นายรอบรู้ – จากบรรณาธิการ สารคดี ฉบับที่ 389

สิงหาคม 4, 2017 
0


vamoose17

ช่วง ๑๐ ปีที่แล้ว “นายรอบรู้” หนังสือไกด์บุ๊กแนะนำการท่องเที่ยวจังหวัดต่าง ๆ ทั่วเมืองไทย จัดทำโดยกองบรรณาธิการ นายรอบรู้ สำนักพิมพ์สารคดี ยังติดอันดับหนังสือขายดี และยังเป็นคอลัมน์ประจำในนิตยสาร สารคดี นานกว่า ๑๕ ปี ก่อนที่เดือนมีนาคมปีที่แล้วจะเปลี่ยนมาเป็นฟรีก๊อบปี้ชื่อ Vamoose แจกพร้อมนิตยสาร สารคดี รวมทั้งวางตามร้านกาแฟ ร้านอาหาร และร้านค้าต่าง ๆ

เชื่อว่าถ้าใครได้ติดตาม Vamoose ก็จะพบว่าเป็นฟรีก๊อบปี้คุณภาพอีกฉบับหนึ่งของเมืองไทย ทั้งการเลือกธีมเล่ม การออกแบบ การถ่ายภาพ และเรื่องราวการท่องเที่ยว ซึ่งครบถ้วนทั้งที่เที่ยว ที่กิน ที่พัก บทสัมภาษณ์ และคอลัมน์น่ารัก ๆ อีกหลายคอลัมน์ จำนวนหน้าไม่มาก พอดีกับการหยิบอ่านเล่นเพลิน ๆ ยามว่างพร้อมจิบกาแฟหอม ๆ ไปด้วย

ถึงเดือนนี้ Vamoose จัดทำมาเป็นเวลาราวปีครึ่ง และฉบับที่ ๑๗ ซึ่งแจกพร้อมนิตยสาร สารคดี ฉบับนี้เรียนว่าจะเป็นฉบับสุดท้ายแล้วครับ !

ต้องยอมรับว่าถึงขณะนี้เราไม่อาจคาดหวังโฆษณาที่พอเพียงจะเข้ามาเป็นรายได้ให้ดำเนินงาน แม้จะเริ่มต้นด้วยความหวังและเชื่อมั่นในคุณภาพของ Vamoose แต่สุดท้ายก็ต้องยอมรับว่าเราล้มเหลวครับ ทั้งที่มีโฆษณาเข้ามาจำนวนหนึ่งและเสียงตอบรับชื่นชมจากผู้อ่านเข้ามาตลอด

นิตยสารแจกฟรีที่จะอยู่ได้จริง ๆ ขณะนี้คงมีแต่ที่ต้องขายคอนเทนต์ผูกโฆษณาแน่นหนา และคอนเทนต์ที่เน้นตลาดผู้อ่านกว้างมาก ๆ และจัดพิมพ์ปริมาณมหาศาลจริง ๆ

เมื่อ ๒๐ ปีก่อนในปี ๒๕๔๐ เกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง ฟองสบู่เศรษฐกิจเมืองไทยแตก สารคดี ก็เผชิญสถานการณ์วิกฤตรายได้หดหาย สำนักพิมพ์สารคดีซึ่งเป็นส่วนผลิตหนังสือพ็อกเกตบุ๊กต้องหาทางปรับตัวเพื่อความอยู่รอด

จากเดิมมีโครงการผลิตหนังสือชุด “เพื่อความเข้าใจในแผ่นดิน” เจาะลึกเรื่องราวของจังหวัดต่าง ๆ จัดทำเป็นหนังสือพ็อกเกตบุ๊กเล่มหนา ใช้เวลาทำแต่ละจังหวัดนานถึง ๑ ปี ก็ตัดสินใจปรับเปลี่ยนเป็นการจัดทำหนังสือท่องเที่ยวขนาดพกพาเล่มเล็กในชื่อชุด “นายรอบรู้” ที่เน้นการใช้แผนที่และข้อมูลการท่องเที่ยวอย่างละเอียด สถานที่สำคัญตรงไหนมีอะไรน่าดู มีอาหารอะไรน่ากิน และจะเดินทางไปได้อย่างไร วางแผนจัดทำอย่างรวดเร็วพร้อมกัน ๑๐-๒๐ เล่ม ออกมาเผยแพร่ในวันที่คนไทยยังไม่นิยมใช้แผนที่และคู่มือการท่องเที่ยว

ใช้เวลา ๑-๒ ปีหลังออกหนังสือชุด “นายรอบรู้” ตลาดผู้อ่านที่สนใจการใช้ไกด์บุ๊กจึงเติบโตมากขึ้นเรื่อย ๆ และ “นายรอบรู้” ก็กลายเป็นหนังสือคู่ใจนักเดินทางจำนวนมาก ร้านอาหารที่ “นายรอบรู้” แนะนำมีผู้ติดตามไปชิมจนขายดีไปตาม ๆ กันในช่วงเทศกาลท่องเที่ยว ตอนหลัง “นายรอบรู้” ยังจัดพิมพ์หนังสือ แผนที่ท่องเที่ยว ๗๗ จังหวัดเป็นหนังสือแผนที่ท่องเที่ยวที่มีผู้นิยมใช้ติดรถยนต์ไว้จำนวนมาก ด้วยความละเอียด แม่นยำ และสาระข้อมูลการท่องเที่ยวสำคัญครบถ้วน

ถึงวันนี้โลกออนไลน์ปรับเปลี่ยนพื้นที่การเข้าถึงข้อมูลการท่องเที่ยวไปเกือบหมดแล้ว ในมือถือมีกูเกิลแมปแจกฟรี ไม่นับอุปกรณ์เนวิเกเตอร์ติดหน้ารถ มีเว็บไซต์แนะนำการท่องเที่ยวหลากหลาย โดยเฉพาะบล็อกเกอร์ที่มีผู้ติดตามอ่านได้ฟรี ๆ จนอาจมากกว่าติดตามอ่านนิตยสารท่องเที่ยวที่ต้องเสียเงินซื้อ หรือพ็อกเกตบุ๊กท่องเที่ยวซึ่งเมื่อก่อนเคยขายดีกันมาก

คอนเทนต์ฟรีในโลกออนไลน์ที่ผู้อ่านไม่ต้องเสียเงิน กำลังสร้างพฤติกรรมที่น่าคิดว่าผู้ผลิตคอนเทนต์จะอยู่รอดต่อไปอย่างไรเมื่อต้องพึ่งพิงแต่รายได้จากโฆษณา ขณะที่สินค้าก็มีช่องทางจำนวนมากในออนไลน์ให้เผยแพร่และโฆษณาเช่นกัน

สำหรับทีมงานคุณภาพของ “กองบรรณาธิการนายรอบรู้” เรายังคงสู้ต่อไปครับ

คุณผู้อ่านยังสามารถติดตามคอนเทนต์ท่องเที่ยวดี ๆ จากทีมงาน “นายรอบรู้” ได้ในเฟซบุ๊กเพจ Vamoose by Nairobroo และเว็บไซต์ www.NaiRobRoo.com เริ่มต้นด้วยการเข้าไปกดไลก์เฟซบุ๊กเพจของ “นายรอบรู้” รวมทั้งอย่าลืมกดไลก์เพจ Sarakadee Magazine ของเราที่เพิ่งประสบปัญหา “เพจหาย” ด้วย (ไว้มาเล่าต่อคราวหน้า)

ที่น่าตื่นเต้นมาก ๆ คือเร็ว ๆ นี้ “นายรอบรู้” จะออก “แอปพลิเคชันท่องเที่ยว” รุ่นทดลองให้โหลดใช้งานกันบนมือถือแล้วครับ

สุวัฒน์ อัศวไชยชาญ
บรรณาธิการบริหารนิตยสาร สารคดี
[email protected]

สัก ๒๐ กว่าปีก่อนผมมีโอกาสเข้าไปทำงานสารคดีตามรอยนักวิจัยในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง  ระหว่างเดินตามเส้นทางเล็ก ๆ กลางป่าในบ่ายวันหนึ่ง พลันก็ได้ยินเสียง “โฮก” ตอนนั้นตกใจมาก ไม่คิดมาก่อนว่าจะมีโอกาสได้ยินเสียงเสือโคร่งคำรามกลางป่า ผมยืนนิ่ง รออยู่สักพัก  สุดท้ายก็ไม่มีโอกาสเห็นตัวเป็น ๆ ความจริงในใจก็หวั่นว่าถ้าเสือโผล่มาจะทำอย่างไร ถือเป็นครั้งเดียวในชีวิตที่ได้ใกล้ชิดที่สุดกับเสือโคร่งในธรรมชาติ  ไม่นับการได้เห็นเสือโคร่งจากการตามนักวิจัยที่ศึกษาเสือโคร่งโดยทำกรงดักล่อเสือเพื่อติดปลอกคอวิทยุ หรือการไปดูเสือโคร่งตามสวนสัตว์และสถานที่เพาะเลี้ยงสัตว์ป่า อีกครั้งหนึ่งในป่าดงดิบภาคใต้ คือการเห็นเสือไฟ (แบบแวบ ๆ) วิ่งตัดหน้ารถยนต์ เสือเมืองไทยมีทั้งหมดเก้าชนิด ผมได้เห็นเกือบทุกชนิดในสวนสัตว์และกรงเพาะเลี้ยง ยกเว้นแมวป่าหัวแบนชนิดเดียวที่ไม่เคยเห็น ได้แต่ดูในภาพถ่ายเก่าในอดีตการถ่ายภาพของเสือทั้งเก้าชนิดในสภาพธรรมชาตินับว่าเป็นเรื่องที่ยากมาก จนกระทั่งมีการใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่า camera trap  ภาพของเสือโคร่ง เสือดาว เสือดำ รวมทั้งสัตว์ป่าอีกหลายชนิดในธรรมชาติจึงได้รับการบันทึกเป็นหลักฐานว่าในเขตอนุรักษ์บางแห่งนั้นยังเป็นถิ่นแพร่กระจายพันธุ์ของสัตว์ป่าหายากเหล่านี้ ภัยคุกคามหลัก ๆ ที่มีมาตลอดเวลายาวนานที่มีต่อเผ่าพันธุ์เสือ คือ การล่าเอาหนังและหัวไปประดับบารมี เอาอวัยวะไปกินเป็นยาบำรุงตามตำรับยาสมุนไพรของจีน รวมทั้งการเอาอวัยวะไปทำเครื่องรางของขลังด้วยเชื่อว่าเสือมีพลังอำนาจลึกลับในธรรมชาติ เสือเป็นสัตว์จำพวกนักล่าที่ล่าสัตว์อื่นกินเป็นอาหาร อยู่ตำแหน่งบนสุดในระบบห่วงโซ่อาหาร การดำรงอยู่ของสัตว์นักล่าในที่ใด ไม่ว่าจะเป็นเสือหรือหมาใน แสดงว่าในที่นั้นต้องมีประชากรของสัตว์กินพืชอื่น ๆ อยู่หนาแน่น มีจำนวนมากและหลากหลายเพียงพอให้พวกมันพึ่งพาได้  และการที่สัตว์กินพืชจะมีจำนวนมากได้ผืนป่านั้นก็ต้องมีขนาดใหญ่ มีความอุดมสมบูรณ์ และมีพันธุ์ไม้หลากหลายด้วย ทุกวันนี้เสือจึงเหลืออยู่แต่ในผืนป่าอนุรักษ์ขนาดใหญ่เท่านั้น เพราะป่าธรรมชาติบ้านเราถูกตัดถูกทำลายไปมากมาย ล่าสุดนอกจากปัญหาภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งนั้นมาจากการตัดไม้ทำลายป่าที่เกิดขึ้นทั่วโลกแล้ว  นักวิทยาศาสตร์ยังคาดว่าโลกกำลังเผชิญกับสถานการณ์รุนแรงในอนาคตอันใกล้ นั่นคือการล่มสลายของความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งจะนำไปสู่การสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตบนโลกครั้งใหญ่ สตีเฟน ฮอว์กิง สุดยอดนักวิทยาศาสตร์ที่เพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อต้นเดือนมีนาคม เคยออกมาเตือนว่า มนุษย์กำลังทำลายล้างทรัพยากรบนโลกด้วยอัตราแบบทวีคูณ และภายใน ๑๐๐ ปีมนุษย์อาจสูญสิ้นเผ่าพันธุ์ถ้าไม่หาทางหนีไปอยู่ดาวดวงอื่น
ผมโตมากับนิตยสาร จำได้ว่าตอนเด็ก ๆ ซื้อการ์ตูน หนูจ๋า ตุ๊กตา เบบี้ มาอ่าน  พอทีวีมีหนังฮีโร่ยอดมนุษย์ นักสู้นักกีฬา และการ์ตูนญี่ปุ่น ก็มีแมกกาซีนติดตามดาราญี่ปุ่นออกมาให้ตาลุกวาว ตามด้วย ชัยพฤกษ์การ์ตูน ชัยพฤกษ์ ชัยพฤกษ์วิทยาศาสตร์ ถือเป็นนิตยสารที่กระตุ้นให้สนใจเรื่องราวความรู้รอบตัว ทั้งวิทยาศาสตร์ สังคม บุคคล ประวัติศาสตร์ ธรรมชาติ โตขึ้นมาหน่อยก็มาตามโปสเตอร์ดาราฝรั่งและหนังฮอลลีวูดจาก สตาร์พิคส์  ทีมฟุตบอลและนักฟุตบอลในสตาร์ซอคเก้อร์ พร้อมกับอ่านเรื่องลึกลับ ๆ พวกมนุษย์ต่างดาว มัมมี่ พีระมิด จาก ต่วย’ตูน ฉบับพิเศษ สมัยก่อนแหล่งขายหนังสือนิตยสารเก่าอยู่ตรงศาลพระแม่ธรณีบีบมวยผม สนามหลวง (ก่อนจะย้ายไปสวนจตุจักร  ส่วนตอนนี้คงแทบไม่เหลือแล้ว) จำได้ว่าถ้าเดินเข้าไปในซุ้มขายหนังสือก็จะมีคนเข้ามาถาม “โป๊ไหมพี่ ๆ” เสียทุกครั้ง คนถามไม่อาย แต่คนฟังอายแทน ต้องเดินเลี่ยงไปทางอื่น ผมมารู้จัก National Geographic ที่นี่ ซื้อเล่มเก่า ๆ มาอ่าน ภาษาอังกฤษไม่ได้แข็งมาก อาศัยดูภาพถ่ายเป็นหลัก ด้วยความอยากรู้ว่าบนโลกใบนี้มีสิ่งมหัศจรรย์อะไรอยู่ที่ไหน และยังมีนิตยสาร Life รูปเล่มไซซ์ใหญ่ มีภาพข่าวขาวดำน่าตื่นตาตื่นใจ ไม่นับ Time และ Newsweek ที่จะซื้อเก็บฉบับที่มีภาพข่าวเหตุการณ์สำคัญระดับโลก ลลนา ถือเป็นแมกกาซีนแฟชั่นเล่มแรกที่มาสนใจตอนวัยรุ่น  ภาพถ่ายแฟชั่นสาวเท่กับกลอนเปล่าใต้ภาพดูมีเสน่ห์เหลือหลาย ไม่นับภาพวาดประกอบของ “น้านน” และ “น้าแพ็ท” ส่วนอ่านอะไรบ้างก็จำไม่ได้เสียแล้ว น่าจะมีคอลัมน์ของ “ฮิวเมอริสต์” เป็นหนึ่งในนั้น ส่วนแนววิทยาศาสตร์ที่ชอบเป็นทุนเดิม ตอนนั้นมีพาเหรดออกมาหลายปก โดยเฉพาะ มิติที่ 4 ที่เน้นเรื่องสั้นไซไฟ และปกภาพวาดเหนือโลกให้สมองเฟื่องฟูด้วยจินตนาการ จนต้องซื้อเก็บเพราะชอบภาพ กับ รู้รอบตัว และ อัปเดต ที่มีคอลัมน์ “คุยกับชัยคุปต์” ให้พลิกอ่านหาความรู้ก่อนเรื่องอื่น พอรู้จัก โลกหนังสือ ของ บก. สุชาติ สวัสดิ์ศรี หรือ “สิงห์ สนามหลวง” ก็ได้เปิดประตูโลกวรรณกรรมคลาสสิกและวรรณกรรมตะวันตก หาอ่านวรรณกรรมแปลซึ่งทำให้เราได้ใคร่ครวญถึงความหมายของชีวิต  จาก โลกหนังสือ มาเป็น ถนนหนังสือ ก็ยังตามซื้อ  ส่วน ฟ้าเมืองไทย ของครูอาจินต์ ปัญจพรรค์ ก็คอยหยิบมาสนุกสนานกับเรื่องราวชีวิตของผู้คนหลากหลาย
จากบทบรรณาธิการ สารคดี ฉบับที่ 396 กุมภาพันธ์ 2561 ปีนี้ที่บ้านผมมีนกมาทำรังสองชนิด ชนิดหนึ่งคือนกปรอดสวน อีกชนิดคือนกกินปลีอกเหลือง รังนกปรอดสวนจะใช้กิ่งไม้ก้านเล็ก ๆ สานกันจนเป็นถ้วยราวกับงานหัตถกรรม ตำแหน่งที่มันมาทำรังซ้ำกัน ๒ ปีแล้วคือใต้กระถางไม้แขวนที่ห้อยลงมา มันใช้กิ่งไม้ขัดรังยึดกับเส้นสายของใบไม้แขวนอย่างแข็งแรง พร้อมกับซ่อนรังไว้หลังสายห้อยที่เป็นเหมือนม่านคลุมนั่นเอง ส่วนนกกินปลีอกเหลืองเป็นปีแรกที่ผมเห็นมันมาทำรังห้อยไว้ใต้กระถางไม้แขวนห่างไปอีกกระถางหนึ่ง ลักษณะรังนกกินปลีอกเหลือง ผมเรียกเอาเองว่าเป็นทรงหยดน้ำตา (หยดใหญ่) แม้ชื่อดูดี แต่วัสดุที่ใช้นี่สิออกจะมั่ว ๆ แบบงานศิลปะสมัยใหม่สักหน่อย เพราะมีทั้งเศษดินเศษใบไม้แห้งเล็ก ๆ ยึดโยงด้วยเส้นใยทั้งใยธรรมชาติและจากสิ่งประดิษฐ์ของคนอย่างเชือกฟาง ยุทธวิธีห้อยรังไว้กลางอากาศที่นกทั้งสองชนิดใช้นี้ช่วยป้องกันศัตรูอย่างกระรอกไม่ให้ไต่มาขโมยกินไข่ถึงรังได้ง่าย ๆ ตอนแม่นกไม่อยู่ผมแอบไปดูและนับไข่ พบไข่สองใบจิ๋วน่ารักอยู่ในรังเหมือนกันทั้งสองชนิด ในใจก็หวังลุ้นให้ไข่ฟักเป็นตัวได้ทั้งหมด แต่อาจเพราะนกกินปลีอกเหลืองเป็นพ่อแม่มือใหม่ รังที่ทำจึงไม่ค่อยแข็งแรง วันหนึ่งรังก็ฉีกเกือบขาดเป็นสองท่อนห้อยต่องแต่ง ผมพยายามหาอุปกรณ์มายึดรังกลับคืนรูปทรงเดิม ขณะที่แม่นกกินปลีอกเหลืองส่งเสียงโวยวายอยู่ใกล้ ๆ แต่สุดท้ายไม่สำเร็จ สองสามวันต่อมารังที่ช่วยซ่อมก็พังไป ไม่เห็นแม่นกบินกลับมาอีกเลย เสียใจหน่อย ๆ ที่ไข่สองใบไม่มีโอกาสได้รับความรักจากแม่จนออกมาดูโลก  หวังว่าปีหน้าแม่นกจะฝีมือดีขึ้น



ผู้ดูแล และลงข้อมูลประจำเวบไซต์ sarakadee.com








ใส่ความเห็น

อีเมล์ของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

สัก ๒๐ กว่าปีก่อนผมมีโอกาสเข้าไปทำงานสารคดีตามรอยนักวิจัยในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง  ระหว่างเดินตามเส้นทางเล็ก ๆ กลางป่าในบ่ายวันหนึ่ง พลันก็ได้ยินเสียง “โฮก” ตอนนั้นตกใจมาก ไม่คิดมาก่อนว่าจะมีโอกาสได้ยินเสียงเสือโคร่งคำรามกลางป่า ผมยืนนิ่ง รออยู่สักพัก  สุดท้ายก็ไม่มีโอกาสเห็นตัวเป็น ๆ ความจริงในใจก็หวั่นว่าถ้าเสือโผล่มาจะทำอย่างไร ถือเป็นครั้งเดียวในชีวิตที่ได้ใกล้ชิดที่สุดกับเสือโคร่งในธรรมชาติ  ไม่นับการได้เห็นเสือโคร่งจากการตามนักวิจัยที่ศึกษาเสือโคร่งโดยทำกรงดักล่อเสือเพื่อติดปลอกคอวิทยุ หรือการไปดูเสือโคร่งตามสวนสัตว์และสถานที่เพาะเลี้ยงสัตว์ป่า อีกครั้งหนึ่งในป่าดงดิบภาคใต้ คือการเห็นเสือไฟ (แบบแวบ ๆ) วิ่งตัดหน้ารถยนต์ เสือเมืองไทยมีทั้งหมดเก้าชนิด ผมได้เห็นเกือบทุกชนิดในสวนสัตว์และกรงเพาะเลี้ยง ยกเว้นแมวป่าหัวแบนชนิดเดียวที่ไม่เคยเห็น ได้แต่ดูในภาพถ่ายเก่าในอดีตการถ่ายภาพของเสือทั้งเก้าชนิดในสภาพธรรมชาตินับว่าเป็นเรื่องที่ยากมาก จนกระทั่งมีการใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่า camera trap  ภาพของเสือโคร่ง เสือดาว เสือดำ รวมทั้งสัตว์ป่าอีกหลายชนิดในธรรมชาติจึงได้รับการบันทึกเป็นหลักฐานว่าในเขตอนุรักษ์บางแห่งนั้นยังเป็นถิ่นแพร่กระจายพันธุ์ของสัตว์ป่าหายากเหล่านี้ ภัยคุกคามหลัก ๆ ที่มีมาตลอดเวลายาวนานที่มีต่อเผ่าพันธุ์เสือ คือ การล่าเอาหนังและหัวไปประดับบารมี เอาอวัยวะไปกินเป็นยาบำรุงตามตำรับยาสมุนไพรของจีน รวมทั้งการเอาอวัยวะไปทำเครื่องรางของขลังด้วยเชื่อว่าเสือมีพลังอำนาจลึกลับในธรรมชาติ เสือเป็นสัตว์จำพวกนักล่าที่ล่าสัตว์อื่นกินเป็นอาหาร อยู่ตำแหน่งบนสุดในระบบห่วงโซ่อาหาร การดำรงอยู่ของสัตว์นักล่าในที่ใด ไม่ว่าจะเป็นเสือหรือหมาใน แสดงว่าในที่นั้นต้องมีประชากรของสัตว์กินพืชอื่น ๆ อยู่หนาแน่น มีจำนวนมากและหลากหลายเพียงพอให้พวกมันพึ่งพาได้  และการที่สัตว์กินพืชจะมีจำนวนมากได้ผืนป่านั้นก็ต้องมีขนาดใหญ่ มีความอุดมสมบูรณ์ และมีพันธุ์ไม้หลากหลายด้วย ทุกวันนี้เสือจึงเหลืออยู่แต่ในผืนป่าอนุรักษ์ขนาดใหญ่เท่านั้น เพราะป่าธรรมชาติบ้านเราถูกตัดถูกทำลายไปมากมาย ล่าสุดนอกจากปัญหาภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งนั้นมาจากการตัดไม้ทำลายป่าที่เกิดขึ้นทั่วโลกแล้ว  นักวิทยาศาสตร์ยังคาดว่าโลกกำลังเผชิญกับสถานการณ์รุนแรงในอนาคตอันใกล้ นั่นคือการล่มสลายของความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งจะนำไปสู่การสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตบนโลกครั้งใหญ่ สตีเฟน ฮอว์กิง สุดยอดนักวิทยาศาสตร์ที่เพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อต้นเดือนมีนาคม เคยออกมาเตือนว่า มนุษย์กำลังทำลายล้างทรัพยากรบนโลกด้วยอัตราแบบทวีคูณ และภายใน ๑๐๐ ปีมนุษย์อาจสูญสิ้นเผ่าพันธุ์ถ้าไม่หาทางหนีไปอยู่ดาวดวงอื่น
ผมโตมากับนิตยสาร จำได้ว่าตอนเด็ก ๆ ซื้อการ์ตูน หนูจ๋า ตุ๊กตา เบบี้ มาอ่าน  พอทีวีมีหนังฮีโร่ยอดมนุษย์ นักสู้นักกีฬา และการ์ตูนญี่ปุ่น ก็มีแมกกาซีนติดตามดาราญี่ปุ่นออกมาให้ตาลุกวาว ตามด้วย ชัยพฤกษ์การ์ตูน ชัยพฤกษ์ ชัยพฤกษ์วิทยาศาสตร์ ถือเป็นนิตยสารที่กระตุ้นให้สนใจเรื่องราวความรู้รอบตัว ทั้งวิทยาศาสตร์ สังคม บุคคล ประวัติศาสตร์ ธรรมชาติ โตขึ้นมาหน่อยก็มาตามโปสเตอร์ดาราฝรั่งและหนังฮอลลีวูดจาก สตาร์พิคส์  ทีมฟุตบอลและนักฟุตบอลในสตาร์ซอคเก้อร์ พร้อมกับอ่านเรื่องลึกลับ ๆ พวกมนุษย์ต่างดาว มัมมี่ พีระมิด จาก ต่วย’ตูน ฉบับพิเศษ สมัยก่อนแหล่งขายหนังสือนิตยสารเก่าอยู่ตรงศาลพระแม่ธรณีบีบมวยผม สนามหลวง (ก่อนจะย้ายไปสวนจตุจักร  ส่วนตอนนี้คงแทบไม่เหลือแล้ว) จำได้ว่าถ้าเดินเข้าไปในซุ้มขายหนังสือก็จะมีคนเข้ามาถาม “โป๊ไหมพี่ ๆ” เสียทุกครั้ง คนถามไม่อาย แต่คนฟังอายแทน ต้องเดินเลี่ยงไปทางอื่น ผมมารู้จัก National Geographic ที่นี่ ซื้อเล่มเก่า ๆ มาอ่าน ภาษาอังกฤษไม่ได้แข็งมาก อาศัยดูภาพถ่ายเป็นหลัก ด้วยความอยากรู้ว่าบนโลกใบนี้มีสิ่งมหัศจรรย์อะไรอยู่ที่ไหน และยังมีนิตยสาร Life รูปเล่มไซซ์ใหญ่ มีภาพข่าวขาวดำน่าตื่นตาตื่นใจ ไม่นับ Time และ Newsweek ที่จะซื้อเก็บฉบับที่มีภาพข่าวเหตุการณ์สำคัญระดับโลก ลลนา ถือเป็นแมกกาซีนแฟชั่นเล่มแรกที่มาสนใจตอนวัยรุ่น  ภาพถ่ายแฟชั่นสาวเท่กับกลอนเปล่าใต้ภาพดูมีเสน่ห์เหลือหลาย ไม่นับภาพวาดประกอบของ “น้านน” และ “น้าแพ็ท” ส่วนอ่านอะไรบ้างก็จำไม่ได้เสียแล้ว น่าจะมีคอลัมน์ของ “ฮิวเมอริสต์” เป็นหนึ่งในนั้น ส่วนแนววิทยาศาสตร์ที่ชอบเป็นทุนเดิม ตอนนั้นมีพาเหรดออกมาหลายปก โดยเฉพาะ มิติที่ 4 ที่เน้นเรื่องสั้นไซไฟ และปกภาพวาดเหนือโลกให้สมองเฟื่องฟูด้วยจินตนาการ จนต้องซื้อเก็บเพราะชอบภาพ กับ รู้รอบตัว และ อัปเดต ที่มีคอลัมน์ “คุยกับชัยคุปต์” ให้พลิกอ่านหาความรู้ก่อนเรื่องอื่น พอรู้จัก โลกหนังสือ ของ บก. สุชาติ สวัสดิ์ศรี หรือ “สิงห์ สนามหลวง” ก็ได้เปิดประตูโลกวรรณกรรมคลาสสิกและวรรณกรรมตะวันตก หาอ่านวรรณกรรมแปลซึ่งทำให้เราได้ใคร่ครวญถึงความหมายของชีวิต  จาก โลกหนังสือ มาเป็น ถนนหนังสือ ก็ยังตามซื้อ  ส่วน ฟ้าเมืองไทย ของครูอาจินต์ ปัญจพรรค์ ก็คอยหยิบมาสนุกสนานกับเรื่องราวชีวิตของผู้คนหลากหลาย
จากบทบรรณาธิการ สารคดี ฉบับที่ 396 กุมภาพันธ์ 2561 ปีนี้ที่บ้านผมมีนกมาทำรังสองชนิด ชนิดหนึ่งคือนกปรอดสวน อีกชนิดคือนกกินปลีอกเหลือง รังนกปรอดสวนจะใช้กิ่งไม้ก้านเล็ก ๆ สานกันจนเป็นถ้วยราวกับงานหัตถกรรม ตำแหน่งที่มันมาทำรังซ้ำกัน ๒ ปีแล้วคือใต้กระถางไม้แขวนที่ห้อยลงมา มันใช้กิ่งไม้ขัดรังยึดกับเส้นสายของใบไม้แขวนอย่างแข็งแรง พร้อมกับซ่อนรังไว้หลังสายห้อยที่เป็นเหมือนม่านคลุมนั่นเอง ส่วนนกกินปลีอกเหลืองเป็นปีแรกที่ผมเห็นมันมาทำรังห้อยไว้ใต้กระถางไม้แขวนห่างไปอีกกระถางหนึ่ง ลักษณะรังนกกินปลีอกเหลือง ผมเรียกเอาเองว่าเป็นทรงหยดน้ำตา (หยดใหญ่) แม้ชื่อดูดี แต่วัสดุที่ใช้นี่สิออกจะมั่ว ๆ แบบงานศิลปะสมัยใหม่สักหน่อย เพราะมีทั้งเศษดินเศษใบไม้แห้งเล็ก ๆ ยึดโยงด้วยเส้นใยทั้งใยธรรมชาติและจากสิ่งประดิษฐ์ของคนอย่างเชือกฟาง ยุทธวิธีห้อยรังไว้กลางอากาศที่นกทั้งสองชนิดใช้นี้ช่วยป้องกันศัตรูอย่างกระรอกไม่ให้ไต่มาขโมยกินไข่ถึงรังได้ง่าย ๆ ตอนแม่นกไม่อยู่ผมแอบไปดูและนับไข่ พบไข่สองใบจิ๋วน่ารักอยู่ในรังเหมือนกันทั้งสองชนิด ในใจก็หวังลุ้นให้ไข่ฟักเป็นตัวได้ทั้งหมด แต่อาจเพราะนกกินปลีอกเหลืองเป็นพ่อแม่มือใหม่ รังที่ทำจึงไม่ค่อยแข็งแรง วันหนึ่งรังก็ฉีกเกือบขาดเป็นสองท่อนห้อยต่องแต่ง ผมพยายามหาอุปกรณ์มายึดรังกลับคืนรูปทรงเดิม ขณะที่แม่นกกินปลีอกเหลืองส่งเสียงโวยวายอยู่ใกล้ ๆ แต่สุดท้ายไม่สำเร็จ สองสามวันต่อมารังที่ช่วยซ่อมก็พังไป ไม่เห็นแม่นกบินกลับมาอีกเลย เสียใจหน่อย ๆ ที่ไข่สองใบไม่มีโอกาสได้รับความรักจากแม่จนออกมาดูโลก  หวังว่าปีหน้าแม่นกจะฝีมือดีขึ้น