เที่ยวเวียดนามเหนือ เมื่อมวลไม้ผลัดใบ (จบ)

dscn4909ncopy.jpgdscn3964n-copy.jpgdscn4017n-copy.jpg 

ภูเขาและนาข้าวที่นิงห์บิงห์

จากฮานอยเรามุ่งสู่ทางใต้ ๙๓ กิโลเมตร จุดหมายคือจังหวัดนิงห์บิงห์ (Ninh Binh) เมืองเก่าแก่ที่มีความโดดเด่นทางธรรมชาติ กล่าวคือ มีพื้นที่ชุ่มน้ำในอาณาเขตอันไพศาลจนถูกขนานนามว่า “อ่าวฮาลองบนแผ่นดิน” หรือ “ฮาลองบก”  เป็นเมืองที่มีภูมิทัศน์แปลกตา ทั้งเทือกเขา เนินเขาหินปูน ที่ราบต่ำ และนาข้าว

ระหว่างนั่งรถเลียบแม่น้ำแดงผ่านจังหวัดฮาไต  ลุงดอนเล่าว่าจังหวัดนี้ได้ชื่อว่าถูกกระหน่ำด้วยระเบิดอย่างหนักไม่แพ้ที่ใด แต่ผู้หญิงฮาไตก็ยิงเครื่องบินทิ้งระเบิดของอเมริกาตกหลายลำ ยังมีบทเพลงสรรเสริญความกล้าหาญของผู้หญิงฮาไตอยู่จนทุกวันนี้

นิงห์บิงห์ เป็นเมืองติดชายฝั่งทะเล  เมื่อครั้งที่ฝรั่งเศสเข้ามาปกครองเวียดนามก็หมายไว้ว่า ถิ่นนี้เป็นถิ่นที่ดีที่สุดที่จะเผยแผ่ศาสนาคริสต์ ฝรั่งเศสได้สร้างโบสถ์คริสต์คาทอลิกขึ้นที่นี่เป็นโบสถ์หลังแรกของเวียดนามที่ยังคงหลงเหลืออยู่  ปัจจุบันนิงห์บิงห์ฟื้นตัวขึ้นจนกลายเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวที่มาฮานอยต้องไม่พลาด  เนื่องจากเป็นเมืองที่ล้อมรอบด้วยยอดเขา ๙๙ ยอด จึงถือกันว่าเป็นเมืองศักดิ์สิทธิ์  คณะปฏิวัติของโฮจิมินห์ก็ได้เคยตั้งฐานทัพขึ้นที่นี่เป็นแห่งแรกในการศึกเดียนเบียนฟู

นิงห์บิงห์ยังเป็นจุดยุทธศาสตร์ในสงครามเวียดนาม อเมริกาเองก็หมายถิ่นนี้เป็นจุดกระหน่ำทิ้งระเบิด  ในระหว่างสงคราม เมืองนี้ถูกทำลายจนราบเป็นหน้ากลอง ไม่มีอะไรเหลือยกเว้นแต่โบสถ์เก่าแก่แห่งนั้นเป็นหลักหมายเพื่ออเมริกาจะบุกเข้ามายึดสะพานลองเบียนที่ทอดข้ามแม่น้ำแดง เพื่อตัดเส้นทางลำเลียงอาวุธสู่เวียดนามใต้  ๓๐ ปีผ่านไป เวียดนามได้สร้างเมืองนี้ขึ้นใหม่ทั้งหมด โดยระเบิดภูเขาหินปูนมาสร้างเมือง

ถ้าฮาลองเบย์ลือชื่อด้วยภูมิทัศน์อันโดดเด่น คือภูเขาหินขนาดใหญ่ล้อมรอบด้วยทะเล  นิงห์บิงห์ก็โดดเด่นไม้แพ้กัน  เพียงแต่ภูเขาหินขนาดใหญ่นั้นโอบล้อมนาข้าวในน้ำ เป็นทัศนียภาพที่เปลี่ยนไปตามฤดูกาลทำนา ซึ่งหาชมที่ไหนไม่ได้ง่ายนัก

ฝนเริ่มโปรยปรายลงมาพอให้ชุ่มฉ่ำ ยังความสงบเย็นมาสู่ข้าพเจ้า ระหว่างนั่งเรือลอดถ้ำตำก๊กชวนให้ตระหนักว่า วิถีของผู้คนที่นี่คงสงบเย็นเหมือนกระแสน้ำและขุนเขาสองฟากฝั่ง  ระหว่างล่องเรือกลับทางเก่า หนูน้อยที่ช่วยแม่พายเรือพาเรามาก็เริ่มหยิบผ้าเช็ดหน้าปักลายน่ารักๆ ออกมาโชว์พร้อมชูนิ้วและพูดว่า “ทเวนตี้” หรือก็คือ ๒๐ พันด่อง 

เราตกลงซื้อผ้าเช็ดหน้าของเธอ ๒ ผืน  ไม่ทันไรสาวน้อยก็ชูผ้าปูโต๊ะลายปักนานาแบบขึ้นมาให้เลือก ยังมีผ้ารองจาน ผ้ากันเปื้อน เสื้อยืดลายปัก และอื่นๆ อีกเต็มกระบุงที่บรรทุกมาในเรือ  ตลอดทางกลับท่าเรือนั้น นักท่องเที่ยวจำต้องเลือกแบบใดแบบหนึ่งแม้จะไม่อยากได้ก็ตาม  พอเรือเทียบท่าพวกเธอยังร้องขอทิป ๒ ดอลลาร์อีก นักท่องเที่ยวทั้งที่มาด้วยกันหรือไม่ก็ตามต่างลงเรือลำเดียวกันโดยถ้วนหน้า

ระหว่างทางกลับสู่ฮานอย เราจะเห็นนาข้าวสุดลูกหูลูกตา นั่นเป็นสิ่งยืนยันว่า คนเวียดนามทำงานหนักหามรุ่งหามค่ำ ไม่มีผืนดินรกร้างว่างเปล่า  เวียดนามส่งออกข้าวมากเป็นอันดับ ๒ ของโลก รองจากไทย  เฉพาะครึ่งปีแรกของปี ๒๕๔๙ ส่งออกข้าวถึง ๒.๖ ล้านตัน ทำรายได้กว่า ๗๙๔ ล้านดอลลาร์สหรัฐ  แม้เวียดนามในวันนี้กำลังเปลี่ยนทิศทางสู่เศรษฐกิจทุนนิยม แต่ปากท้องของผู้คนก็ยังมาเป็นที่หนึ่งเสมอ  ปัจจุบันทางการเวียดนามกำลังขยายพื้นที่นาทั้งในภาคเหนือและภาคใต้ เพื่อให้มีข้าวพอส่งออกป้อนตลาดโลกปีละ ๔ ล้านตันเป็นอย่างต่ำ และเพื่อให้มีหลักประกันว่าจะมีข้าวเพียงพอสำหรับบริโภคภายในประเทศ
       
ไม้ผลัดใบที่ฮานอย

เรากลับสู่ฮานอยในเย็นย่ำ  เมืองที่ยูเนสโกประกาศให้เป็นเมืองสงบสุขของโลกในวันนี้ยังเป็นเมืองที่ขยายตัวเพื่อรองรับการลงทุนจากต่างประเทศมากที่สุด  ตลอดทางสู่ตัวเมืองฮานอยเราจึงเห็นการก่อร่างสร้างเมืองใหม่เพื่อรองรับกระแสการพัฒนาสู่ความทันสมัย

ช่วงเวลาหกโมงครึ่งถึงหนึ่งทุ่ม ท้องถนนในฮานอยจะยาวเหยียดไปด้วยขบวนมอเตอร์ไซค์ราวกับกองทัพมด  เหตุก็ด้วยกำลังทรัพย์ที่จำกัดของผู้คน หากจะซื้อรถยนต์คันหนึ่งจะต้องมีเงินถึง ๑,๕๐๐ ล้านด่อง  ที่สำคัญคือ อัตราภาษีรถยนต์นั้นสูงถึง ๖๘๐ % ต่อคันทีเดียว   

จุดใจกลางฮานอย นอกจากจะมีทะเลสาบคืนดาบ สวนสาธารณะกลางกรุงที่บันทึกตำนานเล่าขานว่าด้วยเต่าศักดิ์สิทธิ์  และสะพานแสงอาทิตย์ (The Huc) สะพานไม้ทรงโค้งสีแดงอันเป็นสัญลักษณ์ของกรุงฮานอย แล้ว  ยังพบมรดกของเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศสอีกแหล่งที่ทิ้งไว้ใจกลางกรุง นั่นก็คือ ถนน ๓๖ สาย ย่านการค้าสำคัญริมฝั่งแม่น้ำแดงที่ฝรั่งเศสออกแบบไว้ 

ชื่อถนนนั้นตั้งขึ้นตามประเภทของสินค้า เช่น ถนนขายกระดาษ ถนนขายเสื่อ ถนนขายสมุนไพร ฯลฯ  ปัจจุบันกลายเป็นแหล่งชอปปิงหลักของนักท่องเที่ยวที่มาเยือนฮานอย สินค้าก็ปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย มีทั้งเป้ northface รองเท้าไนกี้ ที่มาตั้งโรงงานผลิตที่นี่   ตามท้องถนนยังติดตั้งป้ายโฆษณาของพรรค สัญลักษณ์แห่งชาติ กันตลอดแนว  ตลอดจนอาคารบ้านเรือนในกรุงฮานอยยังประดับธงชาติเป็นระยะ  เนื่องจากเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมามีการสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม  ซึ่งประเด็นสำคัญที่คนเวียดนามจับตามองคือ ความเอาจริงเอาจังในการขจัดนักการเมืองคอร์รัปชันครั้งใหญ่ที่สุด  กระทั่ง ฟาน วัน ข่าย อดีตนายกรัฐมนตรีได้ออกมาขอโทษประชาชน และแสดงความรับผิดชอบด้วยการประกาศลาออกต่อที่ประชุมสมัยสามัญของสภาแห่งชาติเวียดนาม
 ลุงดอนบอกเราว่า เวียดนามเป็นประเทศที่มีความสงบที่สุดในเอเชียอาคเนย์  สิ่งชี้วัดสำคัญก็คือ ความมั่นคงทางการเมืองและความต่อเนื่องของนโยบายรัฐบาลในการบริหารประเทศ  แม้พรรคคอมมิวนิสต์จะผูกขาดอำนาจทางการเมืองในเวียดนามมากว่า ๓ ทศวรรษ แต่ประชาชนก็ยังให้ความไว้วางใจและมีศรัทธาต่อพรรค 

ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในวันนี้อาจไม่สำคัญเท่าความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจที่ผู้คนร่วมแรงกันพลิกประเทศให้เป็นเสือตัวใหม่ของเอเชีย

จำได้ว่าระหว่างทางกลับจากนิงห์บิงห์ ลุงดอนชี้ให้ดูอนุสาวรีย์ทหารผ่านศึกซึ่งมีอยู่แทบทุกจังหวัดในประเทศที่เผชิญศึกสงครามอย่างหนักหน่วง  ป้ายด้านหน้ามีข้อความจารึกว่า  “ประเทศชาติจดจำบุญคุณ”

ลุงดอนเป็นคนเจเนอเรชันสงครามเวียดนาม  แกเล่าว่าก่อนสงครามเคยเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่วิทยาลัยการช่าง แต่ในช่วงสงคราม ไม่ว่าใครก็ต้องเข้าร่วมรบเพื่อชาติ ไม่ว่าผู้หญิงหรือผู้ชาย  แกถูกส่งไปประจำอยู่หน่วยทหารช่าง   ปัจจุบันแม้วัยจะล่วงพ้นสงครามมากว่า ๓๐ ปี แต่ความทรงจำยังมีเปี่ยมล้น โดยเฉพาะความรักนับถือในท่านประธานโฮจิมินห์  ครั้นถามว่า สำหรับคนเวียดนาม ความโกรธเกลียดอเมริกันยังมีอยู่ไหม  ลุงดอนบอกว่า “เราปล่อยให้อดีตมันผ่านพ้น ตอนนี้เรามีแต่ต้องเดินไปข้างหน้า”

สำหรับคุณฮง (Ho Thai Hung) คนรุ่นหลังสงครามเวียดนามที่ร่วมทริปมาด้วยกันบอกเราว่า “ผมชื่นชมคนรุ่นพ่อแม่  ผมชื่นชมประธานโฮ ท่านคือฮีโร่ของพวกเรา  แต่สงครามผ่านไปแล้ว ตอนนี้เป็นภารกิจของพวกเราที่จะต้องพัฒนาประเทศ”

เยือง เวิน มาย เอลเลียต ผู้เขียน หลิวศักดิ์สิทธิ์ เล่าว่า ที่เธอกลับไปสัมภาษณ์เชลยศึกเวียดมินห์นั้น ทุกคนล้วนกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า เขาไม่มีเวลามานั่งนึกถึงอดีต “หากพวกเขาชอบที่จะมุ่งอยู่กับปัจจุบัน และโอกาสที่จะปรับปรุงชีวิตตัวเองให้ดีกว่าเดิม เพราะเป็นยามที่เศรษฐกิจขยับตัวพร้อมกับเงินทุนจากต่างประเทศที่พรั่งพรูเข้ามา

“เมื่อเวลาผ่านไป ความโกรธและความเคืองแค้นก็จางไป  หลังจากความยากลำบากทางเศรษฐกิจอยู่หลายปี บรรดาชาวฮานอยในปี ๑๙๙๓ กลับกระตือรือร้นอยากให้อเมริกันกลับมาในฐานะผู้ลงทุนมากกว่าในฐานะศัตรู เพื่อช่วยพัฒนาประเทศของเขาและทำให้ชีวิตความเป็นอยู่สบายขึ้น และพร้อมที่จะฝังอดีตแห่งความเป็นคู่อริเสีย” 

ความรู้สึกร่วมของคนเวียดนามนี้คงไม่ต่างกับที่ลุงดอนอธิบายให้เราฟังว่า “คนเวียดนามในยุคนี้ให้ความหมายของนายทุนในทางที่ไพเราะมาก  เมื่อก่อนที่ยังเน้นสังคมนิยม นายทุนถูกมองว่าเป็นผู้กดขี่ขูดรีด เอาเปรียบคนยากคนจน  แต่ตอนนี้ความหมายของนายทุนเปลี่ยนไป  นายทุนใหม่คือคนที่มีความสามารถในการจ้างงาน  รัฐบาลสนับสนุนให้เกิดนายทุนเต็มที่  แม้ว่าปัจจุบันเราจะประสบปัญหาช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวยที่เริ่มห่างขึ้นๆ  แต่เราก็ยังจำเป็นต้องสร้างนายทุนเพื่อพัฒนาประเทศ

“เวียดนามเป็นประเทศกำลังพัฒนา เรากำลังเดินตามรอยประเทศไทยทางด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว  ส่วนการเมืองก็ยังเดินตามประเทศสังคมนิยมอย่างจีน” 

ภาพของฮานอยในวันนี้คงเทียบเคียงได้กับหนังที่ยืนโรงฉายในบ้านเรานานนับเดือนเรื่อง Always: Sunset on Third Street (๒๐๐๕) ที่สะท้อนอารมณ์ของผู้คนและบรรยากาศในยุคสร้างชาติของญี่ปุ่นหลังผ่านพ้นสงครามโลกครั้งที่ ๒ มาไม่นาน โดยมีหอคอยโตเกียวเป็นสัญลักษณ์ของการก้าวสู่ยุคใหม่ ผู้คนยังจดจำความทุกข์ยากในช่วงสงครามได้ดี พวกเขาต่างมุ่งก่อร่างสร้างประเทศท่ามกลางอดีตอันแสนเจ็บปวดจากการเป็นผู้แพ้สงคราม  หนุ่มสาวจากชนบทหลั่งไหลเข้าเมืองด้วยความฝันว่าจะได้เข้าทำงานในบริษัทใหญ่ๆ อย่าง โตโยต้า มิตซูบิชิ  บังเอิญว่าญี่ปุ่นประสบความสำเร็จสูงสุดจนก้าวขึ้นเป็นประเทศอุตสาหรรมชั้นนำแห่งเอเชีย 

ขณะที่เวียดนาม ประเทศที่ผ่านความบอบช้ำจากสงครามมาแสนสาหัสกำลังเดินอยู่บนรอยต่อนั้น  หนุ่มสาวนิยมเรียนต่อทางช่างเพื่อจะเข้าทำงานที่จอยเวนเจอร์ แคนนอน  บังเอิญว่าเวียดนามได้จดจารประวัติศาสตร์ของการเป็นฝ่ายชนะประเทศมหาอำนาจอย่างอเมริกามาแล้ว

บัดนี้หลุมระเบิดที่อเมริกาเคยฝากรอยแผลไว้มากที่สุดในทุกประเทศบนโลกนี้ ไม่ถึงศตวรรษกลับถูกถมด้วยทรัพย์ก้อนใหญ่ของนายทุนอเมริกัน  ความขุ่นแค้นในรอยอดีตนั้นได้จางหายไปเกือบหมดแล้ว  วันนี้อเมริกาคือมิตรให้เรียนรู้ มิใช่ศัตรูให้ขับไล่อีกต่อไป

เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เคเอฟซี ฟาสต์ฟูดสัญชาติอเมริกัน ได้เข้ามาเปิดสาขาในกรุงฮานอย หลังจากที่ได้รับการตอบรับอย่างดีในโฮจิมินห์ซีตี ซึ่งเปิดสาขาแรกไปเมื่อปี ๒๕๔๐  แน่นอน นครใหญ่ๆ อีกหลายแห่งก็กำลังเป็นเป้าหมายรายต่อไป 

วันนี้ นอกจากบริษัทชั้นนำของญี่ปุ่น อย่างโซนี แคนนอน สุมิโตโม จะทยอยเข้าไปลงทุนในเวียดนาม  ล่าสุด อินเทล บริษัทยักษ์ใหญ่ของอเมริกา ก็ทุ่มทุนกว่า ๖๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐเพื่อสร้างโรงงานผลิตชิปคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นโครงการลงทุนด้านสินค้าไฮเทคขนาดใหญ่ที่สุดของเวียดนาม  และนี่คือหมุดหมายสำคัญของการลงทุนจากต่างประเทศที่กำลังเดินตามกันเข้ามา 

เวียดนามในวันนี้ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวชั้นนำแห่งใหม่ในเอเชีย ทั้งได้รับการจัดอันดับให้เป็น “จุดหมายปลายทางของการท่องเที่ยวที่โดดเด่นแห่งใหม่ของตะวันออกไกล” 

ทั้งหมดนี้คือแรงผลักให้เวียดนามผงาดขึ้นเป็นมังกรตัวที่สองของเอเชียรองจากจีน  ขณะที่อุดมการณ์รักชาติ ความอดทน ความขยันขันแข็งของคนเวียดนาม ในทุกเจเนอเรชันและทุกกลุ่มชาติพันธุ์ คืออิฐที่เป็นฐานรากอันแข็งแกร่งของการสร้างชาติและการพัฒนาประเทศในปัจจุบันและอนาคต

คนเวียดนามเจเนอเรชันใหม่มิได้ขังตัวเองไว้กับอดีตและความทรงจำอันเจ็บปวด พวกเขาพร้อมจะปรับตัวตามกระแสโลก เพื่อแสวงหาหนทางอยู่รอดในระบบ “ปลาใหญ่กินปลาเล็ก”  เรียนรู้ทุนนิยมเพื่อจะกุมบังเหียนมัน ซึ่งในความเป็นจริงแล้วอาจไม่ใช่เรื่องง่าย 

จะอย่างไรก็ตาม วันนี้ คนเวียดนามต่างมุ่งเดินไปข้างหน้า พวกเขาไม่หันหลังกลับไปคร่ำครวญกับความบอบช้ำจากสงครามในอดีตอีกต่อไปแล้ว

และนี่คือระหว่างทางท่องเที่ยวเวียดนามเหนือในช่วงเวลาสั้นๆ  ในฤดูกาลเปลี่ยนผ่าน ยามที่มวลไม้กำลังผลัดใบรอรับลมหนาวที่จะมาเยือนในเร็ววัน

ข้อมูลประกอบการเขียน :
เหงียนคักเวียน. เวียดนาม : ประวัติศาสตร์ฉบับพิสดาร. แปลโดย เพ็ชรี สุมิตร. กรุงเทพฯ : มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, ๒๕๔๕.
เยือง เวิน มาย เอลเลียต. หลิวศักดิ์สิทธิ์: คนสี่รุ่นในชีวิตของคนเวียดนามครอบครัวหนึ่ง. แปลโดย วิภาวรรณ ตุวยานนท์. กรุงเทพฯ : โครงการจัดพิมพ์คบไฟ, ๒๕๔๕.
ศรัณย์ บุญประเสริฐ. “SAPA หลังคาแห่งอินโดจีน.” GM Travel (Indo-China), ๒๐๐๕.

ขอขอบคุณ :
นิตยสารสารคดี, สายการบินไทยแอร์เอเชีย และบริษัทอารมณ์ดี ทัวร์ จำกัด  ผู้นำทัวร์ Colorful of Vietnam 

Tags: ,

7 Responses to “เที่ยวเวียดนามเหนือ เมื่อมวลไม้ผลัดใบ (จบ)”

  1. เสือจุ่น says:

    ตอนที่อ่านถึงซาปา กับลาวไก แล้วมีเรื่องสงครามสั่งสอน ทำให้ระลึกได้ว่าเคยเรียนเรื่องนี้มาแต่นานมากแล้ว จีนส่งทหารมาตีเวียดนามสองสามครั้งในช่วงเริ่มต้นสงครามเย็น หลังจากที่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม หันไปซบอกรัสเซีย ทำให้เป็นไม้เบื่อไม้เมากับคอมมิวนิสต์จีน

    ส่วนที่นิงห์บิงห์ คนแถบนี้เห็นว่าเป็นคาทอลิกเยอะมาก ก็หลบๆ ซ่อนๆ คอมมิวนิสต์เวียดนามจนเราจนเราได้เห็นโบสถ์สวยๆ แถบนี้อยู่เยอะ ยังเคยเห็นโบสถ์บนยอดเขา ช่างเป็นความอุตสาหะของชาวเวียดจริงๆ

    หวังว่าจะได้ไปเยือนฮานอยอีกครั้ง
    อ้อ เขาว่า รูปปั้นท่านเลนิน ก็ยังเหลืออยู่ที่ฮานอยด้วย ส่วนที่อื่น บางแห่งเอาไปประมูลเป็น”สัญญะ” แห่งประวัติศาสตร์คอมมิวนิสต์ไปแล้ว

  2. ขอบคุณที่เขียนบทความดีๆนะครับ ได้เปิดหูเปิดตาไปด้วยเลยครับ พยายามนึกภาพตามไปด้วย 🙂

  3. สุดยอดเลยครับ อ่านแล้วได้อารมณ์ร่วมมากๆ สักวันผมจะไปมั่ง 😆
    ขอภาพประกอบเยอะๆ ได้ไหมครับ อยากเห็นมากกว่านี้ 🙂

  4. sboไทย says:

    Nice blog here! Additionally your web site rather a lot up fast!
    What web host are you the usage of? Can I get your affiliate hyperlink on your host?
    I wish my website loaded up as fast as yours lol

  5. Tourkrub says:

    บล็อกที่ดี 😉

  6. It’s truly very complicated in this full of activity life
    to listen news on Television, therefore I simply use internet for that reason, and obtain the hottest
    news.

  7. I have been exploring for a little for any high-quality articles or weblog
    posts in this kind of space . Exploring in Yahoo I finally stumbled upon this web site.
    Reading this info So i am glad to express that I’ve an incredibly
    good uncanny feeling I found out exactly what I needed.
    I such a lot unquestionably will make certain to don?t fail to remember this web site and provides it a look regularly.

Leave a Reply