เที่ยวเวียดนามเหนือ เมื่อมวลไม้ผลัดใบ (๒)

dscn4070ncopy.jpgdscn4146n-copy.jpgdscn4179n-copy.jpg 

บัคฮา สีสันของเผ่าชน 

เราเดินทางออกจากซาปาเข้าสู่จังหวัดลาวไก เมืองพรมแดนระหว่างเวียดนามกับจีน  พรมแดนนี้ถูกปิดในช่วงปี ๑๙๗๙ ระหว่างสงครามจีนกับเวียดนาม  จนถึงปี ๑๙๙๓  การเปิดพรมแดนใหม่ได้เปลี่ยนให้ลาวไกเป็นทางผ่านสำคัญของนักท่องเที่ยวที่ต้องการเดินทางข้ามไปมาระหว่างฮานอยกับคุนหมิงของจีน ซึ่งห่างกันเพียงแม่น้ำกั้น  ทุกวันนี้นักท่องเที่ยวชาวจีน ซึ่งเป็นนักท่องเที่ยวหลักของเวียดนาม จะเดินทางมาโดยรถไฟข้ามประเทศเป็นส่วนใหญ่

นอกจากจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวแล้ว ลาวไกยังเป็นแหล่งอุตสาหกรรมส่งออกแร่อาเปอร์ไทต์  ตลอดเส้นทางมีการระเบิดภูเขาเป็นระยะๆ เพื่อเอาหินไปสร้างทางทำถนน รับกับสายลมแห่งการเปลี่ยนแปลง  

จุดท่องเที่ยวสำคัญที่ชักนำนักท่องเที่ยวมาเยือนและทริปของเราก็ไม่มีทางพลาดไปได้ ก็คือ ตลาดบัคฮา (Bac Ha market)  ตลาดชนเผ่าใหญ่ที่สุดในประเทศ  เป็นแหล่งชุมนุมกลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูงซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวม้ง  ทั้งม้งดำ ม้งขาว และม้งแดง หรือเรดเซา (Red Zoa)  ทุกวันอาทิตย์ ช่วงสิบโมงถึงเที่ยง พวกเขาจะเดินเท้าโดยใช้ม้าบรรทุกสัมภาระมาขาย และจับจ่ายซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคกลับไป  เปรียบได้กับกาดงัวกาดควาย (ตลาดวัวตลาดควาย) แถบภาคเหนือของบ้านเรา  คือเป็นแหล่งชุมนุมและทางผ่านของการแลกเปลี่ยนค้าขายระหว่างกลุ่มชนต่างชาติพันธุ์ และระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์กับคนพื้นราบ 

ช่างภาพที่มาด้วยกันบอกว่า เวลาสองชั่วโมงนี้คือนาทีทองของพวกเขา  ว่าแล้วก็สลายตัวกันไปตามแต่ละซอกมุมของตลาดเพื่อเก็บภาพสีสันแห่งเผ่าชนให้ได้มากที่สุด

จากด้านเหนือสุดคือลานพักม้า ซึ่งเป็นพาหนะบรรทุกข้าวของจากหมู่บ้าน  ข้าพเจ้าเดินลัดเลาะมาตามสองข้างทางคือแหล่งจำหน่ายสินค้าจำพวกผ้าทอมือและของที่ระลึกสำหรับนักท่องเที่ยว  ที่น่าตื่นตาตื่นใจยิ่งเมื่อเดินลงสู่ด้านในของตลาดก็คือ ที่นี่เป็นแหล่งชุมนุมของอาหารท้องถิ่นหลากหลาย  ผู้คนนั่งซดเฝอที่ใส่ทั้งหมูสามชั้นต้ม ไก่ต้ม เครื่องในหมู อย่างเอร็ดอร่อยบนโต๊ะเตี้ยตัวยาว  บรรยากาศคึกคักราวกับกำลังงานเลี้ยงสังสรรค์ใหญ่โตของหมู่บ้าน 

ถัดจากนั้นมีร้านตีเหล็กให้บริการอยู่หลายร้าน ทั้งมีด ขวาน ไถ  ตามซอกซอยก็มีเหล้ากลั่นให้เลือกชิม  บัคฮาเป็นเสมือนโรงงานผลิตสุรากลั่นขนาดย่อมเลยทีเดียว  ชาวบ้านจะขนกันมาจำหน่ายอย่างมโหฬาร ทั้งเหล้าข้าวเหนียว เหล้าข้าวโพด กระทั่งเหล้าจากมันสำปะหลังก็มี ดีกรีความแรงนั้นสังเกตจากสีหน้าผู้ชิมแล้วก็พอเดาได้ว่า แรงถึงใจ  ทั้งยังเป็นแหล่งชุมนุมยาสูบชั้นดี  มีบ้องยาให้ลองกันหลายขนาด

ที่ขาดไม่ได้คือ ตลาดค้าขายสัตว์มีชีวิตที่ผู้คนจะมาตีราคาซื้อขายกัน อันได้แก่ ตลาดหมู ตลาดสุนัข ตลาดแพะ  นอกนั้นยังมีตลาดสดขายผัก ผลไม้  ที่ได้รับความนิยมสูงสุดเห็นจะเป็นอ้อย ที่หญิงชนเผ่าต่างถือติดมือกันคนละลำ  มีคนบอกว่า กินอ้อยเพื่อทดแทนน้ำตาลซึ่งหาบริโภคได้ยากในแถบถิ่นนี้
 ชีวิตละลานตาซึ่งพบเห็นได้จริงในที่แห่งเดียวนี้เองได้ทำให้ตลาดบัคฮามีชื่อเสียงขจรขจายไปทั่วทุกมุมโลก จนกลายเป็นจุดหมายปลายทางหนึ่งของนักท่องเที่ยวต่างชาติในการมาเยือนเวียดนามเหนือไปแล้ว

ออกจากตลาดบัคฮา เรายังได้แวะเยี่ยมชมวังเก่าของเจ้าแห่งม้ง (King of Mieu) นาม “หว่างอสือ” อดีตเจ้าที่ดินผู้มั่งคั่ง  วังนี้สร้างขึ้นในปี ๑๙๒๑ เป็นวังของขุนนางที่ปกครองคนท้องถิ่นภาคเหนือซึ่งอยู่ภายใต้อาณานิคมฝรั่งเศสอีกทอดหนึ่ง  ลุงดอนเล่าว่า ขุนนางเจ้าที่ดินเหล่านี้กดขี่ขูดรีดผู้คน โดยเฉพาะการรีดเก็บภาษีเหล้า ภาษีบุหรี่ และภาษีเกลือ เพื่อส่งให้เจ้าอาณานิคมอีกต่อหนึ่ง   ดังนั้นเมื่อการปฏิวัติสำเร็จในวันที่ ๒ กันยายน ๑๙๔๕ เวียดนามสถาปนาประเทศเป็นสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม  องค์จักรพรรดิเบาได๋ กษัตริย์องค์สุดท้ายต้องลี้ภัยออกนอกประเทศ และถึงแก่อสัญกรรมไปเมื่อปี ๑๙๙๗ ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส  พวกเจ้าที่ดินเหล่านี้ถูกประชาชนขับไล่ และในที่สุดระบบภาษีอาณานิคมก็ถูกยกเลิกไป

วังแห่งนี้เป็นมรดกจากยุคอาณานิคมที่หลงเหลืออยู่  ปัจจุบันเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่รกร้าง ซ่อนตัวอยู่ในเงาไม้  เฉกเช่นระบบกษัตริย์ที่ตายไปจากเวียดนาม

สองทุ่มครึ่งของวันนี้ สถานีรถไฟลาวไกแออัดไปด้วยผู้คนเบียดเสียดกันเพื่อจับรถไฟขบวนนี้ให้ทันถึงฮานอยในรุ่งเช้า  ความชุลมุนวุ่นวายเป็นเหตุให้คณะของเราขึ้นรถไฟผิดโบกี้  ครั้นจะวิ่งไปขึ้นอีกตู้โดยสารก็ไม่ทันเวลารถไฟออก ครั้นจะเดินข้ามก็ไม่ได้เพราะแต่ละโบกี้ล็อกประตูแน่นหนา ต้องรอเวลารถไฟเคลื่อนตัวออกจากสถานีเท่านั้น เจ้าหน้าที่จึงจะเปิดทางให้เดินข้ามผ่านได้

ระหว่างเดินผ่านตู้โดยสารแต่ละโบกี้ สำหรับข้าพเจ้าแล้วเป็นความทรงจำมิรู้ลืม  ขบวนรถไฟเดียวกัน กับนักท่องเที่ยวมันคือโรงแรมเคลื่อนที่ แต่ละห้องตกแต่งด้วยโคมไฟชั้นดี แอร์เย็นฉ่ำ  แต่กับเจ้าของประเทศที่อาศัยรถไฟข้ามจังหวัด บ้างหอบหิ้วข้าวของไปค้าขายในตัวเมืองฮานอย แม้แต่นักบวชหญิงที่ส่งยิ้มมาให้  พวกเขาต้องนอนอัดกันในตู้นอนชั้น ๓ ไม่มีเครื่องปรับอากาศ เป็นเตียงแคบๆ เพียงพอดีตัวต่อขึ้นไปถึง ๓ ชั้น ห้องเล็กๆ พอแมวดิ้นจุคนถึง ๖ คน แทบไม่มีที่ให้ขยับเดิน 

เมื่อมาถึงตู้โดยสารชั้นวีไอพีสำหรับนักท่องเที่ยว ขณะที่ผู้มาก่อนเปิดเบียร์ Halida รอรับคณะของพวกเรา ข้าพเจ้าอดไม่ได้ที่จะนึกถึงภาพระหว่างทางที่เดินผ่าน ทั้งอดคิดไม่ได้ว่า ไม่ว่าประเทศไหนในโลกที่สาม “นักท่องเที่ยวคือพระเจ้า” ด้วยกันทั้งนั้น

Tags: ,

2 Responses to “เที่ยวเวียดนามเหนือ เมื่อมวลไม้ผลัดใบ (๒)”

  1. จากที่อ่านๆมา บ้านเค้าก็คล้ายๆบ้านเราเลยนะครับ

  2. เฮ้อ พวกตะวันตกจะรู้ไหมว่าเขาทำให้โลกเกิดความเหลื่อมล้ำขนาดไหน
    คนถูกขูดรีดก็เหมือนตายทั้งเป็น 😕

Leave a Reply