browser icon
You are using an insecure version of your web browser. Please update your browser!
Using an outdated browser makes your computer unsafe. For a safer, faster, more enjoyable user experience, please update your browser today or try a newer browser.


คุณลุงและรอยสัก

Posted by on มีนาคม 7, 2009

บ้านแบบห้องแถว ก่อด้วยอิฐฉาบปูน ตั้งอยู่หัวมุมถนนอันสงบเงียบ ประตูไม้บานสีเขียว ที่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปกี่วันก็เปิดอ้าซ่า

ชายชราคนนั้นยังดื่ม ดื่มจนเมามาย คล้ายว่าวันเวลาสามารถฆ่าให้หมดไปได้ด้วยฤทธิ์สุรา

เรื่องระหว่างผมกับเขาเกิดขึ้นช่วงเวลาสั้นๆ ที่ริมสี่แยกซึ่งถนนเจ้าอนุตัดกับถนนขุนบูลม กลางนครหลวงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

นักเดินทางคนหนึ่งบอกว่าระหว่างเดินทางต้องใช้สัญชาตญาณมากกว่าที่คิด

ใช้เพื่ออ่านคน อ่านสิ่งแวดล้อมและสถานการณ์ฉับพลันที่พร้อมเข้ามาจู่โจมเราทุกเมื่อ

ความจริงเรื่องนี้ไม่มีข้อยกเว้นแม้แต่ในประเทศลาว

ลาว – – ประเทศซึ่งไม่ได้มีแค่ความงามของผู้คนและสถานที่ท่องเที่ยว หากแต่มีประวัติศาสตร์บางหน้าที่ไม่เคยถูกบอกเล่าในนามของหัวข้อที่ “ห้ามพูด” เพื่อรักษาไว้ซึ่งความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศในยุคปัจจุบัน

 

dscf4412bwg

– 1 –

สายวันนั้น ดูจากสีหน้าท่าทางแล้ว ผมประเมินว่าชายชราต้องเมามาไม่ต่ำกว่าสามชั่วโมง

ตามมารยาทผู้มาเยือน เมื่อเจ้าของบ้านใจดีเชื้อเชิญถึงขนาดนี้ก็จำต้องนั่งลงริมวงสุรากลั่นที่ใสหยั่งกับน้ำเปล่า (ทั้งที่ตนเองไม่นิยมเสพสุราบ่อยนักถ้าไม่ถึงวาระจริงๆ)

ชายชราพูดภาษาไทยชัดเจน ผมเดาว่าท่านคงมีญาติโกโหติกาอยู่ทางอีสานบ้านเราซึ่งก็เป็นเรื่องปรกติเพราะแต่ดั้งเดิมคนแถบนี้กินดอง (แต่งงาน) สานสายสัมพันธ์กันก่อนพรมแดนสมัยใหม่จะโผล่ขึ้นบนแผนที่เสียอีก

สักพัก ก็คล้ายกับมีแม่เหล็กมาดึงดูดผมให้ไม่อยากไปไหนต่อ

ชายชราเล่าเรื่องเมืองลาวสมัยก่อนเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองเป็นคอมมิวนิสต์ในปี 1975/2518 

“ผมรบอยู่แถบเชียงขวาง (ภาคเหนือของลาวติดกับเวียดนาม) ตายกันเป็นเบือ สุดท้ายก็ถูกจับแล้วก็ถูกส่งไปสัมมนาอยู่ 9 ปี ลำบากมาก โดนบังคับให้ทำนา ใช้แรงงานอยู่นาน ก่อนจะถูกส่งกลับมาบ้าน”

แม้จะมีอาการมึนเมา แต่แววตานั้นบอกผมว่าสิ่งที่แกพูดนั้นเป็นเรื่องจริง

ประวัติศาสตร์หน้าที่ผมไม่เคยได้เรียนในสมัยประถม มัธยม หรือแม้กระทั่งในห้องเลคเชอร์ของมหาวิทยาลัยพรั่งพรูออกมาจากชายชรา

 

– 2 –

เวียงจันทน์ ปลายทศวรรษ 1960/2510

กระแสธารประวัติศาสตร์นำลาวเข้าสู่จุดที่ความขัดแย้งภายในเขม็งเกลียวขึ้นสู่จุดสูงสุด ความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลลาวฝ่ายขวากับกองกำลังของแนวลาวรักชาติกำลังดำเนินไปถึงขั้นใกล้แตกหัก

เชียงขวาง แขวง (จังหวัด) ที่มีพรมแดนติดต่อกับภาคเหนือเวียดนามกลายเป็นสมรภูมิรบที่รุนแรงที่สุดแห่งหนึ่งในอินโดจีน ด้วยกองทัพฝ่ายดำเนินนโยบายเป็นกลางได้ถูกขับพ้นไปจากทุ่งไหหิน เหลือแต่การต่อสู้ระหว่างกำลังของรัฐบาลราชอาณาจักรลาวที่ได้ทุนสนับสนุนจากซีไอเอและเครื่องบินทิ้งระเบิดอเมริกัน กับกองกำลังแนวลาวรักชาติ (คอมมิวนิสต์) ที่หนุนหลังโดยเวียดนามเหนือและจากโซเวียตผู้นำโลกคอมมิวนิสต์เวลานั้น

ทุ่งไหหิน บริเวณที่เต็มไปด้วยไหหินยักษ์นับพันนับหมื่นใบเรียงราย ไฟสงครามถูกโหมกระหน่ำโดยที่สังคมโลกไม่รู้ ด้วยสนามรบในลาวเป็นสงครามลับ (Secret War) เป็นสนามรบรองที่มีสนามรบหลักอยู่ในเวียดนามที่ถูกแบ่งเป็นเหนือและใต้ในขณะนั้น

จากการศึกษาของศาสตราจารย์แกรนท์ อีแวนส์ ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์ลาวระบุว่าช่วงเวลาดังกล่าวมีทหารไทยไปรบร่วมกับอเมริกาในฐานะทหารรับจ้างราว 18,000 คน โดยถือเป็นกำลังหลักที่ช่วยนายพลวังเปา – -นายพลชาวม้งที่ซีไอเอสนับสนุนรบกับทหารเวียดนามเหนือ

แต่ทว่า กำลังของวังเปานั้นถดถอยลงเรื่อยๆ จากการที่ชาวม้งเสียชีวิตไปจำนวนมากในสนามรบประกอบกับที่สหรัฐอเมริกากระแสการต่อต้านสงครามเวียดนามพุ่งขึ้นสูง ทำให้รัฐบาลสหรัฐถูกกดดันจากประชาชนของตนเองให้ค่อยๆ ถอนตัวออกจากหล่มสงครามในอินโดจีนที่ทำให้ลูกหลานของคนอเมริกันต้องตายไปนับพัน

เครื่องบินทิ้งระเบิดสหรัฐใช้อุดรธานีเป็นฐานบินไป “ทิ่ม” (ทิ้ง) ระเบิดในลาวทุกวันนับพันเที่ยว โดยเฉพาะในแขวงเชียงขวาง ทุกหย่อมหญ้าลุกเป็นไฟจากจำนวนระเบิดตลอดสงครามกว่า 3 ล้านตันที่ทิ้งแบบ “เหมารวม” (ไม่สนใจที่ตั้งทางทหารหรือพลเรือน) ซึ่งทั้งหมดมากกว่าระเบิดที่สหรัฐทิ้งในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

ในสงครามระหว่างค่ายโลกเสรีกับคอมมิวนิสต์ ชะตากรรมของคนจำนวนมากสูญหายไปอย่างเงียบๆ

คนที่เจ็บปวดที่สุดคือประชาชน และเจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อยที่ต้องทำตามคำสั่งระหว่างศึกอุดมการณ์

ชีวิตลุงบุญมี (ถ้าแกไม่เมาแล้วเล่าผิด) คือหนึ่งในหลายชีวิตที่อยู่ท่ามกลางสงครามครั้งนั้นในฐานะทหารลาวฝ่ายพระราชอาณาจักร และสนามรบที่แกไม่ลืมก็คือการรบที่ทุ่งไหหิน

ลุงบอกว่าการสู้รบกินเวลายาวนานดั่งไม่รู้จบ จนปี 1975 รัฐบาลลาวซึ่งขณะนั้นเป็นรัฐบาลผสมนำโดยเจ้าสุวรรณภูมา เพลี่ยงพล้ำยอมทำอนุสัญญาตั้งรัฐบาลร่วมกับแนวลาวรักชาติโดยเป็นฝ่ายเสียเปรียบทุกประตู

ตรงกับที่ศาสตราจารย์แกรนท์เขียนถึงสถานการณ์ดังกล่าวไว้ว่า 

“รัฐมนตรีทุกคน (ของรัฐบาลฝ่ายพระราชอาณาจักร) จะมีรัฐมนตรีช่วยจากอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งจะมีอำนาจยับยั้งคำสั่งใดๆ ของรัฐมนตรี ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นคือแนวลาวรักชาติสามารถบงการให้ระบบบริหารราชการของรัฐบาลหยุดชะงักได้ตลอดเวลาที่ตนต้องการ” ที่สำคัญคือ “กองกำลังปะเทดลาว (คอมมิวนิสต์) จะได้เคลื่อนเข้าสู่หลวงพระบางและเวียงจันทน์เพื่อเข้าร่วมสมทบกองกำลังตำรวจประสม แต่ทางฝ่ายราชอาณาจักรลาวมิได้มีโอกาสเข้าไปยังเขตยึดครองของอีกฝ่ายหนึ่ง…”

ทั้งนี้ในอนุสัญญายังระบุว่ากองทหารต่างชาติต้องถอนตัวออกไป

ในทางหนึ่งผลของมันคือ ทหารสหรัฐและทหารรับจ้างไทยต้องถอนกำลัง

แต่อีกทางหนึ่ง ทหารเวียดนามเหนือนั้นไม่มีการยืนยันว่าถอนตัวออกจากลาวหรือไม่

ระหว่างนี้ กองกำลังนายพลวังเปาซึ่งส่วนมากเป็นทหารม้งปะทะกับทหารฝ่ายเวียดนามเหนือเป็นระยะจนในที่สุดเดือนธันวาคม 1975/2518 “แนวลาวรักชาติ” หรือ “กองกำลังปะเทดลาว” หรืออีกนัยหนึ่ง “คอมมิวนิสต์” ก็ครอบงำระบบบริหารราชการทั้งหมดได้

ประกอบกับสถานการณ์ในประเทศเพื่อนบ้านมาถึงจุดแตกหัก เวียดนามเหนือเข้ายึดกรุงไซ่ง่อนได้ในวันที่ 30 เมษายน 2518 สิงหาคมปีเดียวกันเขมรแดงยึดกรุงพนมเปญ บังคับประชาชนออกสู่ชนบท นำลัทธิคอมมิวนิสต์สุดขั้วมาใช้จนเกิดตำนาน “ทุ่งสังหาร” (Killing Field) จนคนกัมพูชาตายนับล้านจากการทำงานหนักในชนบท

แรงกดดันจากฝ่ายซ้ายทำให้พระเจ้าสว่างวัฒนากษัตริย์ลาวลงนามในพระราชบัญญัติยุบสภาแห่งชาติโดยไม่มีการระบุเวลาเลือกตั้งใหม่

นักการเมือง นักการทหารและปัญญาชนลาวจำนวนมากลี้ภัยไปนอกประเทศ

สถานการณ์เลวร้ายลงจน “ขณะนั้นเจ้ามหาชีวิตลาวทรงอยู่ระหว่างการเสด็จเยือนแขวงหัวพัน เจ้าสุภาณุวงศ์เป็นผู้นำเสด็จ และพวกปะเทดลาวก็เสแสร้งว่าเคารพนับถือพระองค์ ผู้ทรงอดทนฟังเพลงปลุกใจที่ฝ่ายประเทดลาวขับร้องต้อนรับ เมื่อพระองค์เสด็จกลับมายังหลวงพระบางการรัฐประหารเงียบในเวียงจันทน์ก็สิ้นสุดลงแล้ว”

สิ่งที่ไม่เคยถูกบอกเล่าคือคนฝ่ายรัฐบาลพระราชอาณาจักรจำนวนมากถูกนำตัวไป “สัมมนา” ในค่ายกักกัน  โดยที่ไม่มีการคำนึงถึง “สิทธิมนุษยชน” ให้สมกับคำว่า “ปลดปล่อยประเทศ” ให้มี “สันติภาพ เอกราช ประชาธิปไตย เอกภาพ วัฒนาถาวร”  และยังยุบสื่อมวลชนเสรีทั้งหมดที่เริ่มเติบโตขึ้นมาในลาวช่วงทศวรรษที่ 1960/2503

“ลูกเมียลุงตอนนี้อยู่ต่างประเทศ”

“แล้วทำไมลุงไม่ตามไป”

“บ้านลุงอยู่ที่นี่”

ลุงยังบอกว่าในค่ายกักกันนั้นมีความพยายาม “ล้างสมอง” คนที่ไม่เชื่อลัทธิคอมมิวนิสต์ บังคับให้ทำงานหนักและมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนทุกอย่าง

ไม่เคยมีข้อมูลเปิดเผยว่าคนลาวฝ่ายตรงข้ามกับ “พรรคประชาชนปฏิวัติลาว” ตายด้วยวิธีการนี้กี่คน

ตรงกับที่ศาสตราจารย์แกรนท์ระบุว่า “ฝ่ายปะเทดลาวบอกพวกเขา (นายพลและนายทหารของราชอาณาจักรลาว) และภรรยาว่า พวกเขาจะต้องจากบ้านไปเป็นเวลาไม่กี่เดือน แต่ความจริงหลายคนต้องจากไปนานเป็นสิบปี สิบห้าปี และบางคนไม่เคยได้กลับมาหาครอบครัวอีกเลย”

มันทำให้ผมนึกถึงเหตุการณ์บางอย่างที่ผมพบระหว่างหลงเข้าไปในเขตบางเขตของลาว ซึ่งต้องจ่ายเงินค่าคอรัปชั่น รวมถึงอดทนต่อการปฏิบัติตัวของเจ้าหน้าที่ลาวที่ได้ชื่อว่าเป็น “สมาชิกพรรค”เพื่อเอาชีวิตรอดออกมา

 

– 3 –

เวียงจันทน์ ปลายปีพุทธศักราช 2551

ลุงบุญมีถลกแขนเสื้อขึ้นโชว์รอยสักที่อ่านทับได้ว่า “ฮันโด่ย” ซึ่งผมคาดว่าน่าจะมีอะไรบางอย่างเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมอเมริกันหรือเป็นผลพวงหนึ่งจากสงคราม

“เฮาบอกคนอื่นๆ ว่าแปลว่ารักชาติ แต่จริงๆ มันแปลว่าเกลียดคอมมิวนิสต์” แกเอ่ยคำที่ผมไม่คิดว่าจะได้ยินในประเทศลาวออกมา

“แล้วคอมมิวนิสต์ไม่ดียังไงลุง” ผมถามทั้งๆ ที่ไม่แน่ใจในความหมายของรอยสักที่แกบอก

ลุงไม่ตอบ แต่ชวนผมไปดูห้องแถวที่อยู่ด้านข้าง

“ทั้งแนวนี่ใครบางคนยึดหมดไปแบ่งให้กับพรรคพวกตัวเอง ทุกวันนี้พูดไม่ได้ คิดไม่ได้”

แน่นอนฝ่ายคอมมิวนิสต์กล่าวหาว่ารัฐบาลลาวสมัยราชอาณาจักรว่าพึ่งพาจักรพรรดินิยมอเมริกา และเอาอิทธิพลของต่างชาติมาครอบงำคนลาวและชักศึกเข้าบ้าน และแน่นอนว่าไทยเองก็มีส่วนก่อกรรมทำเข็ญกับประเทศและประชาชนลาวในสงครามครานั้นด้วย

แต่ในทางกลับกันผมก็พบว่ารัฐบาลลาวตั้งแต่ปี 1975/2518  เป็นต้นมาดำเนินนโยบายไม่ต่างกันคือพึ่งต่างประเทศเพียงแต่เปลี่ยนไปพึ่งประเทศในค่ายคอมมิวนิสต์อย่างรัสเซีย เวียดนาม แทนเท่านั้น ทั้งยังมีการนำนโยบายเศรษฐกิจแบบสังคมนิยมมาใช้ก่อนจะพบความล้มเหลวในทศวรรษที่ 1980/2520  ทำให้ต้องหันมาใช้นโยบายเศรษฐกิจแบบตลาดในชื่อ “นโยบายจินตนาการใหม่” ซึ่งได้แนวคิดจากโซเวียตยุคมิคาอิล กอร์บาชอฟ ที่ผ่อนคลายให้การดำเนินธุรกิจดำเนินไปตามกลไกตลาดมากยิ่งขึ้น และผ่อนคลายกฎระเบียบการปกครองอันเข้มงวดให้ลดลงแต่อำนาจทางการเมืองพรรคการเมืองพรรคเดียว แม้จะมีการร่างรัฐธรรมนูญและประกาศใช้ในปี 2534 และมีการเลือกตั้งเมื่อไม่นานมานี้ก็ตาม แต่นั่นก็ล้วนเป็นการจัดตั้งโดยพรรคคอมมิวนิสต์พรรคเดียวทั้งสิ้น

สื่อมวลชนทั้งหมดในลาวยังอยู่ภายใต้ระบบราชการ และพวกเขาบางคนกระซิบผมว่าอาจ “ถูกอุ้ม” ได้ทุกเมื่อถ้าเสนอข่าวไม่เป็นที่ถูกใจพรรคคอมมิวนิสต์

สำหรับนักท่องเที่ยว ลาวเป็นประเทศที่สงบสุขดี มีวิถีที่ไหลเอื่อยไปตามครรลองอย่างน่าชื่นชม

แต่ภายใต้วิถีที่เห็นนั้นมีบางสิ่งซ่อนอยู่

คนอย่างลุงบุญมียังคงมีกระจัดกระจายอยู่ทั่วลาวพร้อมกับชะตากรรมที่พวกเขาเก็บซ่อนเอาไว้ในใจ

ประชาธิปไตย – –  คอมมิวนิสต์ – – ระบอบกษัตริย์

สัจธรรมที่ผมพบคือ ไม่ว่าระบอบการปกครองใด ชื่อใด หากเนื้อแท้ขึ้นกับครอบครัวครอบครัวเดียว ขึ้นอยู่กับคณะบุคคลคณะหนึ่ง  ไม่ได้เป็นไป “โดยประชาชน เพื่อประชาชน” การปกครองนั้น ย่อมไม่ยังประโยชน์สุขให้กับประชาชนตัวเล็กตัวน้อยอย่างผมหรือลุงบุญมีแต่อย่างใด

แม้ว่าจะเอาคำว่า “ประชาธิปไตย” มาใส่ไว้ในชื่อประเทศ

หรือบอกว่าประเทศปกครองใน “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ก็ตาม



4 Responses to คุณลุงและรอยสัก

  1. mirindarin

    ได้อ่านเรื่องนี้ในปาจารยสาร ฉบับปก ขึ้นปีที่ ๓๓
    ชอบมากค่ะ ทุกคนที่ไปเที่ยวลาว มักไม่ค่อยกล้าคุยเรื่องแบบนี้ หรือคุยแล้วก็ไม่กล้าเขียนออกมาเล่าให้ฟัง
    ในยุคโลกไร้พรมแดนและไร้รัฐแบบนี้ อยากฟังเรื่องราวแบบนี้อีกค่ะ เขียนเยอะๆ นะคะ

  2. สายลมลอย

    เจ็บชายโครงแปล๊บๆ ครับ…

    แต่ไม่รู้เป็นไง…ชอบ

  3. Selamat..

    “ภายใต้วิถีที่เห็นนั้นมีบางสิ่งซ่อนอยู่”

  4. Taifah

    บ้านไหนๆ ก็ไม่สุขใจเท่าบ้านเรา
    รักเมืองไทยที่สุด

    ขอให้เมืองไทยสงบ…