พุธ-ไซแอนซ์ – Form and Function : ปรัชญาหยุดมะเร็ง

กรกฎาคม 12, 2017 
0


putscienceพุธ-ไซแอนซ์

ติดปีกความรู้ทางวิทยาศาสตร์ทุกวันพุธ เพราะเทพเจ้าประจำดาวพุธคือ Mercury บุรุษเทพแห่งการสื่อสารที่ไปได้เร็วเท่าความคิด


สุวัฒน์ อัศวไชยชาญ

ในงานศิลปะ สถาปัตยกรรม หรือแม้แต่ในธรรมชาติ รูปทรง – Form กับ หน้าที่ – Function ทำงานร่วมกันอย่างแยกไม่ออก

ทำไมเส้นเฉียงให้ความรู้สึกเคลื่อนไหวมากกว่าเส้นตั้งฉากที่ให้ความรู้สึกมั่นคง

ทำไมสัตว์บินได้ส่วนใหญ่ถึงต้องมีโครงสร้างคล้ายปีก

ตลอดเวลาที่ผ่านมา เซลล์มะเร็งจะถูกอธิบายว่าคือเซลล์ที่มี DNA หรือสารพันธุกรรมผิดปรกติ ทำให้มันแบ่งตัวอย่างรวดเร็วและบ้าคลั่งจนกลายเป็นก้อนเนื้อร้าย และในที่สุดก็ทำให้อวัยวะนั้นตาย ไม่ทำงานตามหน้าที่

ในมุมมองแบบนี้ เซลล์มะเร็งจึงเป็นไอ้ตัวร้ายแต่กำเนิด คือไม่มีอะไรจะไปเปลี่ยนแปลงมันได้ ดังนั้นวิธีเดียวที่จะกำจัดมันก็คือ ใช้ดาบฟันฉับ สาดกระสุนรังสี หรือปล่อยสารพิษเข้าไปฆ่าล้างผลาญมันให้หมดสิ้น คงไม่ต่างจากที่หลายคนรู้สึกกับฆาตกรฆ่าข่มขืนที่อยากให้ประหารทิ้งสถานเดียว

และนี่ก็เป็นวิธีรักษามะเร็งตามแบบแผนหลักที่ทำกันมาและยังทำกันอยู่

ลึกลงไป คือความเชื่อที่ตั้งอยู่บนฐานว่า DNA หรือสารพันธุกรรม เป็นคำสั่งสูงสุดที่กำหนดทุกสิ่งอย่าง ถ้าเกิดคำสั่งเพี้ยนเสียแล้ว ทุกอย่างก็เพี้ยนตาม (จะไปแก้คำสั่งก็ไม่ได้ เพราะไม่มี ม.44 นั่นเอง 555)

แต่นักวิทยาศาสตร์หญิงนาม Mina Bissell ไม่เชื่อเช่นนั้น

คำถามที่เธอตั้งข้อสงสัยก็คือ ทำไมในเมื่อทุกเซลล์ในร่างกายก็มี DNA เหมือนกันทุกเซลล์ (ซึ่งมีเป็นล้านล้านเซลล์)แล้วอะไรทำให้เซลล์ตรงนั้นกลายเป็นจมูก เซลล์ตรงนั้นกลายเป็นเท้า มันต้องมีอะไรที่กำกับเซลล์ให้ทำหน้าที่ต่างกัน

สำหรับเธอแล้ว DNA ในเซลล์ จึงไม่ใช่คำตอบของทุกอย่าง แต่น่าจะมีองค์ประกอบอื่นๆ ที่ทำงานร่วมกัน

องค์ประกอบหนึ่งที่แต่ก่อนทุกคนมองว่าเป็นเพียงส่วนรอบนอกของเซลล์ที่ทำให้เซลล์คงรูปร่างของมันได้ เปรียบเสมือนผนังบ้านอันเงียบเฉย มีชื่อเรียกว่า ECM (extracellular matrix – เป็นชื่อที่งงงวยมากครับ อย่าไปสนใจมาก )

แต่มินาเสนอความคิดใหม่ว่า ผนังบ้านนี้พูดได้ และสั่งคนในบ้านได้ด้วยว่าควรจะคิดยังไง ควรทำตัวแบบไหน

เปรียบเทียบก็คงเหมือนบ้านเล็กๆ อบอุ่น กับบ้านเศรษฐีใหญ่โตอ้างว้างนั้น ให้อารมณ์กับคนอยู่อาศัยต่างกัน

แล้วถ้าบ้านไม่มีผนัง ไร้ระเบียบรกรุงรังแบบเพิงที่คนบ้าอยู่ ถ้าคนดีๆ ไปอยู่ วันหนึ่งก็อาจจะบ้าตามไปด้วย

เมื่อ Form ดี ทำให้ Function ดีด้วย ถ้าเสีย Form ก็เสีย Function

ดังนั้นเราอาจคิดได้ว่าที่ Function ผิดปรกติ เพราะมันผิด Form เราก็หาทางคืน Form ให้มัน Function ก็จะกลับมา

และผลการทดลองของเธอกับทีมงานก็เป็นจริงตามปรัชญานี้ครับ

เซลล์ต่อมน้ำนมเล็กๆ (ของหนู) ที่กลายเป็นเซลล์มะเร็งเต้านมผิดรูปผิดร่างนั้น เมื่อถูกห่อหุ้มใหม่ด้วย ECM ที่ปรกติ ปรากฏว่ามันกลับใจเปลี่ยนพฤติกรรมเป็นเซลล์ปรกติทันที ไม่เกี่ยงว่า DNA ภายในจะเพี้ยนหรือไม่เพี้ยน

การทดลองของเธอยังบอกด้วยว่า พฤติกรรมของเซลล์ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมที่มันอยู่ ถ้าเราแยกเซลล์ออกจากเนื้อเยื่อมาไว้ในจานเพาะเลี้ยง เซลล์จะลืมหน้าที่ที่มันเคยทำในเนื้อเยื่อนั้น แม้แต่โครงสร้างรูปร่างก็อาจผิดเพี้ยน

หมายความว่า สิ่งแวดล้อมที่มันอยู่ มีอิทธิพลต่อชีวิตและพฤติกรรมของตัวมันเอง และนี่ก็เป็นจริงกับเซลล์มะเร็งด้วย

เขียนถึงตรงนี้อาจฟังคล้ายปัญหาคลาสสิก คือ คนจะเป็นอย่างไร อยู่ที่พันธุกรรมติดตัว หรือสิ่งแวดล้อม หรือทั้งสองอย่าง

มินาย้ำว่า Form และ Function ส่งผลกระทบสะท้อนกลับต่อกันและกัน และแปรเปลี่ยนเคลื่อนไหวตลอดเวลา

เป็นคู่ตรงข้ามที่ต้องดำรงอยู่ด้วยกัน เหมือนคู่หยินหยางในปรัชญาเต๋า – นึกภาพวงกลมขาวดำแบบนั้นเลย

ปรัชญาหยุดมะเร็งของมินา จึงเป็นการคืนบ้านอันอบอุ่นให้กับคนบ้าและคนร้าย ไม่ต้องจับใครไปประหาร

นักวิทยาศาสตร์กำลังศึกษาและหาวิธีการรักษามะเร็งตามหลักปรัชญานี้อยู่ครับ

ติดตาม พุธ-ไซแอนซ์ ทุกวันพุธ


dumสุวัฒน์ อัศวไชยชาญ :

บก. ดำ ผู้ชอบจับแพะมาชนกับแกะ จับแมวโยนไปให้ถึงดวงดาว เพราะหลงเชื่อว่าจักรวาลนี้ไม่มีอะไรที่ไม่เกี่ยวข้องกัน

สัก ๒๐ กว่าปีก่อนผมมีโอกาสเข้าไปทำงานสารคดีตามรอยนักวิจัยในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง  ระหว่างเดินตามเส้นทางเล็ก ๆ กลางป่าในบ่ายวันหนึ่ง พลันก็ได้ยินเสียง “โฮก” ตอนนั้นตกใจมาก ไม่คิดมาก่อนว่าจะมีโอกาสได้ยินเสียงเสือโคร่งคำรามกลางป่า ผมยืนนิ่ง รออยู่สักพัก  สุดท้ายก็ไม่มีโอกาสเห็นตัวเป็น ๆ ความจริงในใจก็หวั่นว่าถ้าเสือโผล่มาจะทำอย่างไร ถือเป็นครั้งเดียวในชีวิตที่ได้ใกล้ชิดที่สุดกับเสือโคร่งในธรรมชาติ  ไม่นับการได้เห็นเสือโคร่งจากการตามนักวิจัยที่ศึกษาเสือโคร่งโดยทำกรงดักล่อเสือเพื่อติดปลอกคอวิทยุ หรือการไปดูเสือโคร่งตามสวนสัตว์และสถานที่เพาะเลี้ยงสัตว์ป่า อีกครั้งหนึ่งในป่าดงดิบภาคใต้ คือการเห็นเสือไฟ (แบบแวบ ๆ) วิ่งตัดหน้ารถยนต์ เสือเมืองไทยมีทั้งหมดเก้าชนิด ผมได้เห็นเกือบทุกชนิดในสวนสัตว์และกรงเพาะเลี้ยง ยกเว้นแมวป่าหัวแบนชนิดเดียวที่ไม่เคยเห็น ได้แต่ดูในภาพถ่ายเก่าในอดีตการถ่ายภาพของเสือทั้งเก้าชนิดในสภาพธรรมชาตินับว่าเป็นเรื่องที่ยากมาก จนกระทั่งมีการใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่า camera trap  ภาพของเสือโคร่ง เสือดาว เสือดำ รวมทั้งสัตว์ป่าอีกหลายชนิดในธรรมชาติจึงได้รับการบันทึกเป็นหลักฐานว่าในเขตอนุรักษ์บางแห่งนั้นยังเป็นถิ่นแพร่กระจายพันธุ์ของสัตว์ป่าหายากเหล่านี้ ภัยคุกคามหลัก ๆ ที่มีมาตลอดเวลายาวนานที่มีต่อเผ่าพันธุ์เสือ คือ การล่าเอาหนังและหัวไปประดับบารมี เอาอวัยวะไปกินเป็นยาบำรุงตามตำรับยาสมุนไพรของจีน รวมทั้งการเอาอวัยวะไปทำเครื่องรางของขลังด้วยเชื่อว่าเสือมีพลังอำนาจลึกลับในธรรมชาติ เสือเป็นสัตว์จำพวกนักล่าที่ล่าสัตว์อื่นกินเป็นอาหาร อยู่ตำแหน่งบนสุดในระบบห่วงโซ่อาหาร การดำรงอยู่ของสัตว์นักล่าในที่ใด ไม่ว่าจะเป็นเสือหรือหมาใน แสดงว่าในที่นั้นต้องมีประชากรของสัตว์กินพืชอื่น ๆ อยู่หนาแน่น มีจำนวนมากและหลากหลายเพียงพอให้พวกมันพึ่งพาได้  และการที่สัตว์กินพืชจะมีจำนวนมากได้ผืนป่านั้นก็ต้องมีขนาดใหญ่ มีความอุดมสมบูรณ์ และมีพันธุ์ไม้หลากหลายด้วย ทุกวันนี้เสือจึงเหลืออยู่แต่ในผืนป่าอนุรักษ์ขนาดใหญ่เท่านั้น เพราะป่าธรรมชาติบ้านเราถูกตัดถูกทำลายไปมากมาย ล่าสุดนอกจากปัญหาภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งนั้นมาจากการตัดไม้ทำลายป่าที่เกิดขึ้นทั่วโลกแล้ว  นักวิทยาศาสตร์ยังคาดว่าโลกกำลังเผชิญกับสถานการณ์รุนแรงในอนาคตอันใกล้ นั่นคือการล่มสลายของความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งจะนำไปสู่การสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตบนโลกครั้งใหญ่ สตีเฟน ฮอว์กิง สุดยอดนักวิทยาศาสตร์ที่เพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อต้นเดือนมีนาคม เคยออกมาเตือนว่า มนุษย์กำลังทำลายล้างทรัพยากรบนโลกด้วยอัตราแบบทวีคูณ และภายใน ๑๐๐ ปีมนุษย์อาจสูญสิ้นเผ่าพันธุ์ถ้าไม่หาทางหนีไปอยู่ดาวดวงอื่น
ผมโตมากับนิตยสาร จำได้ว่าตอนเด็ก ๆ ซื้อการ์ตูน หนูจ๋า ตุ๊กตา เบบี้ มาอ่าน  พอทีวีมีหนังฮีโร่ยอดมนุษย์ นักสู้นักกีฬา และการ์ตูนญี่ปุ่น ก็มีแมกกาซีนติดตามดาราญี่ปุ่นออกมาให้ตาลุกวาว ตามด้วย ชัยพฤกษ์การ์ตูน ชัยพฤกษ์ ชัยพฤกษ์วิทยาศาสตร์ ถือเป็นนิตยสารที่กระตุ้นให้สนใจเรื่องราวความรู้รอบตัว ทั้งวิทยาศาสตร์ สังคม บุคคล ประวัติศาสตร์ ธรรมชาติ โตขึ้นมาหน่อยก็มาตามโปสเตอร์ดาราฝรั่งและหนังฮอลลีวูดจาก สตาร์พิคส์  ทีมฟุตบอลและนักฟุตบอลในสตาร์ซอคเก้อร์ พร้อมกับอ่านเรื่องลึกลับ ๆ พวกมนุษย์ต่างดาว มัมมี่ พีระมิด จาก ต่วย’ตูน ฉบับพิเศษ สมัยก่อนแหล่งขายหนังสือนิตยสารเก่าอยู่ตรงศาลพระแม่ธรณีบีบมวยผม สนามหลวง (ก่อนจะย้ายไปสวนจตุจักร  ส่วนตอนนี้คงแทบไม่เหลือแล้ว) จำได้ว่าถ้าเดินเข้าไปในซุ้มขายหนังสือก็จะมีคนเข้ามาถาม “โป๊ไหมพี่ ๆ” เสียทุกครั้ง คนถามไม่อาย แต่คนฟังอายแทน ต้องเดินเลี่ยงไปทางอื่น ผมมารู้จัก National Geographic ที่นี่ ซื้อเล่มเก่า ๆ มาอ่าน ภาษาอังกฤษไม่ได้แข็งมาก อาศัยดูภาพถ่ายเป็นหลัก ด้วยความอยากรู้ว่าบนโลกใบนี้มีสิ่งมหัศจรรย์อะไรอยู่ที่ไหน และยังมีนิตยสาร Life รูปเล่มไซซ์ใหญ่ มีภาพข่าวขาวดำน่าตื่นตาตื่นใจ ไม่นับ Time และ Newsweek ที่จะซื้อเก็บฉบับที่มีภาพข่าวเหตุการณ์สำคัญระดับโลก ลลนา ถือเป็นแมกกาซีนแฟชั่นเล่มแรกที่มาสนใจตอนวัยรุ่น  ภาพถ่ายแฟชั่นสาวเท่กับกลอนเปล่าใต้ภาพดูมีเสน่ห์เหลือหลาย ไม่นับภาพวาดประกอบของ “น้านน” และ “น้าแพ็ท” ส่วนอ่านอะไรบ้างก็จำไม่ได้เสียแล้ว น่าจะมีคอลัมน์ของ “ฮิวเมอริสต์” เป็นหนึ่งในนั้น ส่วนแนววิทยาศาสตร์ที่ชอบเป็นทุนเดิม ตอนนั้นมีพาเหรดออกมาหลายปก โดยเฉพาะ มิติที่ 4 ที่เน้นเรื่องสั้นไซไฟ และปกภาพวาดเหนือโลกให้สมองเฟื่องฟูด้วยจินตนาการ จนต้องซื้อเก็บเพราะชอบภาพ กับ รู้รอบตัว และ อัปเดต ที่มีคอลัมน์ “คุยกับชัยคุปต์” ให้พลิกอ่านหาความรู้ก่อนเรื่องอื่น พอรู้จัก โลกหนังสือ ของ บก. สุชาติ สวัสดิ์ศรี หรือ “สิงห์ สนามหลวง” ก็ได้เปิดประตูโลกวรรณกรรมคลาสสิกและวรรณกรรมตะวันตก หาอ่านวรรณกรรมแปลซึ่งทำให้เราได้ใคร่ครวญถึงความหมายของชีวิต  จาก โลกหนังสือ มาเป็น ถนนหนังสือ ก็ยังตามซื้อ  ส่วน ฟ้าเมืองไทย ของครูอาจินต์ ปัญจพรรค์ ก็คอยหยิบมาสนุกสนานกับเรื่องราวชีวิตของผู้คนหลากหลาย
จากบทบรรณาธิการ สารคดี ฉบับที่ 396 กุมภาพันธ์ 2561 ปีนี้ที่บ้านผมมีนกมาทำรังสองชนิด ชนิดหนึ่งคือนกปรอดสวน อีกชนิดคือนกกินปลีอกเหลือง รังนกปรอดสวนจะใช้กิ่งไม้ก้านเล็ก ๆ สานกันจนเป็นถ้วยราวกับงานหัตถกรรม ตำแหน่งที่มันมาทำรังซ้ำกัน ๒ ปีแล้วคือใต้กระถางไม้แขวนที่ห้อยลงมา มันใช้กิ่งไม้ขัดรังยึดกับเส้นสายของใบไม้แขวนอย่างแข็งแรง พร้อมกับซ่อนรังไว้หลังสายห้อยที่เป็นเหมือนม่านคลุมนั่นเอง ส่วนนกกินปลีอกเหลืองเป็นปีแรกที่ผมเห็นมันมาทำรังห้อยไว้ใต้กระถางไม้แขวนห่างไปอีกกระถางหนึ่ง ลักษณะรังนกกินปลีอกเหลือง ผมเรียกเอาเองว่าเป็นทรงหยดน้ำตา (หยดใหญ่) แม้ชื่อดูดี แต่วัสดุที่ใช้นี่สิออกจะมั่ว ๆ แบบงานศิลปะสมัยใหม่สักหน่อย เพราะมีทั้งเศษดินเศษใบไม้แห้งเล็ก ๆ ยึดโยงด้วยเส้นใยทั้งใยธรรมชาติและจากสิ่งประดิษฐ์ของคนอย่างเชือกฟาง ยุทธวิธีห้อยรังไว้กลางอากาศที่นกทั้งสองชนิดใช้นี้ช่วยป้องกันศัตรูอย่างกระรอกไม่ให้ไต่มาขโมยกินไข่ถึงรังได้ง่าย ๆ ตอนแม่นกไม่อยู่ผมแอบไปดูและนับไข่ พบไข่สองใบจิ๋วน่ารักอยู่ในรังเหมือนกันทั้งสองชนิด ในใจก็หวังลุ้นให้ไข่ฟักเป็นตัวได้ทั้งหมด แต่อาจเพราะนกกินปลีอกเหลืองเป็นพ่อแม่มือใหม่ รังที่ทำจึงไม่ค่อยแข็งแรง วันหนึ่งรังก็ฉีกเกือบขาดเป็นสองท่อนห้อยต่องแต่ง ผมพยายามหาอุปกรณ์มายึดรังกลับคืนรูปทรงเดิม ขณะที่แม่นกกินปลีอกเหลืองส่งเสียงโวยวายอยู่ใกล้ ๆ แต่สุดท้ายไม่สำเร็จ สองสามวันต่อมารังที่ช่วยซ่อมก็พังไป ไม่เห็นแม่นกบินกลับมาอีกเลย เสียใจหน่อย ๆ ที่ไข่สองใบไม่มีโอกาสได้รับความรักจากแม่จนออกมาดูโลก  หวังว่าปีหน้าแม่นกจะฝีมือดีขึ้น



ผู้ดูแล และลงข้อมูลประจำเวบไซต์ sarakadee.com








สัก ๒๐ กว่าปีก่อนผมมีโอกาสเข้าไปทำงานสารคดีตามรอยนักวิจัยในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง  ระหว่างเดินตามเส้นทางเล็ก ๆ กลางป่าในบ่ายวันหนึ่ง พลันก็ได้ยินเสียง “โฮก” ตอนนั้นตกใจมาก ไม่คิดมาก่อนว่าจะมีโอกาสได้ยินเสียงเสือโคร่งคำรามกลางป่า ผมยืนนิ่ง รออยู่สักพัก  สุดท้ายก็ไม่มีโอกาสเห็นตัวเป็น ๆ ความจริงในใจก็หวั่นว่าถ้าเสือโผล่มาจะทำอย่างไร ถือเป็นครั้งเดียวในชีวิตที่ได้ใกล้ชิดที่สุดกับเสือโคร่งในธรรมชาติ  ไม่นับการได้เห็นเสือโคร่งจากการตามนักวิจัยที่ศึกษาเสือโคร่งโดยทำกรงดักล่อเสือเพื่อติดปลอกคอวิทยุ หรือการไปดูเสือโคร่งตามสวนสัตว์และสถานที่เพาะเลี้ยงสัตว์ป่า อีกครั้งหนึ่งในป่าดงดิบภาคใต้ คือการเห็นเสือไฟ (แบบแวบ ๆ) วิ่งตัดหน้ารถยนต์ เสือเมืองไทยมีทั้งหมดเก้าชนิด ผมได้เห็นเกือบทุกชนิดในสวนสัตว์และกรงเพาะเลี้ยง ยกเว้นแมวป่าหัวแบนชนิดเดียวที่ไม่เคยเห็น ได้แต่ดูในภาพถ่ายเก่าในอดีตการถ่ายภาพของเสือทั้งเก้าชนิดในสภาพธรรมชาตินับว่าเป็นเรื่องที่ยากมาก จนกระทั่งมีการใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่า camera trap  ภาพของเสือโคร่ง เสือดาว เสือดำ รวมทั้งสัตว์ป่าอีกหลายชนิดในธรรมชาติจึงได้รับการบันทึกเป็นหลักฐานว่าในเขตอนุรักษ์บางแห่งนั้นยังเป็นถิ่นแพร่กระจายพันธุ์ของสัตว์ป่าหายากเหล่านี้ ภัยคุกคามหลัก ๆ ที่มีมาตลอดเวลายาวนานที่มีต่อเผ่าพันธุ์เสือ คือ การล่าเอาหนังและหัวไปประดับบารมี เอาอวัยวะไปกินเป็นยาบำรุงตามตำรับยาสมุนไพรของจีน รวมทั้งการเอาอวัยวะไปทำเครื่องรางของขลังด้วยเชื่อว่าเสือมีพลังอำนาจลึกลับในธรรมชาติ เสือเป็นสัตว์จำพวกนักล่าที่ล่าสัตว์อื่นกินเป็นอาหาร อยู่ตำแหน่งบนสุดในระบบห่วงโซ่อาหาร การดำรงอยู่ของสัตว์นักล่าในที่ใด ไม่ว่าจะเป็นเสือหรือหมาใน แสดงว่าในที่นั้นต้องมีประชากรของสัตว์กินพืชอื่น ๆ อยู่หนาแน่น มีจำนวนมากและหลากหลายเพียงพอให้พวกมันพึ่งพาได้  และการที่สัตว์กินพืชจะมีจำนวนมากได้ผืนป่านั้นก็ต้องมีขนาดใหญ่ มีความอุดมสมบูรณ์ และมีพันธุ์ไม้หลากหลายด้วย ทุกวันนี้เสือจึงเหลืออยู่แต่ในผืนป่าอนุรักษ์ขนาดใหญ่เท่านั้น เพราะป่าธรรมชาติบ้านเราถูกตัดถูกทำลายไปมากมาย ล่าสุดนอกจากปัญหาภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งนั้นมาจากการตัดไม้ทำลายป่าที่เกิดขึ้นทั่วโลกแล้ว  นักวิทยาศาสตร์ยังคาดว่าโลกกำลังเผชิญกับสถานการณ์รุนแรงในอนาคตอันใกล้ นั่นคือการล่มสลายของความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งจะนำไปสู่การสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตบนโลกครั้งใหญ่ สตีเฟน ฮอว์กิง สุดยอดนักวิทยาศาสตร์ที่เพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อต้นเดือนมีนาคม เคยออกมาเตือนว่า มนุษย์กำลังทำลายล้างทรัพยากรบนโลกด้วยอัตราแบบทวีคูณ และภายใน ๑๐๐ ปีมนุษย์อาจสูญสิ้นเผ่าพันธุ์ถ้าไม่หาทางหนีไปอยู่ดาวดวงอื่น
ผมโตมากับนิตยสาร จำได้ว่าตอนเด็ก ๆ ซื้อการ์ตูน หนูจ๋า ตุ๊กตา เบบี้ มาอ่าน  พอทีวีมีหนังฮีโร่ยอดมนุษย์ นักสู้นักกีฬา และการ์ตูนญี่ปุ่น ก็มีแมกกาซีนติดตามดาราญี่ปุ่นออกมาให้ตาลุกวาว ตามด้วย ชัยพฤกษ์การ์ตูน ชัยพฤกษ์ ชัยพฤกษ์วิทยาศาสตร์ ถือเป็นนิตยสารที่กระตุ้นให้สนใจเรื่องราวความรู้รอบตัว ทั้งวิทยาศาสตร์ สังคม บุคคล ประวัติศาสตร์ ธรรมชาติ โตขึ้นมาหน่อยก็มาตามโปสเตอร์ดาราฝรั่งและหนังฮอลลีวูดจาก สตาร์พิคส์  ทีมฟุตบอลและนักฟุตบอลในสตาร์ซอคเก้อร์ พร้อมกับอ่านเรื่องลึกลับ ๆ พวกมนุษย์ต่างดาว มัมมี่ พีระมิด จาก ต่วย’ตูน ฉบับพิเศษ สมัยก่อนแหล่งขายหนังสือนิตยสารเก่าอยู่ตรงศาลพระแม่ธรณีบีบมวยผม สนามหลวง (ก่อนจะย้ายไปสวนจตุจักร  ส่วนตอนนี้คงแทบไม่เหลือแล้ว) จำได้ว่าถ้าเดินเข้าไปในซุ้มขายหนังสือก็จะมีคนเข้ามาถาม “โป๊ไหมพี่ ๆ” เสียทุกครั้ง คนถามไม่อาย แต่คนฟังอายแทน ต้องเดินเลี่ยงไปทางอื่น ผมมารู้จัก National Geographic ที่นี่ ซื้อเล่มเก่า ๆ มาอ่าน ภาษาอังกฤษไม่ได้แข็งมาก อาศัยดูภาพถ่ายเป็นหลัก ด้วยความอยากรู้ว่าบนโลกใบนี้มีสิ่งมหัศจรรย์อะไรอยู่ที่ไหน และยังมีนิตยสาร Life รูปเล่มไซซ์ใหญ่ มีภาพข่าวขาวดำน่าตื่นตาตื่นใจ ไม่นับ Time และ Newsweek ที่จะซื้อเก็บฉบับที่มีภาพข่าวเหตุการณ์สำคัญระดับโลก ลลนา ถือเป็นแมกกาซีนแฟชั่นเล่มแรกที่มาสนใจตอนวัยรุ่น  ภาพถ่ายแฟชั่นสาวเท่กับกลอนเปล่าใต้ภาพดูมีเสน่ห์เหลือหลาย ไม่นับภาพวาดประกอบของ “น้านน” และ “น้าแพ็ท” ส่วนอ่านอะไรบ้างก็จำไม่ได้เสียแล้ว น่าจะมีคอลัมน์ของ “ฮิวเมอริสต์” เป็นหนึ่งในนั้น ส่วนแนววิทยาศาสตร์ที่ชอบเป็นทุนเดิม ตอนนั้นมีพาเหรดออกมาหลายปก โดยเฉพาะ มิติที่ 4 ที่เน้นเรื่องสั้นไซไฟ และปกภาพวาดเหนือโลกให้สมองเฟื่องฟูด้วยจินตนาการ จนต้องซื้อเก็บเพราะชอบภาพ กับ รู้รอบตัว และ อัปเดต ที่มีคอลัมน์ “คุยกับชัยคุปต์” ให้พลิกอ่านหาความรู้ก่อนเรื่องอื่น พอรู้จัก โลกหนังสือ ของ บก. สุชาติ สวัสดิ์ศรี หรือ “สิงห์ สนามหลวง” ก็ได้เปิดประตูโลกวรรณกรรมคลาสสิกและวรรณกรรมตะวันตก หาอ่านวรรณกรรมแปลซึ่งทำให้เราได้ใคร่ครวญถึงความหมายของชีวิต  จาก โลกหนังสือ มาเป็น ถนนหนังสือ ก็ยังตามซื้อ  ส่วน ฟ้าเมืองไทย ของครูอาจินต์ ปัญจพรรค์ ก็คอยหยิบมาสนุกสนานกับเรื่องราวชีวิตของผู้คนหลากหลาย
จากบทบรรณาธิการ สารคดี ฉบับที่ 396 กุมภาพันธ์ 2561 ปีนี้ที่บ้านผมมีนกมาทำรังสองชนิด ชนิดหนึ่งคือนกปรอดสวน อีกชนิดคือนกกินปลีอกเหลือง รังนกปรอดสวนจะใช้กิ่งไม้ก้านเล็ก ๆ สานกันจนเป็นถ้วยราวกับงานหัตถกรรม ตำแหน่งที่มันมาทำรังซ้ำกัน ๒ ปีแล้วคือใต้กระถางไม้แขวนที่ห้อยลงมา มันใช้กิ่งไม้ขัดรังยึดกับเส้นสายของใบไม้แขวนอย่างแข็งแรง พร้อมกับซ่อนรังไว้หลังสายห้อยที่เป็นเหมือนม่านคลุมนั่นเอง ส่วนนกกินปลีอกเหลืองเป็นปีแรกที่ผมเห็นมันมาทำรังห้อยไว้ใต้กระถางไม้แขวนห่างไปอีกกระถางหนึ่ง ลักษณะรังนกกินปลีอกเหลือง ผมเรียกเอาเองว่าเป็นทรงหยดน้ำตา (หยดใหญ่) แม้ชื่อดูดี แต่วัสดุที่ใช้นี่สิออกจะมั่ว ๆ แบบงานศิลปะสมัยใหม่สักหน่อย เพราะมีทั้งเศษดินเศษใบไม้แห้งเล็ก ๆ ยึดโยงด้วยเส้นใยทั้งใยธรรมชาติและจากสิ่งประดิษฐ์ของคนอย่างเชือกฟาง ยุทธวิธีห้อยรังไว้กลางอากาศที่นกทั้งสองชนิดใช้นี้ช่วยป้องกันศัตรูอย่างกระรอกไม่ให้ไต่มาขโมยกินไข่ถึงรังได้ง่าย ๆ ตอนแม่นกไม่อยู่ผมแอบไปดูและนับไข่ พบไข่สองใบจิ๋วน่ารักอยู่ในรังเหมือนกันทั้งสองชนิด ในใจก็หวังลุ้นให้ไข่ฟักเป็นตัวได้ทั้งหมด แต่อาจเพราะนกกินปลีอกเหลืองเป็นพ่อแม่มือใหม่ รังที่ทำจึงไม่ค่อยแข็งแรง วันหนึ่งรังก็ฉีกเกือบขาดเป็นสองท่อนห้อยต่องแต่ง ผมพยายามหาอุปกรณ์มายึดรังกลับคืนรูปทรงเดิม ขณะที่แม่นกกินปลีอกเหลืองส่งเสียงโวยวายอยู่ใกล้ ๆ แต่สุดท้ายไม่สำเร็จ สองสามวันต่อมารังที่ช่วยซ่อมก็พังไป ไม่เห็นแม่นกบินกลับมาอีกเลย เสียใจหน่อย ๆ ที่ไข่สองใบไม่มีโอกาสได้รับความรักจากแม่จนออกมาดูโลก  หวังว่าปีหน้าแม่นกจะฝีมือดีขึ้น