สารคดีข่าว

  • ไม่นานมานี้มีข่าวในกรุงโตเกียวว่า  โตชิโร เซมบะ จ่าสิบตำรวจรถไฟวัย ๕๘ ปี ออกมาเปิดเผยข้อมูลให้สาธารณชนทราบว่า

    โลกใบเล็ก : เมื่อคนญี่ปุ่นเป่านกหวีด

    ไม่นานมานี้มีข่าวในกรุงโตเกียวว่า โตชิโร เซมบะ จ่าสิบตำรวจรถไฟวัย ๕๘ ปี ออกมาเปิดเผยข้อมูลให้สาธารณชนทราบว่า

  • ตำรวจถามชื่อ ขอดูบัตรประชาชน บอกจะดำเนินคดีข้อหาบุกรุกถ้าไม่รื้อถอนเพิงพัก แต่คนแหลมปะการังอยู่ที่นี่มานานตั้งแต่ยังไม่มีถนนเข้ามาสักสาย

    โลกใบใหญ่ : เหตุเกิดที่แหลมปะการัง

    ตำรวจถามชื่อ ขอดูบัตรประชาชน บอกจะดำเนินคดีข้อหาบุกรุกถ้าไม่รื้อถอนเพิงพัก แต่คนแหลมปะการังอยู่ที่นี่มานานตั้งแต่ยังไม่มีถนนเข้ามาสักสาย

  • ธิกานต์ ศรีนารา : รายงาน / วิจิตต์ แซ่เฮ้ง : ถ่ายภาพ หลังเหตุการณ์นองเลือด ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ นักศึกษาปัญญาชนจำนวนมากมุ่งหน้าสู่เขตป่าเขาเพื่อเข้าร่วมการต่อสู้ด้วยอาวุธกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) แต่ที่นั่น พวกเขาใช่เพียงจับปืนขึ้นสู้เท่านั้น หากแต่ยังใช้ปากกาเป็นอาวุธ ต่อสู้ทางความคิด เผยแพร่อุดมการณ์ปฏิวัติ และวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอย่างเปิดเผยด้วย และนั่นเองที่เป็นที่มาของ “หนังสือปฏิวัติ”–หนังสือที่นักศึกษาปัญญาชนจัดพิมพ์ขึ้นในเขตป่าเขา หนังสือที่เป็นเสมือนเสี้ยนคาใจรัฐบาลเผด็จการในเวลานั้น เพราะมันได้เข้าไปมีบทบาททำให้งานเผยแพร่ของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ และได้สร้างสีสันให้วงการสิ่งพิมพ์ในเขตงานปฏิวัติทั่วทุกพื้นที่คึกคักมีชีวิตชีวาขึ้นอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนหน้านั้น หนังสือปฏิวัติเหล่านี้ส่วนใหญ่จัดทำขึ้นในเขตป่าเขา และน่าจะมีมากกว่า ๔๐ ฉบับ แน่นอนหนังสือเหล่านี้จัดเป็นสิ่งพิมพ์ผิดกฎหมาย บางฉบับแม้จะจัดทำขึ้นเผยแพร่ในเมือง แต่ก็อยู่ในลักษณะ “ปิดลับ” เช่นปกนอกเป็นหนังสือเฉลยข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัย แต่เมื่อพลิกดูด้านในกลับเป็นจุลสาร ดาวเหนือ เป็นต้น จนกระทั่งเมื่อเกิดวิกฤตภายในและการล่มสลายของ พคท. ในช่วงระหว่างปี ๒๕๒๔-๒๕๒๕ หนังสือเหล่านี้ก็ทยอยปิดตัวลง และเมื่อเวลาผ่านไป หนังสือที่เคยพิมพ์ออกมาจำนวนมากก็ค่อย ๆ สูญหายไป โชคดีที่มีอดีตผู้ปฏิบัติงานของ พคท. ในเมืองบางท่านได้เก็บรวบรวมไว้และมอบให้อยู่ในการดูแลของโครงการหอจดหมายเหตุธรรมศาสตร์ หนังสือปฏิวัติส่วนที่เหลือรอดมาจนถึงปัจจุบันมีประมาณ ๓๐ กว่าฉบับ ได้แก่ ตะวันแดง, วรรณกรรมเพื่อชีวิต, ประกายไฟ, ไฟลามทุ่ง, เพลิงปฏิวัติ, สามัคคีสู้รบ, อธิปัตย์ในสถานการณ์สู้รบที่ปฏิวัติ, กองจู่โจม, กองหน้า, หลักชัย, พิราบแดง, รุดหน้า, ยืนหยัด, มิตรภาพ, เอกภาพ, ธารธรรม, ส่องทาง, สัจจชน, สู้รบ, ส.สปท., สามัคคี, หินผา, ไฟป่า, ธงรบ, เพลิงธรรม, พลัง, พายุ, ธงปฏิวัติ, ศึกษา, ดอกไม้ป่า, ดาว, ปริทัศน์, เปลวเทียน, ดาวแดง, ทิศทาง, ส่องทาง, รุ่งอรุณ หนังสือเหล่านี้มีอยู่อย่างแพร่หลายในเขตป่าเขาและชนบทเกือบทุกภาคของประเทศไทย เช่นทางภาคเหนือมี อธิปัตย์ในสถานการณ์สู้รบที่ปฏิวัติ ภาคอีสานมี ธงปฏิวัติ และ ประกายไฟ ภาคใต้มี...

    หนังสือปฏิวัติ : สิ่งพิมพ์ต้องห้ามของนักศึกษาปัญญาชนในเขตป่าเขา

    ธิกานต์ ศรีนารา : รายงาน / วิจิตต์ แซ่เฮ้ง : ถ่ายภาพ หลังเหตุการณ์นองเลือด ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ นักศึกษาปัญญาชนจำนวนมากมุ่งหน้าสู่เขตป่าเขาเพื่อเข้าร่วมการต่อสู้ด้วยอาวุธกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) แต่ที่นั่น พวกเขาใช่เพียงจับปืนขึ้นสู้เท่านั้น หากแต่ยังใช้ปากกาเป็นอาวุธ ต่อสู้ทางความคิด เผยแพร่อุดมการณ์ปฏิวัติ และวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอย่างเปิดเผยด้วย และนั่นเองที่เป็นที่มาของ “หนังสือปฏิวัติ”–หนังสือที่นักศึกษาปัญญาชนจัดพิมพ์ขึ้นในเขตป่าเขา หนังสือที่เป็นเสมือนเสี้ยนคาใจรัฐบาลเผด็จการในเวลานั้น เพราะมันได้เข้าไปมีบทบาททำให้งานเผยแพร่ของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ และได้สร้างสีสันให้วงการสิ่งพิมพ์ในเขตงานปฏิวัติทั่วทุกพื้นที่คึกคักมีชีวิตชีวาขึ้นอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนหน้านั้น หนังสือปฏิวัติเหล่านี้ส่วนใหญ่จัดทำขึ้นในเขตป่าเขา และน่าจะมีมากกว่า ๔๐ ฉบับ แน่นอนหนังสือเหล่านี้จัดเป็นสิ่งพิมพ์ผิดกฎหมาย บางฉบับแม้จะจัดทำขึ้นเผยแพร่ในเมือง แต่ก็อยู่ในลักษณะ “ปิดลับ” เช่นปกนอกเป็นหนังสือเฉลยข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัย แต่เมื่อพลิกดูด้านในกลับเป็นจุลสาร ดาวเหนือ เป็นต้น จนกระทั่งเมื่อเกิดวิกฤตภายในและการล่มสลายของ พคท. ในช่วงระหว่างปี ๒๕๒๔-๒๕๒๕ หนังสือเหล่านี้ก็ทยอยปิดตัวลง และเมื่อเวลาผ่านไป หนังสือที่เคยพิมพ์ออกมาจำนวนมากก็ค่อย ๆ สูญหายไป โชคดีที่มีอดีตผู้ปฏิบัติงานของ พคท. ในเมืองบางท่านได้เก็บรวบรวมไว้และมอบให้อยู่ในการดูแลของโครงการหอจดหมายเหตุธรรมศาสตร์ หนังสือปฏิวัติส่วนที่เหลือรอดมาจนถึงปัจจุบันมีประมาณ ๓๐ กว่าฉบับ ได้แก่ ตะวันแดง, วรรณกรรมเพื่อชีวิต, ประกายไฟ, ไฟลามทุ่ง, เพลิงปฏิวัติ, สามัคคีสู้รบ, อธิปัตย์ในสถานการณ์สู้รบที่ปฏิวัติ, กองจู่โจม, กองหน้า, หลักชัย, พิราบแดง, รุดหน้า, ยืนหยัด, มิตรภาพ, เอกภาพ, ธารธรรม, ส่องทาง, สัจจชน, สู้รบ, ส.สปท., สามัคคี, หินผา, ไฟป่า, ธงรบ, เพลิงธรรม, พลัง, พายุ, ธงปฏิวัติ, ศึกษา, ดอกไม้ป่า, ดาว, ปริทัศน์, เปลวเทียน, ดาวแดง, ทิศทาง, ส่องทาง, รุ่งอรุณ หนังสือเหล่านี้มีอยู่อย่างแพร่หลายในเขตป่าเขาและชนบทเกือบทุกภาคของประเทศไทย เช่นทางภาคเหนือมี อธิปัตย์ในสถานการณ์สู้รบที่ปฏิวัติ ภาคอีสานมี ธงปฏิวัติ และ ประกายไฟ ภาคใต้มี…

  • “เด็ดดอกไม้ สะเทือนถึงดวงดาว” แต่ไหนแต่ไร เวลาอยากอธิบายถึงความสัมพันธ์ของระบบนิเวศใ

    โลกใบเล็ก : กินฟาสต์ฟูดทำลายป่า

    “เด็ดดอกไม้ สะเทือนถึงดวงดาว” แต่ไหนแต่ไร เวลาอยากอธิบายถึงความสัมพันธ์ของระบบนิเวศใ

  • หากเทียบตำราเรียนภาษาไทย “มานี มานะ” ของอาจารย์รัชนี ศรีไพรวรรณ

    เดินตามผู้ใหญ่ฯ : ศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ วิทยารัฐ ราชบัณฑิตสำนักธรรมศาสตร์และการเมือง นักภูมิศาสตร์ระดับดอกเตอร์รุ่นแรกของเมืองไทย วัย ๗๔ ปี

    หากเทียบตำราเรียนภาษาไทย “มานี มานะ” ของอาจารย์รัชนี ศรีไพรวรรณ

  • “การที่พ่อทำในสิ่งที่ถูกต้อง แล้วมีบทลงเอยแบบนี้ ไม่ได้ทำให้เรากลัวที่จะทำความดี” สุเจน กรรพฤทธิ์ : เรื่อง วิจิตต์ แซ่เฮ้ง : ภาพ “ก่อนหน้านี้ดูตัวอย่างการใช้ชีวิตจากพ่อ พ่อเป็นคนทำงาน มีศรัทธาในศาสนา บุคลิกแบบนี้ทำให้คนรอบข้างไว้ใจ และนับถือ พอพ่อหายไปเลยรู้สึกว่าถึงเวลาแล้วที่จะเริ่มต้นทำตามตัวอย่างที่เราศรัทธาเสียที”  เจ้าของประโยคข้างต้นคือ ประทับจิต นีละไพจิตร นิสิตปริญญาเอกคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ วัย ๒๒ ปี ทายาทคนที่ ๒ จากทั้งหมด ๕ คนของทนายสมชาย นีละไพจิตร ซึ่งถูกคนร้ายลักพาตัวไปกลางกรุงอย่างอุกอาจเมื่อ ๒ ปีก่อน ในช่วงที่เขากำลังทำคดีให้แก่ลูกความซึ่งถูกจับกุมในข้อหาปล้นอาวุธปืนจากค่ายกองพันทหารพัฒนาที่ ๔ อำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส และว่าความให้ชาวมุสลิมซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นสมาชิกกลุ่มก่อการร้ายเจมาห์ อิสลามิยาห์ (เจไอ) โดยก่อนหน้านั้นไม่นาน ทนายสมชายได้ออกมาเปิดโปงกรณีที่ลูกความของเขาซึ่งถูกจับกุมในคดีปล้นปืน ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจซ้อมเพื่อให้รับสารภาพ ถึงวันนี้ การตามหายังดำเนินต่อไป ทางการยังคงไม่มีคำตอบให้ครอบครัวนีละไพจิตรว่าทนายสมชายหายไปไหน และทำไมเรื่องเช่นนี้จึงเกิดขึ้นกลางกรุงเหมือนบ้านเมืองไม่มีขื่อมีแป อย่างไรก็ตาม การหายตัวไปของทนายสมชาย นีละไพจิตร ก็ไม่นับเป็นการสูญเปล่า สำหรับสังคมไทย กรณีการลักพาตัวทนายสมชายกระตุ้นให้เกิดการตั้งคำถามต่ออำนาจมืดที่แฝงเร้นอยู่ในสังคม อำนาจรัฐที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน โดยเฉพาะก่อให้เกิดการตั้งคำถามต่อกระบวนการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ส่วนหนึ่งมักใช้วิธีการนอกระบบ ซึ่งเชื่อกันว่านี่เป็นต้นตอหนึ่งที่ทำให้ปัญหา ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ปะทุขึ้น และสำหรับครอบครัวนีละไพจิตรเอง การที่พ่อซึ่งเป็นทั้งหัวหน้าครอบครัว และแบบอย่างในการดำเนินชีวิต ถูกลักพาตัวไปอย่างไร้ร่องรอย แม้จะสร้างความเจ็บปวดที่ไม่อาจเยียวยา ทว่าเหตุการณ์นี้ไม่ได้จบลงที่การสูญเสีย หากมันกลับกระตุ้นให้บุตรสาวคนรองของครอบครัวหันเหตัวเองมาสู่การทำกิจกรรมเพื่อสังคม หลังจากที่ผ่านมาเธอใช้เวลาไปกับการเรียนในห้องเรียนเพียงอย่างเดียว “ฝันอยากเป็นครูมาตั้งแต่สมัยประถม-มัธยมแล้วค่ะ พอเข้ามหาวิทยาลัยเลือกเรียนรัฐศาสตร์เพราะคิดว่าการเป็นครูไม่จำเป็นต้องจบครุศาสตร์ ต้องย้อนให้ฟังว่าช่วงมัธยมปลาย เรียนที่โรงเรียนราชินี เขามีวิชารัฐศาสตร์กับนิติศาสตร์ให้เรียนด้วย ทำให้พบว่าระบบคิดของเราเข้ากับวิชารัฐศาสตร์ และพอมาเรียนจริงๆ ก็รู้สึกดีกว่าที่หวัง เพราะอาจารย์ให้คิดเอง หาความรู้เอง จากที่ผ่านมาถูกป้อนทุกอย่างให้ “หลังจากที่พ่อหายไป ก็มีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมหลายอย่างด้วยความเมตตา และคำชักชวนของบุคคลสำคัญหลายท่าน แม้บางทีจะอดคิดไม่ได้ว่าเราได้รับโอกาสเหล่านี้มาจากการหายตัวไปของพ่อ แต่ในเมื่อเรื่องมันเกิดขึ้นมาแล้ว แก้ไขอะไรไม่ได้ ก็ขอตัดสินใจใช้โอกาสที่ได้รับนี้ให้ดีที่สุด “เร็วๆ นี้มีโอกาสเข้าประชุมกับตัวแทนคณะทำงานกรณีคนหายขององค์การสหประชาชาติ (UN) ที่เดินทางมาเยือนประเทศไทย ทำให้ทราบว่ามีอีกหลายประเทศในเอเชียที่เกิดปัญหานี้เหมือนกัน ซึ่งของเขาหนักกว่าเรามาก และทำให้ได้เรียนรู้ถึงวิธีต่อสู้ของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความอยุติธรรมของรัฐด้วย ในต่างประเทศ ญาติผู้สูญหายจะรวมตัวกันแล้วเคลื่อนไหวอย่างจริงจังเพื่อยับยั้งไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก น่าเสียดายที่บ้านเรายังไม่มีเครือข่ายนี้   “อีกกิจกรรมที่เพิ่งเข้าร่วมเมื่อเร็วๆ นี้คือ ‘มหกรรมสันติวิธี’ ที่คณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ...

    คบเด็กฯ : ประทับจิต นีละไพจิตร วัย ๒๒ ปี นิสิตปริญญาเอก รัฐศาสตร์ จุฬาฯ ทายาททนายสมชาย นีละไพจิตร

    “การที่พ่อทำในสิ่งที่ถูกต้อง แล้วมีบทลงเอยแบบนี้ ไม่ได้ทำให้เรากลัวที่จะทำความดี” สุเจน กรรพฤทธิ์ : เรื่อง วิจิตต์ แซ่เฮ้ง : ภาพ “ก่อนหน้านี้ดูตัวอย่างการใช้ชีวิตจากพ่อ พ่อเป็นคนทำงาน มีศรัทธาในศาสนา บุคลิกแบบนี้ทำให้คนรอบข้างไว้ใจ และนับถือ พอพ่อหายไปเลยรู้สึกว่าถึงเวลาแล้วที่จะเริ่มต้นทำตามตัวอย่างที่เราศรัทธาเสียที”  เจ้าของประโยคข้างต้นคือ ประทับจิต นีละไพจิตร นิสิตปริญญาเอกคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ วัย ๒๒ ปี ทายาทคนที่ ๒ จากทั้งหมด ๕ คนของทนายสมชาย นีละไพจิตร ซึ่งถูกคนร้ายลักพาตัวไปกลางกรุงอย่างอุกอาจเมื่อ ๒ ปีก่อน ในช่วงที่เขากำลังทำคดีให้แก่ลูกความซึ่งถูกจับกุมในข้อหาปล้นอาวุธปืนจากค่ายกองพันทหารพัฒนาที่ ๔ อำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส และว่าความให้ชาวมุสลิมซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นสมาชิกกลุ่มก่อการร้ายเจมาห์ อิสลามิยาห์ (เจไอ) โดยก่อนหน้านั้นไม่นาน ทนายสมชายได้ออกมาเปิดโปงกรณีที่ลูกความของเขาซึ่งถูกจับกุมในคดีปล้นปืน ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจซ้อมเพื่อให้รับสารภาพ ถึงวันนี้ การตามหายังดำเนินต่อไป ทางการยังคงไม่มีคำตอบให้ครอบครัวนีละไพจิตรว่าทนายสมชายหายไปไหน และทำไมเรื่องเช่นนี้จึงเกิดขึ้นกลางกรุงเหมือนบ้านเมืองไม่มีขื่อมีแป อย่างไรก็ตาม การหายตัวไปของทนายสมชาย นีละไพจิตร ก็ไม่นับเป็นการสูญเปล่า สำหรับสังคมไทย กรณีการลักพาตัวทนายสมชายกระตุ้นให้เกิดการตั้งคำถามต่ออำนาจมืดที่แฝงเร้นอยู่ในสังคม อำนาจรัฐที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน โดยเฉพาะก่อให้เกิดการตั้งคำถามต่อกระบวนการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ส่วนหนึ่งมักใช้วิธีการนอกระบบ ซึ่งเชื่อกันว่านี่เป็นต้นตอหนึ่งที่ทำให้ปัญหา ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ปะทุขึ้น และสำหรับครอบครัวนีละไพจิตรเอง การที่พ่อซึ่งเป็นทั้งหัวหน้าครอบครัว และแบบอย่างในการดำเนินชีวิต ถูกลักพาตัวไปอย่างไร้ร่องรอย แม้จะสร้างความเจ็บปวดที่ไม่อาจเยียวยา ทว่าเหตุการณ์นี้ไม่ได้จบลงที่การสูญเสีย หากมันกลับกระตุ้นให้บุตรสาวคนรองของครอบครัวหันเหตัวเองมาสู่การทำกิจกรรมเพื่อสังคม หลังจากที่ผ่านมาเธอใช้เวลาไปกับการเรียนในห้องเรียนเพียงอย่างเดียว “ฝันอยากเป็นครูมาตั้งแต่สมัยประถม-มัธยมแล้วค่ะ พอเข้ามหาวิทยาลัยเลือกเรียนรัฐศาสตร์เพราะคิดว่าการเป็นครูไม่จำเป็นต้องจบครุศาสตร์ ต้องย้อนให้ฟังว่าช่วงมัธยมปลาย เรียนที่โรงเรียนราชินี เขามีวิชารัฐศาสตร์กับนิติศาสตร์ให้เรียนด้วย ทำให้พบว่าระบบคิดของเราเข้ากับวิชารัฐศาสตร์ และพอมาเรียนจริงๆ ก็รู้สึกดีกว่าที่หวัง เพราะอาจารย์ให้คิดเอง หาความรู้เอง จากที่ผ่านมาถูกป้อนทุกอย่างให้ “หลังจากที่พ่อหายไป ก็มีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมหลายอย่างด้วยความเมตตา และคำชักชวนของบุคคลสำคัญหลายท่าน แม้บางทีจะอดคิดไม่ได้ว่าเราได้รับโอกาสเหล่านี้มาจากการหายตัวไปของพ่อ แต่ในเมื่อเรื่องมันเกิดขึ้นมาแล้ว แก้ไขอะไรไม่ได้ ก็ขอตัดสินใจใช้โอกาสที่ได้รับนี้ให้ดีที่สุด “เร็วๆ นี้มีโอกาสเข้าประชุมกับตัวแทนคณะทำงานกรณีคนหายขององค์การสหประชาชาติ (UN) ที่เดินทางมาเยือนประเทศไทย ทำให้ทราบว่ามีอีกหลายประเทศในเอเชียที่เกิดปัญหานี้เหมือนกัน ซึ่งของเขาหนักกว่าเรามาก และทำให้ได้เรียนรู้ถึงวิธีต่อสู้ของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความอยุติธรรมของรัฐด้วย ในต่างประเทศ ญาติผู้สูญหายจะรวมตัวกันแล้วเคลื่อนไหวอย่างจริงจังเพื่อยับยั้งไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก น่าเสียดายที่บ้านเรายังไม่มีเครือข่ายนี้   “อีกกิจกรรมที่เพิ่งเข้าร่วมเมื่อเร็วๆ นี้คือ ‘มหกรรมสันติวิธี’ ที่คณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ…

  • จุฑารัตน์ คล้ายมณี : รายงาน หากคลิกเข้าไปที่คลังกระทู้ของ “ห้องสุนัข” ในเว็บบอร์ดยอดนิยมอย่าง www.pantip.com/cafe/jatujak ชุมชนออนไลน์สำหรับคนรักหมา กระทู้อย่างที่ยกมานี้มีให้เห็นอยู่บ่อยครั้งจนแทบเรียกได้ว่าชินตา บางคนเห็นหัวข้ออาจผ่านเลย บางคนไม่อยากอ่านเพราะกลัวสะเทือนใจ ขณะที่บางคนเข้าไปคลิกอ่านพร้อมโพสต์ข้อความให้กำลังใจ หากไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่านั้น เรื่องและชีวิตของ “น้องหมา” ในกระทู้อาจจบลงเพียงเท่านี้หากใครต่อใครทำเพียงอ่านข้อความในกระทู้และผ่านเลย โชคดีที่ว่าในความเป็นจริง ในเครือข่ายออนไลน์อันกว้างขวางยังมีคนอีกมากที่ไม่ปล่อยผ่านเรื่องแบบนี้ หากเกาะติดสถานการณ์พร้อมเสนอตัวให้ความช่วยเหลือ “หลังไมค์” อย่างเต็มที่ ไม่ว่าอาสาขับรถพาหมาไปหาหมอ ช่วยค่ารักษา รับไปอุปการะต่อ ฯลฯ นั่นทำให้เว็บบอร์ดแห่งนี้ขยายตัวจากการเป็นเพียงเว็บบอร์ดสาธารณะที่คนต่างเพศ ต่างวัย ต่างอาชีพการงาน เข้ามาถาม-ตอบปัญหาเกี่ยวกับสุนัข แลกเปลี่ยนประสบการณ์การเลี้ยง ฯลฯ มาสู่การเป็นที่พึ่งแห่งใหม่ของสุนัขจรจัดภายใต้เครือข่ายออนไลน์อันทรงประสิทธิภาพ ที่ทำให้การช่วยเหลือเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว กว้างขวาง และเป็นรูปธรรมกว่าที่เคยเป็นมา ………………………………………………………………………. “มีนะ กะ กาโม่” คือล็อกอินที่ผู้ชายคนหนึ่งใช้ในเว็บบอร์ด แม้อาจไม่เคยเห็นหน้าค่าตา แต่ชาวเว็บก็รู้จักเขาดีในฐานะ “พ่อพระ” ของหมา-แมวจรจัด ทุกวันนี้มีนะเลี้ยงหมา ๒๕ ตัว แมว ๑๒ ตัว ทุกตัวเป็นหมาและแมวที่เขาไปช่วยเหลือมาทั้งสิ้น “ตัวแรกที่ช่วยเพราะไปอ่านเจอกระทู้แบบว่า …ช่วยด้วยค่ะสุนัขถูกรถชน ช่วยด้วยครับมีสุนัขบาดเจ็บ เห็นแล้วสงสารมันจัง… อ่านแล้วก็รำคาญปนหงุดหงิด ว่าทำไมเห็นแล้วไม่ลงไปช่วย ก็แค่พาไปหาหมอหรือลงไปดูมันสักหน่อย ทำไมต้องมาโพสต์อย่างเดียว จะเก็บความสงสารกลับบ้านไปนอนคิดเพื่ออะไร ก็เลยตัดสินใจไปช่วยมันเพราะอยากให้คนอื่นเห็นว่าไม่ยากหรอกถ้าเราอยากจะช่วยจริง ๆ “ตอนแรกก็ไม่ได้ตั้งใจจะทำจริงจังขนาดนี้ แต่พอทำไปสักพักแล้วมันเริ่มมีคนมาถามไถ่ให้ความร่วมมือ ช่วยหาโรงพยาบาลให้ ช่วยขับรถให้ บางคนก็เอาเงินมาช่วย อย่างพี่คนหนึ่งทำเสื้อสุนัขขายในเว็บพันทิป เขาแวะเอาเงินมาให้ที่ออฟฟิศเลย ๑ หมื่นทั้ง ๆ ที่เพิ่งรู้จักเราไม่นาน ทำให้รู้สึกว่า เออ เขาไว้ใจเรา ก็เลยมีกำลังใจ คิดว่าไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว เลยทำต่อเนื่องมาเรื่อย ๆ คนที่มาช่วยก็เป็นคนในพันทิปนี่แหละ เราร่วมมือกันแต่ไม่ได้รวมกลุ่ม แรกเริ่มที่ทำเราใช้เงินตัวเอง แต่ตอนหลังหมดปัญหาเรื่องเงินเพราะพอคนอื่นเห็นเราช่วย เขาอยากมีส่วนร่วมก็จะโอนเงินมาให้ ถ้าเงินเหลือเราจะเอาไว้ช่วยตัวอื่นต่อไป” มีนะจะช่วยเฉพาะสุนัขป่วยและบาดเจ็บเท่านั้น โดยหลังจากเห็นกระทู้ เขาจะพยายามติดต่อเจ้าของกระทู้เพื่อสอบถามรายละเอียดก่อน จากนั้นก็ไปดูสุนัขว่าสภาพเป็นอย่างไร มีเจ้าของไหม ก่อนจะหารถไปรับแล้วพาไปหาหมอเพื่อทำการรักษาต่อไป “เรารู้สึกว่ามันมีชีวิตเหมือนเรา ไม่เคยแบ่งชั้นว่า คนเป็นอันดับ...

    เกร็ดข่าว : ชุมชน (คนรักหมา) ออนไลน์ หนทางสู่ชีวิตใหม่ของหมาจรจัดบนโลกไซเบอร์

    จุฑารัตน์ คล้ายมณี : รายงาน หากคลิกเข้าไปที่คลังกระทู้ของ “ห้องสุนัข” ในเว็บบอร์ดยอดนิยมอย่าง www.pantip.com/cafe/jatujak ชุมชนออนไลน์สำหรับคนรักหมา กระทู้อย่างที่ยกมานี้มีให้เห็นอยู่บ่อยครั้งจนแทบเรียกได้ว่าชินตา บางคนเห็นหัวข้ออาจผ่านเลย บางคนไม่อยากอ่านเพราะกลัวสะเทือนใจ ขณะที่บางคนเข้าไปคลิกอ่านพร้อมโพสต์ข้อความให้กำลังใจ หากไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่านั้น เรื่องและชีวิตของ “น้องหมา” ในกระทู้อาจจบลงเพียงเท่านี้หากใครต่อใครทำเพียงอ่านข้อความในกระทู้และผ่านเลย โชคดีที่ว่าในความเป็นจริง ในเครือข่ายออนไลน์อันกว้างขวางยังมีคนอีกมากที่ไม่ปล่อยผ่านเรื่องแบบนี้ หากเกาะติดสถานการณ์พร้อมเสนอตัวให้ความช่วยเหลือ “หลังไมค์” อย่างเต็มที่ ไม่ว่าอาสาขับรถพาหมาไปหาหมอ ช่วยค่ารักษา รับไปอุปการะต่อ ฯลฯ นั่นทำให้เว็บบอร์ดแห่งนี้ขยายตัวจากการเป็นเพียงเว็บบอร์ดสาธารณะที่คนต่างเพศ ต่างวัย ต่างอาชีพการงาน เข้ามาถาม-ตอบปัญหาเกี่ยวกับสุนัข แลกเปลี่ยนประสบการณ์การเลี้ยง ฯลฯ มาสู่การเป็นที่พึ่งแห่งใหม่ของสุนัขจรจัดภายใต้เครือข่ายออนไลน์อันทรงประสิทธิภาพ ที่ทำให้การช่วยเหลือเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว กว้างขวาง และเป็นรูปธรรมกว่าที่เคยเป็นมา ………………………………………………………………………. “มีนะ กะ กาโม่” คือล็อกอินที่ผู้ชายคนหนึ่งใช้ในเว็บบอร์ด แม้อาจไม่เคยเห็นหน้าค่าตา แต่ชาวเว็บก็รู้จักเขาดีในฐานะ “พ่อพระ” ของหมา-แมวจรจัด ทุกวันนี้มีนะเลี้ยงหมา ๒๕ ตัว แมว ๑๒ ตัว ทุกตัวเป็นหมาและแมวที่เขาไปช่วยเหลือมาทั้งสิ้น “ตัวแรกที่ช่วยเพราะไปอ่านเจอกระทู้แบบว่า …ช่วยด้วยค่ะสุนัขถูกรถชน ช่วยด้วยครับมีสุนัขบาดเจ็บ เห็นแล้วสงสารมันจัง… อ่านแล้วก็รำคาญปนหงุดหงิด ว่าทำไมเห็นแล้วไม่ลงไปช่วย ก็แค่พาไปหาหมอหรือลงไปดูมันสักหน่อย ทำไมต้องมาโพสต์อย่างเดียว จะเก็บความสงสารกลับบ้านไปนอนคิดเพื่ออะไร ก็เลยตัดสินใจไปช่วยมันเพราะอยากให้คนอื่นเห็นว่าไม่ยากหรอกถ้าเราอยากจะช่วยจริง ๆ “ตอนแรกก็ไม่ได้ตั้งใจจะทำจริงจังขนาดนี้ แต่พอทำไปสักพักแล้วมันเริ่มมีคนมาถามไถ่ให้ความร่วมมือ ช่วยหาโรงพยาบาลให้ ช่วยขับรถให้ บางคนก็เอาเงินมาช่วย อย่างพี่คนหนึ่งทำเสื้อสุนัขขายในเว็บพันทิป เขาแวะเอาเงินมาให้ที่ออฟฟิศเลย ๑ หมื่นทั้ง ๆ ที่เพิ่งรู้จักเราไม่นาน ทำให้รู้สึกว่า เออ เขาไว้ใจเรา ก็เลยมีกำลังใจ คิดว่าไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว เลยทำต่อเนื่องมาเรื่อย ๆ คนที่มาช่วยก็เป็นคนในพันทิปนี่แหละ เราร่วมมือกันแต่ไม่ได้รวมกลุ่ม แรกเริ่มที่ทำเราใช้เงินตัวเอง แต่ตอนหลังหมดปัญหาเรื่องเงินเพราะพอคนอื่นเห็นเราช่วย เขาอยากมีส่วนร่วมก็จะโอนเงินมาให้ ถ้าเงินเหลือเราจะเอาไว้ช่วยตัวอื่นต่อไป” มีนะจะช่วยเฉพาะสุนัขป่วยและบาดเจ็บเท่านั้น โดยหลังจากเห็นกระทู้ เขาจะพยายามติดต่อเจ้าของกระทู้เพื่อสอบถามรายละเอียดก่อน จากนั้นก็ไปดูสุนัขว่าสภาพเป็นอย่างไร มีเจ้าของไหม ก่อนจะหารถไปรับแล้วพาไปหาหมอเพื่อทำการรักษาต่อไป “เรารู้สึกว่ามันมีชีวิตเหมือนเรา ไม่เคยแบ่งชั้นว่า คนเป็นอันดับ…

  • เป็นเวลาบ่ายคล้อยแล้ว เมื่อฝรั่งร่างใหญ่ท่าทางใจดีเดินออกจากห้องทำงานของเขาและส่งยิ้มทักทายผู้มาเยือน

    รวมมิตร : มิตรจากโปรตุเกส : ฌูอาว อะซือเรดู “สำหรับผม ถ้าหัวใจอยู่ที่ไหน บ้านก็อยู่ที่นั่น”

    เป็นเวลาบ่ายคล้อยแล้ว เมื่อฝรั่งร่างใหญ่ท่าทางใจดีเดินออกจากห้องทำงานของเขาและส่งยิ้มทักทายผู้มาเยือน

  • เจอร์รี ฟรายด์แมน วัย ๕๘ ปี เป็นช่างภาพอาชีพมาตลอดชีวิต มีสตูดิโอขนาดใหญ่เป็นของตัวเอง

    โลกใบเล็ก : จุดเปลี่ยนของชีวิต

    เจอร์รี ฟรายด์แมน วัย ๕๘ ปี เป็นช่างภาพอาชีพมาตลอดชีวิต มีสตูดิโอขนาดใหญ่เป็นของตัวเอง

  • วีระศักดิ์ จันทร์ส่งแสง : รายงาน วิจิตต์ แซ่เฮ้ง : ถ่ายภาพ คนเกาะลันตาพูดกันว่านี่เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน นับแต่ชาวเลอูรักลาโว้ยเข้ามาบุกเบิกเกาะลันตาเมื่อ ๒๐๐ กว่าปีที่แล้ว และหลังจากนั้นคนมุสลิมกับคนจีนก็ตามเข้ามา ยังไม่เคยมีการชุมนุมเรือมากมายเท่านี้ ๘ ธันวาคม ๒๕๔๘ เรือหัวโทงจากหมู่บ้านในละแวกตำบลลันตาใหญ่ อันได้แก่ บ้านศรีรายา บ้านหัวแหลม บ้านสังกาอู้ บ้านเกาะปอ บ้านเจ๊ะหลี ทยอยมารวมตัวกันที่ท่าเรือบ้านศรีรายา หน้าเกาะลันตาใหญ่ตั้งแต่เช้าตรู่ ตะวันไม่ทันสาย ท่าเรือของชุมชนชาวจีนเก่าแก่ก็คลาคล่ำไปด้วยเรือหัวโทงร่วม ๒๐๐ ลำ ทุกลำประดับด้วยธงทิวหลากสี เขียว เหลือง ส้ม ม่วง ฟ้า ฟ้าอ่อน ขาว แดง ชมพู ฯลฯ แตกต่างกันไปเป็นกลุ่มๆ ตามแต่ละบ้าน ดูราวสีสันบนลายปีกผีเสื้อ ได้เวลาประกอบพิธีกรรมบูชาเรือและสักการะธรรมชาติ ตัวแทนชาวเล (หมู่บ้านสังกาอู้) ได้รับเกียรติให้ทำพิธีเป็นลำดับแรก โต๊ะหมอเข้ามานั่งหลังเครื่องเซ่นไหว้อันประกอบไปด้วย ข้าวสวย ข้าวเหลือง ข้าวเหนียว ข้าวตอก ไก่ต้ม ปลาหมึก ปลาปิ้ง เหนียวกวน เหล้าขาว (๓๕ ดีกรี) น้ำ หมากพลู และบุหรี่ กะลาใส่พด (กาบ) มะพร้าว เผาไฟควันคลุ้งเป็นพวยถูกนำมาวาง โต๊ะหมอจุดเทียนฟั่นจากขี้ผึ้งปักลงเคียง แล้วสวดบวงสรวงเชิญวิญญาณบรรพบุรุษมารับการสักการะและขอความคุ้มครอง จากนั้นก็ต่อด้วยพิธีของชาวมุสลิม และการเจริญพระพุทธมนต์ของสงฆ์สำหรับคนเรือชาวพุทธ เมื่อได้ฤกษ์งามยามมงคล ขบวนเรือก็เคลื่อนออกจากท่า วนเลียบเกาะไปทางซ้าย มุ่งหน้าสู่ย่านตำบลศาลาด่าน มีบางช่วง ทางเรือผ่านไปในลำบางที่ไหลคั่นเกาะลันตาน้อย-เกาะลันตาใหญ่ ริมฝั่งทั้งสองข้างเขียวพรืดด้วยป่าโกงกางที่ฟื้นตัวขึ้นใหม่แล้วหลังจากเคย เป็นพื้นที่สัมปทานไม้เผาถ่าน ที่ท่าศาลาด่าน ตรงกันข้ามที่ว่าการอำเภอเกาะลันตา (ใหม่) ซึ่งตั้งอยู่หัวมุมเกาะลันตาน้อยด้านที่หันออกทะเล เรือหัวโทงอีก ๑๐๐ ลำจากบ้านในไร่ บ้านโต๊ะบาหลิว บ้านโละดุหยง บ้านคลองโตบ บ้านคลองหิน บ้านคลองโขง บ้านคลองนิน บ้านคลองดาว บ้านพระแอะ และบ้านศาลาด่าน เข้าสมทบกับขบวนและมุ่งหน้าสู่ชายหาดพระแอะด้วยกัน เวิ้งทะเลหน้าเกาะลันตาในยามนั้นแลละลานตาเหมือนหมู่ผีเสื้อฝูงใหญ่บินมาเล่นน้ำ ถ้าจะกล่าวว่านี่เป็นความสดใสรื่นเริงครั้งแรกในรอบปีก็คงว่าได้ นับแต่เกิดเหตุการณ์สึนามิเมื่อปลายปีที่แล้ว คนทั้งเกาะยังหวาดหวั่นทะเลอยู่ไม่หาย...

    ชุมชน : ลันตา ลานตา วันเปิดเล-เขเรือ

    วีระศักดิ์ จันทร์ส่งแสง : รายงาน วิจิตต์ แซ่เฮ้ง : ถ่ายภาพ คนเกาะลันตาพูดกันว่านี่เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน นับแต่ชาวเลอูรักลาโว้ยเข้ามาบุกเบิกเกาะลันตาเมื่อ ๒๐๐ กว่าปีที่แล้ว และหลังจากนั้นคนมุสลิมกับคนจีนก็ตามเข้ามา ยังไม่เคยมีการชุมนุมเรือมากมายเท่านี้ ๘ ธันวาคม ๒๕๔๘ เรือหัวโทงจากหมู่บ้านในละแวกตำบลลันตาใหญ่ อันได้แก่ บ้านศรีรายา บ้านหัวแหลม บ้านสังกาอู้ บ้านเกาะปอ บ้านเจ๊ะหลี ทยอยมารวมตัวกันที่ท่าเรือบ้านศรีรายา หน้าเกาะลันตาใหญ่ตั้งแต่เช้าตรู่ ตะวันไม่ทันสาย ท่าเรือของชุมชนชาวจีนเก่าแก่ก็คลาคล่ำไปด้วยเรือหัวโทงร่วม ๒๐๐ ลำ ทุกลำประดับด้วยธงทิวหลากสี เขียว เหลือง ส้ม ม่วง ฟ้า ฟ้าอ่อน ขาว แดง ชมพู ฯลฯ แตกต่างกันไปเป็นกลุ่มๆ ตามแต่ละบ้าน ดูราวสีสันบนลายปีกผีเสื้อ ได้เวลาประกอบพิธีกรรมบูชาเรือและสักการะธรรมชาติ ตัวแทนชาวเล (หมู่บ้านสังกาอู้) ได้รับเกียรติให้ทำพิธีเป็นลำดับแรก โต๊ะหมอเข้ามานั่งหลังเครื่องเซ่นไหว้อันประกอบไปด้วย ข้าวสวย ข้าวเหลือง ข้าวเหนียว ข้าวตอก ไก่ต้ม ปลาหมึก ปลาปิ้ง เหนียวกวน เหล้าขาว (๓๕ ดีกรี) น้ำ หมากพลู และบุหรี่ กะลาใส่พด (กาบ) มะพร้าว เผาไฟควันคลุ้งเป็นพวยถูกนำมาวาง โต๊ะหมอจุดเทียนฟั่นจากขี้ผึ้งปักลงเคียง แล้วสวดบวงสรวงเชิญวิญญาณบรรพบุรุษมารับการสักการะและขอความคุ้มครอง จากนั้นก็ต่อด้วยพิธีของชาวมุสลิม และการเจริญพระพุทธมนต์ของสงฆ์สำหรับคนเรือชาวพุทธ เมื่อได้ฤกษ์งามยามมงคล ขบวนเรือก็เคลื่อนออกจากท่า วนเลียบเกาะไปทางซ้าย มุ่งหน้าสู่ย่านตำบลศาลาด่าน มีบางช่วง ทางเรือผ่านไปในลำบางที่ไหลคั่นเกาะลันตาน้อย-เกาะลันตาใหญ่ ริมฝั่งทั้งสองข้างเขียวพรืดด้วยป่าโกงกางที่ฟื้นตัวขึ้นใหม่แล้วหลังจากเคย เป็นพื้นที่สัมปทานไม้เผาถ่าน ที่ท่าศาลาด่าน ตรงกันข้ามที่ว่าการอำเภอเกาะลันตา (ใหม่) ซึ่งตั้งอยู่หัวมุมเกาะลันตาน้อยด้านที่หันออกทะเล เรือหัวโทงอีก ๑๐๐ ลำจากบ้านในไร่ บ้านโต๊ะบาหลิว บ้านโละดุหยง บ้านคลองโตบ บ้านคลองหิน บ้านคลองโขง บ้านคลองนิน บ้านคลองดาว บ้านพระแอะ และบ้านศาลาด่าน เข้าสมทบกับขบวนและมุ่งหน้าสู่ชายหาดพระแอะด้วยกัน เวิ้งทะเลหน้าเกาะลันตาในยามนั้นแลละลานตาเหมือนหมู่ผีเสื้อฝูงใหญ่บินมาเล่นน้ำ ถ้าจะกล่าวว่านี่เป็นความสดใสรื่นเริงครั้งแรกในรอบปีก็คงว่าได้ นับแต่เกิดเหตุการณ์สึนามิเมื่อปลายปีที่แล้ว คนทั้งเกาะยังหวาดหวั่นทะเลอยู่ไม่หาย…

  • เมื่อได้ยินเสียงเปียโนนุ่มกังวานที่บรรเลงโดยนักเปียโนมือหนึ่งบนเวทีคอนเสิร์ต หรือเสียงเปียโนใสๆ

    มืออาชีพ : หิรัญ สุขจิตร์ “อย่าเรียกผมว่า ช่างจูนเปียโน”

    เมื่อได้ยินเสียงเปียโนนุ่มกังวานที่บรรเลงโดยนักเปียโนมือหนึ่งบนเวทีคอนเสิร์ต หรือเสียงเปียโนใสๆ

  • คนที่ไปเดินป่าบ่อยๆ จะรู้ว่า การเดินป่าเป็นการออกกำลังกายที่ดี แต่ถ้าต้องเดินขึ้นเข

    โลกใบเล็ก – ขึ้นเขาผลาญไขมัน ลงเขาพิชิตเบาหวาน

    คนที่ไปเดินป่าบ่อยๆ จะรู้ว่า การเดินป่าเป็นการออกกำลังกายที่ดี แต่ถ้าต้องเดินขึ้นเข

  • แม้จะรู้กันดีว่า บรรดาอาหารฟาสต์ฟูดทั้งหลาย ทั้งแฮมเบอร์เกอร์ ไก่ทอด เฟรนช์ฟราย ฯลฯ ล้วนแต่เป็นสาเหตุของความอ้วน

    โลกใบเล็ก – โลงศพ ฟาสต์ฟูด และคนอ้วน

    แม้จะรู้กันดีว่า บรรดาอาหารฟาสต์ฟูดทั้งหลาย ทั้งแฮมเบอร์เกอร์ ไก่ทอด เฟรนช์ฟราย ฯลฯ ล้วนแต่เป็นสาเหตุของความอ้วน

  • ยุคนี้โทรศัพท์มือถือไม่เพียงเป็นเครื่องมือสื่อสารระหว่างคนกับคนเท่านั้น แต่ยังพยายามสอดแทรก

    รอบโลก – บริการแปลภาษาหมา

    ยุคนี้โทรศัพท์มือถือไม่เพียงเป็นเครื่องมือสื่อสารระหว่างคนกับคนเท่านั้น แต่ยังพยายามสอดแทรก

  • ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกา จากผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยฟลอริดา (The University of Florida)

    รอบโลก – เรียนไม่ดีเพราะชื่อแปลก

    ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกา จากผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยฟลอริดา (The University of Florida)

  • กรมตำรวจเมืองเมซา รัฐแอริโซนา สหรัฐอเมริกา กำลังมีแผนจะนำลิงคาปูชิน (capuchin monkey)

    รอบโลก – ฝึกลิงเป็นหน่วยสวาท

    กรมตำรวจเมืองเมซา รัฐแอริโซนา สหรัฐอเมริกา กำลังมีแผนจะนำลิงคาปูชิน (capuchin monkey)

  • ผู้ชายไร้ญาติขาดมิตรที่ชอบเก็บตัวโดดเดี่ยว หลีกเลี่ยงการพบปะผู้คนอยู่เสมอ นอกจากทำให้จิตใจเปลี่ยวเหงาแล้ว โปรดระวังจะถูกจู่โจมด้วยโรคหัวใจอีกด้วย

    รอบโลก – ปัญหาหัวใจของผู้ชายแปลกแยก

    ผู้ชายไร้ญาติขาดมิตรที่ชอบเก็บตัวโดดเดี่ยว หลีกเลี่ยงการพบปะผู้คนอยู่เสมอ นอกจากทำให้จิตใจเปลี่ยวเหงาแล้ว โปรดระวังจะถูกจู่โจมด้วยโรคหัวใจอีกด้วย

  • ผมเองก็มีเหตุผลอย่างน้อย ๑๐ ล้านเหตุผลที่จะบอกว่าทำไมถึงต้องใส่สายรัดข้อมือสีเหลือง เพราะสายรัดข้อมือนี้เหมือนสัญลักษณ์ที่บอกให้ผมมีชีวิตอยู่

    เกร็ดข่าว : WRISTBAND จากสื่อเพื่อการรณรงต์ สู่สินค้าอินเทรนด์

    ผมเองก็มีเหตุผลอย่างน้อย ๑๐ ล้านเหตุผลที่จะบอกว่าทำไมถึงต้องใส่สายรัดข้อมือสีเหลือง เพราะสายรัดข้อมือนี้เหมือนสัญลักษณ์ที่บอกให้ผมมีชีวิตอยู่

  • เขาเขียนคอลัมน์ประจำในหนังสือ ๑๑ ฉบับ นับจำนวนชิ้นที่แน่นอน ๒๗ ชิ้นต่อเดือน

    มืออาชีพ : วิรัตน์ โตอารีย์มิตร Professional Columnist

    เขาเขียนคอลัมน์ประจำในหนังสือ ๑๑ ฉบับ นับจำนวนชิ้นที่แน่นอน ๒๗ ชิ้นต่อเดือน

  • เหตุเกิดที่สวนสัตว์เบรเมอร์ฮาเฟิน ทางตอนเหนือของประเทศเยอรมนี

    เพนกวิน บอย-บอย แห่งสวนสัตว์เยอรมนี : แล้วเราก็ไม่พรากจากกัน

    เหตุเกิดที่สวนสัตว์เบรเมอร์ฮาเฟิน ทางตอนเหนือของประเทศเยอรมนี

Page 4 of 6« First...23456