ดวงดาวในความทรงจำ (๑)

เชื่อว่าเด็กทุกคนมีท้องฟ้าเป็นเพื่อน
ยังจำได้ไหม สมัยเด็กๆ เราแหงนมองท้องฟ้าแล้วจินตนาการเมฆขาวเป็นอะไรต่อมิอะไรได้ไม่ซ้ำแบบ ตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบ บางทีเรายังชี้ชวนกันดูยานอวกาศสีส้มแดง (ที่จะเห็นได้ก็ต่อเมื่อเป็นเด็กเท่านั้น) บางทีถึงกับเคยเห็น “เมืองฟ้าอมร” ซ่อนตัวอยู่ในหลืบเมฆด้วยซ้ำไป
โชคดีที่บ้านตึกแถวย่านตรอกจันทน์ที่ฉันเกิดและเติบโตมายังมีดาดฟ้าให้ขึ้นไปนั่งนอนมองดูท้องฟ้ากว้างกลางกรุงได้อย่างไม่รู้เบื่อ
ทุกวันเราหกพี่น้องจะขึ้นไปมองท้องฟ้ายามเย็น มองดูอาทิตย์ตกดิน แต่ก่อนยังมองเห็นตึกสูงที่สุดในยุคนั้นได้ถนัดชัดตา คือตึกหุ่นยนต์ ที่ตั้งธนาคารยูโอบีปัจจุบัน (เดี๋ยวนี้ความสูงของมันก็ถูกบดบังรัศมีไปเสียสิ้นจากคอนโดสูงที่ผุดขึ้นเป็นว่าเล่น)
โตขึ้นมาหน่อยก็กล้าที่จะนอนมองท้องฟ้ายามค่ำคืน ดึกดื่นจนรุ่งเช้า รอคอยฟ้ายามหน้าหนาว เพื่อจะได้นอนดูดาวเต่าและเข็มขัดนายพรานตอนหัวค่ำ แล้วได้เห็นดาวจระเข้ตอนย่ำรุ่งพอดี
ครั้งแรกที่ไปดูดาวที่ท้องฟ้าจำลองกับครอบครัวในสัปดาห์วิทยาศาสตร์ ข้างในโดมนั้น เมื่อฟ้าเริ่มมืดจนมืดสนิท น้องน้อยเล็กๆ ของฉันก็ร้องไห้แงทันที แต่เมื่อดวงดาวแรกปรากฏที่ขอบฟ้า และค่อยๆ พราวแสงจนเต็มฟ้า เธอก็เงียบสนิทจ้องมองดวงดาวตาแป๋ว ก็คงเฉกเช่นเดียวกับเด็กทุกคน บนท้องฟ้ามีหลายสิ่งอย่างชวนให้ตื่นตาตื่นใจยิ่งนัก
ครั้งแรกที่ออกนอกเมืองไปดูดาว เป็นครั้งแรกที่ได้รู้จักว่าความกว้างไกลที่เรียกว่าสุดลูกหูลูกตาที่แท้นั้นเป็นเช่นนี้เอง
จำได้ว่าตอนเรียนอยู่มัธยม ๔ ตัดสินใจไปเข้าค่ายอนุรักษ์ที่รุ่นพี่ชมรมอนุรักษ์หลายมหา’ลัยจัดขึ้น เพียงเพราะชื่อสถานที่นั้นเย้ายวนใจ–“เขาสอยดาว” จ. จันทบุรี
แล้วก็เป็นเช่นนามที่เรียกขานนั้นจริง ยามข้างแรม ดาวบนฟ้าเหนือเขาสอยดาวดวงเล็กดวงน้อยหนาแน่นเต็มทุกกระเบียดนิ้ว แทบไม่มีพื้นที่ว่างบนท้องฟ้าที่จะไม่มีเม็ดดาว ยิ่งไปกว่านั้น ภูสูงแห่งนี้ยังทำให้รู้สึกประหนึ่งว่าดวงดาวอยู่ใกล้แสนใกล้เพียงเอื้อมมือคว้า
นับจากนั้นมาเราก็แวะเวียนไปท้องฟ้าจำลองอยู่บ่อยครั้ง หาซื้อแผนที่ดาวเก็บไว้หวังว่าวันหนึ่งจะได้เห็นดาวทุกกลุ่มในนั้น แล้วยังตัดสินใจสมัครเป็นสมาชิกชมรมดาราศาสตร์ฯ เพื่อรับข่าวสารจากดวงดาว
และแล้ว ชีวิตวัยเรียนที่ต้องคร่ำเคร่งกับตำราเตรียมสอบ ดูเหมือนจะถูกทิ้งไว้ข้างหลังทันทีหลังจากเอนท์ติดรั้วแม่โดม
นับจากนั้น ความฝันของเด็กเมืองกรุงคนหนึ่งก็เป็นจริง
ความฝันที่ว่าอยากเดินทางไปมองท้องฟ้าในหลากมิติต่างมุมมองในหลายสถานที่
และก็คงเป็นเฉกเช่นคนหนุ่มสาวในรอยต่อของยุคสมัย การออกเดินทางแสวงหาคุณค่าของชีวิตได้เริ่มต้นขึ้น
เริ่มจากเข้าร่วมชุมชนค่ายแบบ “เล็กนั้นงาม” ชักชวนกันไปใช้ชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติ สนทนาถึงความหมายของชีวิตระหว่างนอนดูดาวที่สวนฝากฟ้า ฉะเชิงเทรา (อันเป็นตำนานเคียงคู่มากับสวนฝากดิน) ที่ซึ่งนักแสวงหาต้องไปเยือนสักครั้ง
แน่นอน ยามใดได้ออกท่องโลกกว้าง สิ่งหนึ่งที่ไม่ลืมพกติดตัวไปด้วยเสมอก็คือแผนที่ดาว


รุ่นพี่คนหนึ่งที่รู้จักกันในค่ายสานแสงอรุณเคยบอกว่า วิธีดูดาวง่ายที่สุดคือให้หมายตาดวงดาวที่ชอบที่สุดนั่นละ เมื่อกางแผนที่ดาวจนรู้ตำแหน่งแล้ว เมื่อนั้นแหละเราก็จะจดจำมันจนเป็นหมุดหมายของท้องฟ้าเพื่อจะมองหาดาวกลุ่มอื่นๆ
วิหารแห่งดวงดาว ของคาราน กล่าวไว้ว่า “ดวงดาวหนึ่งดวงคุ้มครองมนุษย์ได้เพียงหนึ่งเดียว”
จำได้ว่าอ่านหนังสือเล่มนี้จบ เราก็เฝ้ามองหาดวงดาวประจำตน แล้วปักหมุดไว้กลางใจตลอดมา ประหนึ่งว่าดวงดาวคือมิตรที่แท้…แม้ทุกวันนี้จะมองไม่เห็นมันแล้วเหนือฟ้ากลางกรุง
หวนนึกถึงช่วงหนึ่งของชีวิต ก็เพราะใครบางคนถามขึ้นมาว่า เคยดูดาวบ้างหรือเปล่า
หากดูดาวในความหมายว่า มองผ่านกล้องดูดาวเห็นลึกไปถึงผิวดาว ก็คงต้องบอกว่าไม่เคยเลยสักครั้ง
แต่การดูดาวของแต่ละคนคงมีความหมายต่างๆ กันไปมิใช่หรือ
เช่นกันกับการมองท้องฟ้าในต่างเวลา ต่างสถานที่ ก็ให้ความรู้สึกแตกต่างกันไป
หากสำหรับเราแล้ว มีสิ่งหนึ่งไม่เคยเปลี่ยนคือ
…ท้องฟ้ายังเป็นเพื่อนยาก ดวงดาวยังเป็นมิตรแท้เสมอมา