บางที “ขนม” ก็กลายเป็นของขมไป

สิงหาคม 6, 2017 
0


วิชาสารคดี ๑๐๑ ศาสตร์ ศิลป์ เคล็ดวิธี ว่าด้วยการเขียนสารคดี


เรื่อง : วีระศักดิ์ จันทร์ส่งแสง
ภาพโดย ประเวช ตันตราภิรมย์

homeschool02

สารคดีเรื่อง “Home school โลกกว้างกว่าห้องเรียน” ตีพิมพ์ใน สารคดี ตั้งแต่ฉบับ ๓๘๗ เดือนพฤษภาคม ๒๕๖๐ แต่ยังมีเสียงสะท้อนจากผู้อ่านเข้ามาไม่ขาดสาย เป็นเสียงติงมากกว่าชม ทั้งในแง่ความรอบด้านของประเด็น แหล่งข้อมูล แง่มุม ที่หยิบมานำเสนอทั้งโดยเรื่องและภาพ

จึงนึกอยากนำเบื้องหลังมาผีแผ่ เผื่ออาจเป็นประโยชน์ ในฐานะเครื่องเคียงชิ้นงาน เพื่อความสนุกในการอ่าน หรือเป็นการถอดบทเรียนเพื่อเป็นกรณีศึกษาหนึ่งให้กับนักหัดเขียนสารคดีก็ได้

แนวคิดที่เป็นจุดตั้งต้นของสารคดีเรื่องนี้ อยู่ที่ความต้องการจะเปิดโลกของการศึกษาทางเลือกอีกสายหนึ่ง ซึ่งพ่อแม่จัดให้ลูกเองที่บ้าน ที่เรียกกันว่า home school หรือแปลเป็นไทยว่า บ้านเรียน อย่างครอบคลุมสมบูรณ์แบบ ตั้งแต่ยุคบุกเบิกถึงยุคปัจจุบัน ตั้งแต่บ้านเรียนในเมืองจนถึงใบชนบท ทั้งครอบครัวฐานะดี การศึกษาสูง จนถึงชาวบ้านชาวนาชาวไร่ นอกจากได้รู้จัก มองเห็นภาพ เห็นกรณีตัวอย่าง ยังคาดหวังว่าจะเป็นสารคดีที่รวมองค์ความรู้ว่าด้วยบ้านเรียนอย่างสมบูรณ์ หากพ่อแม่รุ่นใหม่บ้านไหนจะทำบ้านเรียนให้ลูก ก็ให้สามารถใช้ สารคดี ฉบับนี้เป็นคู่มือเบื้องต้นได้

โดยแนวเนื้อหางานเขียนเรื่องนี้จัดอยู่ในประเภทสารคดีชีวิต-ชุมชน ซึ่งจะว่าไปเรื่องที่มีชีวิตและตัวละครอยู่แล้วเช่นนี้ ถือเป็น “ขนม” สำหรับนักเขียนสารคดี ที่ “กินง่าย” เขียนง่าย ทำงานง่ายกว่าเรื่องแห้งๆ ในประเภทวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สิ่งของที่ไร้ชีวิต หรือแม้แต่เรื่องแนวธรรมชาติหรือสรรพสัตว์

มีตัวละครและเรื่องราวให้เลือกหยิบส่วนที่เข้มข้นโดดเด่นมาเรียงเล่าในหน้ากระดาษได้ไม่ยาก แก่นเรื่องแบบ “ชีวิตจริงยิ่งกว่านิยาย” นั้นพบได้เสมอในชีวิตจริงโดยทั่วไป

แต่เมื่อเริ่มลงพื้นที่ก็พบว่าเราหาสิ่งเหล่านั้นได้ไม่ง่ายเลย ด้วยคนทำโฮมสกูลไม่ใช่เรื่องของการมีความสามารถพิเศษที่แตกต่างอย่างโดดเด่นเป็นพิเศษเสมอไป อีกทั้งการเรียนแบบบ้านเรียนนั้นส่วนใหญ่เป็นการเรียนรู้ร่วมไปในวิถีชีวิตประจำวันกับครอบครัว การเรียน (รู้) ดำเนินไปตามธรรมชาติอย่างธรรมดา ไม่ได้เป็นเรื่องคนเด่นคนดังอย่างนักกีฬา ดารา ชาวนา หรือภูมิปัญญาบ้าน ศิลปิน ลิเก หรือคณะตลก ฯลฯ ที่เพียบด้วยสีสันและแอ๊คชั่น อีกทั้งเครื่องแบบก็ไม่มี-ยิ่งเห็นภาพได้ยากด้วยภาพถ่าย ยิ่งยากกับการที่นักเขียนจะหาจุดโดดเด่นหยิบนำมาเล่าให้สนุกและมีสีสัน

และมองผิวเผินดูเหมือนว่าบ้านเรียนเป็นเรื่องของเด็ก แต่ความจริงคือเด็กปฐมวัยยังไม่รู้หรือเข้าใจอะไรเกี่ยวกับระบบการศึกษา นอกจากเขาอาจสะท้อนออกมาว่าไม่มีความสุขกับการไปโรงเรียน หรือพ่อแม่คิดมาแต่ต้นว่าจะจัดการศึกษาให้ลูกเองที่บ้าน ผู้ปกครองก็จะทำบ้านเรียนให้ลูก การคุ้ยค้นถึงความเป็นบ้านเรียน แนวคิด องค์ความรู้ ต้นแบบ หลักสูตร การบริหารจัดการ จึงต้องมาจากปากคำผู้ใหญ่เป็นหลัก งานสารคดีที่อาจถูกคาดหวังจากผู้อ่านว่าเด็กต้องเป็นตัวละครหลักกลับกลายเป็นส่วนเสริมในเรื่องเล่า

homeschool01

เมื่อไม่มีตัวละคร (หรือแหล่งข้อมูล) ที่ “แข็งแรง” โดดเด่นพอจะเป็นแกนของเรื่อง ผู้เขียนก็ปรับโครงเรื่องใหม่ด้วยการใช้ประเด็นเป็นแกนเรื่อง เล่าเรื่องไปตามลำดับประเด็น โดยหยิบเรื่องของตัวละครในแต่ละบ้านเรียนมาใส่ให้สอดคล้องตามหัวข้อประเด็น ตัวละครหนึ่งอาจปรากฏอยู่หลายที่หลายตอนตามเนื้อหา

และเป็นความตั้งใจตั้งแต่ตอนวางโครงเรื่องที่จะจำกัดขอบเขตเนื้อหาของเรื่องไว้ที่โลกของบ้านเรียน ไม่คลุมไปถึงข้อดีด้อย คำอุธรณ์ เสียงโต้แย้งของการศึกษาแบบอื่น แต่โดยที่โฮมสกูลเป็นกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับการศึกษาในระบบ มุมมองของเขาส่วนใหญ่ที่มีต่อโรงเรียนจึงเอนเอียงไปทางไม่เห็นดีอยู่โดยนัย

พ่อแม่บ้านเรียนหลายคนพูดทำนองเดียวกันว่า ทุกครอบครัวทำบ้านเรียนได้ อยู่ที่ว่ากล้าไหม เมื่อเริ่มออกมาแล้วจะไปต่อได้

บ้านเรียนทั้งหมดที่ได้พบเจอจากการลงพื้นที่เก็บข้อมูล ไม่มีบ้านไหนอาศัยสูตรสำเร็จหรือแบบเรียนจากบ้านอื่นได้เลย อาจเป็นต้นแบบหรือแรงหนุนในช่วงเริ่มต้น ถึงช่วงหนึ่งก็ต้องมีแผนหลักสูตรของตัวเอง ซึ่งที่หยิบยกมานำเสนอไว้ในเรื่องก็มีตั้งแต่ครอบครัวคนในเมืองและคนบ้านๆ ในหลากหลายอาชีพทั้งข้าราชการ พนักงานบริษัท ศิลปินอิสระ เกษตรกร

แต่ก็อย่างว่า ในบรรดาเด็กวัยเรียนนับสิบล้านคนในประเทศของเรา มีครอบครัวบ้านเรียนที่ขึ้นทะเบียนอย่างเป็นทางการกับเขตการศึกษาแค่ราว ๕-๖ ร้อยคน กับที่จดทะเบียนผ่านช่องทางอื่น รวมแล้วทั่วประเทศคงไม่เกินหลักพันครอบครัว

บ้านเรียนเป็นคนส่วนน้อยกลุ่มเล็กมากๆ ที่กล้าผละออกจากระบบการศึกษาสายหลักของทางราชการ แน่นอนว่าเขาย่อมต้องมีความพิเศษบางอย่างพอที่จะมั่นใจในตัวเองได้

โดยนัยนี้การจะหาครอบครัวโฮมสกูลที่ธรรมดาก็ต้องยอมรับว่า หาได้ยากอยู่เหมือนกัน

ทั้งหมดทั้งหลายที่เล่าคือที่มาของเนื้อหาที่ปรากฏออกมาแล้วไม่ค่อยเป็นที่ต้องต้องใจของคนอ่าน ด้วยเงื่อน ข้อจำกัด ที่ตั้งต้นมาตั้งแต่การเลือกหัวเรื่อง ซึ่งคิดว่าน่าจะเขียนง่าย แต่แล้วก็อาจกลายเป็นยาขมของคนเขียนไปได้ เมื่อคนอ่านไม่ปลื้ม

โดยทั่วไปไม่ใช่ธรรมเนียมที่ผู้เขียนจะนำเบื้องหลังมาแจกแจง เพื่อส่งเสริมหรือแก้ตัวให้กับข้อดีด้อยในเนื้องาน แต่นำมาตีแผ่เป็นการแบ่งปันประสบการณ์อีกด้านหนึ่ง ซึ่งหวังประโยชน์ในฐานะตัวอย่างและบทเรียนการเขียนสารคดีอีกแง่มุมหนึ่ง


veeวีระศักดิ์ จันทร์ส่งแสง

นักเขียนประจำกองบรรณาธิการ นิตยสาร สารคดี ที่มีผลงานตีพิมพ์ทั้งในนิตยสาร และตีพิมพ์รวมแล่มมากมาย อาทิ แผ่นดินนี้ที่อีกฟากเขา และแสงใต้ในเงามรสุม และ อีสานบ้านเฮา

บ้านเรียน โลกกว้างกว่าห้องเรียน การปฏิเสธโรงเรียนออกมาจัดการศึกษาให้ลูกเองที่บ้านเกิดขึ้นเงียบ ๆ มาหลายสิบปีแล้ว แต่ในยุคแรกยังติดขัดข้อกฎหมายการศึกษาภาคบังคับ กระทั่งเมื่อมีการปฏิรูปการศึกษาในปี ๒๕๔๒  พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติเปิดช่องให้พ่อแม่จัดการศึกษาให้ลูกหลานได้เองโดยชอบธรรม โรงเรียนแบบทำเองที่บ้านหรือโฮมสกูลจึงเริ่มแพร่หลายขึ้นตั้งแต่ในเมืองไปจนถึงในท้องถิ่นทั่วประเทศ สารคดีหยิบนำเรื่องราวของบางบ้านเรียนมาเปิดให้เห็นโลกของโฮมสกูลในเมืองไทยโดยสังเขป พอให้รู้ว่ายังมีทางเลือกอีกสายอยู่ในแวดวงการศึกษาของบ้านเรา ห้องเรียนที่เปิดกว้าง หลากหลาย ไม่มีกรอบเกณฑ์ตายตัว แต่วัดประเมินผลได้ตามมาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐาน ห้องเรียนนอกระบบโรงเรียนที่เรียกกันว่าโฮมสกูลหรือบ้านเรียน แซนโฎนตา ช่วงเวลาคนตายสอนคนเป็น สองปีแล้วที่เดือนสิบเป็นฤดูกาลสำคัญให้ต้องจดลงปฏิทินว่า “กลับบ้าน” ทั้งบ้านของเพื่อนในกัมพูชา และเพื่อนไทยเชื้อสายคแมร์ที่อีสานใต้บ้านเรา บ้านของพวกเขามีประเพณีหนึ่งที่เคร่งครัดว่าลูกหลานในตระกูลต้องพร้อมหน้าใน ๑ วันสำคัญเพื่อร่วม “กอบบุญ” และ “กราบบรรพชน” แสดงความกตัญญู ตามคติว่าในรอบปีวิญญาณบรรพบุรุษในยมโลกจะได้รับการปลดปล่อยให้กลับโลกมนุษย์มารับส่วนบุญกุศลจากลูกหลาน เข้าใจอย่างง่าย คล้ายประเพณีที่คนไทยภาคกลางเรียก “วันสารท” ภาคเหนือเรียก “บุญสลากภัต” (หรือตานก๋วยสลาก) ภาคอีสานเรียกบุญมหาชาติ (หรือบุญผะเหวด) และภาคใต้เรียก “บุญเดือนสิบ” (หรือบุญชิงเปรต) สำหรับลูกหลานชาวคแมร์พวกเขาเรียก “แซนโฎนตา”
นิตยสารสารคดี ปีที่ ๓๓ ฉบับที่ ๓๘๗ พฤษภาคม ๒๕๖๐ ภาพปก : ประเวช ตันตราภิรมย์ บทความที่ลงในเว็บไซต์ เรื่องเด่นประจำสารคดีฉบับที่ 387 เรื่องเด่นในฉบับ บ้านเรียน โลกกว้างกว่าห้องเรียน แซนโฎนตา ช่วงเวลาคนตายสอนคนเป็น
เคาะประตูบ้านผู้อ่านด้วย “การเปิดเรื่อง” วิชาสารคดี ๑๐๑ ศาสตร์ ศิลป์ เคล็ดวิธี ว่าด้วยการเขียนสารคดี “เปิดเรื่อง” เป็นส่วนที่อยู่แรกสุดของเรื่อง เหมือนเป็นส่วนที่ใช้เคาะประตูบ้านคนอ่าน ว่าจะเปิดรับ (งานเขียน) เราไหม จะมองเห็นภาพได้ง่ายขึ้นหากลองนึกถึงขนม “ชิ้นชิม”



ผู้ดูแล และลงข้อมูลประจำเวบไซต์ sarakadee.com




Previous Article
6 สิงหาคม
Next Article
7 สิงหาคม




ใส่ความเห็น

อีเมล์ของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

บ้านเรียน โลกกว้างกว่าห้องเรียน การปฏิเสธโรงเรียนออกมาจัดการศึกษาให้ลูกเองที่บ้านเกิดขึ้นเงียบ ๆ มาหลายสิบปีแล้ว แต่ในยุคแรกยังติดขัดข้อกฎหมายการศึกษาภาคบังคับ กระทั่งเมื่อมีการปฏิรูปการศึกษาในปี ๒๕๔๒  พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติเปิดช่องให้พ่อแม่จัดการศึกษาให้ลูกหลานได้เองโดยชอบธรรม โรงเรียนแบบทำเองที่บ้านหรือโฮมสกูลจึงเริ่มแพร่หลายขึ้นตั้งแต่ในเมืองไปจนถึงในท้องถิ่นทั่วประเทศ สารคดีหยิบนำเรื่องราวของบางบ้านเรียนมาเปิดให้เห็นโลกของโฮมสกูลในเมืองไทยโดยสังเขป พอให้รู้ว่ายังมีทางเลือกอีกสายอยู่ในแวดวงการศึกษาของบ้านเรา ห้องเรียนที่เปิดกว้าง หลากหลาย ไม่มีกรอบเกณฑ์ตายตัว แต่วัดประเมินผลได้ตามมาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐาน ห้องเรียนนอกระบบโรงเรียนที่เรียกกันว่าโฮมสกูลหรือบ้านเรียน แซนโฎนตา ช่วงเวลาคนตายสอนคนเป็น สองปีแล้วที่เดือนสิบเป็นฤดูกาลสำคัญให้ต้องจดลงปฏิทินว่า “กลับบ้าน” ทั้งบ้านของเพื่อนในกัมพูชา และเพื่อนไทยเชื้อสายคแมร์ที่อีสานใต้บ้านเรา บ้านของพวกเขามีประเพณีหนึ่งที่เคร่งครัดว่าลูกหลานในตระกูลต้องพร้อมหน้าใน ๑ วันสำคัญเพื่อร่วม “กอบบุญ” และ “กราบบรรพชน” แสดงความกตัญญู ตามคติว่าในรอบปีวิญญาณบรรพบุรุษในยมโลกจะได้รับการปลดปล่อยให้กลับโลกมนุษย์มารับส่วนบุญกุศลจากลูกหลาน เข้าใจอย่างง่าย คล้ายประเพณีที่คนไทยภาคกลางเรียก “วันสารท” ภาคเหนือเรียก “บุญสลากภัต” (หรือตานก๋วยสลาก) ภาคอีสานเรียกบุญมหาชาติ (หรือบุญผะเหวด) และภาคใต้เรียก “บุญเดือนสิบ” (หรือบุญชิงเปรต) สำหรับลูกหลานชาวคแมร์พวกเขาเรียก “แซนโฎนตา”
นิตยสารสารคดี ปีที่ ๓๓ ฉบับที่ ๓๘๗ พฤษภาคม ๒๕๖๐ ภาพปก : ประเวช ตันตราภิรมย์ บทความที่ลงในเว็บไซต์ เรื่องเด่นประจำสารคดีฉบับที่ 387 เรื่องเด่นในฉบับ บ้านเรียน โลกกว้างกว่าห้องเรียน แซนโฎนตา ช่วงเวลาคนตายสอนคนเป็น
เคาะประตูบ้านผู้อ่านด้วย “การเปิดเรื่อง” วิชาสารคดี ๑๐๑ ศาสตร์ ศิลป์ เคล็ดวิธี ว่าด้วยการเขียนสารคดี “เปิดเรื่อง” เป็นส่วนที่อยู่แรกสุดของเรื่อง เหมือนเป็นส่วนที่ใช้เคาะประตูบ้านคนอ่าน ว่าจะเปิดรับ (งานเขียน) เราไหม จะมองเห็นภาพได้ง่ายขึ้นหากลองนึกถึงขนม “ชิ้นชิม”