3 มุมมองเกี่ยวกับวัดพระธรรมกาย – นายแพทย์มโน เลาหวณิช / วิจักขณ์ พานิช / พระมหาสมชาย ฐานวุฒฺโฑ

Mar 3, 2017 
0


สัมภาษณ์โดย : สุเจน กรรพฤทธิ์

mano

“ภายใน ๕ ปีต่อจากนี้ พุทธกระแสหลักจะเป็นแบบธรรมกาย”

นายแพทย์มโน เลาหวณิช
อดีต “พระมโน เมตตานนฺโท” แห่งวัดพระธรรมกาย

“ปี ๒๕๑๘-๒๕๒๐ วัดพระธรรมกายคล้ายครอบครัวเล็ก มีพระแปดเก้ารูป มีแม่ชีจันทร์เป็นหัวหน้าและต้นแบบวิถีปฏิบัติของคนในวัด คุณยายเป็นเหมือนเจ้าอาวาส ไม่มีใครกล้าค้านแม้อาจจะเห็นแย้ง  ปี ๒๕๒๕ วัดซื้อที่ดินเพิ่ม  ผมไปเรียนต่อด้านบาลีสันสกฤตที่มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด ช่วงนั้นวัดมีปัญหาเพราะไม่กี่ปีขยายตัวถึง ๑๐๐ เท่า  ผมกลับมาจึงเริ่มปฏิรูปองค์กรในปี ๒๕๓๒ ซึ่งผมต้องชนกับเจ้าอาวาสแรงมาก  ก่อนหน้านั้นก็มีกรณีที่ผมแย้งท่านเรื่องอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้บวชพระรูปหนึ่ง ท่านก็เสียหน้า แต่ก็ตั้งให้เป็นประธานปฏิรูปวัด  สมัยนั้นวัดมีนโยบาย ‘ระดมธรรมคู่ระดมทุน’ ผมไม่เคยจับงานบอกบุญ เรื่องนี้เป็นหน้าที่ของฝ่ายระดมทุน ผมมีหน้าที่เทศน์ เทศน์จบก็มีอุบาสกขึ้นมานั่งคุยชวนทอดผ้าป่า เป็นต้น

“แต่หลังปฏิรูปแก้วก็ร้าว ผมถูกส่งไปประจำในสหรัฐอเมริกาจนเกิด ‘คดีโจนาทาน ดูดี้’ (คดีฆาตกรรมในวัดไทย อาชญากรเป็นเด็กสองคน) ผมไปช่วยคดีนี้เพราะคิดว่าเด็กคนหนึ่งที่ถูกกล่าวหาเป็นแพะ เรื่องนี้ทำให้ผมมีปัญหากับวัด ก่อนจะมาแตกหักเมื่อผมพบอุบาสิกาท่านหนึ่งเป็นครู มาวัดทุกเดือน ทำบุญไม่ขาด แต่ทำบุญจนทำลายชีวิตครอบครัว เธอถามว่าเมื่อไรบุญจะส่งผล  ผมไปบอกเจ้าอาวาสว่านโยบายเรี่ยไรแบบนี้ใช้ไม่ได้แล้ว  ตอนนั้นผมรู้ว่าอยู่ไม่ได้แล้ว อำนาจของเจ้าอาวาสมากเกินไป  หลังออกจากวัด ผมไปอยู่วัดราชโอรสาราม หลังจากนั้นไปเขียนหนังสือ เหตุเกิด พ.ศ. ๑ เป็นพุทธประวัติช่วงที่ไม่ค่อยมีคนนึกถึง  เรื่องนี้ทำให้มหาเถรสมาคมประชุม มีคนเอาเรื่องถึงสภาความมั่นคงแห่งชาติ  มีเรื่องที่ผมค้านการใส่ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติในรัฐธรรมนูญ เรื่องบทความ ‘พระพุทธเจ้าปรินิพพานด้วยโรคอะไร’ ลงนิตยสาร ศิลปวัฒนธรรม ที่โดนเจ้าคุณประยุทธ (พระพรหมคุณาภรณ์ หรือ ป. อ. ปยุตฺโต) เขียนหนังสือโต้ เรื่องถึงขั้นสั่งห้ามพระสังฆาธิการรูปใดรับเข้าสังกัดวัด ผมเลยไม่มีวัดอยู่  ทางเลือกคือไปอยู่วัดต่างประเทศหรือสึก ผมเลือกสึก

“การปฏิรูปวัดยุคนั้นผมทำด้วยเจตนาดี คิดแค่สร้างองค์กรพุทธที่มั่นคง กระจายได้ทั่วโลก แต่มันไปคู่กับอำนาจ  ความต้องการของวัดไม่มีที่สิ้นสุด ต้องการเป็นวาติกันของศาสนาพุทธ  ตอนนี้วัดพระธรรมกายใหญ่เกินจะมีใครทำอะไรได้แล้ว  ย้อนกลับไปขนาดพระสังฆราชมีพระลิขิตสี่ฉบับให้สึกเจ้าอาวาส ก็ทำอะไรไม่ได้ สื่อกระแสหลักยังไม่ทำข่าว เพราะหลังคดีสิ้นสุดในปี ๒๕๔๙ เจ้าอาวาสก็ส่งทนายความติดต่อสื่อห้ามยุ่งห้ามลงข่าว  สื่อต้องตีพิมพ์คำขอโทษ เพราะเขาหลุดหมด ๕๒ คดี  ผมเชื่อว่าหลังจากนี้จะมีการกินรวบ วัดไหนร้าง วัดพระธรรมกายจะส่งคนไปฟื้นฟู ภายใน ๕ ปีนับจากนี้ พุทธกระแสหลักจะมีวัตรปฏิบัติเป็นแบบธรรมกายทั้งหมด”

(บทสัมภาษณ์ต่อไปนี้ ตัดตอนจากการสัมภาษณ์แหล่งข่าวแต่ละท่านเป็นเวลาอย่างน้อย ๒ ชั่วโมง โดยขอนำเฉพาะสาระสำคัญมาลง ด้วยข้อจำกัดของเนื้อที่  โดยผู้สัมภาษณ์พยายามคงใจความสำคัญไว้ให้ได้มากที่สุด)

vijak

“ธรรมกายเป็นหนองที่เกิดจากคณะสงฆ์ไทย”
วิจักขณ์ พานิช

นักเขียนผู้สนใจศึกษาประวัติศาสตร์ศาสนา

“เวลาเราพุ่งเป้าด่าสำนักธรรมกาย เราตระหนักหรือไม่ว่าพุทธศาสนาแบบมหาเถรสมาคมก็เป็นสำนักหนึ่ง  การตีความคำสอนไม่เหมือนกันเป็นเรื่องธรรมดา  สมัยพุทธกาลก็มีสำนักเยอะไปหมด  คำว่า อนัตตา อาตมัน ตีความได้หลากหลายมาก  ถามว่าความจริงสูงสุดเป็นอัตตา หรืออนัตตา ? ไม่ได้ขึ้นอยู่กับคำ แต่ขึ้นกับประสบการณ์ การสื่อสาร ถ่ายทอด  เรื่องนี้ละเอียดอ่อน ประเด็นธรรมกาย บางทีผมรู้สึกว่าเราเน้นบอกว่าอะไรถูกอะไรผิดเยอะเกินไป ที่ตีความว่านิพพานเป็นอัตตาผมไม่มีปัญหา แต่อยากฟังต่อว่าตีความอย่างไร  ควรมีการคุยกันระหว่างสำนัก ถกเถียง ศึกษาทำความเข้าใจความต่างนี้  แต่ปัญหาของพุทธไทยคือมันไม่เกิดบทสนทนา  กระทั่งท่านพุทธทาสที่ตีความคำสอนใหม่แรก ๆ คนก็ตื่นเต้นแต่ก็ไม่มีการสนทนาต่อ  ในที่สุดก็กลายเป็นความเชื่อ ยิ่งพุทธแบบมหาเถรสมาคมที่ตั้งตนเป็นมาตรฐานพุทธไทย เราก็ไม่เคยตั้งคำถามทั้งเรื่องแบบเรียน วันสำคัญ วิธีตีความ ฯลฯ นี่คือพุทธแบบรัฐที่รวมกับอุดมการณ์ชาติ ศาสน์ กษัตริย์  พุทธไทยส่วนใหญ่ยังอยู่ในกรอบเรื่องความเชื่อแต่ไม่มีบทสนทนา ไม่เชื่อแบบฉันออกไป  การเมืองก็แบบนี้ ก็ต่างคนต่างอยู่ คุยกันเมื่อไรก็ทะเลาะกัน

“การเกิดสำนักมากมายเป็นเรื่องปรกติ มีอลัชชี พระดี ฯลฯ ทุกยุคเป็นแบบนี้ ที่เราเกิดคำถามเพราะอยากรู้ว่าอะไรจริงอะไรปลอม  พุทธไทยมีศูนย์กลางที่รัฐ ไทยเป็นรัฐกึ่งศาสนา บอกว่าเป็นประชาธิปไตย เปิดกว้างเรื่องศาสนา แต่เอาเข้าจริงศาสนาพุทธก็มีจุดอ้างอิงที่รัฐ  ดังนั้นเมื่อมีการตีความแบบอื่นก็ย่อมมีตัวเปรียบเทียบ คนอย่างแม่ชีทศพร สมณะโพธิรักษ์ พุทธทาส ธรรมกาย เหล่านี้ท้าทายกรอบคิดหลักเลยเป็นเรื่องใหญ่  ลึก ๆ คนไทยรู้ว่าพุทธไม่มั่นคง  คำถามคือ บอกว่าอยากให้ศาสนามั่นคง จริง ๆ คุณหมายถึงอะไร

“ธรรมกายเป็นองค์กรแรกที่ใช้เครื่องมือทุกอย่างในโลกยุคนี้เผยแผ่ความเชื่อ…ข้อเด่นคือพิสูจน์แล้วว่าทำงาน…ออกมาเป็นปรากฏการณ์คนเข้าแถว  พระธุดงค์ในเมืองทำให้เรารู้สึกว่ายังมีคนที่นับถือพุทธ ซาบซึ้งฮึกเหิม เมื่อทำได้ คนก็ว่าอะไรไม่ได้ เข้าได้กับความรู้สึกองค์กรสงฆ์ที่มองว่าพุทธเสื่อมถอย พอมีผีตัวใหม่บอกทำแบบนี้สิ ทุกอย่างดูดี แถมทำให้ด้วยอีกต่างหาก เขาก็จับมือกัน ก็แค่นั้นเอง  ที่ผ่านมาเราไม่รู้ตัวว่ามีผีตัวเก่าเหมือนที่ไม่รู้ตัวว่าไม่มีเสรีภาพเพราะโดนครอบงำความคิด มีเพดานทางความคิด ศาสนาคือส่วนสำคัญในการครอบงำ พอไม่ตั้งคำถามก็ไม่รู้ว่ามีผี และบังเอิญธรรมกายรวมกับโครงสร้างพุทธไทยได้ดีกว่าตัวอื่น  ที่ผ่านมาผีที่เกิดขึ้นเป็นผีปัจเจก สวนโมกข์ สันติอโศก สำนักพระป่า แยกตัวจากสังคม สร้างสำนักมั่นคงก็กลับมาเผยแผ่หรือมอบสิ่งดี ๆ ให้สังคม แต่ธรรมกายเด่นตรงที่ผสมความคิดให้เข้ากับโลกสมัยใหม่ อยู่เหนือมันและใช้ในแบบของเขา มีดาวเทียม มีโรงเรียน ฯลฯ เขาแจ๋วตรงนี้ ไม่กลัวและกล้าใช้เครื่องมือที่กระจัดกระจาย  ส่วนตัวผมไม่คิดว่ามีอะไรแท้อะไรเทียม ทุกอย่างมีดำมีขาว  แนวทางธรรมกายไม่แปลกเพราะองค์กรพุทธที่ใช้โมเดลธุรกิจมีอยู่  เรากรี๊ดกันมากเวลาพูดถึงพุทธในไต้หวันอย่าง ‘ฉือจี้’ ที่มีจิตวิญญาณรับใช้และช่วยเหลือคนอื่น มีรูปแบบธุรกิจและมีการจัดการที่ดี องค์กรนี้ใหญ่กว่าธรรมกายและมีสาขาทั่วโลก ขนาดใหญ่ก็น่ากลัวแต่ด้วยจิตวิญญาณทำให้มันโอเค

“การที่คนมีการศึกษาจำนวนมากศรัทธาธรรมกาย เพราะการศึกษาไทยสร้างความลักลั่นระหว่างการให้เหตุผลกับความเชื่อ ไปไม่สุดเรื่องการใช้เหตุผล  เราไม่ถูกส่งเสริมเสรีภาพทางความคิด ศาสนาก็มีส่วนตรงนี้  เราไม่กล้าคุยถึงการครอบงำทางความคิดโดยอุดมการณ์ชาติ ศาสน์ กษัตริย์  ความสนใจวิทยาศาสตร์ การใช้เหตุและผลจึงเป็นแค่การสำเร็จความใคร่ทางปัญญา  เราไม่เคยใช้การวิเคราะห์วิจัย ขับเคลื่อนสังคมได้จริง  สุดท้ายเราบอกว่า ‘ไม่เชื่ออย่าลบหลู่’ ถึงจุดหนึ่งเชื่อและหยุดตั้งคำถาม กระโดดงับเรื่องศรัทธาอย่างง่ายดาย  ภาพยนตร์ ตั้งวง สะท้อนได้ดี เรายังบนให้ตอบคำถามทางวิทยาศาสตร์ได้ ให้เอนทรานซ์ติดเพื่อเรียนวิศวะและหมอ  ประชาธิปไตยก็บน  สุดท้ายเราพร้อมโยนเหตุผลทิ้งเมื่อไหร่ก็ได้ มันสะท้อนว่าเราอยู่ในยุคมืด

“ธรรมกายสัญญากับคุณว่าศาสนานี่ดีแน่ หลายสำนักก็ทำแต่ได้ไม่ดีเท่า  ถ้าคุณร่วมกับธรรมกาย จะเห็น จะขนลุก ชีวิตคุณจะมีศรัทธา  คนไทยพร้อมลืมตรรกะและเหตุผลทุกอย่างเมื่อเจออะไรที่ศรัทธา  สังคมเราสอนให้รัก ให้เชื่อ ให้ศรัทธา เราจึงยึดติดบุคคล ความเชื่อ ศาสนา อุดมคติบางอย่าง ทั้งที่พระพุทธเจ้าสอนให้ตั้งคำถามให้ถึงที่สุด ตั้งคำถามแม้แต่การตั้งคำถาม สุดท้ายปล่อยหมด วางใจตัวเอง เชื่อตัวเองเพราะเข้าใจ ตั้งคำถามหมดแล้ว

“กรณีธรรมกาย เขาทำหีบห่อให้ดีขึ้นดูง่ายปฏิบัติง่าย เชื่อได้ง่ายขึ้น  ลักษณะการตีความธรรมะแบบนี้ผมไม่เห็นด้วย เพราะกลบเกลื่อนความซับซ้อนของโลกสมัยใหม่ ทั้ง ๆ ที่โลกซับซ้อนกว่านั้น  มีหลายอย่างที่ธรรมะต้องเรียนรู้เรื่องจิตใจคนให้ละเอียดกว่านี้  เวลาผมคุยกับคนรุ่นใหม่ทำให้รู้ว่าเราไม่รู้อะไรเลย หนุ่มสาวอายุ ๑๘ ปียุคนี้ ผมไม่รู้จักชีวิตเขาเลย ผมต้องเปิดใจไปเรียนรู้จากชีวิตเขา ไม่ใช่เอาสิ่งที่เราเรียนจากศาสนาไปยัดใส่เขาต้องคุยด้วยเหตุด้วยผลว่าสิ่งที่ธรรมกายทำเป็นข้อดีคืออะไร ดีจริงไหม มองจากเปลือกนอกก็คล้ายบุคลิกคน คนหนึ่งเรียบร้อย อีกคนดูดิบ  กรณีธรรมกายมองให้ลึกทำความรู้จักเขาดีกว่าว่าในบรรยากาศที่เขาสร้าง เขาสื่อสารคำสอนอะไร หัวใจคืออะไร จิตวิญญาณคืออะไร มองในฐานะความเห็นต่างที่อยู่ร่วมกันได้  เวลาด่าธรรมกายต้องตระหนักว่ามีคนเป็นล้านที่ศรัทธา จะว่าเขาโง่ เป็นมาร หรือบอกต้องกำจัดให้หมดจะเป็นไปได้หรือ  กรณีเณรคำเป็นหนอง ธรรมกายก็เป็นหนองที่มาจากปัญหาโครงสร้างคณะสงฆ์ไทย จะปรับอย่างไร ต้องกระจายโครงสร้างอำนาจ ต้องตรวจสอบได้ เรื่องเงินควรโปร่งใส  วัด สำนักทั้งหลายควรมีรูปแบบเอกชน  มูลนิธิแบบที่คริสต์และอิสลามทำกัน คือผู้มีศรัทธาก็สนับสนุนและตรวจสอบกันเอง  รับเงินมากต้องเสียภาษี  คนบริจาคก็ต้องรู้ว่าให้แก่กิจกรรมอะไร  ตอนนี้ลักลั่น  ด้านหนึ่งองค์กรเหล่านี้บอกว่าตัวเองดี แต่อีกด้านเราแตะต้องสิ่งที่เราสนับสนุนไม่ได้ ตรวจสอบไม่ได้เลย  เราเดินมาถึงยุคที่ควรปล่อยให้ศาสนาเป็นเรื่องปัจเจก เป็นพุทธของประชาชน รัฐไม่ควรยุ่ง ต้องช่วยกันพูดเรื่องสิทธิเสรีภาพและความสำคัญของสำนึกประชาธิปไตย กรณีธรรมกายแทบเป็นเรื่องเดียวกับวิกฤตการเมืองไทย  ธรรมกายจะเป็นเรื่องเล็กถ้าไม่มีโครงสร้างคณะสงฆ์รัฐให้เกาะ ถ้าปฏิรูปให้รัฐยุ่งกับสถาบันสงฆ์ให้น้อยที่สุด ยุบสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ แยกรัฐกับศาสนา  ธรรมกายอาจเป็นสำนักที่ใหญ่ที่สุด แต่จะแปลกแยกและล่องลอย เขาอาจอยู่โดยตัวเองแต่จะเป็นแค่ยี่ห้อหนึ่งที่ตรวจสอบได้

“ศาสนาจำเป็นต้องเรียนรู้โลกยุคใหม่ แต่เรากลับหวังว่าศาสนาที่เกิดขึ้นในโลกก่อนสมัยใหม่ต้องตอบโจทย์ของยุคนี้ เยาวชนถึงเบื่อ  ความเชื่อแบบนี้จะตอบโจทย์ชีวิตเขาอย่างไร
พระที่ไม่เคยแต่งงาน ไม่เคยใช้ชีวิต จะสอนชีวิตในโลกสมัยใหม่อย่างไร  ไม่ได้บอกว่าศาสนาไม่ดี แต่บุคลากรด้านนี้ต้องอ่อนน้อมและเรียนรู้โลกที่ซับซ้อน  ความเข้าใจโลกกับความเข้าใจธรรมะต้องสอดคล้องกัน  ปัญหาคือเราจะทำอย่างไรให้สถานะศาสนาลดทอนความศักดิ์สิทธิ์ลงสู่ความเป็นธรรมดาสามัญ  อะไรในสังคมที่มีสถานะเหนือมนุษย์ ต้องลดสถานะตัวเองมาให้เหมาะกับสังคมประชาธิปไตยให้มากที่สุด ทำได้อย่างนั้นศาสนาจะเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ซึ่งผมมองว่ากระบวนการแยกรัฐกับศาสนาเป็นเรื่องสำคัญมาก”


somchai

“วัดพระธรรมกายอ่อนประชาสัมพันธ์ทำให้สื่อสารได้ไม่เต็มที่”

พระมหาสมชาย ฐานวุฒฺโฑ
ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายด้านการศึกษาและเผยแผ่

“ภารกิจหลักของชาววัดมีสองเรื่อง คือ บำเพ็ญประโยชน์ตน ศึกษาธรรมะ บำเพ็ญประโยชน์ท่าน เผยแผ่ธรรมะ  ทุกวันนี้อาจารย์มหาวิทยาลัยเล่าว่าเลี้ยงลูกไม่ติดยาบ้าก็สำเร็จแล้ว ทำไมตั้งมาตรฐานต่ำเช่นนี้  ถ้าร่วมมือกัน พระ ครู ผู้ปกครอง เอาเด็กไปอบรมศีลธรรม น่าจะมีประโยชน์ มีช่องทางทำได้เราก็ทำ

“ข่าวไม่ดีที่เกิดกับวัด ถ้าเป็นวัดอื่นไม่เกิน ๒ อาทิตย์วัดนั้นจบ แต่ญาติโยมที่นี่ไม่หวั่นไหว เขาไม่ได้มีแค่ศรัทธาแต่รองรับด้วยปัญญา ส่วนมากมีการศึกษา มีการงานดี รู้จักวัดมากกว่าสื่อมวลชน  จุดแข็งหนึ่งที่ทำให้รวมกันได้คือศรัทธา บางท่านเคยบวชในโครงการธรรมทายาท เห็นความสำคัญของบุญ  เมื่อคนมีความรู้ มีอุดมการณ์มารวมกัน มีเป้าหมายเดียวกัน งานก็พัฒนาได้ ขัดกันบ้างก็เรื่องความเห็น แต่ก็จะแก้ได้ด้วยการแบ่งปันข้อมูลและเหตุผล

“อะไรที่รุกและใหม่จะมีปัญหา  ปัญหามาจากการอ่อนประชาสัมพันธ์  เรื่องชมรมพุทธในมหาวิทยาลัยและการครอบงำ  สมัยอาตมาเป็นนักเรียนมาอบรมโครงการธรรมทายาท อบรมเสร็จมีการแนะนำหนังสือ ขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์ ของท่านพุทธทาส เป็นต้น  ช่วงแรกที่วัดพระธรรมกายไม่พร้อมรับพระสงฆ์ก็ส่งเสริมให้คนบวชที่สวนโมกข์ ฯลฯ  คนที่เน้นปฏิบัติไม่ชอบต่อปากต่อคำ พอไม่โต้กลายเป็นปล่อยให้เข้าใจผิด  ในมหาวิทยาลัยน่าจะมีชมรมพุทธเยอะ ๆ เพราะเป็นประโยชน์มาก

“เรื่องจัดอบรมแล้วมีคนต้าน  สิ่งที่วัดทำเป็นสิ่งที่สังคมต้องการ  ผู้ใหญ่เห็นปัญหา ห่วงลูกหลานว่าแย่เหลือเกิน ศีลธรรมเสื่อม เรื่องแบบนี้ต้องทำที่โรงเรียน ถ้าครูเข้าใจโอกาสสำเร็จจะมีมาก  อาจเพราะวัดมีบุคลากรมากเลยดูเหมือนทำอยู่รายเดียว  จริง ๆ หลายหน่วยงานร่วมมือกัน ไม่ว่ากระทรวงมหาดไทยตัวแทนบ้าน กระทรวงศึกษาฯ ตัวแทนโรงเรียน สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และมหาเถรสมาคมที่เป็นตัวแทนวัด  แต่คนต้านก็มีน้อย แต่พอมีคนค้านก็เป็นข่าว คิดดูว่าถ้าอบรมไม่ดี ครูเป็นแสนต่อต้านก็ไม่มีทางทำต่อได้ ร้อยละ ๙๐ บอกว่าได้ประโยชน์

“เรื่องอัศจรรย์ตะวันแก้ว หรือ สตีฟ จอบส์ เกิดเป็นอะไร ให้มองว่าเป็นเรื่องสอนศีลธรรม  ศึกษาในพระไตรปิฎกจะมีเรื่องพวกนี้เยอะ  อาตมาอยากให้ชาวพุทธที่นายแพทย์ประเวศ วะสี ใช้คำว่า ‘กัมมันตะ’ หรือกระตือรือร้นชักชวนให้ประชาชนเป็นคนดี  ส่วนใครชอบพุทธแบบไหนก็เลือกปฏิบัติไป อย่าเสียเวลาบั่นทอนกันเอง”




ผู้ดูแล และลงข้อมูลประจำเวบไซต์ sarakadee.com




Previous Article
3 มีนาคม
Next Article
4 มีนาคม



You might also like



Related Post

More Story
3 มีนาคม 3 มีนาคม พ.ศ. 2390 - วันเกิด อเล็กซานเดอร์ เกรแฮม เบลล์...