ดวงดาวในความทรงจำ (๑)

orion_l6

เชื่อว่าเด็กทุกคนมีท้องฟ้าเป็นเพื่อน

ยังจำได้ไหม สมัยเด็กๆ เราแหงนมองท้องฟ้าแล้วจินตนาการเมฆขาวเป็นอะไรต่อมิอะไรได้ไม่ซ้ำแบบ ตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบ  บางทีเรายังชี้ชวนกันดูยานอวกาศสีส้มแดง (ที่จะเห็นได้ก็ต่อเมื่อเป็นเด็กเท่านั้น)  บางทีถึงกับเคยเห็น “เมืองฟ้าอมร” ซ่อนตัวอยู่ในหลืบเมฆด้วยซ้ำไป

โชคดีที่บ้านตึกแถวย่านตรอกจันทน์ที่ฉันเกิดและเติบโตมายังมีดาดฟ้าให้ขึ้นไปนั่งนอนมองดูท้องฟ้ากว้างกลางกรุงได้อย่างไม่รู้เบื่อ

ทุกวันเราหกพี่น้องจะขึ้นไปมองท้องฟ้ายามเย็น มองดูอาทิตย์ตกดิน  แต่ก่อนยังมองเห็นตึกสูงที่สุดในยุคนั้นได้ถนัดชัดตา คือตึกหุ่นยนต์ ที่ตั้งธนาคารยูโอบีปัจจุบัน (เดี๋ยวนี้ความสูงของมันก็ถูกบดบังรัศมีไปเสียสิ้นจากคอนโดสูงที่ผุดขึ้นเป็นว่าเล่น) 

โตขึ้นมาหน่อยก็กล้าที่จะนอนมองท้องฟ้ายามค่ำคืน ดึกดื่นจนรุ่งเช้า  รอคอยฟ้ายามหน้าหนาว เพื่อจะได้นอนดูดาวเต่าและเข็มขัดนายพรานตอนหัวค่ำ แล้วได้เห็นดาวจระเข้ตอนย่ำรุ่งพอดี

ครั้งแรกที่ไปดูดาวที่ท้องฟ้าจำลองกับครอบครัวในสัปดาห์วิทยาศาสตร์  ข้างในโดมนั้น เมื่อฟ้าเริ่มมืดจนมืดสนิท น้องน้อยเล็กๆ ของฉันก็ร้องไห้แงทันที  แต่เมื่อดวงดาวแรกปรากฏที่ขอบฟ้า และค่อยๆ พราวแสงจนเต็มฟ้า เธอก็เงียบสนิทจ้องมองดวงดาวตาแป๋ว  ก็คงเฉกเช่นเดียวกับเด็กทุกคน บนท้องฟ้ามีหลายสิ่งอย่างชวนให้ตื่นตาตื่นใจยิ่งนัก

ครั้งแรกที่ออกนอกเมืองไปดูดาว เป็นครั้งแรกที่ได้รู้จักว่าความกว้างไกลที่เรียกว่าสุดลูกหูลูกตาที่แท้นั้นเป็นเช่นนี้เอง

จำได้ว่าตอนเรียนอยู่มัธยม ๔ ตัดสินใจไปเข้าค่ายอนุรักษ์ที่รุ่นพี่ชมรมอนุรักษ์หลายมหา’ลัยจัดขึ้น เพียงเพราะชื่อสถานที่นั้นเย้ายวนใจ–“เขาสอยดาว” จ. จันทบุรี

แล้วก็เป็นเช่นนามที่เรียกขานนั้นจริง  ยามข้างแรม ดาวบนฟ้าเหนือเขาสอยดาวดวงเล็กดวงน้อยหนาแน่นเต็มทุกกระเบียดนิ้ว แทบไม่มีพื้นที่ว่างบนท้องฟ้าที่จะไม่มีเม็ดดาว  ยิ่งไปกว่านั้น ภูสูงแห่งนี้ยังทำให้รู้สึกประหนึ่งว่าดวงดาวอยู่ใกล้แสนใกล้เพียงเอื้อมมือคว้า

นับจากนั้นมาเราก็แวะเวียนไปท้องฟ้าจำลองอยู่บ่อยครั้ง หาซื้อแผนที่ดาวเก็บไว้หวังว่าวันหนึ่งจะได้เห็นดาวทุกกลุ่มในนั้น แล้วยังตัดสินใจสมัครเป็นสมาชิกชมรมดาราศาสตร์ฯ เพื่อรับข่าวสารจากดวงดาว

และแล้ว ชีวิตวัยเรียนที่ต้องคร่ำเคร่งกับตำราเตรียมสอบ ดูเหมือนจะถูกทิ้งไว้ข้างหลังทันทีหลังจากเอนท์ติดรั้วแม่โดม

นับจากนั้น ความฝันของเด็กเมืองกรุงคนหนึ่งก็เป็นจริง

ความฝันที่ว่าอยากเดินทางไปมองท้องฟ้าในหลากมิติต่างมุมมองในหลายสถานที่

และก็คงเป็นเฉกเช่นคนหนุ่มสาวในรอยต่อของยุคสมัย การออกเดินทางแสวงหาคุณค่าของชีวิตได้เริ่มต้นขึ้น

เริ่มจากเข้าร่วมชุมชนค่ายแบบ “เล็กนั้นงาม” ชักชวนกันไปใช้ชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติ สนทนาถึงความหมายของชีวิตระหว่างนอนดูดาวที่สวนฝากฟ้า ฉะเชิงเทรา (อันเป็นตำนานเคียงคู่มากับสวนฝากดิน) ที่ซึ่งนักแสวงหาต้องไปเยือนสักครั้ง

แน่นอน ยามใดได้ออกท่องโลกกว้าง สิ่งหนึ่งที่ไม่ลืมพกติดตัวไปด้วยเสมอก็คือแผนที่ดาว

orion_above_iran

late-winter

รุ่นพี่คนหนึ่งที่รู้จักกันในค่ายสานแสงอรุณเคยบอกว่า วิธีดูดาวง่ายที่สุดคือให้หมายตาดวงดาวที่ชอบที่สุดนั่นละ  เมื่อกางแผนที่ดาวจนรู้ตำแหน่งแล้ว เมื่อนั้นแหละเราก็จะจดจำมันจนเป็นหมุดหมายของท้องฟ้าเพื่อจะมองหาดาวกลุ่มอื่นๆ 

วิหารแห่งดวงดาว ของคาราน กล่าวไว้ว่า “ดวงดาวหนึ่งดวงคุ้มครองมนุษย์ได้เพียงหนึ่งเดียว” 

จำได้ว่าอ่านหนังสือเล่มนี้จบ เราก็เฝ้ามองหาดวงดาวประจำตน แล้วปักหมุดไว้กลางใจตลอดมา ประหนึ่งว่าดวงดาวคือมิตรที่แท้…แม้ทุกวันนี้จะมองไม่เห็นมันแล้วเหนือฟ้ากลางกรุง

หวนนึกถึงช่วงหนึ่งของชีวิต ก็เพราะใครบางคนถามขึ้นมาว่า เคยดูดาวบ้างหรือเปล่า

หากดูดาวในความหมายว่า มองผ่านกล้องดูดาวเห็นลึกไปถึงผิวดาว ก็คงต้องบอกว่าไม่เคยเลยสักครั้ง

แต่การดูดาวของแต่ละคนคงมีความหมายต่างๆ กันไปมิใช่หรือ

เช่นกันกับการมองท้องฟ้าในต่างเวลา ต่างสถานที่ ก็ให้ความรู้สึกแตกต่างกันไป 

หากสำหรับเราแล้ว มีสิ่งหนึ่งไม่เคยเปลี่ยนคือ

…ท้องฟ้ายังเป็นเพื่อนยาก ดวงดาวยังเป็นมิตรแท้เสมอมา

Tags: , ,

Leave a Reply