาชนที่ยังค้างจำนวนอยู่ที่บริเวณด้านหน้าพระบรมมหาราชวัง โดยทางสำนักพระราชวังก็อำนวยความสะดวกให้ได้ทยอยกันขึ้นถวายบังคมพระบรมศพจนหมด นี่คือพระมหากรุณาธิคุณในแต่ละยุคแต่ละสมัยที่ปรับเปลี่ยนไปในเรื่องการปฏิบัติ ในธรรมเนียมประเพณีบางอย่าง แต่ไม่ได้ทำให้หลักการที่มีมาแต่เดิมนั้นต้องล้มเลิกสูญหายไป

ดูเหมือนว่าในงานพระบรมศพครั้งนี้ ประชาชนจะมีส่วนร่วมมากขึ้น
ในงานพระบรมศพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ การมีส่วนร่วมของประชาชนชัดเจนทุกขั้นตอน ตั้งแต่ถวายน้ำสรงพระบรมศพ ที่เปิดให้ประชาชนมาร่วมถวายน้ำสรงพระบรมศพที่หน้าพระบรมฉายาลักษณ์ที่ศาลาสหทัยสมาคมในพระบรมมหาราชวัง และตามศาลากลางจังหวัดต่าง ๆ

ถ้าผมจำไม่ผิด ธรรมเนียมนี้เกิดขึ้นในงานพระบรมศพสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีเมื่อปี ๒๕๓๘ เป็นคราวแรก แน่นอนว่าแต่เดิมนั้นการถวายน้ำสรงพระศพเป็นการในพระราชฐาน เป็นการภายในพระราชวงศ์ ส่วนประชาชนทั่วไปก็ย่อมเป็นการพ้นวิสัยอยู่เองที่จะได้ถวายน้ำสรงพระบรมศพจนถึงเขตพระราชฐานชั้นใน แต่ด้วยพระมหากรุณาธิคุณฯ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ทรงพระราชดำริว่าการสวรรคตของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีเป็นความสูญเสียครั้งสำคัญ และประชาชนก็อยากจะมีโอกาสได้สนองพระเดชพระคุณตั้งแต่วันแรกที่ประดิษฐานพระบรมศพ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประดิษฐานพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ที่ศาลาสหทัยสมาคมในพระบรม-มหาราชวัง เพื่อให้ประชาชนมาร่วมถวายน้ำสรงพระบรมศพ นอกจากนั้นยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ศาลากลางจังหวัดต่าง ๆ จัดตั้งพระฉายาลักษณ์ และปฏิบัติในแนวทางเดียวกับที่สำนักพระราชวังจัดที่ศาลาสหทัยสมาคมด้วย แล้วจึงเป็นธรรมเนียมที่ปฏิบัติสืบเนื่องมาในงานพระศพและงานพระบรมศพชั้นหลัง

ช่วงแรก ๆ งานพระบรมศพมีการปฏิบัติที่ฉุกละหุกอยู่มาก เพราะเหตุว่าการตระเตรียมงานพระราชพิธีอย่างนี้ไว้ก่อนนั้นทำไม่ได้ เป็นเรื่องที่เมื่อเกิดเหตุจำเป็นให้ต้องปฏิบัติแล้วจึงลงมือทำกัน ดังนั้นในครั้งนี้เมื่อพ้นการบำเพ็ญพระราชกุศลปัณรสมวาร (๑๕ วัน) ไปแล้ว จึงเปิดให้ประชาชนเข้าถวายบังคมพระบรมศพได้ตั้งแต่วันที่ ๒๙ ตุลาคมที่ผ่านมา

ระหว่างที่ยังไม่ได้เปิดให้ขึ้นถวายสักการะที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ช่วงก่อนหน้านั้นประชาชนก็ไปลงนามในสมุดหลวงได้ ไปถวายบังคมหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ได้ คนต่อแถวกันที่ศาลาสหทัยสมาคมไม่รู้ว่ากี่หมื่นคน อย่างเวลานี้คนไปถวายบังคมพระบรมศพ เฉลี่ยวันละ ๓ หมื่นคน และเมื่อถึงเวลาอันสมควรแล้ว หลัง ๕๐ วัน ก็ยังเปิดให้ประชาชนได้ร่วมเป็นเจ้าภาพโดยเสด็จพระราชกุศลอีก

ผมว่ายิ่งวันเวลาผ่านไปเรื่อย ๆ ความผูกพันใกล้ชิดระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับประชาชนอย่างนี้ ทำให้แบบแผนประเพณีบางอย่างมีการปรับเปลี่ยน สิ่งที่เพิ่มขึ้นก็คือการมีส่วนร่วมของประชาชนที่จะได้สนองพระเดชพระคุณในงานพระบรมศพ ตั้งแต่วาระแรกจนถึงวาระสุดท้ายของงาน




ผู้ดูแล และลงข้อมูลประจำเวบไซต์ sarakadee.com








สัมภาษณ์  : สุวัฒน์ อัศวไชยชาญ ถ่ายภาพ  : ประเวช ตันตราภิรมย์ “มายาคติด้านพลังงานเรื่องไหนร้ายแรงที่สุด” เป็นคำถามที่ผมไม่ต้องรอคำตอบจากหญิงสาวตรงหน้า เพราะเธอสวนกลับแทบทันทีว่า “เยอะมาก !” ตามด้วยคำอธิบายที่พรั่งพรูมาราวกับสายน้ำ สฤณี อาชวานันทกุล คือสาวไฮเปอร์ระดับตัวแม่ เธอมีหลายสิบภาคในตัวเอง ทั้งนักเขียน นักแปล ผู้ก่อตั้งสำนักข่าวออนไลน์ไทยพับลิก้า สำนักพิมพ์ openworld เจ้าของสำนักพิมพ์ชายขอบ จัดพิมพ์หนังสือแนวบทกวี (งานเขียนที่เธอชื่นชอบ) นักเล่นบอร์ดเกมมือวางอันดับ ๑ (แทบไม่มีสัปดาห์ไหนที่เธอไม่เล่น) ไปจนถึงภาคนักเคลื่อนไหว ถ้ายังจำกันได้ ก่อนหน้านี้เธอเป็นแถวหน้าในการคัดค้านกฎหมายคอมพิวเตอร์ฉบับใหม่ ยากจะจินตนาการว่าใน ๑ วันเธอแบ่งภาคทำกิจกรรมอะไรบ้าง แต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ ผมขอแทรกเวลาในเย็นวันหนึ่ง เพื่อนัดคุยกับเธอในภาคนักวิชาการสายเศรษฐศาสตร์ และหัวเรือใหญ่คนหนึ่งของบริษัทป่าสาละ จำกัด ที่นิยามตนเองว่าเป็นบริษัท “ปลูกธุรกิจที่ยั่งยืน” แห่งแรกในประเทศไทย เน้นการจัดทำงานวิจัย การอบรม และจัดสัมมนาเพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ด้าน “การพัฒนาอย่างยั่งยืน” หรือ sustainable development ซึ่งกำลังเป็นคำฮอตฮิต หลังจากที่สหประชาชาติได้ประกาศเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน ๑๗ ข้อ (sustainable development goals หรือ SDGs 17) เมื่อปี ๒๕๕๘ ทำให้รัฐบาลไทยกำหนดเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนไว้ในแผนยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ ๑๒ รวมทั้งนายกรัฐมนตรียังเสนอปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวทางของการพัฒนาอย่างยั่งยืนไว้ในเวทีการประชุมระดับโลก ล่าสุดในช่วงประเด็นร้อนของโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ สฤณีโพสต์ลิงก์ให้ดาวน์โหลดฟรีพีดีเอฟของหนังสือชื่อ มายาคติพลังงาน ที่จัดทำโดยบริษัทป่าสาละ จำกัด (เขียนโดย สฤณี อาชวานันทกุล ณัฐเมธี สัยเวช และ สุณีย์ ม่วงเจริญ) ในเล่มรวมคำถามคำตอบที่พยายามให้ตรรกะ วิธีคิด พร้อมข้อมูล ที่จะทลายมายาคติหลายเรื่องเกี่ยวกับการจัดการพลังงานในประเทศไทย เช่น ตกลงเมืองไทยรวยน้ำมันไหม ค่าไฟต้องแพงไหม นิวเคลียร์ถูกจริงไหม พลังงานแสงอาทิตย์แพงจริงไหม (สนใจดาวน์โหลดได้ ที่นี่ “ถ้าจะพูดเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืน เราต้องพูดถึงการจัดการพลังงานด้วย เพราะพลังงานเป็นตัวขับเคลื่อนทุกสิ่งอย่าง และไม่มีทางที่เราจะพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืนด้วยการใช้พลังงานสกปรก” เธอย้ำ การคุยกับหญิงสาวมากพลังครั้งนี้จึงพัลวันกันหลายหัวข้อโดยมี “การพัฒนาอย่างยั่งยืน” เป็นแกนหลักใจกลางความยุ่งเหยิง
สุเจน กรรพฤทธิ์ : สัมภาษณ์ ประเวช ตันตราภิรมย์ : ถ่ายภาพ หมายเหตุ : Katja อ่านว่า “คัด-ย่า” เป็นการอ่านออกเสียงแบบเยอรมัน ในช่วง ๒-๓ ปีที่ผ่านมาข่าว “รับน้องโหด” “ครูตีเด็กเกินกว่าเหตุ” “ครูทำร้ายเด็ก” และสารพัดความรุนแรงที่เกิดขึ้นในรั้วโรงเรียนและมหาวิทยาลัยแทบกลายเป็นเรื่อง “ปรกติ” จนกลายเป็น “ดราม่า” อยู่บ่อยครั้ง อาจเพราะโซเชียลมีเดียทำให้เห็นปรากฏการณ์นี้แพร่หลายและคงมีหลายคนเริ่มตั้งคำถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับระบบการศึกษาไทยซึ่งผ่านกระบวนการ “ปฏิรูป” หลายครั้ง หมดงบประมาณแผ่นดินนับพันล้าน แต่เหมือนเรายังคงเจอกับปัญหาซ้ำซากอยู่ทุกปี กลางเดือนกรกฎาคม ๒๕๖๐ ในการประชุมวิชาการนานาชาติไทยศึกษาครั้งที่ ๑๓ (13th International Conference on Thai Studies - ICTS13) ณ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีการนำเสนอบทความวิชาการเรื่อง “The Authoritarian Personality in Thailand” ว่าด้วยผลการสำรวจทัศนคติและวิเคราะห์ “บุคลิกอำนาจนิยม” ของบุคลากรในมหาวิทยาลัย ที่น่าสนใจคือผู้นำเสนอ ดร. คัทยา* รังสิเวค เป็นคนเยอรมันที่รู้จักเมืองไทยดี ด้วยเธอสัมผัสระบบการศึกษาไทยตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมฯ ในฐานะนักเรียนแลกเปลี่ยน ในขณะที่เธอเป็นผลผลิตของระบบการศึกษาที่ก้าวหน้าของยุโรปตะวันตก ยิ่งไปกว่านั้นครอบครัวของเธอยังมาจาก “เยอรมนีตะวันออก” อดีตประเทศคอมมิวนิสต์ที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของสหภาพโซเวียตในยุคสงครามเย็นซึ่งล่มสลายในช่วงต้นคริสต์ทศวรรษ ๑๙๙๐ จึงเรียกได้ว่า ดร. คัทยานั้นมาจากส่วนที่ “ด้อยโอกาส” ของสังคมเยอรมันหลังการรวมประเทศ
สัมภาษณ์ : ฐิติพันธ์ พัฒนมงคล ถ่ายภาพ : ประเวช ตันตราภิรมย์ “คนทำหนังสือในประเทศนี้โชคร้ายครับ เราไม่เคยมีรัฐบาลที่ไม่ว่าจะมาจากการเลือกตั้งหรือรัฐประหารเห็นความสำคัญของการอ่าน ทุกรัฐบาลไม่เคยตั้งงบประมาณรายจ่ายเป็นงบหนังสือ รัฐบาลตั้งหน้าตั้งตาลงทุนโครงสร้างพื้นฐานการคมนาคมของประเทศ แต่ไม่เคยเหลียวแลโครงสร้างพื้นฐานทางปัญญาคือการอ่านเลย” หลังรับตำแหน่งนายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทยติดต่อกันสองสมัยเป็นเวลา ๔
สัมภาษณ์ : สุวัฒน์ อัศวไชยชาญ, ธัชชัย วงศ์กิจรุ่งเรือง ถ่ายภาพ : ประเวช ตันตราภิรมย์ ทุก ๆ ปีในช่วงปิดเทอมที่มีการสอบเข้าเรียนต่อในระดับอุดมศึกษา ประเด็นปัญหาการศึกษาไทยมักถูกยกขึ้นมาเป็นข่าวอยู่เสมอ ก่อนจะหายเงียบไปเมื่อพ้นช่วงเวลาดังกล่าว แต่ตลอดปีสองปีมานี้
ชลธร วงศ์รัศมี : สัมภาษณ์ บันสิทธิ์ บุณยะรัตเวช : ถ่ายภาพ ให้ฉันลงชื่อแล้วได้อะไร เราจะเซ็น petition ใน Change.org กันไปอีกนานแค่ไหน แค่คลิกไม่กี่คลิกจะไปเปลี่ยนแปลงอะไรได้