สารานุกรม
-
ศาสดามุฮัมมัด
ศาสดามุฮัมมัด (Muhammad) แห่งศาสนาอิสลาม ท่านเกิดเมื่อวันที่ 22 เมษายน 1114 ที่เมืองเมกกะห์ ประเทศซาอุดิอารเบีย บิดาเสียชีวิตขณะท่านอยู่ในครรภ์มารดา พออายุ 6 ขวบมารดาก็เสียชีวิต ท่านจึงไปอาศัยอยู่กับปู่และลุง ตอนเด็กท่านทำงานรับจ้างเลี้ยงแกะและติดตามลุงไปค้าขายที่ประเทศซีเรีย จากนั้นก็ได้ทำงานเป็นลูกจ้างค้าขายกับเศรษฐินี คอดีญะฮฺ ท่านมุฮัมมัดมีความซื่อสัตย์ มีใจเมตตาและมีความจริงใจ นายจ้างของท่านจึงได้ขอแต่งงานกับท่านในเวลาต่อมา ท่านได้รับ วะฮฺยู (การวิวรณ์–Revelation) หรือการดลใจจากพระผู้เป็นเจ้าในถ้ำฮิรออ์ ขณะอายุ 40 ปี จากนั้นท่านจึงประกาศอิสลามอย่างลับ ๆ อยู่ 3 ปี โดยเริ่มประกาศแก่ญาติและคนใกล้ชิด ต่อมาท่านได้รับโองการจากพระเจ้าและแต่งตั้งเป็นรอซู้ล จึงออกประกาศศาสนาอิสลามในกรุงมักกะฮฺ แต่ชาวกุเรชและอาหรับเผ่าอื่น ๆ ไม่พอใจพากันโกรธแค้น ตั้งตนเป็นศัตรูกับท่านอย่างรุนแรง ถึงขนาดออกมาต่อต้านทำร้ายสาวกของท่าน ท่านจึงสั่งให้สาวกอพยพไปอบิสสิเนีย (เอธิโอเปีย) ในปีที่ 10 ของการประกาศอิสลาม ท่านได้กำหนดให้ชาวมุสลิมมีการการละหมาดวันละ 5 เวลา จากนั้นก็มีชาวเมืองมะดีนะหฺออกมาขอรับอิสลามมากขึ้น และเชิญท่านไปอยู่ที่มะดีนะหฺ (Madinah) ประชาชนที่นั่นได้สร้าง มัสญิดกุบาอ์ ซึ่งเป็นมัสญิดหลังแรกที่ถูกสร้างขึ้น จากนั้นก็ได้ทำการละหมาดวันศุกร์ร่วมกับพี่น้องมุสลิมที่นั่น ชาวมุสลิมถือเอาการอพยพของท่านศาสดามุฮัมมัดเป็นจุดเริ่มของศักราชอิสลาม ซึ่งเรียกว่า ฮิจญเราะหฺศักราช (ฮ.ศ.) ในปี 1173 ท่านก็พิชิตเมืองเมกกะคืนและเผยแพร่ศาสนาอิสลามออกไปทั่วดินแดนอาหรับ ศาสดามุฮัมหมัด ถึงแก่กรรม 8 มิถุนายน พ.ศ. 1175
-
ชูมันน์
โรเบิร์ต อเล็กซานเดอร์ ชูมันน์ (Robert Alexander Schumann) คีตกวียุคโรแมนติกชาวเยอรมัน เกิดวันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2353 เมืองซวิคเคา (Zwickau) แคว้นซักโซนี (Saxony) ของเยอรมัน พ่อเป็นนักเขียน ที่บ้านจึงมีหนังสืออยู่มากมายให้ชูมันน์อ่าน นอกจากเล่นเปียโนแล้วเขายังแต่งเพลงได้ตั้งแต่ 7 ขวบ อีกทั้งยังชอบเขียนนิยายและบทกวีมาก ตอนอายุ 16 ปีพ่อเสียชีวิต ชูมันน์ลังเลว่าจะเป็นนักดนตรีหรือนักเขียนดี แต่แม่ก็ตัดสินใจให้เขาโดยส่งไปเรียนกฎหมายที่เมืองไลพ์ซิก แต่ด้วยบรรยากาศของเมืองกลับเต็มไปด้วยเสียงดนตรี ชูมันน์จึงมักจะนั่งเล่นเปียโนให้เพื่อน ๆ ฟังเสมอ หรือไม่ก็อ่านนิยายของเชคสเปียร์หรือเกอเธ เขาเริ่มเรียนเปียโนอย่างจริงจังตอนอายุ 20 ปีกับ ฟริดริช วิค (Friedrich Wieck) ซึ่งมีลูกสาวสวยและเป็นนักเปียโนอนาคตไกล ชูมันน์มุ่งมั่นฝึกฝนเปียโนอย่างจริงจัง โดยผูกนิ้วนางแขวนไว้จนชาและพิการ เขาจึงต้องหยุดเล่นเปียโนและหันมาแต่งเพลงอย่างจริงจัง เพลงแรกคือ Abegg Variations และเริ่มเขียนวิจารณ์เพลงลงในนิตยสารดนตรี เขาแต่งงานกับ คลารา วิค (Clara Wieck) ลูกสาวของครูเปียโนของเขาในปี 2383 ช่วงนี้เป็นช่วงที่ชูมันน์มีความสุขมาก เขาเขียนเพลงที่สวยงามออกมาจำนวนมาก อาทิ Spring Symphony อย่างไรก็ตามชูมันน์เริ่มประสบปัญหาเศรษฐกิจมากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อมีลูกเพิ่มขึ้นถึง 8 คน ขณะที่ยังยังไม่ประสบความสำเร็จมากนัก เขาจึงคิดหนักและเครียด ในที่สุดก็เริ่มมีอาการของโรคประสาทจนต้องพักงาน ภรรยาของเขาต้องยอมทิ้งอนาคตทางดนตรีมาคอยดูแลให้กำลังใจเขา ภายหลังเขาพาครอบครัวย้ายไปอยู่ที่เมืองเดรสเด็น (Dresden) ซึ่งเงียบสงบและอากาศดี อาการของเขาเริ่มดีขึ้นเรื่อย ๆ จนกลับมาแต่งเพลงได้อีกครั้ง ปี 2893 เขาย้ายไปเป็นผู้อำนวยการดนตรีที่เมืองดึสเซลดอล์ฟ (Düsseldorf) แต่ไม่นานก็เริ่มกระทบกระทั่งกับผู้ร่วมงานซึ่งหาว่าเขาสติไม่ดี จึงต้องออกจากงาน สุขภาพของเขาเริ่มทรุดโทรมลงเรื่อย ๆ จนต้องเข้าไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลโรคประสาทที่เมืองเอ็นเด็นนิช (Endenich) จนถึงวันที่ 29 กรกฎาคม 2399 เขาก็สิ้นใจในอ้อมแขนของภรรยา ผลงานของชูมันน์มักนจะผิดแผกออกไปจากขนบโดยมีลักษณะราวกับงานจิตรกรรมอิมเพรสชันนิสม์ ที่เขาบรรจงแต่งแต้มสีสันอันเป็นอารมณ์ของเพลงลงไป นับว่าเป็นการช่วยเพิ่มความงามให้แก่ดนตรีในยุคโรแมนติกยิ่งขึ้น ชูมันน์เป็นคนอ่อนไหวอย่างยิ่ง ตอนช่วงสุดท้ายของชีวิตเขาเริ่มเห็นภาพลวงตาและได้ยินเสียงประหลาดจนต้องกระโจนออกจากเตียงรีบจดเอาไว้ บางครั้งเขาลุกขึ้นไปเล่นเปียโนตอนดึก ๆ แล้วร้องให้ ดนตรีของชูมันน์มักดำเนินไปบนแบบแผนใหม่ ๆ…
-
อองรี ดูนังต์
อองรี ดูนังต์ (หรือ อองรี ดูนองต์ – Jean Henri Dunant) นักธุรกิจและนักเคลื่อนไหวทางสังคมชาวสวิส ผู้ริเริ่มก่อตั้ง สภาการกาชาดสากล (International Committee of the Red Cross : ICRC) เกิดเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2371 ที่เมืองเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในครอบครัวนักธุรกิจที่เคร่งศาสนาและรักการทำกิจกรรมเพื่อสังคม ดูนังต์จึงอุทิศตนเพื่อสังคมมาตั้งแต่เด็ก ในระหว่างทำงานธนาคาร เขาถูกส่งไปดูงานต่างประเทศและได้ผ่านไปที่สมรภูมิซอลเฟริโน (Battle of Solferino) ประเทศอิตาลี ซึ่งเขาได้เห็นทหารบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก จากนั้นจึงกลับไปเขียนบทความเกี่ยวกับประสบการณ์ดังกล่าวไว้ในหนังสือ A Memory of Solferino ซึ่งในบทความได้เขียนถึงความพยายามผลักดันให้มีการจัดตั้งองค์กรขึ้นมาเพื่อดูแลทหารและผู้ที่ได้รับบาดเจ็บในสงคราม จนได้รับความสนใจจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์เอง และนำไปสู่การประชุมจัดตั้งเป็น “คณะกรรมการระหว่างประเทศ เพื่อบรรเทาทุกข์ทหารบาดเจ็บ” (International Committee for the Relief of Wounded Combatants) เมื่อวันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๐๖ ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้ได้รับการปรับปรุงให้เป็นสภากาชาดสากล (International Commitee of the Red Cross) และได้เจริญเป็นปึกแผ่นเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน สัญลักษณ์ของกาชาดคือเครื่องหมายกากบาทแดง ซึ่งเป็นการให้เกียรติ์ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ในฐาจะที่เป็นต้นกำเนิดกาชาด ภายหลังเขาได้อุทิศเวลาเขียนบทความเกี่ยวกับการยุติสงครามจนละเลยงานส่วนตัว และเป็นหนี้สิน ในปี พ.ศ.๒๔๔๔ ดูนังต์ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ร่วมกับ เฟรเดรีก ปาสซี อองรี ดูนังต์ เสียชีวิตเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2453 ต่อมาได้ถือเอาวันที่ 8 พฤษภาคมของทุกปีซึ่งตรงกับวันเกิดของอังรี ดูนังต์ เป็น “วันที่ระลึกกาชาดสากล”
-
พระบาฮาอุลลาห์
พระบาฮาอุลลาห์ (Baha’u’llah)คือ ผู้ก่อตั้ง ศาสนาบาไฮ (Bahá’í Faith) นามเดิมคือ มีร์ซา ฮุสเซ็น อาลี (Mirza Husayn-Ali) เกิดที่กรุงเตหราน ประเทศเปอร์เซีย (ปัจจุบันคืออิหร่าน) เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2360 บิดาของท่านคือ มีร์ซา บูซุก (Mํirza Buzurg) เจ้านายชั้นผู้ใหญ่แห่งเมืองนูร์ ท่านศรัทธาในศาสนาอิสลามนิกายชีอะห์ เมื่อ พระบ็อพ (Bab) เริ่มประกาศศาสนาใหม่ ท่านเกิดความศรัทธาและร่วมเข้าร่วมขบวนการของพระบ็อพ ท่านถูกจับขังคุก 2 ครั้ง ในคืนหนึ่งระหว่างที่อยู่ในคุก ท่านได้ยินวจนะจากพระเจ้าเป็นครั้งแรก ต่อมาท่านได้รับการปลดปล่อยและถูกริบทรัพย์สมบัติทั้งหมด แล้วถูกเนรเทศไปกรุงแบกแดด ที่นั่นท่านได้ใช้เวลา 2 ปีอยู่ตามลำพังบนภูเขาเพื่ออธิษฐานและทำสมาธิ ในที่สุดบุตรชายของท่านคือ พระอับดุลบาฮา (Abdu’l-Baha) ได้พาท่านกลับไปยังตัวเมืองและเริ่มเผยแพร่ศาสนา ชื่อเสียงของท่านเริ่มแพร่ออกไป ชาวเมืองบางส่วนเริ่มศรัทธาในคำสอนของท่าน ชาวมุสลิมที่เคร่งครัดจึงไม่พอใจ และไม่ต้องการให้พระบาฮาอุลลาห์อยู่ในแบกแดด ซึ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชาวมุสลิม ในที่สุดรัฐบาลอิหร่านได้เนรเทศท่านไปยังเมืองคอนสแตนติโนเปิล (ปัจจุบันคือกรุงอิสตันบูล ประเทศตุรกี) แต่ท่านได้เผยแพร่ศาสนาอย่างเปิดเผย หลังจากนั้นท่านก็ถูกเนรเทศอีกครั้ง ไปยังประเทศอิสราเอล ช่วง 12 ปีสุดท้าย ท่านพำนักอยู่ที่บาห์จี (Bahjํ) เมืองอาค (Acre) ประเทศอิสราเอล จนกระทั่งมรณภาพ ท่านได้มีพินัยกรรมให้แต่งตั้งพระอับดุลบาฮาเป็นผู้สืบทอดศาสนาต่อ ศพของท่านฝังอยู่ที่บาห์จีนี้ จากนั้นศาสนิกชนบาไฮได้ซื้อที่ดินบริเวณรอบ ๆ ตกแต่งให้งดงาม เป็นสถูปศักดิ์สิทธิ์ ที่ชาวบาไฮผู้แสวงบุญจากทั่วโลกจะเดินทางมาเยือน ทั้งนี้ศาสนาบาไฮเกิดขึ้นในประเทศอิหร่านในช่วงศตวรรษที่ 19 มีความเชื่อว่ามีพระเจ้าองค์เดียว แต่ถูกเรียกในนามที่แตกต่างออกไป ศาสนาทั้งปวงจึงเป็นหนึ่งเดียวกัน และมนุษยชาติก็เป็นหนึ่งเดียวกัน ศาสนาบาไฮไม่มีนักบวชหรือผู้นำศาสนา บาไฮศาสนิกชนแต่ละคนจึงรับผิดชอบการพัฒนาจิตใจตนเอง ปัจจุบันมีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองไฮฟา ประเทศอิสราเอล มีสาวกประมาณ 6 ล้านคนในกว่า 200 ประเทศทั่วโลก พระบาฮาอุลลาห์ มรณภาพเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2435
-
วันแรงงานแห่งชาติ
วันแรงงานแห่งชาติ – ที่มาเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2429 กรรมกรในชิคาโก ประเทศสหรัฐอเมริกา เริ่มเดินขบวนเรียกร้องสิทธิจากนายจ้างขอทำงานวันละ 8 ชั่วโมง จนได้ชัยชนะในที่สุด ภายหลังได้มีการหลังในประเทศต่าง ๆ จึงได้ถือให้วันที่ 1 พฤษภาคมของทุกปีเป็น วันกรรมกรสากล หรือ วันกรรมกรโลก (May Day หรือ Labor Day) ส่วนความเคลื่อนไหวของกรรมกรในประเทศไทยนั้น ได้เคยเคลื่อนไหวเรียกร้องให้รัฐบาลถือเอาวันกรรมการสสากลเป็นวันกรรมกรแห่งประเทศไทย ให้กรรมกรเฉลิมฉลองในวันนี้ได้ รวมทั้งให้กรรมกรทั่วประเทศหยุดงานโดยไม่ถูกตัดค่าแรง จนในที่สุด รัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้อนุญาติให้ถือเอาวันที่ 1 พฤษภาคมของทุกปีเป็น วันกรรมกร โดยเริ่มในปี 2499 เป็นปีแรก ต่อมาได้เปลี่ยนเป็น วันแรงงานแห่งชาติ
-
มาร์กาเร็ต แธตเชอร์
มาร์กาเร็ต แธตเชอร์ (Margaret Thatcher) อดีตนายกรัฐมนตรีหญิงเหล็กแห่งอังกฤษ เกิดเมื่อ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2468 ที่เมืองแกรนแทม มลฑลลิงคอล์นไชร์ ครอบครัวเปิดร้านขายของชำและมีความสนใจในการเมืองและศาสนา แธตเชอร์เรียนจบคณะเคมีจากวิทยาลัยซอมเมอร์วิลล์แห่งมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด ระหว่างที่เรียนอยู่ได้เป็นประธานสมาคมอนุรักษ์นิยมประจำมหาวิทยาลัย เรียนจบแล้วเริ่มทำงานเป็นนักวิจัยด้านเคมีให้กับบริษัทเอกชนหลายแห่ง เข้าสู่วงการเมืองหลังจากได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแห่งฟินช์เลย์ในปี 2502 ต่อมาในปี 2513-2517 ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการและวิทยาศาสตร์ จากนั้นปี 2518 ได้เป็นหัวหน้าพรรคอนุรักษ์นิยม (Conservative Party) ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองสตรีคนแรกในประวัติศาสตร์การเมืองของอังกฤษ ในปี 2522 ได้รับการเลือกตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของอังกฤษ และดำรงตำแหน่งติดต่อกันถึงสามสมัย ตั้งแต่ปี 2522-2533 เธอใช้นโยบายปฏิรูปที่รุนแรงหลายอย่าง เช่น การจัดบทบาทของสหภาพแรงงาน ลดภาษีเงินได้ สนับสนุนวิสาหกิจเอกชน และแปรรูปรัฐวิสาหกิจที่รัฐเคยยึดมากระจายให้เอกชน เธอได้รับการสนับสนุนมากขึ้นหลังจากผลักดันให้อังกฤษทำสงครามจนได้รับชัยชนะใน “สงครามหมู่เกาะฟอล์คแลนด์” (Falkland War) ในปี 2525 และการออกกฎหมายที่เปิดโอกาสให้ผู้เช่าบ้านสามารถซื้อบ้านที่ตนเช่าได้ แต่ด้วยวิธีการทำงานแบบเบ็ดเสร็จ คัดค้านการเข้าร่วมเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป นโยบายภาษีผู้มีสิทธิ์ออกเสียง (Poll Tax) ด้วยยึดมั่นในความคิดของตัวเองอย่างมั่นคงไม่ว่าจะถูกวิจารณ์อย่างไร ทำให้เธอเกิดความขัดแย้งกับเพื่อนร่วมงาน ในที่สุดก็หมดอำนาจและลาออกในปี 2533 เธอได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้นำที่กล้าตัดสินใจและกล้าเผชิญหน้า จนได้รับฉายาว่า “หญิงเหล็ก” (The Iron Lady) เป็นนายกรัฐมนตรีอังกฤษที่อยู่ในตำแหน่งนานที่สุดในคริสต์ศตวรรษที่ 20 ในบั้นปลายชีวิตเธอได้รับการแต่งตั้งเป็นขุนนางชั้นบารอน หรือ “รัฐสตรี” และได้ตระเวนปาฐกถาไปทั่วโลกในนามของมูลนิธิแทตเชอร์ มาร์กาเร็ต แธตเชอร์ ถึงแก่อสัญกรรมเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2556 ที่โรงแรม Ritz ในกรุงลอนดอน ด้วยอาการเส้นเลือดในสมองอุดตัน รวมอายุได้ 87 ปี
-
อิศรา อมันตกุล
อิศรา อมันตกุล นักเขียนนักหนังสือพิมพ์คนสำคัญของไทย
-
พระองค์เจ้าวิวัฒนไชย
พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิวัฒนไชย นักการเงินการคลังคนสำคัญของไทย พระองค์เจ้าวิวัฒนไชยประสูติเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2442 พระนามเดิมคือ หม่อมเจ้าวิวัฒนไชย ไชยันต์ เป็นพระโอรสใน พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าไชยมงคล กรมหมื่นมหิศรราชหฤทัย และหม่อมส้วน ไชยันต์ ทรงสำเร็จการศึกษาจาก Ecole des Sciences Politiques กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส จากนั้นได้กลับเมืองไทย เริ่มดำรงตำแหน่งเลขานุการกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ การงานก้าวหน้าขึ้นเรื่อย ๆ ทรงเคยดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสรรพกร อธิบดีกรมศุลกากร ทรงดำรงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยพระองค์แรกเมื่อปี 2498 และทรงดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระหว่างปี 2491-2492 เมื่อครั้งทรงดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาฝ่ายไทยของกระทรวงการคลัง ได้ทรงเสนอร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการเตรียมจัดตั้งธนาคารชาติไทย ในที่สุดสภาผู้แทนราษฎรได้อนุมัติร่างพระราชบัญญัติและประกาศในราชกิจจานุเบกษา สำนักงานธนาคารชาติไทย จึงได้ถือกำเนิดขึ้น ต่อมาได้เปลี่ยนเป็น ธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดดำเนินการเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2485 พระองค์เจ้าวิวัฒนไชยได้ทรงดำรงตำแหน่งผู้ว่าการพระองค์แรก ระหว่างที่ดำรงตำแหน่งต้องเผชิญปัญหาด้านการเงินการคลังในระหว่างสงคราม ตลอดจนการป้องกันภาวะเงินเฟ้อในประเทศ พระองค์จึงทรงเสนอวิธีการต่าง ๆ ต่อรัฐบาล จนสามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้สำเร็จลุล่วงได้ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิวัฒนไชย สิ้นพระชนม์ เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2503
-
ฌอง ฌิโอโน
ฌอง ฌิโอโน (Jean Giono) นักประพันธ์ชาวฝรั่งเศส ผู้แต่งนวนิยายเรื่องเล็กแต่ยิ่งใหญ่ “The Man Who Planted trees” (คนปลูกต้นไม้) เกิดเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2438 ที่แคว้นโปรวองซ์ ตอนเหนือของฝรั่งเศส ซึ่งเขาอยู่ที่นี่เกือบตลอดชีวิต บิดาของจีโอโนเป็นช่างทำรองเท้า มารดาเปิดร้านซักรีด ตอนอายุสิบหกปี เขาออกจากโรงเรียนมาทำงานเป็นเสมียนในธนาคารจนถึงปี 2472 ขณะอายุได้ 34 ปี เมื่อนิยายสองเรื่องแรกของเขาประสบความสำเร็จ คือ “Collines” และ “Un de Baumugnes” จึงลาออกจากงานมาเขียนหนังสือเต็มตัว ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 เขาถูกเรียกตัวไปรับใช้ชาติ จนถูกจับเป็นเชลยและถูกทรมานโดยการรมแก๊สพิษ หลังจากนั้นเขากลายเป็นนักยืนหยัดเพื่อความสงบและแนวคิดเสรีนิยม จนถูกจำคุกช่วงสั้น ๆ สองครั้งก่อนและหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ฌิโอโนเขียนนิยายทั้งหมดราวสามสิบเรื่อง ส่วนใหญ่จะมีฉากอยู่ในแคว้นโปรวองซ์บ้านเกิดของเขาทั้งสิ้น ผลงานชิ้นสำคัญได้แก่ “Que ma joie demeure”, “Le Hussard sur le toit” และ “L’homme qui plantait des arbres” (The man who planted trees) ผลงานของเขามีความเรียบง่ายและมีพลัง ส่วนใหญ่แล้วจะมีแก่นหลักในเรื่องความงามและความโหดเหี้ยมของธรรมชาติ ที่ขัดแย้งกับความปรารถนาอยากได้เสรีภาพของมนุษย์ นอกจากนิยายแล้วเขายังเขียนบทกวี บทละคร ความเรียง และบันทึกเหตุการณ์ไว้บ้าง และเข้าไปช่วยอำนวยการสร้างภาพยนตร์อยู่สองสามเรื่อง เขาเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจวายเมื่ออายุ 75 ปี เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2513
-
โทรศัพท์
วันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2420 อเล็กซานเดอร์ เกรแฮม เบลล์ (Alexander Graham Bell) ได้ให้บริการ โทรศัพท์ (Telephone) ในเชิงพาณิชย์เป็นครั้งแรก ที่เมืองฮามิลตัน มลรัฐออนตาริโอ ประเทศแคนาดา (Hamilton, Ontario) ทั้งนี้ เบลล์ได้ประดิษฐ์โทรศัพท์เครื่องแรกเมื่อปี 2419 ปีต่อมาเขาได้ก่อตั้งบริษัท เบลล์ เทเลโฟน (Bell Telephone company) ก่อนจะเริ่มเปิดบริการโทรศัพท์ในเชิงพาณิชย์ ซึ่งได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ภายในปี 2429 ได้มีผู้ใช้โทรศัพท์กว่า 150,000 เครื่องทั่วอเมริกา ในระยะหลังเขาประสบความสำเร็จทางธุรกิจอย่างมากจนกลายเป็นมหาเศรษฐีแต่ก็ได้ทำงานเพื่อสังคมโดยก่อตั้งสมาคมแนะนำและสอนคนหูพิการ ชื่อว่า American Association to Promote the Teaching of spech to Deaf นอกจากนี้เขายังมีความสำคัญในงานวิจัยทางด้านอากาศยาน นับว่าโทรศัพท์ที่เขาพัฒนาขึ้น ได้ส่งผลให้การสื่อสารเจริญก้าวหน้าขึ้น จนโทรศัพท์กลายเป็นเครื่องมือที่สำคัญของมนุษย์ในปัจจุบัน
-
วอลต์ วิตแมน
วอลต์ วิตแมน (Walter “Walt” Whitman) กวีชาวอเมริกัน เกิดที่เมืองลองไอส์แลนด์ รัฐนิวยอร์ก เกิดวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2362 ตอนเด็ก ๆ วิตแมนได้รับอิทธิพลทางความคิดแบบเสรีนิยม และทัศนคติด้านการเมือง จากพ่อของเขา ซึ่งเป็นช่างไม้ที่นับถือนิกายเควกเกอร์ (Quaker–นิกายย่อยของคริสตจักรโปรเตสแตนท์) ตอนอายุ 11 ขวบเขาทำงานเป็นเด็กรับใช้ประจำสำนักงานกฎหมาย จากนั้นย้ายมาเป็นเด็กเรียงพิมพ์ ก่อนจะได้ทำงานหนังสือพิมพ์และเป็นบรรณาธิการในที่สุด เขาได้เขียนบทความวิพากษ์วิจารณ์กฎหมายค้าทาสของรัฐบาลอย่างรุนแรง ด้วยความเชื่อมั่นในพลังของประชาธิปไตยอย่างมาก ผลงานที่สร้างชื่อให้เขาได้แก่หนังสือรวมบทกวีชุด Leaves of Grass ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 2398 บทกวีชุดนี้ได้แสดงออกถึงจิตวิญญาณอิสระแห่งวัยเยาว์ ผลงานของวิตแมนส่วนใหญ่จะสดุดีความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ คุณค่าของปัจเจกชน เสรีภาพและภาดรภาพ วิ ตแมนเสียชีวิตเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2435 เขาได้รับการยกย่องว่าเป็นกวีชาวอเมริกันที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ผลงานของเขามีอิทธิพลต่อวงการวรรณกรรมมาจนทุกวันนี้
-
สถานีอวกาศซัลยุต 1
เมื่อวันที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2514 ซัลยุต 1 (salyut 1) สถานีอวกาศของรัสเซีย เป็นสถานีอวกาศแห่งแรกที่ถูกส่งขึ้นไปสู่วงโคจรของโลก นับเป็นการเริ่มต้นของ ยุคอวกาศ อีก 3 วันจากนั้นโซเวียตก็ส่งยานอวกาศ โซยุส 10 (Soyuz 10) เพื่อนำมนุษย์อวกาศ 3 คนเข้าไปประจำการอยู่ในสถานีอวกาศซัลยุต 1 แม้ยานโซยุส 10 จะสามารถต่อเชื่อมเข้ากับสถานีอวกาศได้สำเร็จ แต่ก็เกิดความขัดข้องทางเทคนิค ทำให้มนุษย์อวกาศไม่สามารถเข้าไปปฏิบัติภารกิจในสถานีอวกาศได้ ต่อมาวันที่ 6 มิถุนายนปีเดียวกัน โซเวียตจึงประสบความสำเร็จในการส่งมนุษย์เข้าไปประจำการอยู่ในสถานีอวกาศซัลยุต 1 ใน ปฏิบัติการโซยุส 11 (Soyuz 11) หลังจากที่สถานาอวกาศซัลยุต 1 โคจรรอบโลก 2,929 รอบ หรือ 175 วัน เชื้อเพลิงก็ถูกเผาไหม้หมดและกลับลงสู่ผิวโลกเมื่อวันที่ 11 ตุลาคมปีเดียวกัน ซัลยุต 1 นับเป็นสถานีอวกาศแห่งแรกของโลกที่เป็นฐานสำคัญสำหรับการบุกเบิกอวกาศของมนุษย์
-
บอสตัน มาราธอน
การแข่งขัน บอสตัน มาราธอน (Boston Marathon) เริ่มจัดขึ้นครั้งแรกที่เมืองบอสตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2440 นับเป็นการแข่งขันวิ่งมาราธอนประจำปีที่เก่าแก่ที่สุดในโลก การแข่งขันครั้งนี้เกิดจากความคิดของ จอห์น แกรมห์ (John Graham) ผู้จัดการทีมนักกีฬาโอลิมปิกของสหรัฐฯ โดยการสนับสนุนของนักธุรกิจนาม เฮอร์เบิร์ต ฮอลตัน (Herbert H. Holton) ในการแข่งขันครั้งนั้นมีระยะทางรวม 24.5 ไมล์ เริ่มจาก Irvington Oval ไปสู่ Metcalfe’s Mill เมืองแอชแลนด์ (Ashland) ผลปรากฏว่า จอห์น แม็คเดอร์ม็อทท์ (John J. McDermott) ชาวนิวยอร์กเป็นผู้ชนะ ทำเวลาได้ 2:55:10 ชม. ต่อมาในปี 2451 ได้มีการเพิ่มระยะทางเป็น 26 ไมล์ 385 หลา (42.195 กม.) ตามมาตรฐานกีฬาโอลิมปิกสมัยใหม่ ซึ่งใช้มาจนทุกวันนี้ ในปี 2509 ได้เปิดให้ผู้หญิงเข้าร่วมแข่งขันเป็นครั้งแรก และในปี 2518 ได้เพิ่มการแข่งขันประเภทวีลแชร์เข้ามาด้วย สถิติสูงสุดคือ 2:22:17 ชม. ซึ่ง แอมบี เบอร์ฟุต (Amby Burfoot) ทำไว้เมื่อปี 2511 แม้ในครั้งแรกจะมีผู้เข้าร่วมแข่งขันเพียง 15 คนแต่ปัจจุบันการแข่งขันบอสตันมาราธอนมีผู้เข้าร่วมแข่งขันกว่า 2 หมื่นคน ทั้งนี้การแข่งขันวิ่งมาราธอนในกีฬาโอลิมปิกสมัยใหม่จัดขึ้นครั้งแรกในปี 2439 เพื่อระลึกถึง ฟิดิปปิเดส (Pheidippides) พลส่งสาร ที่วิ่งจากสมรภูมิทุ่งมาราธอนมายังกรุงเอเธนส์ (ระยะทางประมาณ 42 กม.) เพื่อแจ้งข่าวชัยชนะของกรีกต่อจักรวรรดิเปอร์เซียเมื่อ 490 ปีก่อนคริสตกาล หลังจากที่แจ้งข่าวเสร็จแล้วเขาก็ล้มลงขาดใจตาย
-
รถจิป
“รถจิป” (Jeep) ยานยนต์ขับเคลื่อนสี่ล้อในตำนาน คันแรกถูกผลิตขึ้นเมื่อ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2484 เพื่อใช้เป็นยานยนต์อเนกประสงค์ในราชการทหารในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เนื่องจากในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 กองทัพเยอรมนีได้สร้างความเกรงขามด้วยหน่วยเคลื่อนที่เร็ว ซึ่งมีรถมอเตอร์ไซค์พ่วงข้างเป็นพาหนะ ดังนั้นเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ระเบิดขึ้น อเมริกาจึงพยายามสรรหาพาหนะเคลื่อนที่เร็วที่มีสมรรถนะดีกว่ามอเตอร์ไซค์พ่วงข้าง ในที่สุดจึงออกมามาเป็นรถจิป โดยชื่อ “จิป” (Jeep) สันนิษฐานว่ามาจากคำว่า “General Purpose (Vehicle)” เรียกย่อ ๆ ว่า “GP” ต่อมากร่อนเสียงเป็น “จิป” (Jeep) รถจิปคันแรกใช้ชื่อรุ่นว่า “Willys MB” ผลิตโดยบริษัท วิลลีส์ (Willys) และ ฟอร์ด (Ford Motor) ระหว่างปี 2484-2488 ขนาดยาว 333 ซม. กว้าง 157.5 ซม. น้ำหนักประมาณ 1 ตัน ใช้เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบขนาด 2,199 ซีซี. กำลัง 60 แรงม้า มี 4 เกียร์รวมเกียร์ถอยหลัง และเกียร์ขับเคลื่อนสี่ล้ออีก 2 เกียร์ ผลิตทั้งหมดราว 650,000 คัน นับว่ารถยนต์รุ่นนี้ได้เป็นตัวจักรสำคัญที่ทำให้ฝ่ายสัมพันธมิตรได้รับชัยชนะในสงคราม จากความแข็งแกร่งสามารถบุกตะลุยได้ดีในเส้นทางทุรกันดาร และผ่านการทดสอบจากสมรภูมิรบมาแล้ว เมื่อบ้านเมืองสงบรถจิปจึงถูกปรับปรุง พัฒนา ยานยนต์สำหรับประชาชนทั่วไปใช้ในชีวิตประจำวัน ในรหัสรุ่นว่า “CJ” ซึ่งย่อมาจาก “Civilian Jeep” จิปสำหรับพลเมืองรุ่นแรกคือ “CJ-2″ ออกในปี 2487 ตามมาด้วย “CJ-2A”, “CJ-3A”, “CJ-4″ จนถึง “CJ-10″ ซึ่งเป็นรุ่นสุดท้ายในรหัสนี้ ผลิตระหว่างปี 2524-2528 จากนั้นก็ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น “Jeep Wrangler” ตั้งแต่ปี 2527…
-
แบงค์
วันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2432 ธนาคารฮ่องกงและเซียงไฮ้ (ปัจจุบันคือ HSBC) ซึ่งเป็นธนาคารต่างประเทศที่เข้ามาดำเนินการในประเทศไย เริ่มนำ “บัตรธนาคาร” หรือเรียกทัพศัพท์ว่า “แบงก์โน้ต” (Bank Note) ออกใช้ในประเทศไทยเป็นครั้งแรก ตามพระบรมราชานุญาตของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ที่ต้องการให้พิมพ์บัตรธนาคารขึ้นใช้เป็นเงินตราเพื่อบรรเทาปัญหาที่โรงกษาปณ์ผลิตเหรียญเงินของไทยไม่ทันกับความต้องการ ในช่วงที่การค้าระหว่างประเทศกำลังขยายตัว ภายหลังธนาคารต่างประเทศอื่น ๆ ก็ได้พิมพ์แบงก์โน้ตออกมาบ้าง แต่ก็ไม่ได้รับความนิยมในวงกว้างนัก แบงก์โน้ตเป็นตั๋วเงินชนิดหนึ่งที่ธนาคารออกให้ เป็นตั๋วสัญญาจะจ่ายเงินตราโลหะแก่ผู้ที่นำบัตรนี้มาขึ้นเมื่อทวงถาม แต่ไม่สามารถใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย ประชาชนทั่วไปจึงไม่ยอมรับชำระหนี้ การใช้แบงก์โน้ตจึงจำกัดอยู่ในวงแคบ คงใช้เฉพาะในหมู่พ่อค้าชาวต่างชาติ และประชาชนชั้นสูงในพระนครเท่านั้น เมื่อใช้ไปได้ระยะหนึ่ง รัฐบาลก็ได้สั่งพิมพ์เงินกระดาษจากประเทศเยอรมนี และพิมพ์เองจนกลายเป็นธนบัตรอย่างในปัจจุบัน คำว่า “แบงก์โน้ต” ทำให้ประชาชนคุ้นเคยกับการใช้เงินกระดาษ จึงเรียกธนบัตรว่า “แบงก์” มาจนทุกวันนี้
-
เอลลา ฟิทซ์เจอรัลด์
เอลลา ฟิทซ์เจอรัลด์ (Ella Jane Fitzgerald) นักร้องเพลงแจ๊สชาวอเมริกัน ผู้ได้รับการยกย่องให้เป็น “สตรีหมายเลขหนึ่งแห่งวงการเพลง” (The First Lady of Song) เกิดเมื่อวันที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2460 ที่รัฐเวอร์จิเนีย เอลลาเริ่มหลงไหลเสียงดนตรีมาตั้งแต่เด็กโดยเฉพาะ หลุยส์ อาร์มสตรอง (Louis Armstrong) , บิง ครอสบี (Bing Crosby) และ เดอะ บอสเวล ซิสเตอร์ส (the Boswell Sisters) และเริ่มฝึกร้องเพลงมาตั้งแต่นั้น 21 พฤศจิกายน 2477 เอลลาขึ้นเวทีครั้งแรกที่ อพอลโล เธียเตอร์ (Apollo Theater) ย่านฮาร์เล็มของกรุงนิวยอร์ก ด้วยน้ำเสียงสดใสของเธอ ได้ดึงแขกมาจนแน่นฮอลล์นับสัปดาห์ มกราคมปีต่อมาเธอได้ร่วมวงบิ๊กแบนด์ของ ชิค เว็บบ์ (Chick Webb) และหลังจากเว็บบ์เสียชีวิตเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2482 เอลลาก็ขึ้นเป็นหัวหน้าวงต่อ มาถึงยุค สวิง (Swing) เธอก็นำวงบิ๊กแบนด์นี้ตระเวนทัวร์อเมริกา เมื่อเข้าสู่ยุค บีบ็อพ (Bebop) เธอเข้าร่วมวง ดิซซี กิลเลสปี (Dizzy Gillespie) เอลลาพัฒนาการร้องแบบ แสกต (scat) จนเสียงร้องเพลงของเธอเป็นดั่งเครื่องดนตรีชิ้นหนึ่งในวง ในช่วงที่อยู่ค่าย เวิร์ฟ (Verve) เธอได้บันทึกผลงานชิ้นสำคัญของ โคล พอร์เตอร์ (Cole Porter) นักประพันธ์เพลงแจ๊สอมตะ คือ Ella Fitzgerald Sings the Cole Porter Songbook ทั้งหมด 8 ชุด ซึ่งต่อมาได้รับการยกย่องให้เป็น Great American Songbook นอกจากนี้เธอยังรวบรวมผลงานของ ดุ๊ก…
-
ลีโอ ตอลสตอย
ลีโอ ตอลสตอย (Count Leo Nikolayevich Tolstoy) หนึ่งในนักเขียนนิยายผู้ยิ่งใหญ่ของโลกชาวรัสเซีย เกิดวันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2371 ในครอบครัวชนชั้นสูงซึ่งเป็นตระกูลขุนนางเก่าที่เมืองยัสนายา ปอลยานา (Yasnaya Polyana) ทางตอนกลางของรัสเซีย บิดาเป็นายทหาร มารดาคือเจ้าหญิง วอลคอนสกี (Princess Volkonsky) เสียชีวิตตอนเขาสองชวบ ส่วนบิดาเสียชีวิตตอนเขา 9 ขวบ จากนั้นเขาก็อยู่ในความดูแลของป้า ตอลสตอยเรียนกฎหมายและภาษาตะวันออกที่มหาวิทยาลัยคาซาน (Kazan University) และลาออกในเวลาต่อมา ละคราบชนชั้นสูงทิ้งแล้วทดลองใช้ชีวิตเป็นชาวนาที่บ้านเกิด และเริ่มทำงานวรรณกรรมโดยเริ่มจากแปลงผลงานของ ลอว์เรนซ์ สเติร์น (Laurence Sterne) เรื่อง “A Sentimental Journey Through France and Italy” ให้เป็นภาษารัสเซีย จากนั้นก็เริ่มเขียนเรื่องสั้นและนิยาย ในปี 2394 เรื่องสั้นเรื่องแรกก็ได้รับการตีพิมพ์คือ “A History of Yesterday” จากนั้นก็สมัครเข้าเป็นทหารในกองทหารปืนใหญ่ ถูกส่งไปประจำอยู่ที่เมืองคอสแซคส์ (Cossacks) ได้ร่วมรบในหลายสมรภูมิ ระหว่างนั้นเขาก็เขียนนิยายเรื่องแรกจบคือ “Childhood” ในปี 2395 ส่งไปตีพิมพ์ในนิตยสาร “Sovremennik” แม้จะถูกบรรณาธิการปรับต้นฉบับไปบ้าง แต่นิยายเรื่องนี้ก็ได้แจ้งเกิดให้ตอลสตอย ได้มีที่ยืนในวงวรรณกรรมรัสเซียในทันที จากนั้นก็ใช้ประสบการณ์ระหว่างประจำการที่เมือง Sevastopol เขียนนิยายเชิงประวัติศาสตร์เรื่อง “Sevastopol Sketches” หลังจากปลดประจำการเขาใช้เวลาระหว่างปี 2399-2345 ท่องเที่ยวไปทั่วยุโรป จนได้พบว่าคนชั้นกลางชาวยุโรปนั้นกำลังหลงไหลวัตถุนิยมและเห็นแก่ตัวอย่างยิ่ง ทำให้เขาได้พล็อตเรื่องสั้นและนิยายอีกหลายเรื่อง อาทิ “The Cossacks” แม้เขาจะเกิดในตระกูลชนชั้นสูงแต่เขากลับชอบใช้ชีวิตเรียบง่าย เป็นปัญญาชนที่ปฏิเสธค่านิยมที่แข่งกันพัฒนาความก้าวหน้าแบบตะวันตก หลังจากได้รับมรดกเป็นที่ดินผืนใหญ่ เขาก็พยายามช่วยเหลือยกระดับชีวิตชาวนาให้ดีขึ้น โดยก่อตั้งโรงเรียนทางเลือกเพื่อสอนเด็ก ๆ ชาวนาที่เมืองยาสนายาในปี 2402 ซึ่งนับว่าก้าวหน้ามากในสมัยนั้น ก่อนที่ เอ. เอส นีล (A. S. Neill) จะตั้งโรงเรียน “ซัมเมอร์ฮิลล์” (Summerhill School…
-
วันครู
วันครู เป็นวันที่กำหนดขึ้นเพื่อให้ระลึกถึงความสำคัญของครู ในด้านการศึกษาและการพัฒนา และเป็นการส่งเสริมวิชาชีพนี้ โดยองค์การ UNESCO กำนหดให้วันที่ ๕ ตุลาคมของทุกปีเป็นวันครูโลกตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๓๗(ค.ศ.๑๙๙๔) หากในหลายประเทศจัดไม่ตรงกับวันดังกล่าว เช่น อินเดีย เป็นวันที่ ๕ กันยายน, มาเลเซีย เป็นวันที่ ๑๖ พฤษภาคม, ไต้หวัน เป็นวันที่ ๒๘ กันยายน และ ตุรกี เป็นวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน เป็นต้น สำหรับประเทศไทย กำหนดให้วันที่ ๑๖ มกราคมของทุกปีเป็นวันครู ที่มาของการจัดวันนี้ในไทย เนื่องจากมีครูจำนวนมากเรียกร้องให้เห็นถึงความสำคัญของวิชาชีพนี้ปรากฎในสื่อหลายด้าน ในคณะรัฐบาลสมัย จอมพล ป.พิบูลสงคราม จึงได้มีมติในวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๔๙๙ ให้วันที่ ๑๖ มกราคมของทุกปีเป็น “วันครู” โดยถือเอาวันที่ประกาศพระราชบัญญัติครูในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ ๑๖ มกราคม ๒๔๘๘ มาใช้เป็นวันสำคัญนี้ เนื่องจากต้องการจะสนับสนุนและยกย่องเกียรติของครูให้มีสิทธิเช่นเดียวกับข้าราชการพลเรือนทั่วไป ทางราชการได้กำหนดให้วันนี้เป็น “วันครู” ขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อ ๑๖ มกราคม ๒๕๐๐
-
ติชนัทฮันห์
หลวงปู่ ติชนัทฮันห์ (Thich Nhat Hanh) ธรรมาจารย์ด้านพุทธศาสนานิกายเซนชาวเวียตนาม ภิกษุนักรณรงค์เรื่องสันติภาพ ชื่อเดิมคือ เหงียนซวนเบ๋า (Nguyen Xuan Bao) ถือกำเนิดที่จังหวัดกวงสี ตอนกลางของเวียดนาม วันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2511ตอน 9 ขวบ ท่านเห็นปกหนังสือที่มีภาพพระพุทธองค์นั่งบนสนามหญ้าด้วยรอยยิ้มสงบงามและเต็มไปด้วยความสุข ความประทับใจครั้งนั้นทำให้ท่านตัดสินใจเข้าสู่เพศบรรพชิตเมื่ออายุได้ 16 ปี ที่วัดตื่อฮิ้ว (Tu Hieu) ใกล้ ๆ เมืองเว้ อีกเจ็ดปีต่อมาจึงอุปสมบถเป็นพระภิกษุ ได้รับฉายาว่า “ติชนัทฮันห์” ติช เป็นคำเรียกพระ หมายถึงผู้สืบทอดพุทธศาสนา ส่วน นัทฮันห์ หมายถึงการกระทำเพียงหนึ่ง ท่านได้เรียนรู้และฝึกฝนการดำรงสติอยู่กับปัจจุบันขณะที่วัดเซนแห่งนี้เอง ปี 2504 ท่านเดินทางไปศึกษาวิชาศาสนาเปรียบเทียบที่มหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา และเป็นผู้ช่วยสอนที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย สองปีหลังจากนั้น สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างเวียตนามเหนือ-ใต้เริ่มรุนแรงมากขึ้น ขณะที่ในเวียตนามใต้ก็มีความขัดแย้งภายในอย่างรุนแรง เมื่อ ประธานาธิบดีโงดินห์เดียม (Ngo Dinh Diem) บังคับให้ประชาชนเปลี่ยนไปนับถือคริสตศาสนาเช่นเดียวกับตนเอง ด้วยเชื่อว่าเป็นหนทางนำไปสู่การพัฒนาประเทศก่อให้เกิดขบวนการชาวพุทธออกมาต่อต้าน จนกระทั่งพระภิกษุรูปหนึ่งจุดไฟเผาตัวเอง ท่านติชนัทฮันห์จึงถูกเรียกตัวกลับมาช่วยแก้ไขปัญหา เมื่อกลับมาถึง ท่านได้ก่อตั้ง “คณะเทียบหิน” (The Sanga of Interbeing) และโรงเรียนเยาวชนเพื่อบริการสังคม (the School of Youth for Social Services หรือ SYSS) เพื่อนำพุทธศาสนามาช่วยเหลือสังคมโดยยึดหลักสันติวิธี ท่านมักสอนอยู่เสมอว่า “เราไม่จำเป็นต้องแบ่งแยกว่าเราเป็นฝ่ายเหนือหรือฝ่ายใต้ เป็นพุทธหรือเป็นคริสต์ เพราะไม่ว่าเราจะเป็นอะไร ความเจ็บปวดล้วนเป็นหนึ่งเดียวเสมอ” ด้วยแนวคิดที่อ่อนโยนและทรงพลัง ทำให้กิจกรรมของท่านประสบความสำเร็จอย่างมาก มีประชาชนนับหมื่นคนอุทิศตนเป็นอาสาสมัครเพื่อสังคม นอกจากนี้ท่านยังได้ร่วมก่อตั้งสำนักพิมพ์และเขียนหนังสือเกี่ยวกับพุทธศาสนาออกเผยแพร่หลายเล่ม ไม่นานรัฐบาลก็ส่งทหารเข้ามากวาดล้างสมาชิกในองค์กรของท่าน ขณะที่มหาเถระสมาคมมองว่าองค์กรของท่านเป็นพวกนอกรีต ระหว่างที่สงครามเวียดนามรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ท่านได้รับนิมนต์ไปสหรัฐอเมริกา เพื่อเป็นตัวแทนของชาวเวียดนามกล่าวถึงความปรารถนาและความเจ็บปวด รวมทั้งเจรจาเพื่อการหยุดยิง และพยายามหลายวิถีทางเพื่อสันติภาพของเวียดนาม จนท่านถูกต่อต้านจากผู้นำเวียดนามเหนือ-ใต้ และถูกสั่งห้ามกลับเข้าประเทศตั้งแต่ปี 2516 เป็นต้นมา ก่อนที่สงครามจะสงบท่านได้สร้างชุมชนเล็ก ๆ ในกรุงปารีส…
-
เบนิโต มุสโสลินี
เบนิโต มุสโสลินี (Benito Amilcare Andrea Mussolini) ผู้สถาปนาลัทธิ “ฟาสซิสม์” (Fascism) นายกรัฐมนตรีและผู้นำจอมเผด็จการของอิตาลี เกิดวันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2426ในครอบครัวที่ยากจนในเมืองเปรแดปปิโอ (Predappio) แคว้นเอมิเลีย-โรแมกนา (Emilia-Romagna) ทางตอนเหนือของอิตาลี มารดาเป็นครู บิดาเป็นช่างเหล็กที่เลื่อมใสลัทธิสังคมนิยม ตอนแปดขวบเขาถูกไล่ออกจากโบถส์เพราะแกล้งผู้อื่น จากนั้นถูกส่งเข้าโรงเรียนประจำแต่ก็ถูกไล่ออกเพราะทำร้ายร่างกายนักเรียนคนอื่นและครู ตอนอายุ 19 ปีเขาหนีทหารโดยย้ายไปยังประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ทำงานไมเป็นหลักแหล่งจนถูกจับในข้อหาคนจรจัด ในที่สุดก็ต้องกลับบ้านเกิดไปเกณฑ์ทหาร ต่อมาเขาเข้าเป็นสมาชิกพรรคสังคมนิยมของอิตาลี (Italian Socialist Party) เป็นหนึ่งในกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ของพรรคคือ “L’Avvenire del Lavoratore” (อนาคตของกรรมาชีพ) เขาเขียนนิยายเรื่อง “Claudia Particella, l’amante del cardinale” (The Cardinal’s Mistress) ตีพิมพ์เป็นตอน ๆ ในปี 2453 ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 (2457-2462) ในฐานะกระบอกเสียงคนสำคัญของพรรคสังคมนิยม เขาพยายามผลักดันให้พรรคเห็นด้วยกับฝ่ายรัฐบาลในการเข้าร่วมสงคราม ในที่สุดก็ถูกขับออกจากพรรค เขาถูกเกณฑ์เข้าเป็นทหารและได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย หลังสงครามสงบลง มุสโสลินีก็สถาปนาลัทธิฟาสซิสม์ขึ้นที่เมืองมิลานเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2461 โดยได้รับอิทธิพลจาก ฮิตเลอร์ (Adolf Hitler) ปีต่อมามุสโสลินีก่อตั้ง “พรรคฟาสซิสม์” (National Fascist Party) ขึ้นที่กรุงโรม เพื่อเตรียมกองกำลังปฏิวัติอิตาลีในปี 2465 เปลี่ยนอิตาลีเป็นรัฐฟาสซิสม์ และก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2465 ประชาชนผู้เลื่อมใสต่างเรียกเขาว่า “il Duce” (ท่านผู้นำ) จากนั้นเขาก็สถาปนาตนเองเป็นเผด็จการเต็มรูปแบบ บังคับให้ยกเลิกระบบรัฐสภา แทนด้วย “รัฐบรรษัท” (Corporate State) รวบอำนาจอย่างเป็นทางการ จัดตั้งรัฐวาติกัน ยึด อบิสซีเนีย (เอธิโอเปียปัจจุบัน) เป็นเมืองขึ้นในปี 2479 พร้อมกับเข้าร่วมกับฝ่าย นายพลฟรังโก (Francisco Franco)…




















