สุกี้ VS ชาบู

มีนาคม 10, 2017  By 108 ซองคำถาม
0


เรื่อง : สุชาดา ลิมป์ / ภาพ : Here Sakont

suki-shabu

อาหารในหม้อไฟจำพวกสุกี้ ชาบู ต่างกันอย่างไร

ต้นกำเนิดของ “สุกียากี้” (sukiyaki) มาจากญี่ปุ่น หม้อสุกี้แบบดั้งเดิมเป็นหม้อเหล็ก ก้นแบนลึก เพื่อสะดวกในการใช้งานแบบกึ่งต้มกึ่งย่าง วัตถุดิบแท้แบบญี่ปุ่นจะมีแค่ผัก เต้าหู้ เนื้อ และไข่ โดยนิยมสไลซ์เนื้อให้หนา แล้วใส่ทุกอย่างยกเว้นไข่ลงไปในหม้อ จากนั้นราด “น้ำซุปสีดำรสหวาน” (ส่วนผสมหลักคือ ซอสโชยุ เหล้ามิริน น้ำตาล และสาเก) ให้พอท่วมวัตถุดิบ เวลาจะกินค่อยคีบเนื้อขึ้นมาจุ่มไข่ดิบ

ส่วนต้นกำเนิดของ “ชาบูชาบู” (shabu shabu) บ้างว่าแปลงจากเมนูหม้อไฟของจีนที่ชื่อ “Shuan Yang Rou” บ้างว่ารับอิทธิพลจากวิธีกินของชาวมองโกลโดยลวกเนื้อในหม้อไฟทีละชิ้น หม้อชาบูจึงต้องให้ความร้อนเร็วและคงอุณหภูมิสม่ำเสมอ เพราะการกินชาบูใช้เวลานาน ไม่ได้ใส่วัตถุดิบแล้วรอให้สุกครั้งเดียวเหมือนสุกี้ ศิลปะการกินชาบูนอกจากใช้ตะเกียบคีบเนื้อแล่บาง ๆ แกว่งไปมาในน้ำเดือดเพื่อให้เนื้อสุกในเวลาไม่กี่วินาที ทีเด็ดยังอยู่ที่ “ซุปคมบุ” (kombu) จากสาหร่ายทะเลชนิดหนึ่ง จิ้มกับ “ซอสพนซุ” (ponzu) รสชาติออกเปรี้ยว หวาน เค็มนิด ๆ หรือ “ซอสงาขาว” รสนุ่มหอมงา ส่วนไข่จะกินแบบตอกใส่หม้อ ไม่นำมาจุ่มแบบสุกี้

ทั้งสุกี้และชาบูที่แพร่หลายในไทยล้วนประยุกต์มาแล้วทั้งวัตถุดิบและวิธีกิน บ้างเพิ่มหมู ไก่ ปลา ปู กุ้ง หมึก และลูกชิ้นต่าง ๆ หรือดัดแปลงสูตรน้ำจิ้มให้เข้ากับลิ้นคนไทยและอาหารทะเลมากขึ้น มีการชูรสด้วยพริก กระเทียม มะนาว บางร้านผสมผสานให้ทั้งสุกี้-ชาบูกินร่วมกันได้ในหม้อเดียวก็มี





Previous Article
10 มีนาคม
Next Article
11 มีนาคม




ในยุคปัจจุบันที่ปัจเจกบุคคลมองหาทางเลือกในการทำสิ่งต่างๆ ที่ต่างจากขนบเดิม ไม่ว่าจะเป็นการแต่งกาย ฟังดนตรี อ่านหนังสือ เป็นต้น
แลไปรอบบ้าน   บันทึกมุมมองสั้นบ้าง (ยาวบ้าง) ของ สุเจน กรรพฤทธิ์ นักเขียนสารคดีที่สนใจประเด็นประวัติศาสตร์ ปรากฎการณ์ทางสังคม ไม่ว่าจะการเมือง สิ่งแวดล้อม จนถึงเรื่องราวเล็กๆ ใกล้ตัว สุเจน กรรพฤทธิ์ น้ำปลายี่ห้อ
ฐิติพันธ์ พัฒนมงคล : สัมภาษณ์ บันสิทธิ์ บุณยะรัตเวช : ถ่ายภาพ   "ฝากรูปลูกปลาเล็กๆจากอวนลากให้นายกรัฐมนตรีดูก่อนนอน เผื่อท่านจะคิดได้ว่าควรจะให้มีการทำประมงอวนลากอยู่อีกนานแค่ไหน ???" "นี่แค่ ๑ ใน
เรื่อง : สุชาดา ลิมป์ วันที่ ๗ เดือน ๗ ในเมืองจีนยังมีเทศกาล “ฉิกเส็ก” (七夕) หมายถึงเทศกาลแห่งความรัก เย้ากันว่าเป็น “วาเลนไทน์สไตล์จีน” จากตำนานรักของ “ดาวหนุ่มเลี้ยงควายกับดาวสาวทอผ้า” ซึ่งมีหลายสำนวน เรื่องหนึ่งเล่าขานว่า ดาวสาวทอผ้ามัวแต่ทำงานจนมีชีวิตเดียวดาย เจ้าแห่งสวรรค์จึงเมตตาให้ดาวสาวทอผ้าซึ่งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของคงคาสวรรค์แต่งงานกับดาวหนุ่มเลี้ยงควายซึ่งอยู่ทางฝั่งตะวันตก  ครั้นหลังแต่งงานดาวสาวทอผ้ากลับทิ้งการงานจึงถูกลงโทษให้กลับไปอยู่ฝั่งตะวันออกดังเดิม แล้วได้รับอนุญาตให้พบดาวหนุ่มเลี้ยงควายเพียงปีละครั้งในคืนวันที่ ๗ เดือน ๗ ตำราบางเล่มเทียบเคียงกับดวงดาวทางดาราศาสตร์สากลในปัจจุบัน ว่าดาวหนุ่มเลี้ยงควายคือดาวอัลแทร์ (Altair) ส่วนดาวสาวทอผ้าคือดาวเวกา (Vega) โดยระหว่างดาวสองดวงนี้คั่นกลางด้วยแถบขาวของทางช้างเผือกหรือคงคาสวรรค์ คนจีนโบราณสังเกตธรรมชาติว่าเมื่อไรที่ดาวหนุ่มเลี้ยงควายกับดาวสาวทอผ้าขึ้นสุกใสทางขอบฟ้าทิศตะวันออก คือสัญญาณเริ่มเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง ท้องฟ้าจะแจ่มใส หญิงชนบทในนครเซี่ยงไฮ้ที่เพิ่งออกเรือนจะกลับบ้านเยี่ยมพ่อแม่ในวันที่ ๗ เดือน ๗ แล้วทำขนม “เคี่ยวก้วย” (巧粿)
กาแฟร้อนแก้วหนึ่งที่เสิร์ฟตรงหน้า ในร้านกาแฟซึ่งตกแต่งให้มีบรรยากาศแสนสบายพร้อมเสียงเพลงรื่นหู มีบริการอินเทอร์เน็ตไว-ไฟพร้อมสรรพ กลับมีเรื่องราวเบื้องหลังมากกว่าน้ำสีดำ ขม ร้อน กรุ่นกลิ่น เย้ายวน กระตุ้นชีวิตชีวา ในหนึ่งแก้วกาแฟ เริ่มต้นจากการปลูกต้นกาแฟในเนื้อดินอันอุดมสมบูรณ์ ดูแลให้ได้รับน้ำ อากาศ และแสงแดดพอเหมาะ จนเมล็ดสุกแก่

ปิดโหมดสีเทา