ปาหี่กวี

poet-pic

(ภาพจาก: ioctl.org/jan/poem/poet)

ควันหลงจากคอนเสิร์ตจากใจสู่ใจ แด่มด วนิดา

หากใครได้ชมคอนเสิร์ตจากใจสู่ใจ “คำขานรับ” แด่มด วนิดา เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๗ กันยายนที่ผ่านมา อาจมีหลายอย่างชวนประหลาดใจ  หนึ่งในความน่าสนเท่ห์ที่เป็นประเด็นให้สนทนากันในหมู่ผู้ได้ร่วมชมงานก็คือ การอ่านบทกวีในแนว “ใหม่”  หรืออาจเรียกว่าเป็นเวที “ทดลอง” ของกวี
ว่าไปแล้ว อังคาร กัลยาณพงศ์  เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ อาจนับเป็นกวีท่านแรกๆ ที่เบิกทางให้บทกวีอันทรงคุณค่าได้มีศักดิ์และศรีขึ้นมาในทำเนียบวรรณกรรม

พักหลังเราอาจเห็น-ไม่งานไหนก็งานนั้น ที่กวีซีไรต์ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ จะปรากฏตัวพร้อมมือโซโล่ชั้นเซียนอย่าง ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี  จนปฏิเสธไม่ได้ว่า ทั้งน้ำเสียงอันหนักแน่นของกวีคลอกับเสียงขลุ่ยอันทรงพลัง ได้ช่วยขับให้น้ำเนื้อแห่งจิตวิญญาณของกวีได้ปลดปล่อยออกมาอย่างสุดซึ้งกินใจ

แต่จะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม เนาวรัตน์ได้ทำให้การอ่านบทกวีในแบบของเขากลายเป็นของฟุ่มเฟือยไปเสียแล้ว ในยุคสมัยที่อะไรๆ ก็ต้อง “ต่าง” จากคนอื่นเข้าว่า

หรือเพราะในยุคสมัยนี้ กวีไม่ควรซ่อนตัวในเงาไม้อีกต่อไป หากควรต้องดาหน้าออกสู่ที่แจ้ง เพื่อประชันขันแข่งว่า “รูปแบบ” ของใครเจ๋งกว่ากัน

คอนเสิร์ตจากใจสู่ใจ “คำขานรับ” แด่มด วนิดา เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๗ กันยายน ๒๕๕๑ นับเป็นการรวมตัวครั้งแรกของ ๕ กวีซีไรต์  เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์, จิระนันท์ พิตรปรีชา, ศักดิ์สิริ มีสมสืบ, ไพวรินทร์ ขาวงาม และ ศิริวร แก้วกาญจน์  และดูจะเป็นงาน “ปล่อยของ” ของบรรดาผู้ที่เรียกตนเป็นกวีทั้งหลาย

เพียงเพื่อประกาศตัวตนว่า แท้แล้วข้าคือ “กวี”  ยิ่งกว่านั้นคือ เป็น “กวีซีไรต์”  ซึ่งในที่สุดแล้วกลับเป็นว่า ถ้อยวรรณศิลป์นั้นๆ จะทรงค่าและตราตรึงก็ต่อเมื่อ “ใคร” เป็นผู้อ่าน
และนอกจากขลุ่ยที่ดูเหมือนเป็นเครื่องดนตรีคลาสสิกตามธรรมเนียมการอ่านบทกวีไปแล้ว เดี๋ยวนี้กวีบางท่านยังสรรหาจินตลีลา กีตาร์อะคูสติก ฉายวิดิทัศน์ ไปพร้อมๆ กับการอ่านบทกวีของตน  กลายเป็น “การแสดง” ระดับที่เรียกได้ว่าวงมโหรีชุดใหญ่เลยทีเดียว

ตัวอย่างเช่น จิระนันท์ พิตรปรีชา เดินออกหน้าม่านด้วยชุดแส็กขาวขับกล่อมบทกวี across the universe ที่แปลจากบทเพลงอันโด่งดังของเดอะบีเทิลส์ ประกอบจินตลีลาและสไลด์มัลติมีเดีย

เจตนาของกวีซีไรต์ผู้นี้จะเป็นอย่างไรก็ตามแต่ หากสำหรับผู้ชมผู้ฟังแล้ว การทำดังว่ากลับทำให้บทกวีนั้นดูเปรอะไปหมด  ครั้นจะให้ชื่นชมความงามทางวรรณศิลป์ หรือให้ชมจินตลีลาที่สุดแสนจะอ่อนช้อยงดงาม หรือให้ชมวิดิทัศน์ภาพประกอบเสียง ก็ไม่อาจทราบได้  สายตาผู้ชมแทนที่จะโฟกัสไปยังจุดใดจุดหนึ่งบนเวที กลับต้องกวาดตาทั่วทั้งภาพกว้างที่มีอยู่ดาษดื่นไปหมด จนที่สุดแล้วทำให้ชิ้นงานกวีนั้นไม่อาจตราตรึงสะกดอารมณ์ผู้ชมได้เท่าที่ควรจะเป็น  ความ “เปรอะไปหมด” ของการอ่านกวีบทนี้ยังลดทอนคุณค่าของนักแสดงผู้ร่ายรำจินตลีลาอย่างดีเยี่ยมไปเสียด้วยซ้ำ

อันที่จริงแล้ว ถ้ากวีจะลดทอนตัวตนลงบ้าง ก็ควรปล่อยให้องค์ประกอบของเวทีพุ่งไปที่นักแสดงจินตลีลา แล้วให้บทกวีที่ตนร่ายนั้นทำหน้าที่เพียงเสียงประกอบแทน  และไม่จำเป็นต้องอาศัยมัลติเทคโนโลยี-ถ้าเชื่อมั่นในพลังแห่งบทกวีที่จะพาจินตนาการผู้อ่านไปไกลอย่างที่กวีต้องการ 

แต่ในยุคสมัยที่อะไรๆ ต้อง “ขาย”  เราจึงไม่แปลกใจว่า แม้แต่รูปโฉมของกวีก็ “ขาย” ได้ไม่แพ้ดารา

ที่ดูน่าหนักใจไปอีกก็เมื่อ ศิริวร แก้วกาญจน์ ออกมาร่ายบทกวีในแบบของเขาด้วยบุคลิกที่ชอบกลนัก และอย่างเยิ่นเย้อยืดยาวชวนหลับ ราวกับเพิ่งเขียนมาสดๆ หลังเวที ไม่ได้กรองกลั่นเพื่อการอ่านให้จับใจผู้ฟังมาก่อน  ด้วยเหตุนี้จึงต้องออกลีลาท่าทางให้ดู “อิน” กับบทกวีของตนเข้าไว้จนออกจะโอเว่อร์แอ็กติ้งเสียด้วยซ้ำ

ถ้าจะบอกว่านี่คือการอ่านกวีแนว “ทดลอง”  ข้อเขียนชิ้นนี้ก็แค่เพียงสะท้อนไปถึงกวีทั้งหลายให้ตระหนักในเสียงจากผู้ชมผู้ฟังว่า พวกเขามากนักมิได้พึงใจกับอะไรที่เปรอะไปหมดนี้เลย

บางที กวีรุ่นใหม่น่าจะหวนกลับไปศึกษาวิถีที่ปรมาจารย์ดำเนินมา  ไม่ก็เรียนรู้จากกวีรุ่นพี่อย่าง ศักดิ์สิริ มีสมสืบ ที่สามารถสะกดอารมณ์ผู้ชมผู้ฟังในวันนั้น ด้วยบทกวีของเขาที่ฟังแล้วซาบซึ้งกินใจในน้ำเนื้อแห่งกวี โดยที่ตัวเขามิต้องแสดงกิริยาท่าทางพิสดารใดๆ  อาการที่นิ่งสงบ น้ำเสียงอันทรงพลัง และขลุ่ยไม้ไผ่เลาหนึ่ง เท่านั้นก็เพียงพอจะทำให้บทกวี “เด็กน้อย” ของเขาโลดแล่นในจินตนาการของผู้ฟังไปไกลสุดหล้าฟ้าเขียว

และเป็นเสมือน “คำขานรับ” แด่มด วนิดา ที่ทรงคุณค่ายิ่ง

Tags: , , ,

3 Responses to “ปาหี่กวี”

  1. yuttipung says:

    ดูหนังต่างประเทศส่วนใหญ่เวลาอ่านบทกวีในงานต่างๆ ก็ไม่ได้มีอะไรประกอบมากเหมือนกัน

    วงการวรรณกรรมบ้านเราก็คงต้องหาจุดที่ลงตัวกันต่อไป

  2. ปาล์โมโต้ says:

    ไม่ได้ชมคอนเสิร์ตครั้งนี้ แต่เคยชมกวีเพอฟอร์แมนซ์หลายครั้ง โดยส่วนตัวชอบงานของศักดิ์สิริอยู่แล้วทั้งงานศิลปะ เรื่องสั้นและบทกวี ยิ่งได้ทราบว่าอ่านบทกวีด้วยท่าทางนิ่ง ๆ แต่ปล่อยให้ “เด็กน้อย” พาผู้ฟังไปสู่โลกแห่งจินตนาการอันน่าซาบซึ้ง ก็ยิ่งชื่นชม

    แม้ชอบบทกวีและการอ่านแบบนิ่งลึกของศักดิ์สิริ แต่ก็ไม่ได้รังเกียจบทกวีและการอ่านบทกวีแนวทดลองของท่านอื่น ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ ก็รู้สึกชื่นชมกวีเหล่านั้นที่กล้าทดลองอะไรใหม่ ๆ กวีก็เป็นงานศิลปะแขนงหนึ่ง ศิลปะก็ย่อมต้องมีการทดลอง ผลที่ได้จะถูกหรือผิด คนจะชอบหรือไม่ เวลาจะเป็นผู้ตัดสิน มิเช่นนั้นการสร้างสรรค์จะเกิดขึ้นได้อย่างไร?

    จะว่าไปแล้วสมัยที่ ท่านอังคารและเนาวรัตน์ทดลองอ่านบทกวีประกอบดนตรีครั้งแรก ๆ ก็คงมีคนรู้สึกไม่ค่อยชอบใจนัก อยากให้กวีกลับไปเขียน-อ่านกวีตามทำนองเสนาะอยู่โคนต้นไม้ แต่เมื่อเวลาผ่านไป อคติในใจคลายลง ได้เปิดใจฟัง ก็ค้นพบความงดงามซาบซึ้ง งานศิลปะอีกแขนงหนึ่งจึงเกิดขึ้น

    เมื่อกวีทดลอง ผู้ฟัง-ชมก็ต้องเปิดใจทดลองฟัง-ชมไปด้วย

    “กวีดิจิทัล” น่าตื่นเต้นดีออก ว่าไหม?

  3. kay says:

    ศิลปะเป็นเรื่องนานาจิตตัง ผู้เสพงานศิลปะแต่ละคนย่อมมีความรู้สึกแตกต่างกันไป บ้างก็ว่าผลงานที่แสดงออกมานั้นไม่มีความพอดี เปรอะไปหมด บ้างก็ว่าเป็นสิ่งใหม่ ๆ ที่น่าสนใจ บ้างก็มีความรู้สึกที่ไม่จำเป็นต้องมีเหตุผลรองรับ ไม่ว่าใครจะมีทัศนคติอย่างไร สิ่งสำคัญก็คือ การเปิดใจให้กว้าง อย่างที่ผู้อ่านคนหนึ่งได้เขียนไว้ในความคิดเห็นที่ ๒ นั่นแหละค่ะ

Leave a Reply