“ผี” ในวงการหนังสือ ?

67395762_0vrhavh3_ghostwriter

(ภาพจาก: www.pbase.com/artshot/image/67395762)

สืบเนื่องจากกระทู้ในพันทิป http://www.pantip.com/cafe/library/topic/K7820934/K7820934.html ที่มีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นมากมาย น่าจะเป็นสิ่งสะท้อนอย่างหนึ่งว่า แท้จริงแล้ววงการหนังสือบ้านเรา มี “ผี” (Ghost) อยู่มากมาย

และไม่เฉพาะ “นักเขียนผี” (Ghost Writer) อย่างที่เราๆ รู้จักกันดีเท่านั้น ยังมี “นักแปลผี” (Ghost Translator) “บรรณาธิการผี” (Ghost Editor)  และ…ผี…ผี…ผี…อีกนับไม่ถ้วน

เป็น “ผี” ที่ยอมทุ่มเทพลังความสามารถทั้งหมดทั้งมวล เพื่อให้งานเขียน-งานแปลที่อยู่ในมือตัวนั้นมีคุณภาพสมแก่การตีพิมพ์ออกมาสู่มือผู้อ่าน

เป็น “ผี” ที่ทำงานของตนไปอย่างเงียบๆ  ไม่ประกาศตัวว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังหนังสือ “ดี” เล่มไหนๆ

ซึ่งท้ายสุดแล้วกลับเป็นว่า ยอมอุทิศตนเป็น “ผี” เพื่อให้ผู้เขียน-ผู้แปลที่มีชื่อเด่นหราอยู่บนปกนั้น ได้ทั้งเงิน ได้ทั้งกล่อง และมีอนาคตอันสดใสรออยู่

ส่วน “ผี” ก็ก้มหน้าก้มตาทำงานตรงหน้าของตนต่อไป โดยที่ได้แต่ปลงใจว่า แค่มีงานจากสำนักพิมพ์ป้อนให้ไม่ขาดสาย ฉันก็พออยู่รอดแล้ว

และสำนักพิมพ์จำนวนมากก็ชะล่าใจ คิดเพียงว่า “ผี” พวกนี้ยินยอมพร้อมใจจะทำงานให้ โดยมีค่าตอบแทนพอสมน้ำสมเนื้อ  จึงไม่ไยดีที่จะใส่เครดิตชื่อให้ด้วยอ้างว่า “ฉันจ่ายเงินให้เธอแล้วนี่ ถ้าไม่พอใจ ฉันไปจ้างคนอื่นก็ได้”

จากประสบการณ์ทำงานอยู่เบื้องหลังหนังสือมาก็ไม่ใช่น้อย ฉันอยากจะเป็นปากเสียงของ “ผี” ตนหนึ่ง ที่หวังจะเห็นวงการหนังสือบ้านเราก้าวหน้าไปในหนทางที่สร้างสรรค์และเป็นธรรม

ตัวฉันเคยทำงานกับสำนักพิมพ์แห่งหนึ่งซึ่งออกนิตยสารที่ในเวลานั้นถือได้ว่าเป็นหัวใหม่ แต่บัดนี้กลายเป็นนิตยสารชั้นนำมียอดสมาชิกพุ่งพรวด

แรกก็รู้สึกตะขิดตะขวงใจเล็กน้อยที่ชื่อกองบรรณาธิการมีเป็นสิบๆ ชื่อ แต่คนทำงานที่แท้กลับมีอยู่เพียง ๔ คน  แน่นอนเข้าใจได้ว่าการเกิดใหม่ของสำนักพิมพ์จำต้องอาศัย “ชื่อ” เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่คนอ่านหรือคนในวง

การด้วยกัน หากแต่นี่ก็เป็นความขุ่นข้องที่สั่งสมมาสำหรับคนทำงานกับคำถามที่ว่า ถึงเวลาปิดเล่มตีสองตีสาม กอง บ.ก. ที่มีเป็นสิบๆ ชื่อนั้นหายไปไหนหมด ?

และที่สำคัญ ไม่เคยมีการใส่ By line ให้แก่คนเขียนเรื่อง (ยกเว้นคนที่มีชื่อเสียงอยู่แล้ว และต้องการขายชื่อผู้เขียนมากกว่าขายเรื่อง)

แรกนั้นตัวฉันเองก็ไม่ใส่ใจเรื่องนี้มากนัก ด้วยเหตุที่เป็นแค่คนตัวเล็กๆ ไม่ได้ต้องการให้ชื่อเป็นที่รู้จักแก่ใคร  และด้วยความที่เป็นหนึ่งในคนทำงานที่ต้องตรวจแก้ต้นฉบับอยู่แล้ว จึงไม่ถือเป็นสาระสำคัญที่ต้องแสดงตัวเป็นเจ้าของเรื่อง

จนเมื่อลาออกจากสำนักพิมพ์มาถึงได้รู้แก่ใจตัวว่า เป็นความบกพร่องอย่างร้ายแรง เพราะไม่อาจยืนยันได้เลยว่าเรื่องที่ตนเขียนไปนั้นเป็นเรื่องที่ตนลงมือเขียนเองจริงๆ

โดยเฉพาะเมื่อมีคนพูดถึงผลงานของเราต่อหน้าเราแท้ๆ โดยที่เขาก็ไม่รู้ว่าใครเขียน  ช่างเป็นความกระอักกระอ่วนใจอย่างเหลือร้าย

และเมื่อต้องอาศัยผลงานในการสมัครงานที่อื่น ก็ต้องมานั่งเจ็บช้ำเอาเองว่า จะไปกล่าวอ้างได้อย่างไรว่างานชิ้นนี้เป็นของฉัน

ตราบกระทั่งเมื่อมีการนำบทความไม่มีชื่อนั้นไปพิมพ์รวมเล่ม ก็ไม่มีการให้เครดิตต้นทางอีกว่าใครเป็นผู้เขียน เนื่องเพราะจนบัดนี้ เมื่อสืบสาวกลับไปก็แน่ใจได้เลยว่า แม้แต่ บ.ก. ก็ไม่อาจตอบได้ว่า เรื่องนั้นๆ ใครเป็นผู้เขียน ?

ลิขสิทธิ์ตกอยู่แก่สำนักพิมพ์แต่เพียงผู้เดียว โดยที่ผู้เขียนที่แท้ไม่อาจรู้ได้เลยว่า งานของตนถูกนำไปใช้ซ้ำอีกกี่มากน้อย และที่สำคัญ ไม่มีการอ้าง “ชื่อ” เลยสักครั้ง

มีเรื่องทำนองนี้อีกมากในหมู่คนในวงการที่ฉันเคยได้ยินได้ฟังมา

ยกตัวอย่างหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ฉบับหนึ่งซึ่งเป็นที่รู้จักดีในหมู่เด็กจบใหม่ เพราะเป็นเวทีเปิดรับเด็กจบใหม่เข้าทำงานอย่างง่ายๆ  โดยเฉพาะผู้ที่อยากจะก้าวเดินบนเส้นทางสื่อสารมวลชน โดยไม่เกี่ยงว่าจะต้องจบสายอาชีพมาโดยตรง

รุ่นน้องที่ได้เข้าทำงานสมัยเรียนจบใหม่หมาดซึ่งปัจจุบันลาออกมานานแล้วเล่าให้ฟังว่า เหตุผลหนึ่งของการออกมาจากที่นั่นก็เพราะทางหนังสือพิมพ์ไม่สนใจให้เครดิตแก่คนทำงาน  แน่นอนว่าการรายงานข่าวโดยทั่วไปในหน้าหนังสือพิมพ์ย่อมไม่มี By line อยู่แล้วเพราะถือเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างแหล่งข่าว นักข่าว ซับเอดิเตอร์ บรรณาธิการ ฯลฯ  หากแต่หน้าข่าวที่เรียกว่าเป็น “สารคดีเชิงข่าว” ซึ่งโดยปรกติแล้วก็ย่อมต้องใส่ชื่อผู้เขียนเรื่อง กลับไม่ยอมใส่ by line ให้แก่เด็กจบใหม่  จะเพราะ “ฝีมือยังไม่ถึงขั้น” หรือต้องการ “เลี้ยงไว้ให้ภักดีต่อองค์กร” ก็ตามแต่ หากแต่นี้ถือเป็นสิ่งบั่นทอนพลังที่ทุ่มเทให้แก่งานชิ้นนั้นๆ เป็นอย่างมาก

ในขณะที่เด็กจบใหม่ก็ไม่อาจเรียกร้องสิ่งใดได้ แม้แต่ “เงิน” หรือกระทั่ง “ชื่อ”  เมื่อเขาลาออกไปแสวงหาอนาคตที่ดีกว่า ก็กลับเป็นว่าไม่มีเครดิตผลงานที่จะนำไปใช้สมัครงานที่อื่น เป็นได้แต่เพียงการ “กล่าวอ้าง” ซึ่งไม่น่าเป็นที่เชื่อถือนัก

อีกตัวอย่างไม่ได้เกิดแก่เด็กจบใหม่ หากแต่เกิดกับคนที่อยู่ในวงการมานานนม มีฝีมือรีไรต์งานขั้นเทพเป็นที่รู้กันในหมู่คนทำงาน

ด้วยเหตุที่เธอเป็นฟรีแลนซ์ เรียกได้ว่ารับงานอิสระทั่วราชอาณาจักร เรื่องชื่อเสียงจึงไม่มีผลแก่ตัวเธอนัก นอกเสียจากว่าจะทำให้เธอได้งานมากขึ้น

ปัญหาก็คือว่า ยิ่งมีฝีมือมาก ต้นฉบับที่ถูกจ่ายมาถึงมือเธอก็ยิ่ง “หิน” ไปตามกัน  แต่ค่าจ้างกลับไม่ได้ “อัป” ตามเนื้องานโหดหินนั้นเลย  กล่าวคือสำนักพิมพ์ก็ยังคงจ่ายค่า “บรรณาธิการเล่ม” เพียง ๒ %  ทั้งที่งานต้นฉบับนั้นด้อยคุณภาพอย่างที่เธอทำไปบ่นไปว่า ไร้สาระสิ้นดี !  ที่สำคัญคือ ไม่มีชื่อของเธอในฐานะ “บรรณาธิการเล่ม” ด้วยซ้ำ

สำนักพิมพ์ต้องการขายงานของ “นักเขียนหน้าใหม่” โดยหยิบต้นฉบับมาจาก “นิยายออนไลน์” ที่เช็กกระแสในเน็ตแล้วว่าน่าจะ “ขายดี” แน่ๆ  แล้วก็โยนภาระการปรับเปลี่ยนภาษา การแก้ไขสำนวนประโยค การตรวจสอบความถูกต้องสมเหตุสมผลของเนื้อเรื่องและตัวละคร ไปจนถึงการ “เขียนใหม่” ให้อ่านสนุกทั้งหมดนั้นให้แก่ฟรีแลนซ์ฝีมือดีที่เชื่อแน่ว่าจะไม่ทำให้หนังสือของสำนักพิมพ์เสียชื่อ

แน่นอนเมื่อหนังสือวางแผง นักเขียนผู้นั้นมีแฟนคลับมากมาย มีงานเปิดตัวตามมาเป็นกอง สำนักพิมพ์ได้ทั้งเงินได้ทั้งกล่อง  โดยที่ผู้อ่านหารู้ไม่เลยว่า ทั้งนักเขียนและสำนักพิมพ์อาศัยเหยียบบ่าคนที่เรียกว่าเป็น “ผี” ในสังกัด

นี่คือน้ำเนื้อแห่งการกดขี่ของวงการหนังสือบ้านเราชัดๆ

ในอดีต “ผี” ทั้งหลายยินดีจะไม่เปิดเผยตัวตน ด้วยซื่อสัตย์และให้เกียรติแก่เจ้าของเรื่อง

แต่ทุกวันนี้ ในยุคที่ใครๆ ต่างเรียกร้องหาตัวตน  “ผี” ที่ไม่เคยมีตัวตน ก็ยังถูกทำให้ไม่มีตัวตนอยู่วันยังค่ำ

ในอดีต นักเขียนหน้าใหม่กว่าจะมีชื่อขึ้นทำเนียบไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องอาศัยมีผู้ขัดเกลางานให้อย่างถึงพริกถึงขิง

สมัยนี้ นักเขียนหน้าใหม่เกิดเป็นว่าเล่น  แต่จะเป็น “ของจริง” หรือไม่ ผลงานเท่านั้นเป็นเครื่องพิสูจน์

Tags: , , , , , ,

11 Responses to ““ผี” ในวงการหนังสือ ?”

  1. oady says:

    ถ้าเป็นอย่างที่ว่ามา ก็น่าสงสารเด็กจบใหม่ๆ นะ เพราะคนที่อยากทำงานที่ชอบแล้วอยู่รอดได้ด้วย มีเยอะ งานก็ออกมาดี

  2. พาซีโซ says:

    หวัดดี เพื่อน… :mrgreen:

  3. pyramid says:

    พาซีโซ who is u? 🙄

  4. yuttipung says:

    มีด้วยหรือ Who is u ? ต้อง are สิ :mrgreen:

  5. แฟนสารคดี says:

    ปลาใหญ่กินปลาเล็ก

  6. นินี says:

    ยังไงก็ยังอยากทำงานฟรีแลนซ์ด้านรีไรต์อยู่ดีอะ
    ทำไงดี 🙄
    ปล.พล็อตที่จะเขียนก็มี แต่ไม่มีปัญญาถ่ายทอดให้สนุก
    แต่เรื่องการปรับแต่งให้สวยงาม+ดูดี อันนี้พอไหว

  7. เนรัญชรา says:

    เข้าใจ..เข้าใจเป็นอย่างดี
    เป็นกำลังใจค่ะ
    ทำงานในสิ่งที่ตนเองรักต่อไป

  8. โตรตราย says:

    โฮ …. อย่าว่าแต่สมัยโน้นเลยบางสำนักพิมพ์สมัยนี้ก็ใช่ย่อย

  9. เข้ามาอ่าน แต่ไม่ขอแสดงความเห็นครับผม

  10. แล้วจะให้ทำอย่างไร

  11. ทำสำเนา สีแล้วก็ขาวดำ ปริ้นงาน เข้าเล่ม ราคาดี ทันเวลา ตามสัญญา มีโปรฯพิเศษสำหรับลูกค้าที่พิมพ์เยอะมากๆ มีบริการรับส่งถึงที่

Leave a Reply