๑๐๘ ซองคำถาม 108 questions
ส่งคำถาม (send your question via email) น้ำดื่ม มีวันหมดอายุด้วยหรือ
.......ดิฉันข้องใจนักว่า ทำไมน้ำดื่มบรรจุขวด บางยี่ห้อ จึงบอก วันหมดอายุ ไว้ที่ข้างขวดด้วย น้ำเปล่านี่ เก็บไว้นาน ๆ แล้วจะเสียหรือ
.......(น้องพร / จ. นนทบุรี)
.......น้ำดื่ม "เก่า" ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของ ผู้บริโภค แต่อย่างใด แต่เหตุผลที่ บริษัทผู้ผลิต น้ำดื่มบรรจุขวด เลือกที่จะ ระบุ วันหมดอายุ ไว้บนผลิตภัณฑ์ของตน ก็เพื่อให้ ผู้บริโภค มั่นใจว่า พวกเขาได้ซื้อ สินค้าที่ใหม่ สด ถูกสุขอนามัย ไม่ต้องสงสัยเลยว่า บริษัทที่ระบุ วันหมดอายุ ย่อมได้เปรียบ เหนือบริษัทคู่แข่ง ที่ไม่ให้ความสนใจ ในเรื่องนี้ โดยเฉพาะ ในยุคปัจจุบัน ที่ผู้บริโภค สินค้าเพื่อสุขภาพ มีจำนวนเพิ่มสูงขึ้น
.....ในความเป็นจริง การเสื่อมสภาพที่สำคัญ ของน้ำดื่ม น่าจะมีอยู่ เพียงประการเดียว คือ การสูญเสีย ก๊าซคอร์บอนไดออกไซด์ ที่ทำให้ น้ำดื่ม เป็นฟองฟู่ เจ้าหน้าที่ ควบคุมคุณภาพ ของบริษัท เปอริเอ้ อธิบายว่า น้ำดื่มบรรจุขวด ส่วนใหญ่ จะระบุ วันหมดอายุไว้ สองปี หลังจากวันผลิต เพราะว่า ภาชนะบรรจุ บางประเภท จะเสื่อมสภาพ เมื่อถึงเวลานั้น โดยเฉพาะ ขวดพลาสติก ซึ่งอาจทำให้ รสชาติของน้ำ เสียไป ตัวน้ำดื่มเองนั้น ไม่เสื่อมสภาพ แต่อย่างใด ผู้ผลิตน้ำดื่มบรรจุขวด ในสหรัฐฯ บางราย ยืนยันว่า ถ้าเก็บรักษา น้ำดื่มบรรจุขวด ให้พ้นจาก อุณหภูมิที่ร้อน หรือเย็นจัด น้ำดื่มบรรจุขวด จะไม่มีวัน หมดอายุเลย
.....วันหมดอายุ ยังช่วยให้ ผู้บริโภค มั่นใจได้ว่า น้ำดื่มอัดก๊าซ ที่ซื้อมา จะยังเป็นฟองฟู่ เมื่อเปิดออกดื่ม ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ สามารถซึมผ่าน ภาชนะบรรจุพลาสติก ออกไปได้ ด้วยเหตุนี้ เบียร์จึงผลิตออกจำหน่าย ในกระป๋องอะลูมิเนียม และขวดแก้ว แทนที่จะเป็น ภาชนะพลาสติก
......สำหรับน้ำดื่มบรรจุขวดของไทย ซึ่งคุณภาพ ดีบ้าง ไม่ดีบ้างนั้น เคยมีผู้ร้องเรียนว่า น้ำดื่มบางยี่ห้อ มีตะไคร่ อยู่ที่ก้นขวด บริษัทผู้ผลิต ให้คำตอบว่า น้ำดื่มบรรจุขวด แม้จะผ่าน การกรอง มาอย่างดี ขนาดไหนก็ตาม แต่ถ้าปล่อยให้ ถูกแสงแดด เป็นเวลานาน ๆ ก็มีโอกาสที่จะ เกิดตะไคร่ได้ บางบริษัท จึงระบุ วันหมดอายุ ไว้ด้วย เพื่อกันไม่ให้ เกิดเหตุดังกล่าวขึ้น
ส่งคำถาม (send your question via email)

Back to Top

แรกเริ่มการไปรษณีย์ และแสตมป์
.......สมัยที่การไปรษณีย์ยังไม่เริ่มต้น เขามีวิธีการส่งจดหมายกันอย่างไร และแสตมป์ มีใช้ตั้งแต่เมื่อใดกันครับ
.......(สืบพงศ์ พรพิทักษ์ / กรุงเทพฯ)
......ในอดีต ก่อนช่วงกลางศตวรรษที่ ๑๙ จดหมาย และพัสดุภัณฑ์ จะถูกส่งโดย คนเดินสาร พนักงานส่งของ และบริการ นำส่งไปรษณีย์เอกชน จักรวรรดิ อัสซิเรียน เปอร์เซียน และโรมัน มีระบบไปรษณีย์ แต่ไม่มี การผลิตแสตมป์ออกใช้ มาร์โค โปโล นักเดินทางชาวเวนิส (ค.ศ. ๑๒๕๔-๑๓๒๔) รู้สึกทึ่งมาก เมื่อค้นพบว่า เมืองจีน ภายใต้การปกครองของ จักรพรรดิมองโกลกุบไบลข่าน มีเครือข่าย การไปรษณีย์ ซึ่งกว้างไกลมาก ใช้ม้าเร็วถึง ๓ แสนตัว อังกฤษ และฝรั่งเศส ในศตวรรษที่ ๑๕ ยังต้องอาศัย คนเดินหนังสือ เพื่อส่งจดหมาย และพัสดุภัณฑ์ นายไปรษณีย์ ในสมัย พระเจ้าเฮนรีที่ ๘ ก็คือ บรรดาเจ้าของโรงเตี๊ยม ที่ช่วยจัดหาม้า ให้แก่พวก คนเดินสาร นั่นเอง
......บริการนำส่ง ที่กล่าวมาข้างต้น ผู้รับ เป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายทั้งหมด เมื่อได้รับจดหมาย หรือพัสดุแล้ว ตู้ไปรษณีย์ เริ่มปรากฏตัวขึ้น เป็นครั้งแรก ตามถนนหนทางของ กรุงปารีส ในปี ค.ศ. ๑๖๕๓ อย่างไรก็ตาม พวกคนเดินสาร ซึ่งกลัวว่า ตนจะหมดอาชีพ มักแกล้งเอาหนู ไปหย่อนลงใน ตู้ไปรษณีย์ เพื่อให้แทะกินจดหมาย จนเกิดความเสียหาย
......ส่วนระบบการไปรษณีย์ แบบที่แพร่ขยายอยู่ทั่วโลกในเวลานี้ ริเริ่มขึ้นเมื่อปี ค.ศ. ๑๘๓๗ โดยนักปฏิรูปสังคม ชาวอังกฤษ ชื่อ โรแลนด์ ฮิล (Rowland Hill) ในหนังสือของเขา ชื้อ Post Office Reform: Its Importance and Practicability ฮิล เสนอให้ คิดอัตราค่าธรรมเนียม จัดส่งไปรษณีย์ตาม "น้ำหนัก" ของพัสดุภัณฑ์ ไม่ใช่ "ระยะทาง" ที่ส่งไป และ "ผู้ส่ง" ต้องเป็น ผู้ออกค่าใช้จ่าย (ไม่ใช่ "ผู้รับ" ตามแบบเดิม) ด้วยการ ซื้อแสตมป์ ติดลงบนจดหมาย หรือพัสดุภัณฑ์ ที่ต้องการส่ง
......ต่อมาในเดือน พฤษภาคม ค.ศ. ๑๘๔๐ การไปรษณีย์แห่ง ประเทศอังกฤษ ได้ผลิต ดวงตราไปรษณียากร อย่างเป็นทางการ ขึ้นเป็นครั้งแรก นักสะสมแสตมป์ เรียกแสตมป์รุ่นแรกนี้ว่า "เพนนีดำ" (the Penny Black) และ สองเพนนีน้ำเงิน (the Two Penny Blue) แสตมป์รุ่นนี้ ใช้เฉพาะภายใน ประเทศอังกฤษ เท่านั้น ดังนั้น จึงไม่ปรากฏชื่อประเทศ บนแสตมป์เลย และคงเป็นเช่นนั้นเรื่อยมา จนถึงปัจจุบัน สหราชอาณาจักร เป็นเพียง ประเทศเดียวในโลก ที่ไม่พิมพ์ชื่อประเทศ กำกับไว้ บนแสตมป์ของตน
......ในศตวรรษที่ ๑๙ ความเจริญรุดหน้าของ การคมนาคมขนส่ง ทางรถไฟ และเรือเดินสมุทร ผนวกกับ อัตราการอ่านออกเขียนได้ ที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ ปริมาณไปรษณียภัณฑ์ ระหว่างประเทศ ทวีจำนวนขึ้น จนสหภาพสากลไปรษณีย์ ต้องจัดตั้งเครือข่าย ความร่วมมือ ระหว่างประเทศขึ้น เมื่อปี ค.ศ. ๑๘๗๕ ตามข้อตกลงนี้ ประเทศสมาชิก จักต้องปฏิบัติต่อ ไปรษณียภัณฑ์ ที่ส่งมาจาก อีกประเทศหนึ่ง ในลักษณะเดียวกับที่ ปฏิบัติต่อ ไปรษณียภัณฑ์ ของประเทศตน
......ต่อมาในปี ค.ศ. ๑๙๖๑ มีการปฏิรูปข้อตกลงเดิม เพื่อให้มั่นใจว่า ไปรษณียภัณฑ์ จากประเทศผู้ส่ง ได้รวมเอา ค่าใช้จ่าย ในการจัดส่ง ของประเทศผู้รับ ไว้ด้วยแล้ว นั่นคือ แสตมป์ที่ติดบน ไปรษณีย์ต่างประเทศ ต้องครอบคลุม ค่าใช้จ่าย ของบริการไปรษณีย์ ทั้งของประเทศผู้ส่ง และประเทศผู้รับ
......ประเทศสหรัฐอเมริกา มีระบบเครือข่ายไปรษณีย์ ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ตามสถิติในปี ค.ศ. ๑๙๙๔ บริการไปรษณีย์ ของอเมริกา สามารถจัดส่ง จดหมาย และพัสดุภัณฑ์ ได้สูงถึง ๑๖๕,๐๐๐ ล้านชิ้น ในขณะที่ ชาวสวิส จัดเป็นชนชาติที่ ส่งไปรษณียภัณฑ์ มากที่สุด เป็นจำนวนถึง ๖๕๕ ชิ้นต่อคนต่อปี
ส่งคำถาม (send your question via email)

Back to Top

ทำไมต้องเจาะเลือด ที่นิ้วนางเท่านั้น
.......เคยไปเจาะเลือดตรวจหลายหน พยาบาล เจาะที่นิ้วนางทุกครั้ง ไม่เคยเจาะนิ้วอื่นเลย ได้ถาม นางพยาบาลแล้ว แต่คำตอบที่ได้ ไม่กระจ่างนัก หวังว่า คุณจะเป็นที่พึ่งได้
.......(ไตรภพ เลิศกุล / กรุงเทพฯ)
......การเจาะเลือด เพื่อนำไปตรวจนั้น จะไม่เจาะที่ นิ้วชี้ และนิ้วหัวแม่มือเลย เนื่องจาก บริเวณนิ้วทั้งสอง จะมีเนื้อเยื่อ ติดต่อลงไปยัง ฝ่ามือ และข้อมือ ถ้าเกิดการติดเชื้อ จะทำให้ ลุกลามออกไปได้รวดเร็ว และยากแก่การรักษา
......ส่วนนิ้วก้อยนั้น อยู่ในตำแหน่ง ที่มีโอกาส สัมผัสกับ สิ่งของต่าง ๆ หลังการเจาะได้ง่าย เพราะเป็นนิ้วสุดท้าย จึงอาจทำให้เจ็บ หรือเกิดการติดเชื้อ
......ทีนี้ก็เหลือสองนิ้วให้เลือกเจาะ ระหว่าง นิ้วกลาง และนิ้วนาง เมื่อพิจารณาดู ก็จะเห็นว่า นิ้วนาง มีโอกาสจะถูกกระทบ น้อยกว่า นิ้วกลาง เพราะเรา แทบไม่ได้ใช้นิ้วนาง ทำอะไรเลย (นอกจากใส่แหวน)
......ดังนั้น นิ้วนาง จึงเป็นนิ้วที่เหมาะที่สุด ที่จะถูกเจาะเลือด
ส่งคำถาม (send your question via email)

Back to Top

นก นอนท่าไหน
.......สำนักพิมพ์สารคดี พิมพ์หนังสือเรื่องนก มาหลายเล่ม แต่ไม่เคยเห็นบอกเลยว่า นกนั่งหลับ หรือนอนหลับ
.......(แฟนหนังสือคนหนึ่ง / กรุงเทพฯ)
......นกยืนหลับจ้ะ เพราะถ้านั่งหลับ มันจะทรงตัวอยู่บน กิ่งไม้ไม่ได้
......แล้วถ้า นกยืนหลับ ทำไมมัน จึงไม่ตกจาก ต้นไม้ที่มันเกาะอยู่ ?
......นกมีเส้นเอ็นร้อยข้อต่อ ตรงข้อเท้า ซึ่งช่วยให้ นิ้วเท้าของมัน งองุ้มได้ เมื่อนกบินลงเกาะกิ่งไม้ น้ำหนักตัวของมัน จะกดทับลงบนข้อต่อ ตรงข้อเท้า ส่งผลให้ เส้นเอ็น ดึงนิ้วเท้างองุ้ม เข้าจับกิ่งไม้ไว้ อย่างแน่นกระชับ
......นกจึงยืนหลับได้ โดยไม่ตกต้นไม้ ด้วยเหตุผลนี้เอง
ส่งคำถาม (send your question via email)

Back to Top

กำเนิด พิพิธภัณฑสถาน
.......การนำข้าวของมีค่า มาเก็บรวบรวมไว้ และเปิดให้ บุคคลภายนอก เข้าชม ในลักษณะ "พิพิธภัณฑ์" เกิดขึ้นมานานแล้วหรือยัง และอยากให้ตอบด้วยว่า พิพิธภัณฑสถานของไทย ก่อตั้งมากี่ปีแล้ว
.......(ไม่ลงชื่อ / จ. บุรีรัมย์)
......พิพิธภัณฑสถาน เป็นสถาบันถาวร ที่เก็บรวบรวม และแสดงสิ่งต่าง ๆ ที่มีความสำคัญ ด้านวัฒนธรรม หรือด้านวิทยาศาสตร์ โดยมีความมุ่งหมาย เพื่อให้เป็นประโยชน์ ในการอนุรักษ์ โบราณวัตถุ และศิลปวัตถุ เพื่อการศึกษา ค้นคว้า และเพื่อ ประเทืองปัญญา และอารมณ์
......คำ museum มาจากคำว่า mousion ในภาษากรีก ซึ่งใช้เรียก สถานบูชา กลุ่มเทพธิดามิวส์ (Muses) ซึ่งเป็น ที่สะสม ผลงานศิลปะด้วย ต่อมาได้นำมาใช้เรียก สถานที่ศึกษาวรรณกรรม และศิลปศาสตร์ พิพิธภัณฑสถาน ที่มีชื่อเสียงมาก ในยุคโบราณ ได้แก่ สถาบันวรรณกรรม แห่งเมืองอะเล็กซานเดรีย ประเทศอียิปต์ ซึ่งพระเจ้าปโตเลมีที่ ๒ ทรงก่อตั้งขึ้น ในพุทธศตวรรษที่ ๒
......ต่อมา เมื่อเกิดความนิยม สะสมงานศิลปกรรม โดยเฉพาะ ผลงานชิ้นเยี่ยมในอดีต คำ museum จึงได้นำมาใช้เรียก สถานสะสม ผลงานศิลปะ ทั้งที่เป็น จิตรกรรม ประติมากรรม อัญมณี เหรียญ พระคัมภีร์ อักษรจารึก ฯลฯ ในสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยา ได้ใช้สถานที่เช่นนี้ เป็นแหล่งศึกษาค้นคว้า ของเหล่าบัณฑิต และเหล่าเจ้าครองนครรัฐต่าง ๆ
......ครั้นเมื่อเกิด การปฏิวัติใหญ่ในฝรั่งเศส เมื่อ พ.ศ. ๒๓๓๖ อุดมการณ์ทางลัทธิ ประชาธิปไตย ได้มีบทบาท เปลี่ยนแปลง สภาพสังคม พิพิธภัณฑสถาน ซึ่งเคยเป็นสถานสะสม ผลงานศิลปกรรม ของชนชั้นสูง ก็ได้เปลี่ยนแปลงนโยบายเป็น เพื่อสาธารณชน เช่น ในสมัย สาธารณรัฐฝรั่งเศส ได้เปิด พิพิธภัณฑสถานลูฟร์ ให้ประชาชนทั่วไปเข้าชม การเปลี่ยนพิพิธภัณฑสถาน ที่เคยเป็น สถานสะสมศิลปวัตถุ ของชนชั้นสูง มาเป็นของ สาธารณชนนั้น ได้เกิดขึ้นทั่วไป ในทวีปยุโรป และกลายเป็น แบบอย่าง แก่การก่อตั้ง พิพิธภัณฑสถานทั่วโลกด้วย
......สำหรับประเทศไทย ความคิดเรื่องการจัดตั้ง พิพิธภัณฑ์ มีมาตั้งแต่สมัย พระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้สร้าง พระที่นั่ง ประพาสพิพิธภัณฑ์ เพื่อเก็บข้าวของ ที่ทรงรวบรวม มาจากที่ต่าง ๆ แต่ยังไม่ได้เปิดให้ ประชาชนเข้าชม ต่อมา พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้ง พิพิธภัณฑ์ขึ้นที่ หอคองคอเดีย หรือศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการ อัครราชทูต กงสุลต่างประเทศ เข้าชมพิพิธภัณฑ์ เป็นปฐมฤกษ์ ในวันที่ ๑๙ กันยายน พ.ศ. ๒๔๑๗ ถึงปี พ.ศ. ๒๔๓๐ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายพิพิธภัณฑ์ ไปที่ พระที่นั่งศิวโมกข์พิมาน พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ และพระที่นั่งอิศราวินิจฉัย ในสมัยรัชกาลที่ ๗ มีการปรับปรุง รวบรวมสิ่งของ จัดตั้งเป็น "พิพิธภัณฑสถาน สำหรับพระนคร" จัดระบบบริหารงาน แบบยุโรป แบ่งงานรับผิดชอบ เป็นแผนกต่าง ๆ มีภัณฑารักษ์ และผู้ช่วยรับผิดชอบ มีการจ้างฝรั่ง มาเป็นที่ปรึกษา ดำเนินการด้วย
......แม้พิพิธภัณฑสถานของไทย จะมีอายุร้อยกว่าปีแล้ว แต่ก็ยังไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร ในแง่การจัดแสดง ประชาชนคนไทย จึงไม่ค่อยนึกอยากไปเที่ยว พิพิธภัณฑ์กันเท่าไร
......"ซองคำถาม" อ่านหนังสือพบว่า ครั้งหนึ่ง เคยมีการเชิญ ครู มาอบรมเรื่อง พิพิธภัณฑ์ มุ่งหมายให้ครู ไปชักนำให้ ลูกศิษย์ลูกหา ไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์ ปรากฏว่า มีครูส่วนหนึ่ง อยู่อบรมไม่จบรายการ "โดด" หนีหายไปในตอนบ่าย
......หรือว่าพิพิธภัณฑสถานของไทย น่าเบื่อเสียจริง ๆ ก็ไม่รู้
ส่งคำถาม (send your question via email)

Back to Top

คิ้ว มีประโยชน์อย่างไร
.......ทำไมคนเราต้องมีคิ้วด้วย
.......(คนสีคิ้ว / จ. นครราชสีมา)
......คิ้วของเรา มีประโยชน์มาก เพราะถ้าเรา ไม่มีคิ้วเสียแล้ว เหงื่อ ที่ซึมเกาะหน้าผากเรา เวลาร้อน ๆ ก็จะไหลลงมา เข้าตาเรา ซึ่งจะเป็นผลร้าย ไม่ใช่แต่จะทำให้ สายตาเรา พร่ามัวเท่านั้น แต่เหงื่อนั้น มีสิ่งสกปรก ที่ร่างกาย ต้องขับออกมาด้วย คิ้วของเรา จึงทำหน้าที่เป็น เกราะ คอยคุ้มกัน นัยน์ตา
......คิ้วเป็นส่วนที่ช่วยเสริม ให้ใบหน้าสวยงาม ไม่เช่นนั้นสาว ๆ คงไม่ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ทั้งกันคิ้ว เขียนคิ้ว และบางคน ก็สักคิ้วถาวรเสียเลย
......บางคนบอกว่า คิ้วช่วยเสริม ให้นัยน์ตาดูสวย น่าสนใจขึ้นด้วย เหมือนกับที่ เราขีดเส้นใต้ข้อความ บางข้อความ เพื่อเรียกความสนใจ
ส่งคำถาม (send your question via email)

Back to Top

ตำรากับข้าว เล่มแรก ของไทย
.......ดิฉันไปเที่ยวงานสัปดาห์หนังสือ เห็นว่าปีสองปีมานี้มีตำรากับข้าวพิมพ์ขายมากมายให้เลือกซื้อไม่หวาดไม่ไหว จึงอยากรู้ขึ้นมาทันทีว่า ในเมืองไทย ใครเป็นผู้เขียนตำรากับข้าวขึ้นเป็นคนแรก
.......(ศรีกุล / จ. นนทบุรี)
......ตำรากับข้าวเล่มแรก ของเมืองไทย พิมพ์ในสมัย รัชกาลที่ ๕ หรือเมื่อ ๙๐ กว่าปีมาแล้ว คือ ตำราแม่ครัวหัวป่าก์ เขียนโดย ท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงศ์ ภริยาของเจ้าพระยาภาสกรวงศ์ (พร บุนนาค) พิมพ์จำหน่ายเป็นระยะ ๆ มีราวห้าเล่ม
......ต้นเล่ม มีคำนมัสการ นอบน้อมพระรัตนตรัย และไหว้ครู ซึ่ง "ซองคำถาม" เห็นว่า เป็นธรรมเนียม ที่น่าซาบซึ้งใจนัก
......เนื้อหาในเล่ม สอนวิธีทำกับข้าวสารพัด ฟังชื่อแล้วน่ากิน ตัวอย่างมีเช่น หมูแนมไทย ม้าอ้วน นกกระจาบยัดไส้ทอด ต้มยำเขมร เจ่าแมงดา หมูตั้งสด น้ำพริกนางลอย ปลาแดงหลน ขนมแชงม้า ขนมลำเจียก ข้าวแดกงา ฯลฯ ทั้งยังสอน วิธีเลือกซื้ออาหาร และพูดถึง ความสะอาดในครัว เรียกว่า มีเนื้อหาละเอียดครบถ้วน ไม่แพ้ตำรากับข้าวสมัยนี้
......ตำราแม่ครัวหัวป่าก์ เป็นหนังสือเก่าหายาก "ซองคำถาม" เคยเห็นฉบับถ่ายสำเนา ขายในร้านหนังสือเก่า ราคาเล่มละกี่บาท ก็ลืมแล้ว
ส่งคำถาม (send your question via email)

Back to Top

เพศของเรือ
.......ใครเป็นคนบอกว่า เรือเป็นผู้หญิง เพราะในภาษาอังกฤษนั้น ใช้สรรพนามเรียก "เรือ" ว่า "เธอ" (she)
.......(เค.เอส. / กรุงเทพฯ)
......บรรดาปราชญ์ ต่างถกเถียงกันว่า เพศ มาปรากฏอยู่ในภาษาได้อย่างไร ทำไมในภาษาอังกฤษ เรือมีความเป็นหญิง และถูกเรียกด้วยสรรพนาม "เธอ" (she) ทำไมสัตว์บางชนิด ที่ยังไม่ทราบชัด ว่าเป็นเพศใด ก็ถูกกำหนดเพศให้ทันที ตัวอย่างเช่น เมื่อนักล่าปลาวาฬ ร้องตะโกน เมื่อเห็นปลาวาฬแต่ไกลว่า "เธอพ่นน้ำอยู่โน่นไง"
......ว่ากันตามจริง กรณีเช่นนี้ ไม่ใช่เรื่องเพศ (sex) แต่เป็นเรื่องของ ความเป็นหญิงเป็นชาย หรือ เพศสภาวะ (gender) เสียมากกว่า อย่างที่ นักศึกษาทราบกันดี (หลายคนค่อนข้างจะ ขมขื่น กับเรื่องนี้) ว่าคำนาม ในภาษายูโรเปียน ส่วนใหญ่ อาจเป็น เพศสภาวะหนึ่งใด ในจำนวน สอง หรือสามเพศสภาวะ ในไวยากรณ์ ตัวอย่างเช่น ในภาษาเยอรมัน คำว่าผู้หญิง มีเพศสภาวะ เป็นหญิง แต่เด็กผู้หญิง กลับไม่มีเพศ
......ทฤษฎีมากมาย พยายามอธิบายว่า เหตุใด จึงเป็นเช่นนี้ ในภาษายูโรเปียนยุคเริ่มแรก วัตถุต่าง ๆ จะถูกจำแนก ตามหน้าที่ของมัน สิ่งที่มีบทบาทเป็น ผู้กระทำ หรือก่อให้เกิด การเปลี่ยนแปลงในสังคม จะถือกันว่าเป็นชาย ส่วนสิ่งที่ให้กำเนิดแก่สิ่งอื่น ก็ถือว่า เป็นหญิง วัตถุที่อยู่เฉย ๆ ไม่กระทำ หรือมีลักษณะเป็นเด็ก จะถูกจัดว่า ไม่มีเพศ ด้วยการให้เหตุผล ดังกล่าวนี้ บรรดาอาวุธ และเครื่องมือ จึงมีเพศสภาวะ เป็นชาย พื้นดิน และทะเล ซึ่งให้อาหาร จึงมีเพศสภาวะ เป็นหญิง
......กฎการจำแนกเพศสภาวะ เป็นชาย เป็นหญิง และอเพศ นี้ ยังคงดำรงอยู่ใน ภาษาละติน เยอรมัน และรัสเซีย ส่วนใน ภาษาโรมานซ์ (Romance Languages) ซึ่งวิวัฒนาการมาจาก ภาษาละติน เช่น ภาษาฝรั่งเศส สแปนนิช และอิตาเลียน คำนามทั้ง เอกพจน์ และพหูพจน์ มีการแปรรูปไวยากรณ์ จนเหลือเพียง สองเพศสภาวะเท่านั้น
......คำอธิบายอีกทฤษฎีหนึ่ง มุ่งไปทางด้าน วัฒนธรรม อย่างเช่น วัฒนธรรมของบางชนเผ่า ในทวีปอเมริกาใต้ ซึ่งผู้ชาย พูดภาษาหนึ่ง และผู้หญิง พูดอีกภาษาหนึ่ง วัตถุหนึ่ง ๆ จะเป็นชาย หรือเป็นหญิง ก็ขึ้นอยู่กับว่า ผู้ชายหรือผู้หญิง เป็นผู้เรียกวัตถุนั้น เมื่อภาษาทั้งสอง มารวมกันเข้า เพศสภาวะทั้งสอง จึงยังคงอยู่ในภาษา
......ในภาษาอังกฤษ เพศสภาวะของคำนาม และคำสรรพนาม ค่อนข้างตรงไปตรงมา สิงสาราสัตว์ มีเพศสภาวะเป็นชาย หรือหญิง สิ่งไม่มีชีวิต ก็ไม่มีเพศ นับเป็นเวลา หลายศตวรรษมาแล้ว ที่บรรดากะลาสีเรือ เรียกเรือของพวกเขาว่า "เธอ" ทฤษฎีหนึ่ง อธิบายว่า รองจาก แม่บังเกิดเกล้า ของพวกเขาแล้ว ไม่มีสิ่งอื่นใด น่าเคารพยกย่อง มากไปกว่าเรือ ซึ่งช่วย ปกป้องคุ้มครองชีวิต ของพวกเขา ให้พ้นจาก ภยันตราย ของท้องทะเล

กลับไปที่หน้าสารบัญ
ส่งคำถามที่คุณสงสัย แต่ยังไม่มีใครเคยตอบ ได้ที่นี่
108@Sarakadee.com
๑๐๘ ซองคำถาม เล่มที่ ๘



Click here to visit the Website



สำนักพิมพ์ สารคดี | สำนักพิมพ์ เมืองโบราณ | วารสาร เมืองโบราณ | นิตยสาร สารคดี
[ วิริยะบุคส์ | มีอะไรใหม่ | เช่าสไลด์ | ๑๐๘ ซองคำถาม | สั่งซื้อหนังสือ | WallPaper ]

สงวนสิทธิ์ ตามกฏหมาย
CopyRight. All rights reserved.

นิตยสาร สารคดี (Latest issue)