เที่ยวเวียดนามเหนือ เมื่อมวลไม้ผลัดใบ (๑)

dscn4921n-copy.jpgvietnam01.jpgdscn4179n-copy.jpgdscn3934n-copy.jpg

“เวียดนามเปลี่ยนลุกส์ทุกวัน ทุกสิ่งกำลังสร้างขึ้นใหม่ทั้งหมด”

ลุงดอน ดาวชัย (Dao Quy Don) ไกด์ชาวเวียดนามบรรยายให้เราฟังถึงทัศนียภาพสองข้างทางจากสนามบินนอยไบมุ่งสู่ฮานอยอย่างภาคภูมิใจ พร้อมชี้ให้ดูอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างเพื่อเตรียมการประชุมเอเปกเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา เวียดนามในยามนี้กำลังผงาดขึ้นเป็นเสือเศรษฐกิจตัวใหม่ของเอเชีย ตลอดทางสู่ฮานอยเราจึงเห็นการก่อร่างสร้างเมืองใหม่เพื่อรองรับกระแสการพัฒนาสู่ความทันสมัย

เรามาเยือนเวียดนามเหนือในต้นฝน (พฤษภาคม ๒๕๔๙) ยามที่สายลมหอบเอาความเปลี่ยนแปลงทั้งมวลมาสู่ประเทศนี้ นอกจากความเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรุดหน้าแล้ว การท่องเที่ยวก็เป็นอีกตลาดหนึ่งที่ทางการเวียดนามให้ความสนใจไม่แพ้กัน โดยได้กำหนดให้ปี ๒๐๐๖ เป็น “ปีแห่งการท่องเที่ยวเวียดนาม” และแน่นอน นักท่องเที่ยวที่มาเยือนฮานอยย่อมไม่พลาดแพ็กเกจทัวร์เวียดนามเหนือที่เรากำลังพาคุณไปสัมผัส

ซาปา ดินแดนแห่งสายหมอก

เสียงขลุ่ยแว่วมาตามสายลมยามสายัณห์ ห้วงอารมณ์แห่งสุนทรียภาพกลางเมืองในหุบเขาชวนให้ข้าพเจ้าเลื่อนบานประตูกระจกออกไปซึมซับกับบทเพลงขับกล่อมที่ริมระเบียงของโรงแรมวิกตอเรียซาปา กล้องถ่ายภาพได้ทำหน้าที่ของมันอีกครั้งก่อนแสงแห่งวันจะลาลับ หลังจากที่เดินทางไปเก็บภาพเมืองและผู้คนในแถบถิ่นนี้มาแล้วทุกซอกมุม อดตื่นเต้นและแอบดีใจนิดๆ มิได้ว่า ช็อตที่ได้นี้คงไม่มีใครเหมือน เพราะคงไม่ทันมีใครสังเกตเห็นต้นกำเนิดเสียงอันสุนทรีย์นั้น

ชายหนุ่มในชุดพื้นเมืองกำลังยืนทอดอารมณ์เป่าเพลงขลุ่ยแห่งขุนเขาที่อีกช่วงตึก …เขาอาจมาจากทางใต้ที่เป็นแหล่งกำเนิดกวีมาหลายชั่วสมัย…

เมื่อได้เวลาอาหารค่ำ เราออกจากห้องพักมารวมกันที่ห้องอาหารสุดหรูของโรงแรม ภาพที่ปรากฏตรงหน้าเป็นเหตุให้ข้าพเจ้าชะงักเท้าไปชั่วขณะ ชายในชุดพื้นเมืองผู้นั้นส่งยิ้มพร้อมผายมือเชิญชวนให้เลือกชมเลือกซื้อขลุ่ยหลายเลาที่ตั้งอยู่บนโต๊ะตัวเล็กตรงหน้า ท่วงท่าการร่ายเพลงขลุ่ยและท่วงทำนองที่ตราตรึงอยู่ในใจของข้าพเจ้าเมื่อครู่มลายหายไปในทันที

นึกขึ้นมาได้ว่า นี่น่ะโรงแรม ! และเราคือ “นักท่องเที่ยว” …

ซาปา (Sapa) เป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดลาวไกทางตอนเหนือของเวียดนาม หรือที่รู้จักกันในนาม ดินแดนแห่งสายหมอก ไกด์บุ๊กแนะนำว่าซาปาคือสถานีภูเขาเก่าแก่ของฝรั่งเศส สร้างขึ้นในปี ค.ศ. ๑๙๒๒ อันที่จริงแล้ว เมืองและผู้คนที่นี่ต่างก็ตั้งถิ่นฐานดำรงชีพอยู่มาก่อนที่ชาวตะวันตกจะเดินทางมาค้นพบ สำหรับพวกเขา ซาปาเป็นเพียงเมืองตากอากาศของเจ้านายชั้นสูงชาวฝรั่งเศสที่จากบ้านเกิดเมืองนอนมาปฏิบัติราชการในตะวันออกไกล จึงยังทิ้งรอยมรดกของเจ้าอาณานิคมไว้ถ้วนทั่ว โดยเฉพาะสถาปัตยกรรมอาคารบ้านเรือนและการวางผังเมืองแบบเฟรนช์โคโลเนียล ที่โดดเด่นใจกลางเมืองคือ โบสถ์คาทอลิกเก่าแก่ สัญลักษณ์ของการเผยแผ่ “อารยธรรม” สู่ดินแดนอาณานิคมเมื่ออดีตอันไกลโพ้น

ปัจจุบันการท่องเที่ยวเวียดนามที่บูมขึ้นส่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ในซาปา จนทุกวันนี้ได้กลายเป็นเมืองท่องเที่ยวสำคัญดึงดูดชาวต่างชาติมาเยือน โดยเฉพาะผู้นิยมใน Trekking tour

จากบนเนินเขาซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงแรมวิกตอเรียซาปา ข้าพเจ้าเดินลัดเลาะสู่ด้านล่างที่มีโบสถ์คาทอลิกตั้งตระหง่านอยู่ตรงจัตุรัสใจกลางเมือง อ้อมไปตามถนนลาดยางที่เต็มไปด้วยเกสต์เฮาส์ โรงแรม ร้านอาหาร คอฟฟี่ชอป ฯลฯ ในยามเช้าเช่นนี้ ร้านรวงหลายแห่งเพิ่งจะเก็บแผงขายของที่ตั้งมาตั้งแต่คืนวันเสาร์ ขณะที่ในอีกฟากหนึ่ง ตลาดซาปาก็เริ่มคึกคักด้วยสีสันแปลกตาจากบรรดาผู้คน โดยเฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์จากหมู่บ้านรอบๆ ที่มาจับจ่ายใช้สอยกันตั้งแต่ย่ำรุ่ง นอกจากจะจำหน่ายของสดจำพวกปลา เนื้อ หมู รวมทั้งเฝอ ข้าวเกรียบปากหม้อ ผัก ผลไม้ ข้าวโพด เกาลัด ฯลฯ แล้ว ยังเป็นแหล่งรวมเสื้อผ้าและสินค้าแฮนด์เมดของชนพื้นเมืองมากมายให้ซื้อหา

ตลาดวันเสาร์ หรือที่ไกด์บุ๊กนำเที่ยวขนานนามว่า ตลาดรัก (Love market) จะคึกคักที่สุดในช่วงเย็นย่ำจนถึงยามดึก สำหรับนักท่องเที่ยว มันก็คือไนต์บาซาร์ดีๆ นี่เอง

ทัวร์จากฮานอยมักจัดให้เรามาถึงซาปาในเช้าวันเสาร์เพื่อจะได้ท่องทัศนาหมู่บ้านชาวเขาที่อยู่รายรอบ ตกเย็นก็ชอปปิง และในยามพลบค่ำ นักท่องเที่ยวต่างมารวมกันที่ลานหน้าโบสถ์คาทอลิก เพื่อรอชมวัฒนธรรมที่ “แท้” ของชนเผ่า ลานแห่งนี้ถูกแปรสถาพเป็นลานมหรสพแสดงวัฒนธรรมการหาคู่ของหนุ่มสาวชาวม้ง

สำหรับแบ็กแพ็กเกอร์และนักถ่ายภาพ ซาปาคือจุดหมายปลายทางยอดฮิตมานานปี ด้วยทิวทัศน์งดงามเหนือคำบรรยาย เป็นเมืองในหุบเขาที่ยังคงธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ รวมทั้งวิถีชีวิตผู้คนที่ยัง “บริสุทธิ์” เป็นที่หมายปองของนักท่องเที่ยวผู้ต้องการแสวงหาความจริงแท้และความโรแมนติก

จะไม่ให้โรแมนติกได้อย่างไรเล่า ก็เมื่อฤดูหนาวมาเยือน ซาปาจะปกคลุมไปด้วยหิมะ อากาศจะหนาวเย็นอย่างที่สุด ผู้คนต่างมาชมความงามแห่งสายหมอกที่ปกคลุมทิวเขาอยู่เบื้องล่าง ขณะที่เมื่อถึงฤดูใบไม้ผลิ ดอกไม้นานาพันธุ์ก็จะเริ่มออกดอกผลิบาน นักท่องเที่ยวและช่างภาพจากทั่วทุกสารทิศเดินทางมาที่นี่เพื่อถ่ายภาพสวนดอกกล้วยไม้ ดอกพีช พลัม และทุ่งสีเหลืองของดอกคอลซา และที่เป็นเสน่ห์ยวนใจบรรดาขา trekking ทั้งหลายคือ การได้พิชิตฟานซีปัน หลังคาแห่งอินโดจีน ซึ่งสูงถึง ๓,๑๔๓ เมตรจากระดับน้ำทะเล บนเทือกเขาหว่างเหลี่ยนเซิน (Hoang Lien Son) ซึ่งทอดยาวมาจากมณฑลยูนนานในประเทศจีน

ช่วงสาย รถฮุนไดพาเราเดินทางไปชมวิถีชีวิตของผู้คนในหมู่บ้านทาวัน (Tavan) หนึ่งในหมู่บ้านของกลุ่มชาติพันธุ์ที่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าไปสัมผัสอย่างใกล้ชิด ดูเหมือนว่าจะเป็นกิจกรรมหลักในแพ็กเกจทัวร์ที่ซื้อมาจากฮานอยด้วยซ้ำ ในระหว่างทางที่รถจอดเป็นระยะ บรรดาช่างภาพต่างกรูกันลงไปถ่ายภาพชาวเขาที่เดินอยู่ตามสองข้างทาง ไม่ต้องพูดถึงว่าเมื่อถึงที่หมายแล้ว จะน่าโกลาหลเพียงใด

เราเดินเท้าเข้าไปตามถนนลาดยาง สวนกับคณะของฝรั่งต่างชาติที่มีไกด์ท้องถิ่นคอยนำทางเป็นระยะ ๘ กิโลเมตรสำหรับการเดินชมนาขั้นบันไดสุดลูกหูลูกตา คือการได้สัมผัสความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติและน้ำอดน้ำทนของมนุษย์ ผู้แปลงเขาทั้งลูกเป็นขั้นนา ขุดทางน้ำจากยอดเขาสู่บันไดที่ต้นข้าวปักลดหลั่นกันอยู่ ไหล่เขาบางตอนยังถูกแปลงเป็นบ่อเลี้ยงเป็ดเลี้ยงปลาระหว่างทาง หญิงชราและเด็กน้อยเดินตามพวกเราอย่างไม่ลดละ ตั้งแต่ปากทางเข้าหมู่บ้านจนสุดทางออก เพื่อขายสร้อยข้อมือ กระเป๋าผ้า ไปจนถึงผ้าคลุมเตียงที่ถักทอกันเอง นานๆ จะมีนักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่มาเยือน นี่คือโอกาสดีที่ต้องรีบฉวยไว้ คณะของเราหลายคนเลือกซื้อผ้าผืนใหญ่ หมวกทอสวยงาม เพียงเพื่อให้ได้ถ่ายภาพพวกเธอในระยะประชิด

บางคนบอกว่าที่นี่ยังมีชีวิตให้ถ่ายภาพ เพราะเป็นหมู่บ้านชาวเขาที่ยัง “ดิบ” ยังพบหญิงชราผิวเหี่ยวย่นพร้อมเครื่องแต่งกายประจำเผ่าครบครัน ยังพบเด็กๆ หน้าตามอมแมมขี้มูกเขรอะ สำหรับช่างภาพ นี่คือภาพที่เหมาะมากที่จะเข้ามาอยู่ในเฟรม ส่วนคนที่ตกเป็นเป้า บางคนชักมือมาปิดหน้า บางคนเดินหันหลังให้ แต่ตราบใดที่ยอมควักเงินซื้อสินค้า พวกเธอก็ยอมเข้ากล้องแต่โดยดี

ว่าไปแล้ว สำหรับนักท่องเที่ยว นี่คือเวลาว่างและความแปลกใหม่ หากสำหรับคนท้องถิ่น นั่นคือเงินและรายได้ ยังไม่วายที่ช่างภาพบางคนจะแอบถ่ายภาพผ้านุ่งของผู้หญิงม้งที่ตากพาดเต็มรั้ว หรือบุกเข้าไปถ่ายภาพครัวของม้ง ภาพที่ได้อาจจะดูแปลกตาน่าตื่นตาตื่นใจ แต่สำหรับเจ้าบ้าน นักท่องเที่ยวก็ไม่ต่างกับผู้บุกรุกดีๆ นี่เอง

หญิงม้งคนหนึ่งเดินเข้าหมู่บ้านของเธอเป็นปรกติที่เคยเดิน แต่มีหรือผู้บุกรุกจะปล่อยเธอไปง่ายๆ พิธีกรรายการโทรทัศน์คนหนึ่งที่ร่วมทริปมากับเราดักหน้าล้อมหลังหยอกเย้าเธออย่างสนุกสนาน สร้างเสียงหัวเราะให้แก่คณะที่มาด้วยกัน แต่ขณะที่ฝรั่งต่างชาติเดินสวนมา ข้าพเจ้าแอบเห็นแววดูแคลนอยู่ในที

เมื่อหญิงม้งสักคนเดินผ่าน มิต้องพูดถึงเลยว่าเธอได้ตกเป็น “ผู้ต้องหา” ทางสายตาของบรรดาช่างภาพ ที่ต่างกักขังหน่วงเหนี่ยวเธอไว้แล้วรุมโทรมด้วยหน้ากล้องเพียงใด

“รู้หรือเปล่า ผู้หญิงม้งฉี่ยังไง” คำถามดังขึ้นเมื่อคณะของเราขึ้นรถฮุนไดเรียบร้อยแล้ว

“ยืนฉี่ !!!” เรียกเสียงหัวเราะฮาแก่บรรดาคณะร่วมขบวน ไม่พูดเปล่า เจ้าของเรื่องยังโชว์หลักฐานบนหน้าจอกล้องดิจิทัลให้คณะดูเพื่อยืนยัน

“แล้วไปแอบถ่ายเขามาเหรอ”

“ไม่ได้แอบ เขารู้ตัว เขาจงใจให้เห็นเลย สงสัยแสดงอาณาจักร…ฮา”
 ”!!!”

ภาพ “ดินแดนชาวเขา” ของซาปาที่ถูกสร้างขึ้นโดยนิตยสารท่องเที่ยว ภาพถ่าย โปสการ์ด ได้เป็นส่วนหนึ่งของการขังภาพและมโนทัศน์ของนักท่องเที่ยวไว้กับอดีตที่หยุดนิ่ง วัฒนธรรมประเพณีของ “ชาวเขา” ถูกขังอยู่กับอดีตอัน “บริสุทธิ์” และ “จริงแท้” หากแต่ชาวเขาในแหล่งท่องเที่ยวเองก็คือมนุษย์ผู้ปรับเปลี่ยนตัวเองไปตามกาลเวลา มิได้หยุดนิ่งกับวันวานอีกต่อไป วัฒนธรรมนั้นมิได้ถูกแช่แข็งไว้กับอดีต หากแต่วัฒนธรรมคือการปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่าง “คนใน” กับ “คนนอก” หรือระหว่างคนในด้วยกันเอง

ขณะที่นักท่องเที่ยวกำลัง “จ้องมอง” พวกเขา โดยไม่รู้ตัวพวกเขาเองที่ถูก “จ้องมอง” จากคนใน ที่ได้ปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมเหล่านั้นไปนานแล้ว ที่เหลือเพียงการจัดฉากแสดงละครที่มิได้มีอยู่อีกต่อไป เพียงเพราะมัน “ขาย” ได้เท่านั้นเอง

บางทีอาจไม่มีวัฒนธรรมที่ “แท้” หลงเหลืออีกนับแต่นักท่องเที่ยวได้ย่างเหยียบเข้าไป กลุ่มชาติพันธุ์ในแหล่งท่องเที่ยวเองก็ได้ปรับเปลี่ยนวิถีวัฒนธรรมของตนไปพร้อมๆ กัน กล่าวอีกอย่างก็คือ วัฒนธรรมท่องเที่ยวได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมท้องถิ่นไปแล้วก็ว่าได้

Tags: ,

2 Responses to “เที่ยวเวียดนามเหนือ เมื่อมวลไม้ผลัดใบ (๑)”

  1. น่าไปเที่ยวมากๆเลยครับสะพาย กระเป๋าผ้า ไปซักใบ อยู่ยาวๆไปเลย

  2. ผมชักจะชอบบล๊อกนี้แล้วสิ ไล่อ่านดูผมจะไปเกือบทั่วเวียดนามแล้วเนี่ย 😛
    ขอบคุณสำหรับบทความดีๆ ครับ

Leave a Reply