โลกศิลปะวัฒนธรรม
-
คนสร้างคำ : Masiakasaurus knopfleri (มาเซียกาซอรัส คฺนอปเฟลอริ)
คำข้าว ภาพประกอบ : “นายดอกมา” “ถ้าไม่ใช่เพราะเพลงของเขา เราอาจไม่พบไดโนเสาร์ตัวนี้ตั้งแต่แรกก็ได้” สกอตต์ แซมป์สัน นักโบราณชีววิทยาแห่งมหาวิทยาลัยยูทาห์ สหรัฐอเมริกา คนที่ค้นพบฟอสซิลไดโนเสาร์ชนิดใหม่ของโลก พูดประโยคข้างต้นอย่างยกความดีให้ “เขา” คนหนึ่ง “เขา” คนนั้นไม่เคยปรากฏว่ามาช่วยใครขุดไดโนเสาร์เลยสักที อยู่ดีๆ ก็มีไดโนเสาร์เป็นชื่อตัวเองได้ ปลายทศวรรษที่แล้ว แซมป์สันและคณะนักขุดค้นชาวอเมริกันต่างมหาวิทยาลัยพากันไปปักหลักสำรวจหาฟอสซิลไดโนเสาร์ที่เกาะมาดากัสการ์ แดนอุดมสัตว์หน้าตาประหลาด ขณะขุดค้นคราใดที่ได้ฟังเพลงของวง Dire Straits คณะของแซมป์สันก็มักได้พบฟอสซิลไดโนเสาร์ครานั้น จึงทั้งน่าและไม่น่าประหลาดใจปนกันไปที่แซมป์สันและคณะจะยกชื่อไดโนเสาร์ตัวใหม่ให้แก่มือกีตาร์นักแต่งเพลงรุ่นเก๋าเก๋าอย่าง มาร์ก คฺนอปเฟลอร์ นักร้องนำผู้เป็นพลังขับเคลื่อนวงร็อกอย่าง Dire Straits ทั้งที่ใครในคณะนักขุดอาจตั้งชื่อไดโนเสาร์ตัวนั้นตามชื่อผู้ค้นพบก็ได้ “ไม่มีอะไรที่ให้เกียรติคฺนอปเฟลอร์ได้ดีกว่าการตั้งชื่อไดโนเสาร์ตามชื่อของเขา” นั่นเป็นการยกย่องตามประสานักโบราณชีววิทยาอย่างแซมป์สัน ในชีวิตของคฺนอปเฟลอร์เคยได้รับการยกย่องจากวงการอื่นๆ อาทิ ได้รับเครื่องราชฯ จากควีนอังกฤษ ได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ทางดนตรีจากมหาวิทยาลัย ๒ แห่ง ได้รับเลือกเป็นนักกีตาร์อันดับ ๒๗ ประเภทคลาสสิก โฟล์ก ร็อก จากการจัดอันดับ ๑๐๐ นักกีตาร์ผู้ยิ่งใหญ่ตลอดกาลของนิตยสาร Rolling Stone ฯลฯ มาร์ก คฺนอปเฟลอร์ ผู้แต่งเพลงและเล่นดนตรีอันทำให้เกิดแรงบันดาลใจ ความฮึกเหิม ความรัก ความเศร้า ความเข้าใจ และความรู้คนนี้ เกิด ๑๒ สิงหาคม ค.ศ. ๑๙๔๙ ที่สหราชอาณาจักร พ่อเป็นสถาปนิกชาวยิวฮังการี ลี้ภัยคอมมิวนิสต์มาตั้งรกรากในบ้านเกิดเมืองนอนของแม่ซึ่งเป็นชาวอังกฤษ มีลุงที่ชอบเล่นฮาร์โมนิกาและเปียโนแบบบลูส์สนุกสนาน คฺนอปเฟลอร์จึงซึมซับและรักดนตรี จนก่อตั้งวงของตัวเองมาแต่เด็ก มีศิลปินในดวงใจได้แก่ เช็ต แอตกินส์ จิมมี่ เฮนดริกซ์ และ สกอตตี มัวร์ แม้จะรักชอบดนตรี แต่เขาก็เข้าเรียนวิชาการหนังสือพิมพ์ในวิทยาลัยแห่งหนึ่ง จบแล้วได้งานเป็นนักข่าวของ Yorkshire Evening Post ก่อนเรียนต่อวิชาภาษาอังกฤษที่มหาวิทยาลัยลีดส์ แถมยังสอนหนังสือที่วิทยาลัยอีกแห่งไปด้วย ตอนนี้เองที่เขาเริ่มพบปะกับนักดนตรีท้องถิ่นและมีกิจกรรมดนตรีร่วมกัน มีคนบอกว่าที่คฺนอปเฟลอร์เขียนเพลงบัลลาดเล่าเรื่องชีวิต สังคม สิ่งแวดล้อมได้ดีเหลือเกิน ก็เพราะเคยเป็นครูและนักข่าวมาก่อน วันหนึ่ง ขณะคุยเล่นกับเพื่อนในลอนดอน คฺนอปเฟลอร์ค้นพบ “เสียงกีตาร์ของตัวเอง” จากการใช้นิ้ว (ไม่ใช่ปิ๊ก) เล่นกีตาร์โปร่งเกือบพังตัวหนึ่งที่ถูกซ่อมไว้ให้พอใช้การได้ จากนั้น…
-
ภาพยนตร์ : Fur : An Imaginary Portrait of Diane Arbus ณ ห้องสีฟ้าชั้นบนสุด
ไกรวุฒิ จุลพงศธร teandyou@hotmail.com ๑. ท่ามกลางการครองพื้นที่โรงหนังส่วนใหญ่ของ ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ตลอดไตรมาสแรกของปี …ยังมีหนัง “ชีวประวัติบุคคลสำคัญ” อีกเรื่องที่ฉายในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน ด้วยพื้นที่เพียง ๒ โรงเท่านั้น สิ่งที่หนังทั้งสองเรื่องน่าถูกจับมาเปรียบเทียบ ก็คือ “วิธีคิด” เราคุ้นชินกับวิธีการนำเสนอหนังชีวประวัติ (Biopic) ในแบบที่ย่อชีวิตทั้งหมดของบุคคลเป้าหมาย-ตั้งแต่เกิดจนถึงตาย-ให้อยู่ภายในเวลา ๒ ชั่วโมง (หรือในกรณีของ ตำนานสมเด็จพระนเรศวรฯ ใช้กรอบเวลายาวนานถึง ๓ ภาค) วิธีดังกล่าวเป็นวิธีที่ผู้ชมติดตามได้ง่ายที่สุด เพราะ “การดูหนังชีวประวัติ” ในแบบนี้ไม่แตกต่างจาก “การอ่านหนังสือชีวประวัติ” สักเท่าไร เราติดตามชีวิตอย่างเป็นขั้นเป็นตอน เห็นการเติบโต ต่อสู้กับอุปสรรค ประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว จวบจนวันสิ้นลมหายใจ เดินออกจากโรงหนังก็ได้บทสรุปคร่าวๆ ว่าชีวิตเขาเป็นอย่างไร ถึงผู้ชมจะคุ้นเคย แต่การนำเสนอลักษณะนี้ก็มีปัญหาเกิดขึ้นประจำ ได้แก่ ๑. หนังถูกอัดแน่นไปด้วยเหตุการณ์นานัป จนเหมือนละครหลังข่าวหลายตอนจบที่ถูกย่นย่อบีบอัดให้อยู่ภายในระยะเวลาหนึ่งรอบฉาย อารมณ์ในหลายๆ ฉากจึงไม่สามารถไปถึงขีดสุดได้ ๒. บ่อยครั้งที่ผู้ชมได้เห็นแต่เพียง เปลือก ภาพร่างคร่าวๆ หรือกราฟชีวิต แต่ไม่ได้เข้าใจ “ภาวะภายใน” ของบุคคลต้นเหตุ หรือต่อให้มี “ภาวะภายใน” ก็ถูกนำเสนออย่างแบนราบ ๓. ผู้ชมไม่ดื่มด่ำในความสามารถที่แท้จริง หรือสิ่งที่เขาได้รับการยกย่อง ๔. ในกรณีที่ทายาทยังมีชีวิตอยู่ ท้ายที่สุดเพื่อป้องกันการฟ้องร้อง ภาพลักษณ์ของบุคคลต้นเหตุก็ต้องดีงาม หรือเป็นตัวอย่างที่ดีของสังคม ตัวอย่างที่เห็นชัดคือ Ray (๒๐๐๔) หนังชีวประวัติของ เรย์ ชาร์ลส์ นักร้องชื่อดัง ซึ่งแม้ตัวหนังจะได้รับการยกย่องในระดับหนึ่ง แต่ก็ไม่สามารถแก้โจทย์ปัญหาเหล่านี้ได้ ไล่ไปตั้งแต่ข้อ ๑. หนังถูกอัดแน่นจนอารมณ์อยู่ในระดับใกล้เคียงกันไปทั้งเรื่อง และจบลงอย่างค้างๆ คาๆ ด้วยการขึ้นตัวอักษรบรรยายว่า ชาร์ลส์ ประสบความสำเร็จอย่างไร ได้รับรางวัลมากแค่ไหน ฯลฯ ๒. หนังถ่ายทอดภาวะภายในอยู่แค่มิติเดียว คือการแก้ปมในอดีต ครั้งหนึ่งแม่ของชาร์ลส์เคยผลักดันลูกชายพิการให้ช่วยเหลือตัวเองให้ได้ และพลังรักอันยิ่งใหญ่ของแม่นี้เองที่ชาร์ลส์ดึงมาใช้เพื่อเอาชนะยาเสพติด และกลับขึ้นสู่จุดสูงสุดอีกครั้ง ๓. หนังให้ค่ากับความยิ่งใหญ่ของชีวิต (ผู้ชมรับรู้ภาพชีวิตคร่าวๆ ว่าถึงเขาเป็นคนตาบอด แต่ก็เป็นอัจฉริยะสู้ชีวิต) แต่ไม่เน้นกระบวนการคิดของศิลปินในการสร้างผลงาน (เราไม่รู้วิธีที่ได้เพลงสักเพลง แต่รู้สึกว่า…
-
หนังสือปฏิวัติ : สิ่งพิมพ์ต้องห้ามของนักศึกษาปัญญาชนในเขตป่าเขา
ธิกานต์ ศรีนารา : รายงาน / วิจิตต์ แซ่เฮ้ง : ถ่ายภาพ หลังเหตุการณ์นองเลือด ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ นักศึกษาปัญญาชนจำนวนมากมุ่งหน้าสู่เขตป่าเขาเพื่อเข้าร่วมการต่อสู้ด้วยอาวุธกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) แต่ที่นั่น พวกเขาใช่เพียงจับปืนขึ้นสู้เท่านั้น หากแต่ยังใช้ปากกาเป็นอาวุธ ต่อสู้ทางความคิด เผยแพร่อุดมการณ์ปฏิวัติ และวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอย่างเปิดเผยด้วย และนั่นเองที่เป็นที่มาของ “หนังสือปฏิวัติ”–หนังสือที่นักศึกษาปัญญาชนจัดพิมพ์ขึ้นในเขตป่าเขา หนังสือที่เป็นเสมือนเสี้ยนคาใจรัฐบาลเผด็จการในเวลานั้น เพราะมันได้เข้าไปมีบทบาททำให้งานเผยแพร่ของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ และได้สร้างสีสันให้วงการสิ่งพิมพ์ในเขตงานปฏิวัติทั่วทุกพื้นที่คึกคักมีชีวิตชีวาขึ้นอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนหน้านั้น หนังสือปฏิวัติเหล่านี้ส่วนใหญ่จัดทำขึ้นในเขตป่าเขา และน่าจะมีมากกว่า ๔๐ ฉบับ แน่นอนหนังสือเหล่านี้จัดเป็นสิ่งพิมพ์ผิดกฎหมาย บางฉบับแม้จะจัดทำขึ้นเผยแพร่ในเมือง แต่ก็อยู่ในลักษณะ “ปิดลับ” เช่นปกนอกเป็นหนังสือเฉลยข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัย แต่เมื่อพลิกดูด้านในกลับเป็นจุลสาร ดาวเหนือ เป็นต้น จนกระทั่งเมื่อเกิดวิกฤตภายในและการล่มสลายของ พคท. ในช่วงระหว่างปี ๒๕๒๔-๒๕๒๕ หนังสือเหล่านี้ก็ทยอยปิดตัวลง และเมื่อเวลาผ่านไป หนังสือที่เคยพิมพ์ออกมาจำนวนมากก็ค่อย ๆ สูญหายไป โชคดีที่มีอดีตผู้ปฏิบัติงานของ พคท. ในเมืองบางท่านได้เก็บรวบรวมไว้และมอบให้อยู่ในการดูแลของโครงการหอจดหมายเหตุธรรมศาสตร์ หนังสือปฏิวัติส่วนที่เหลือรอดมาจนถึงปัจจุบันมีประมาณ ๓๐ กว่าฉบับ ได้แก่ ตะวันแดง, วรรณกรรมเพื่อชีวิต, ประกายไฟ, ไฟลามทุ่ง, เพลิงปฏิวัติ, สามัคคีสู้รบ, อธิปัตย์ในสถานการณ์สู้รบที่ปฏิวัติ, กองจู่โจม, กองหน้า, หลักชัย, พิราบแดง, รุดหน้า, ยืนหยัด, มิตรภาพ, เอกภาพ, ธารธรรม, ส่องทาง, สัจจชน, สู้รบ, ส.สปท., สามัคคี, หินผา, ไฟป่า, ธงรบ, เพลิงธรรม, พลัง, พายุ, ธงปฏิวัติ, ศึกษา, ดอกไม้ป่า, ดาว, ปริทัศน์, เปลวเทียน, ดาวแดง, ทิศทาง, ส่องทาง, รุ่งอรุณ หนังสือเหล่านี้มีอยู่อย่างแพร่หลายในเขตป่าเขาและชนบทเกือบทุกภาคของประเทศไทย เช่นทางภาคเหนือมี อธิปัตย์ในสถานการณ์สู้รบที่ปฏิวัติ ภาคอีสานมี ธงปฏิวัติ และ ประกายไฟ ภาคใต้มี…
-
มืออาชีพ : วิธีทำงาน วิธีคิด วิธีใช้ชีวิต ของนักออกแบบปก : วิธีทำ
ในสมุดการบ้านของเด็กนักเรียน หรือคู่มือ how to มีคำคำหนึ่งที่มักถูกมองข้าม แต่ก็ขาดเสียไม่ได้ คำนี้มีหน้าที่เพียงบอกให้ผู้อ่านสนใจข้อความที่จะตามมา
-
มายาสันนิวาส : แมวไม่มีปากยังมั่งคั่งที่สุด คนไม่มีอาวุธอาจแข็งแรงที่สุดในโลก
ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา หนึ่งในบรรดาประเทศผู้เชี่ยวชาญการแปลงปัญญา และความคิดสร้างสรรค์เป็นสินทรัพย์ได้อย่างน่าทึ่ง คือ ญี่ปุ่น หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ญี่ปุ่นพยายามปรับเปลี่ยนท่าทีจากการใช้แสนยานุภาพทางการทหารในการเอาชนะโลก มาสู่การใช้พลานุภาพทางวัฒนธรรม จากพลังแกร่ง (Hard Power) มาสู่พลังละเมียด (Soft Power) หรือถ้าว่ากันอย่างปรัชญาตะวันออก คือ การใช้หยินนำหยาง หลังจากที่พลังหยางซึ่งญี่ปุ่นใช้ผ่านกองทัพในการรุกรานเอเชีย และโจมตีฐานทัพเรือของสหรัฐอเมริกาที่เพิร์ลฮาร์เบอร์ ได้รับการตอบกลับด้วยระเบิดนิวเคลียร์จนฮิโรชิมา และนางาซากิถูกทำลายราบเป็นหน้ากลอง และญี่ปุ่นต้องประกาศยอมแพ้สงครามเมื่อวันที่ ๑๔ สิงหาคม ค.ศ. ๑๙๔๕ จุดเปลี่ยน และบทเรียน ระเบิดนิวเคลียร์ลูกแรกที่ชื่อ ลิตเติลบอย (Little Boy) หรือเด็กน้อย ซึ่งถูกทิ้งลงที่ฮิโรชิมาเมื่อวันที่ ๖ สิงหาคม ปี ๑๙๔๕ ได้คร่าชีวิตประชาชนไปกว่า ๑๓๐,๐๐๐ คน ๓ วันต่อมา แฟตแมน (Fat Man) หรือชายอ้วน ได้ถูกทิ้งลงที่นางาซากิ ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากถึง ๗๕๐,๐๐๐ คน เมื่อสงครามสิ้นสุด ประมาณการว่ามีชาวญี่ปุ่นเสียชีวิตมากกว่า ๒ ล้านคน ยังไม่นับรวมผู้บาดเจ็บจากการได้รับกัมมันตภาพรังสี ญี่ปุ่นตกอยู่ในสภาพบอบช้ำทั้งในเชิงจิตใจในฐานะผู้แพ้สงคราม และในเชิงเศรษฐกิจ ซึ่งอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ถูกทำลายลงจนยากแก่การฟื้นตัว ญี่ปุ่นต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า ๑๐ ปีในการกอบกู้อุตสาหกรรมในประเทศให้กลับมาสู่ระดับการผลิตเดียวกันกับช่วงก่อนจะเกิดสงคราม ก่อนจะใช้ข้อได้เปรียบของการไม่ต้องมีกองทัพ ทุ่มเททรัพยากรไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจ จนกลายเป็นประเทศที่มีขนาดของเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ ๒ รองจากสหรัฐอเมริกา ความสำเร็จทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นกลายเป็นสิ่งดึงดูดใจคนทั่วโลก ญี่ปุ่นเองก็เริ่มเข้าใจในวิธีการต่อสู้แบบใหม่ที่ไม่ต้องใช้กำลังทหาร ในแต่ละปี ญี่ปุ่นจะมอบทุนการศึกษาจำนวนมากแก่นักศึกษาต่างชาติ ให้มาศึกษาในมหาวิทยาลัยชั้นนำของญี่ปุ่น ให้ทุนครูบาอาจารย์เพื่อมาดูงาน และทำวิจัย ออกทุนให้สื่อมวลชนจากทั่วโลกเดินทางมาท่องเที่ยว และรายงานข่าว กระทั่งจัดหาสถานที่ และเงินทุนสำหรับศิลปินให้มาใช้ชีวิต และสร้างสรรค์งานศิลปะในญี่ปุ่น ที่ปรึกษาของนักการเมืองระดับสูงผู้มีสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปของญี่ปุ่นบอกผมว่า ถ้าทีมของเขาได้กำหนดนโยบายของรัฐบาลในอนาคต เขาวางแผนที่จะสนับสนุนให้ชาวต่างชาติมาเรียนหนังสือ ทำงาน และใช้ชีวิตในญี่ปุ่นให้ได้ถึงปีละ ๒ ล้านคน นโยบายเหล่านี้ถือเป็นการต่อสู้ขั้นสูงของการรบด้วยพลังละเมียดเชิงวัฒนธรรม ซึ่งนักคิดนักวิชาการญี่ปุ่นกำลังสนใจกันมาก <พลานุภาพของวัฒนธรรม โจเซฟ เอส. ไน จูเนียร์ (Joseph…
-
รวมมิตร : มิตรจากโปรตุเกส : ฌูอาว อะซือเรดู “สำหรับผม ถ้าหัวใจอยู่ที่ไหน บ้านก็อยู่ที่นั่น”
เป็นเวลาบ่ายคล้อยแล้ว เมื่อฝรั่งร่างใหญ่ท่าทางใจดีเดินออกจากห้องทำงานของเขาและส่งยิ้มทักทายผู้มาเยือน
-
Paradise Now สวรรค์สุดเอื้อมของมือระเบิดพลีชีพ
“ขึ้นสวรรค์ทันทีทันใด” อาจเป็นเป้าหมายสูงส่งที่กล่อมเกลาใจให้ชายหนุ่มหลายคนสิ้นความลังเลในการไปเป็นมือวางระเบิด
-
ชุมชน : ลันตา ลานตา วันเปิดเล-เขเรือ
วีระศักดิ์ จันทร์ส่งแสง : รายงาน วิจิตต์ แซ่เฮ้ง : ถ่ายภาพ คนเกาะลันตาพูดกันว่านี่เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน นับแต่ชาวเลอูรักลาโว้ยเข้ามาบุกเบิกเกาะลันตาเมื่อ ๒๐๐ กว่าปีที่แล้ว และหลังจากนั้นคนมุสลิมกับคนจีนก็ตามเข้ามา ยังไม่เคยมีการชุมนุมเรือมากมายเท่านี้ ๘ ธันวาคม ๒๕๔๘ เรือหัวโทงจากหมู่บ้านในละแวกตำบลลันตาใหญ่ อันได้แก่ บ้านศรีรายา บ้านหัวแหลม บ้านสังกาอู้ บ้านเกาะปอ บ้านเจ๊ะหลี ทยอยมารวมตัวกันที่ท่าเรือบ้านศรีรายา หน้าเกาะลันตาใหญ่ตั้งแต่เช้าตรู่ ตะวันไม่ทันสาย ท่าเรือของชุมชนชาวจีนเก่าแก่ก็คลาคล่ำไปด้วยเรือหัวโทงร่วม ๒๐๐ ลำ ทุกลำประดับด้วยธงทิวหลากสี เขียว เหลือง ส้ม ม่วง ฟ้า ฟ้าอ่อน ขาว แดง ชมพู ฯลฯ แตกต่างกันไปเป็นกลุ่มๆ ตามแต่ละบ้าน ดูราวสีสันบนลายปีกผีเสื้อ ได้เวลาประกอบพิธีกรรมบูชาเรือและสักการะธรรมชาติ ตัวแทนชาวเล (หมู่บ้านสังกาอู้) ได้รับเกียรติให้ทำพิธีเป็นลำดับแรก โต๊ะหมอเข้ามานั่งหลังเครื่องเซ่นไหว้อันประกอบไปด้วย ข้าวสวย ข้าวเหลือง ข้าวเหนียว ข้าวตอก ไก่ต้ม ปลาหมึก ปลาปิ้ง เหนียวกวน เหล้าขาว (๓๕ ดีกรี) น้ำ หมากพลู และบุหรี่ กะลาใส่พด (กาบ) มะพร้าว เผาไฟควันคลุ้งเป็นพวยถูกนำมาวาง โต๊ะหมอจุดเทียนฟั่นจากขี้ผึ้งปักลงเคียง แล้วสวดบวงสรวงเชิญวิญญาณบรรพบุรุษมารับการสักการะและขอความคุ้มครอง จากนั้นก็ต่อด้วยพิธีของชาวมุสลิม และการเจริญพระพุทธมนต์ของสงฆ์สำหรับคนเรือชาวพุทธ เมื่อได้ฤกษ์งามยามมงคล ขบวนเรือก็เคลื่อนออกจากท่า วนเลียบเกาะไปทางซ้าย มุ่งหน้าสู่ย่านตำบลศาลาด่าน มีบางช่วง ทางเรือผ่านไปในลำบางที่ไหลคั่นเกาะลันตาน้อย-เกาะลันตาใหญ่ ริมฝั่งทั้งสองข้างเขียวพรืดด้วยป่าโกงกางที่ฟื้นตัวขึ้นใหม่แล้วหลังจากเคย เป็นพื้นที่สัมปทานไม้เผาถ่าน ที่ท่าศาลาด่าน ตรงกันข้ามที่ว่าการอำเภอเกาะลันตา (ใหม่) ซึ่งตั้งอยู่หัวมุมเกาะลันตาน้อยด้านที่หันออกทะเล เรือหัวโทงอีก ๑๐๐ ลำจากบ้านในไร่ บ้านโต๊ะบาหลิว บ้านโละดุหยง บ้านคลองโตบ บ้านคลองหิน บ้านคลองโขง บ้านคลองนิน บ้านคลองดาว บ้านพระแอะ และบ้านศาลาด่าน เข้าสมทบกับขบวนและมุ่งหน้าสู่ชายหาดพระแอะด้วยกัน เวิ้งทะเลหน้าเกาะลันตาในยามนั้นแลละลานตาเหมือนหมู่ผีเสื้อฝูงใหญ่บินมาเล่นน้ำ ถ้าจะกล่าวว่านี่เป็นความสดใสรื่นเริงครั้งแรกในรอบปีก็คงว่าได้ นับแต่เกิดเหตุการณ์สึนามิเมื่อปลายปีที่แล้ว คนทั้งเกาะยังหวาดหวั่นทะเลอยู่ไม่หาย…
-
คนสร้างคำ : Paparazzi-ปาปาราซซี
ฟังแล้วมีแต่แง่ลบนะคำนี้ ไม่เป็นกลางอย่างเขาอื่น
ยิ่งติดลบยกกำลังเข้าไปอีก ถ้าหากคนฟังเป็นดาราหรือคนดัง -
สัมภาษณ์ รศ.ดร.สุกรี เจริญสุข “ผมสอนดนตรี สอนปรัชญา สอนความคิดนักเรียนและสังคม ผมเป็นครูสอนดนตรีไทย”
เป็นบุตรชายคนที่สามของนักเลงเพลงบอกและชาวนาแห่งอำเภอเชียรใหญ่ จังหวัดนครศรีธรรมราช
-
มืออาชีพ : หิรัญ สุขจิตร์ “อย่าเรียกผมว่า ช่างจูนเปียโน”
เมื่อได้ยินเสียงเปียโนนุ่มกังวานที่บรรเลงโดยนักเปียโนมือหนึ่งบนเวทีคอนเสิร์ต หรือเสียงเปียโนใสๆ
-
รอบโลก – บริการแปลภาษาหมา
ยุคนี้โทรศัพท์มือถือไม่เพียงเป็นเครื่องมือสื่อสารระหว่างคนกับคนเท่านั้น แต่ยังพยายามสอดแทรก
-
เกร็ดข่าว : WRISTBAND จากสื่อเพื่อการรณรงต์ สู่สินค้าอินเทรนด์
ผมเองก็มีเหตุผลอย่างน้อย ๑๐ ล้านเหตุผลที่จะบอกว่าทำไมถึงต้องใส่สายรัดข้อมือสีเหลือง เพราะสายรัดข้อมือนี้เหมือนสัญลักษณ์ที่บอกให้ผมมีชีวิตอยู่
-
หนังสือสารคดี : แฟชั่นการอ่านฤดูกาลนี้
เมื่อพูดถึงหนังสือสารคดี (Non-fiction) บางคนคงทำท่าเบื่อหน่ายด้วย
-
วันรื่นรมย์ : สิงห์อาชา
เอนก นาวิกมูล ภาพ : สกล เกษมพันธุ์, วิจิตต์ แซ่เฮ้ง เชนควบม้าพุ่งไปข้างหน้าด้วยความรวดเร็วประดุจลูกธนู เขาตรงเข้ายิงสู้กับเหล่าร้ายอย่างไม่ครั่นคร้ามจนกระทั่งพวกนั้นเปิดกระเจิง… ภาพในห้วงคิดคำนึงของเด็กหลายคนคงออกมาในลักษณะนี้เมื่อกระโดดขึ้นหลังม้าคู่ใจ เขาคือ “สิงห์อาชา” หรือยอดนักขี่ม้าที่ไม่มีใครเทียมทัน เด็ก ๆ ในซีกโลกตะวันตกมีม้าโยกขี่เล่นมานานไม่ต่ำกว่า ๓๐๐ ปีแล้ว แพทริเซีย หรือ Patricia Mullins กล่าวในหนังสือปกแข็งชื่อ The Rocking Horse ว่า ม้าโยกเกิดจากการประสมม้าของเล่นเข้ากับเปลโยกเด็ก (cradle) เมื่อราวคริสต์ศตวรรษที่ ๑๗ หรือเมื่อ ๓๐๐ กว่าปีก่อน ฐานม้าโยกรุ่นแรก ๆ ทำด้วยแผ่นไม้โค้งแบบพระจันทร์เสี้ยว ทำให้โยกหกหน้า-หลังได้ แต่ม้าโยกแบบนี้มักก่อให้เกิดอุบัติเหตุกับเด็ก จึงมีผู้พยายามออกแบบให้ปลอดภัยยิ่งขึ้น ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ หรือเมื่อร้อยกว่าปีมาแล้ว มีการจดทะเบียนม้าโยกแบบต่าง ๆ มากที่สุดเป็นประวัติการณ์ทั้งในประเทศอังกฤษ อเมริกา และออสเตรเลีย ม้าโยกแบบควบขนานไปกับพื้นดังม้าสิงห์อาชา เริ่มประดิษฐ์ในช่วง ค.ศ. ๑๘๘๐ หรือ พ.ศ. ๒๔๒๐ หรือเมื่อ ๑๐๐ กว่าปีมาแล้ว ถึงไม่ได้ขี่ม้าของจริง แค่ได้ควบขับม้าแบบนี้ เด็ก ๆ ก็ร่าเริงเกินพอ ฮึบ เอ้าฮึบ ! – ฮึบ เอ้าฮึบ ! ไปปราบเหล่าวายร้ายกันนะเจ้าม้าแดงผู้ลำพอง *ม้าโยกสิงห์อาชา ประมาณยุค พ.ศ. ๒๕๒๐ นิรัติ หมานหมัด บริจาคให้บ้านพิพิธภัณฑ์ ตีพิมพ์ใน นิตยสาร สารคดี ฉบับที่ 238 ธันวาคม 2547
-
ภาพยนตร์ : 2046 : เวลา ความทรงจำ และนิยายของคนข้างห้อง
ปรีดา อัครจันทโชติ หลังจากปล่อยให้แฟนหนังรอคอยนานถึง ๕ ปี ในที่สุดภาพยนตร์เรื่องใหม่ของหว่องกาไวก็ได้ฤกษ์ฉายเสียที ภายหลังไปเปิดตัวที่เมืองคานส์ในฐานะ “ขาประจำ” ซึ่งแม้จะไม่ได้รางวัลติดไม้ติดมือกลับมาเหมือนอย่างที่ตัวเขาเคยได้ในฐานะผู้กำกับยอดเยี่ยมจากเรื่อง Happy Together (๑๙๙๗) และเหลียงเฉาเหว่ยได้รับในฐานะนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจากเรื่อง In the Mood for Love (๒๐๐๐) แต่ชื่อของหว่องกาไวก็ยังคงขายได้เสมอในเวทีภาพยนตร์นานาชาติ นักวิจารณ์หลายคนเห็นว่า 2046 เป็นภาคต่อของ In the Mood for Love หนังเรื่องที่แล้วของเขา และอาจนับเนื่องเป็นภาคที่ ๓ หากเริ่มจาก Days of Being Wild (๑๙๙๑) เป็นปฐมภาค ด้วยเหตุที่ทั้งสามเรื่องดังกล่าวล้วนเป็นเหตุการณ์ในช่วงทศวรรษ ๑๙๖๐ โดยมีบทบาทของหญิงสาวนามซูลี่เจิน (แสดงโดยจางมั่นอวี้) และโจวมู่อวิ๋น (แสดงโดยเหลียงเฉาเหว่ย – ถึงแม้ว่าใน Days of Being Wild เขาจะเป็นตัวละครไร้ชื่อที่มีบทเพียงสั้น ๆ ในฉากจบ และไม่รู้แน่ชัดว่าตัวละครตัวนี้มีความสำคัญอย่างไรต่อเรื่อง แต่ก็รับรู้กันทั่วไปว่าผู้กำกับต้องการโยงไปสู่หนังเรื่องใหม่ นั่นก็คือ In the Mood for Love) รวมถึงตัวละครลู่ลู่ หรือมี่มี่ (แสดงโดยหลิวเจียหลิง) ที่ตามหาแฟนคนจีนเชื้อสายฟิลิปปินส์จากภาคแรก และกลับมามีบทบาทอีกครั้งในภาคนี้ แน่ละว่าชื่อตัวละคร นักแสดงที่สวมบทตัวละครนั้น รวมไปถึงภูมิหลังบางอย่างของตัวละคร ช่วงเวลาของเหตุการณ์ และคำพูดประโยคเด็ดบางประโยค ล้วนสอดคล้องกันจนชวนให้เชื่อว่านี่คือเรื่องชุดไตรภาค การนำภาพของหนังทั้งสามเรื่องมาวางต่อกันอาจทำให้เห็นภาพบางอย่างชัดเจนขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน หากมัวยึดติดว่าทั้งสามเรื่องคือเรื่องเดียวกันก็อาจทำให้เราพินิจ 2046 อย่างผิดความจริงได้ โจวมู่อวิ๋น ซูลี่เจิน และลู่ลู่ ของทั้งสามเรื่องอาจเป็นคนคนเดียวกัน และในขณะเดียวกันก็อาจเป็นคนละคนกันก็ได้ ลักษณะเช่นนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วในผลงานก่อนหน้านี้ของผู้กำกับหว่องกาไว เมื่อเขาให้ทาเคชิ คาเนชิโร่ สวมบทบาทตัวละครชื่อเหอจื้ออู่ ทั้งในเรื่อง Chungking Express (๑๙๙๔) และ Fallen Angels (๑๙๙๕) มาแล้ว ทั้งที่ในเรื่องแรกนั้นเขารับบทเป็นตำรวจ ส่วนเรื่องหลังเป็นหนุ่มใบ้อดีตนักโทษ การพิจารณาหนังของหว่องกาไวนอกจากมองความเชื่อมโยงกับหนังเรื่องอื่นใน “ชุด” เดียวกันแล้ว…
-
ภาพยนตร์ : Eternal Sunshine of the Spotless Mind: (ไม่) มีรักคือสุขชั่วนิรันดร์
ภัทรวดี สุพรรณพันธุ์ How happy is the blameless vestal’s lot! The world forgetting, by the world forgot. Eternal sunshine of the spotless mind! Each pray’r accepted, and each wish resign’d. – Alexander Pope, “Eloisa to Abelard” ใบปิดหนังเรื่อง Eternal Sunshine of the Spotless Mind (Michel Gondry, 2004) บอกอะไรได้มากมายถึงสิ่งที่เราเรียกกันว่า “ความรัก” ภาพนักแสดงนำคือ จิม แคร์รี และ เคต วินสเล็ต ในชุดเครื่องกันหนาวเต็มยศนอนเคียงคู่กันอยู่บนแม่น้ำที่เป็นน้ำแข็ง ใกล้ ๆ กันนั้นคือรอยน้ำแข็งที่แตกร้าว จนน่ากลัวว่าถ้าเกิดน้ำแข็งแตกขึ้นมาตอนที่ทั้งคู่ยังอยู่บนนั้น อะไรจะเกิดขึ้น ซึ่งเป็นคำถามเดียวกันกับที่โจเอล (แคร์รี) ถามเคลเมนไทน์ (วินสเล็ต) อยู่ตลอดเวลาเมื่อเธอชวนเขาไปเดินเล่นบนน้ำแข็งในยามค่ำคืน ซึ่งมันก็น่าคิดว่า ถ้าเดินเล่นบนแม่น้ำที่เป็นน้ำแข็งกลางดึกมันอันตรายขนาดนั้น แล้วทำไมเราถึงยังทำมันอีกเล่า หนังเปรียบการเดินบนน้ำแข็งว่าเป็นเสมือนกับการมีความรัก ดังที่เคลเมนไทน์หลงใหลกิจกรรมพิเศษยามดึกนี้เหลือเกิน เพราะมันช่างน่าตื่นเต้น หมิ่นเหม่ต่ออันตรายโดยที่ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น แต่ในเวลาเดียวกันก็ช่างโรแมนติกและงดงามอะไรเช่นนี้ โจเอลและเคลเมนไทน์คือตัวแทนของคนจากสองขั้ว คนหนึ่งขี้อาย เก็บตัว ไม่มีความมั่นใจพอที่จะแสดงความรู้สึกออกมาตรง ๆ ขณะที่อีกคนหนึ่งก็เหมือนเด็กที่พร้อมจะประกาศให้โลกรู้อยู่ตลอดเวลาว่าตอนนี้ฉันคิดอะไร รู้สึกอย่างไร ต้องการอะไร แต่ไม่ว่าทั้งคู่จะแตกต่างกันสักเพียงใด ความรักก็เป็นสิ่งที่ทั้งคู่แสวงหา เช่นเดียวกับมนุษย์ทุกคนที่เกิดมาบนโลกใบนี้ และนี่คือหัวใจของหนังเรื่องนี้ หนังที่ว่าด้วยเรื่องของความรักในแง่ของ “ความสัมพันธ์” ไม่ใช่แค่ “โรมานซ์” หนังถ่ายทอดสาระลึกซึ้งของความรักได้อย่างท้าทายและน่าสนใจด้วยการผสมผสานแนวทางของหนังไซ-ไฟ (science fiction) เข้ากับเลิฟสตอรี โดยการดำเนินเรื่องแบบเล่าย้อนกลับที่ค่อย ๆ คลี่คลายเหตุการณ์และความสัมพันธ์ระหว่างคนสองคนออกมา ซึ่งเป็นกลวิธีเดียวกับที่ Memento (Christopher Nolan, 2000)…
-
ช ช้าง กับ ฅ ฅน : พระเจ้าช้างเผือก
ตามคติความเชื่อของอินเดีย ช้างเผือกถือเป็นหนึ่งในแก้วเจ็ดประการของพระมหาจักรพรรดิ โดยเฉพาะในทางพุทธศาสนา
-
งานฉลองชายเปลือยอายุ ๕๐๐ ปี
หากถามว่าผู้ชายเปลือยคนใดมีชื่อเสียงมากที่สุด คำตอบคงจะได้แก่ เดวิด บุรุษรูปงามผู้ยังคงหนุ่มแน่นอยู่เสมอ แม้มีอายุ ๕๐๐ ปีแล้วก็ตาม



















