ชีวิตและความตายของวนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์

6,294 views

mod2.gif

พ่อของมด หรือวนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์ ได้เคยบอกกับผู้เขียน หลังจากทราบว่าลูกสาวคนโตป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย และไม่มีทางรักษาแล้วว่า
” ลูกสาวคนนี้ ลำบากมาตลอดชีวิต”


มดป่วยเป็นโรคร้ายมานานแล้ว

ประมาณปี ๒๕๔๗ มดเคยบอกเพื่อนสนิทว่า คลำเจอก้อนเนื้อบริเวณหน้าอก เพื่อนได้บอกมดให้ไปตรวจร่างกาย แต่ช่วงเวลานั้น เธอต้องเดินทางขึ้นเหนือล่องใต้

ไปพบปะพี่น้องคนจนทั่วประเทศที่ขอคำปรึกษาในการแก้ปัญหาความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้น

คนทั่วไปอาจจะทราบว่า มดทำงานต่อสู้เคียงข้างชาวบ้านปากมูน เพื่อเรียกร้องสิทธิอันชอบธรรมมาตลอดระยะเวลาสิบกว่าปี

แต่หลายคนคงไม่ทราบว่า เธอเข้าไปช่วยเหลือ ให้คำปรึกษาชาวบ้านที่ต่อสู้กับความไม่ชอบธรรม ไม่ว่ากรณีท่อก๊าซปตท.ที่กาญจนบุรี สงขลา กรณีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่บ่อนอกและบ้านกรูด กรณีการสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น เขื่อนสาละวิน เขื่อนสิรินธร ไปจนถึงบรรดาผู้ป่วยจากมลพิษในโรงงานอุตสาหกรรม ฯลฯ จนสามารถรวมตัวเป็นองค์กรชาวบ้านเข้มแข็งที่สุดในนามของสมัชชาคนจน

พี่มดไม่เคยปฏิเสธคนเหล่านี้ที่มาขอคำปรึกษาในการเคลื่อนไหวเรียกร้องความชอบธรรม แม้กระทั่งเจ้าหน้าที่ของรัฐเอง

ผู้เขียนจำได้ดีว่า เมื่อหลายปีก่อนที่ชาวบ้านบ่อนอกประท้วงโดยการปิดถนน รองอธิบดีกรมตำรวจคนหนึ่งได้โทรศัพท์ทางไกลมาหาพี่มด เพื่อขอร้องให้เป็นตัวกลางไปช่วยเจรจากับชาวบ้าน

จากบ้านไปอยู่อีสานนานหลายเดือน กลับมาบ้านเห็นหน้าพ่อแม่ได้ไม่กี่ชั่วโมง เที่ยงคืนนั้นเธอก็เก็บเสื้อผ้าเตรียมลงใต้อีกครั้งหนึ่ง เพื่อช่วยเหลือทั้งฝ่ายรัฐและฝ่ายชาวบ้าน

ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนนี้ ได้ทำให้คนยากคนจนจำนวนมากที่เคยเกรงกลัวเจ้าหน้าที่บ้านเมือง ที่เคยตัวสั่นงันงกเมื่ออยู่ต่อหน้าบุคคลในเครื่องแบบ ได้รู้สึกถึงสิทธิในความเป็นคนที่เท่าเทียมกัน กล้าลุกขึ้นมาเรียกร้องความถูกต้อง กล้าพูดจาตอบโต้บุคคลระดับผู้ว่าราชการจังหวัดไปถึงระดับรัฐมนตรีอย่างไม่หวั่นเกรง

ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนนี้ เคยถูกคู่กรณีที่เขื่อนปากมูน ใส่ร้ายป้ายสีว่าเป็นเมียน้อย กระทั่งพิมพ์ใบปลิวร่อนไปทั่วเมืองอุบลกล่าวหาว่าเป็นชู้กับผู้นำชาวบ้าน และรับเงินต่างชาติมาเคลื่อนไหว ไม่ให้เมืองไทยมีการพัฒนา

ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนนี้ได้รับการทาบทามจากตัวแทนของมูลนิธิแม็กไซไซ เพื่อเสนอชื่อให้มดได้รับรางวัลแม็กไซไซเมื่อห้าปีก่อน แต่มดปฏิเสธ บอกว่าผู้สมควรจะได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้คือกลุ่มชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อน

หลายปีก่อนน้องชายคนหนึ่ง ได้มอบรถแวนโตโยต้าสีขาวเก่า ๆ คันหนึ่ง เพื่อสนับสนุนการทำงานของพี่สาว ปรากฏว่าคู่กรณีไปปล่อยข่าวออกตามวิทยุกระจายเสียงว่า นังวนิดาเอาเงินที่ได้จากต่างชาติไปออกรถแกรนด์เชอโรกีสีขาว ป้ายแดงคันละหลายล้านบาท

ผู้หญิงคนนี้มีพ่อเป็นเพื่อนรุ่นน้องนายธนาคารที่ชื่ออุเทน เตชะไพบูลย์ เป็นคนกรุงเทพฯ เกิดโรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน อาศัยอยู่บนถนนสีลมตั้งแต่เด็ก และเรียนโรงเรียนอัสสัมชัญศึกษาตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ – มัธยมศึกษาปีที่ ๓ ก่อนมาจบระดับมัธยมปลายที่โรงเรียนสตรีมหาพฤฒาราม

แม้ว่าพ่อจะเป็นเจ้าของโรงงานยากันยุงขนาดเล็ก แต่กิจการในช่วงหลังไม่ค่อยดี และยังต้องส่งเสียลูก ๆ ให้เรียนหนังสือ ๗ คน มดในฐานะลูกสาวคนโตจึงต้องคอยเลี้ยงดูน้อง ๆ ที่ยังเล็กอีก ๕ คน แม้ว่าในขณะนั้นเธอได้เข้าร่วมทำกิจกรรมทางการเมือง ในระหว่างเป็นนักเรียนช่วงเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖

ปีพ.ศ. ๒๕๑๗ มดสอบเอ็นทรานซ์ติดคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่สามปีแรกในชีวิตมหาวิทยาลัย เธอเป็นเด็กกิจกรรมแถวหน้าสุด ไปเคลื่อนไหวเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับกรรมกรตามโรงงานต่าง ๆ โดยเฉพาะคนงานโรงงานผลิตกางเกงฮาร่า จนถูกตำรวจจับติดคุกหลายวัน

วันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ เมื่อกระทิงแดงและตำรวจบุกเข้ามามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มดเป็นนักศึกษาคนแรก ๆ ที่ทางการหมายหัว ต้องการตัวมากที่สุด แต่โชคดีที่พรรคพวกเอาตัวไปซ่อนไว้ในบ้านแห่งหนึ่งแถวท่าพระจันทร์ ก่อนที่มดจะตัดสินใจเข้าป่าเช่นเดียวกับเพื่อนนักศึกษาหลายพันคน

สามปีกว่าผ่านไป มดออกจากป่า กลับมาเรียนหนังสือต่อ และย้ายมาเรียนจนจบคณะรัฐศาสตร์ แต่เป็นช่วงเวลาที่พ่อถูกจับ ถูกฟ้องล้มละลาย เพราะไปเซ็นเช็คค้ำประกันให้กับเพื่อน มดและพี่น้องคนอื่นต้องช่วยทำงานหาเงินมาใช้หนี้ มดทำงานทุกอย่างตั้งแต่เป็นแม่ค้าหาบเร่ เป็นไกด์บริษัททัวร์ ขายประกันชีวิต เพื่อหาเงินให้กับครอบครัว

พอมรสุมร้ายในครอบครัวผ่านไป หนี้สินหมดไป พี่น้องเริ่มมีฐานะ มดในวัยสามสิบต้น ๆ ผู้มีแววจะประสบความสำเร็จในเชิงธุรกิจ ได้ตัดสินใจละทิ้งความสุขสบายส่วนตัว กลับไปทำงานกับคนยากคนจนตามความเชื่อ ตามอุดมคติอีกครั้งหนึ่ง

ความเชื่อที่ว่า ความยากจนไม่ได้เกิดจากเวรกรรม แต่เกิดจากความไม่เป็นธรรม

มดไม่ได้ต่อสู้เพื่อคนจนเพียงอย่างเดียว แต่มดปลุกให้คนจนลุกขึ้นต่อสู้กับความไม่ชอบธรรม

มดเป็นเอ็นจีโอไม่กี่คนที่นอนกลางดิน กินบนพื้นถนน และเดินทางด้วยรถไฟชั้นสามกับชาวบ้าน

มดเป็นเอ็นจีโอไม่กี่คน ที่กล้าทำงานร้อน เสี่ยงต่อการถูกจับ และถูกใส่ร้ายป้ายสี

มดตกเป็นผู้ต้องหาร่วมกับชาวบ้านหลายคดี โดยมีการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยเป็นโจทก์ และยังถูกอดีตผู้ว่ากทม.และหัวหน้าพรรคการเมืองในปัจจุบัน ฟ้องข้อหาหมิ่นประมาท

มดยังเคยถูกนักข่าวอาวุโส ผู้เป็นขาใหญ่ประจำทำเนียบรัฐบาลด่าประจานต่อหน้าคนอื่น ๆ ว่า เป็นพวกรับเงินต่างชาติมาบ่อนทำลายประเทศ

แต่มดก็อดทนมาโดยตลอด ด้วยความเชื่อว่า การต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงปัญหาเชิงโครงสร้างนั้น ต้องใช้เวลาอันยาวนาน

สามสิบกว่าปีที่ผ่านมา มดไม่เคยเปลี่ยน ยังแบกรับปัญหาของคนยากคนจนมาโดยตลอด ขณะที่เพื่อน ๆ ฝ่ายซ้ายหลายคนเป็นนักธุรกิจ หลายคนกลายเป็นนักการเมือง เป็นรัฐมนตรี

ก่อนการเลือกตั้ง คนเหล่านี้รับปากที่จะช่วยเหลือคนจนทุกเรื่อง แม้กระทั่งเดินมากินส้มตำกับชาวบ้านปากมูนหน้าทำเนียบ แต่พอมีอำนาจขึ้นมา นักการเมืองทุกพรรคทำเหมือนกันหมด

คืออยู่เคียงข้างฝ่ายราชการ ทำให้องค์กรชาวบ้านแตกแยก ทำให้ขบวนการของคนจนอ่อนแอให้มากที่สุด และกล่าวหาว่า มดเป็นนายหน้าค้าความจน

แต่มดก็ยังยืนหยัดในสิ่งที่ตัวเองเชื่อมาโดยตลอด มดไม่ยอมแพ้ ไม่ยอมจำนนง่าย ๆ พาชาวบ้านต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมครั้งแล้วครั้งเล่า แม้ว่าสุขภาพจะทรุดหนักลงเรื่อย ๆ

กระทั่งเมื่อปลายเดือนมีนาคม ๒๕๔๙ มดได้บอกกับน้องชายคนสุดท้องว่า ร่างกายไม่ไหวแล้ว ให้พาไปโรงพยาบาล และหมอได้ตรวจพบว่า เธอป่วยเป็นมะเร็งเต้านมระยะสี่ และชนิดของมะเร็งเป็นชนิดที่ดื้อยามากที่สุด จึงเข้ารับการรักษาด้วยเคมีบำบัด ร่วมกับการผ่าตัดและการฉายรังสีซ้ำจนอาการดีขึ้นในช่วง ๓-๔ เดือนถัดมา

มดไม่ได้บอกใคร ด้วยเกรงว่าจะมีคนเป็นห่วง พยายามรักษาตัวอย่างเงียบ ๆ ที่บ้านน้องชายร่วมสองปี

ช่วงหลังมดมีอาการไอถี่ๆ ขึ้น พี่น้องจึงพามาพบแพทย์ และได้ตรวจพบว่าโรคร้ายมีการแพร่กระจายไปที่ปอดทั้งสองข้าง ราวเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๐ มดได้รับ

การรักษาด้วยเคมีบำบัดในโครงการทดลองยาเคมีบำบัดตัวใหม่ล่าสุดจากสหรัฐอเมริกา ที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์

ภายหลังการใช้ยามากว่า ๗ เดือน พบว่าเซลล์มะเร็งในปอดโตขึ้น จึงได้ตัดสินใจร่วมกับแพทย์ยุติการรักษาด้วยการใช้ยาเคมี เมื่อ ๑๔ พฤศจิกายนที่ผ่านมา

ช่วงหลังมดเริ่มมีอาการน้ำท่วมปอด หายใจลำบาก เหนื่อยง่าย ไม่สามารถเอนตัวนอนได้ แพทย์ได้เจาะเอาน้ำในปอดทั้งสองข้างออกเป็นระยะ และพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลรามาธิบดี แต่อาการกลับทรุดลงตามลำดับ จำเป็นต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ และสื่อสารด้วยการพยักหน้าหรือส่ายหน้าได้

อาทิตย์สุดท้ายมดยังอดทนต่อสู้กับโรคร้าย เพื่อไม่ให้พ่อแม่พี่น้องที่สู้เพื่อช่วยชีวิตของมดมาโดยตลอดต้องผิดหวัง

ก่อนเที่ยงของวันที่ ๖ ธันวาคม ความดันของมดลดต่ำลงมาก ชีพจรเต้นแผ่วเบา พ่อแม่ผู้จับมือลูกอยู่ข้างเตียงโดยตลอด มากระซิบข้างหูลูก บอกว่าไม่ต้องเป็นห่วงพ่อแม่ พี่น้องทุกคนดูแลเป็นอย่างดี

ไม่กี่นาที มดจากไปด้วยความสงบเป็นนิรันดร์

คนโบราณเคยพูดว่า

น้ำตาของลูกเมื่อพ่อแม่ตาย จะไม่มากเท่ากับน้ำตาของพ่อแม่เมื่อเห็นลูกตาย

แม่กอดลูก ร่ำไห้อย่างไม่อายฟ้าดิน

ดวงตาของพ่อแดงก่ำ และพูดว่า

มดไปสวรรค์แล้ว

ธันวาคม 25 2007 04:55 pm | สังคม-การเมือง

16 ความเห็น ต่อ “ชีวิตและความตายของวนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์”

  1. เพื่อนธรรมศาสตร์ on 27 Dec 2007 at 7:02 pm #

    ด้านหนึ่งเราเห็นมดเป็นปลายหอกของนักสู้ เป็นหลักหินของคนยาก อีกด้านหนึ่งเราเห็นมดเป็นหญิงผอมบางที่ยิ้มซื่อ เป็นเพื่อนที่จริงแท้ มองขึ้นไปเราเห็นมดที่อ่อนน้อม มองลงมาเราเห็นมดที่ไม่เคยหวาดหวั่น

    มดเป็นที่รัก และอยู่ในใจของเราเสมอ

  2. Klangka' on 29 Dec 2007 at 8:34 pm #

    ขอแสดงความเสียใจ และไว้อาลัยให้พี่มดด้วยครับ

  3. คนคู่ on 07 Jan 2008 at 12:38 pm #

    แด่ วนิดาหญิงสู้ผู้กล้าแกร่ง
    เธอ คือแรงผลักดันอันกล้าหาญ
    ผู้ อยู่เคียงข้างธงอุดมการณ์
    จาก แรงงานถึงหมู่ประชาชน
    ไป เถิดไปให้พ้นอคติ
    สู่ ความจริงแห่งจิตที่คิดหมาย
    สรวง สรรค์แห่งสิทธิ์ทั้งหญิงชาย
    สวรรค์ สายแห่งธรรมนิรันดร์

  4. บุษบาบัณ on 18 Jan 2008 at 4:14 pm #

    ขอแสดงความเสียใจกับ ครอบครัวตันติวิทยาพิทักษ์

    ต่อชาวบ้านอีกหลาย ๆ คน

    รวมทั้งขอแสดงความเสียใจต่อสังคมไทย

    ที่ได้สูญเสีย “คนดี” ไปอีกหนึ่งคน

    ความดีของเธอจะจารึกในใจเรานานเท่านาน

  5. วรรณ (มธ.) on 24 Jan 2008 at 4:24 pm #

    เสียใจด้วยจริงๆนะ จอบ แต่พี่เค้าคงไปสบายแล้ว ยังไงความดีของพี่มด คงจะจารึกในใจชาวบ้านหลายๆคนอีกนานเท่านาน

  6. จ๊วต on 03 Apr 2008 at 3:32 am #

    เสียใจด้วยกับการจากไปของพี่สาวคุณจอบ เชื่อว่าเธอจะเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่คนรุ่นหลัง จ๊วตเองครับ

  7. เอื้อเองจ้ะ on 01 Oct 2008 at 9:50 am #

    พี่มดได้ใช้ชีวิตที่คุ้มค่า แล้วค่ะ การกระทำของพี่มด ที่อยู่เคียงข้างประชาชนผู้ทุกข์ยาก ตลอดชีวิตของเธอ เป็นชีวิตที่เต็มไปด้วยความเสียสละ น่าสรรเสริญ ภูมิใจที่มีคนดีๆอย่างพี่มดที่เป็นรุ่นพี่ธรรมศาสตร์ นับถือพี่และครอบครัวพี่ด้วยค่ะ

  8. ,kot on 13 Aug 2010 at 9:24 pm #

    ขอให้ไปดีอย่าได้ห่วงในสิ่งที่อยู้เบื้องหลัง
    พี่มดจะยังอยู่ในความรู้สึกนึกคิดของเราตลอดไป

  9. savy on 07 Sep 2010 at 9:28 am #

    คุณค่าของคนคือเมื่อเรานึกถึงคนๆนั้นแล้วเราไม่มีข้อกังขาใดๆเลยในตัวของเขา ไม่มีข้อสงสัย เชื่ออย่างสนิทใจ

  10. lung.mouk on 13 Sep 2010 at 11:38 pm #

    ลุงก็ขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัว ตันติวิทยาพิทักษ์ ด้วยนะครับ 😥

  11. นิดา on 06 Dec 2011 at 1:23 pm #

    ยังระลึกถึงความดีของพี่มดอยู่เสมอคะ

  12. เปี๊ยก on 06 Dec 2012 at 9:57 pm #

    ไม่ได้รู้จักเป็นส่วนตัวครับ แต่อ่านงานแล้วขอคารวะด้วยใจจริง

  13. สุรีพันธุ์ เสนานุช on 07 Dec 2012 at 4:52 pm #

    ชีวิตและการยืนหยัดเพื่อคนด้อยโอกาสของเธอควรได้รับการเล่าขาน ส่งต่อรุ่นหลัง เพื่อเป็นแบบอย่างว่าครั้งหนึ่งยังมีหญิงสาวผู้สละตนได้ถึงเพียงนี้ แล้วเราจะไม่ละอายกันบ้างหรือที่ยังคงแย่งยื้อ ถือดีเพื่อตัวเอง

  14. วัน on 05 Jan 2013 at 11:41 pm #

    คนที่เป็นรัฐบาลแต่ละยุคยังเสียสละไม่ได้แค่ 1 ใน 100 ของเธอ ถ้าผู้นำของชาติไทยมีความตั้งใจและหวังดีอย่างจริงใจต่อประชาชนคนไทย ประเทศเราคงไม่ต้องขายชาติกินอย่างทุกวันนี้ ตอนนี้ของดี ๆ เรามีไว้ให้ทุนต่างชาติ คนไทยคอยเป็นขี้ข้าเขา เพราะเรามีผู้นำเลว สมองน้อย เห็นแต่พวกพ้อง ไร้ยางอาย คิดอายเด็กสาวคนนี้บ้างไหม

  15. แบด on 07 Dec 2016 at 10:11 am #

    อ่านแล้วน้ำตาซึมค่ะพี่ เสียใจด้วยนะคะ

  16. ปิยพรรณ ตันติวุฒิพงศ์ on 08 Dec 2016 at 6:01 am #

    ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งไปยังครอบครัวตันติวิทยาพิทักษ์ด้วยค่ะ

Trackback URI | Comments RSS

ร่วมแสดงความคิดเห็น