|
![]() |
ประโยชน์ของน้ำบ่อน้อย น้ำลายมีประโยชน์อะไร... นอกจากไว้ใช้ ทาแสตมป์ ปิดจดหมาย (หนูดี / กรุงเทพฯ) |
|
เพิ่งรู้ว่าคุณหนูดี
เป็นอีกคนหนึ่ง
ที่ชอบใช้ลิ้นเลียแสตมป์
ปิดจดหมาย
"ซองคำถาม" เคยดูภาพยนตร์สารคดี ทางเคเบิลทีวี ว่าด้วยเรื่อง การสืบหาหลักฐาน คดีฆาตกรรม ปรากฏว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจ สามารถหาตัวฆาตกรได้ โดยนำคราบน้ำลาย บนแสตมป์ ไปพิสูจน์ดีเอ็นเอ เพราะฉะนั้น เห็นจะต้อง เพิ่มประโยชน์ของ น้ำลายไว้ด้วยว่า นอกจากน้ำลาย จะใช้ทาแสตมป์ได้แล้ว ยังเป็นเบาะแส ให้ตำรวจ จับผู้ร้ายด้วย แต่นั่นไม่ใช่ ประโยชน์ที่แท้จริงหรอก เพราะน้ำลายมีไว้ เพื่อคลุกเคล้ากับ อาหาร ช่วยให้กลืนง่าย นอกจากนี้ น้ำลาย ยังช่วย ทำความสะอาด ช่องปาก ด้วยการชำระล้าง แบคทีเรียและ เศษอาหารออกไป ร่างกาย มีต่อมน้ำลายสามคู่ อยู่ที่ใต้หู ใต้ขากรรไกร และใต้ลิ้น ผลิตน้ำลายได้วันละ ๑.๔ ลิตร |
|
![]() |
วันดี-เดย์
มีความสำคัญอย่างไร เคยได้ยินวันดี-เดย์ไหม อยากทราบว่า คือวันอะไร และมีความสำคัญอย่างไร (ณัฐพร วิภาสพงษ์ / จ. ปราจีนบุรี) |
|
ก่อนตอบคำถามนี้
ขอปรารภเสียหน่อยว่า
"ซองคำถาม"
ได้รับคำถามนี้บ่อยมาก
แต่ไม่เคยตอบเลย
เพราะเชื่อว่าเรื่องนี้
น่าจะมีอยู่ในแบบเรียน
วิชาประวัติศาสตร์ แต่ก็น่าแปลก
ที่มีผู้ส่งคำถามดังกล่าว
มายังคอลัมน์นี้อยู่เนือง ๆ
และโดยมาก เป็นนักเรียน
สงสัยว่า เขาจะเลิกเรียน
ประวัติศาสตร์
สงครามโลกครั้งที่
๒ กันแล้วกระมัง บ่นจบก็ขอตอบคำถามดังนี้ ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. ๑๙๔๔ สัมพันธมิตร ได้ส่งกำลัง บุกขึ้นชายฝั่งยุโรป บริเวณนอร์มังดี ในฝรั่งเศส ซึ่งอยู่ใน การยึดครอง ของเยอรมนี นับเป็น การยกพลขึ้นบก ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุด เท่าที่เคยปรากฏ วันนั้นใช้ชื่อรหัสว่า "ดี-เดย์" (D-Day) ซึ่ง D หมายถึงการมอบคืน (deliverrance) มอบคืนอิสรภาพ ให้แก่ประเทศที่ ถูกเยอรมนียึดครอง หลังจาก การต่อสู้อย่างหนัก โดยกองทัพอากาศของ ฝ่ายสัมพันธมิตร ได้โจมตี ทิ้งระเบิดอย่างหนัก และสกัดกั้น กำลังทางอากาศ ของฝ่ายเยอรมนีไว้ ทั้งยังได้รับความร่วมมือ จากขบวนการ ต่อต้านเยอรมนี ของชาวฝรั่งเศส ช่วยสืบข่าว การเคลื่อนไหวของ ฝ่ายเยอรมนี ซึ่งเป็นประโยชน์ แก่แผนการโจมตี ฝ่ายสัมพันธมิตร สามารถฝ่าแนวต้านทาน ได้สำเร็จ จนทหารเยอรมัน ต้องถอยร่น และถูกจับเป็นเชลย |
|
![]() |
ไปสอบสัมภาษณ์อย่างไร
ให้ได้งาน .......มีเทคนิคอย่างไร ในการไปสอบสัมภาษณ์ ให้ได้งานครับ ตกงานมานานแล้ว (หนุ่ม / กรุงเทพฯ) |
|
อย่างแรกเลย คุณหนุ่ม
ต้องแน่ใจว่า มีความรู้
และคุณสมบัติ ตรงกับ
ตำแหน่งที่เปิดรับ
การหว่านใบสมัคร ไปทั่ว
โดยที่ขาดคุณสมบัติ
ที่บริษัทต้องการ "ซองคำถาม"
คิดว่า จะเสียเวลาเปล่า
ทั้งสองฝ่าย
หากผ่านข้อแรก ต่อไปก็เป็นเรื่องของ การประเมินว่า ผู้สัมภาษณ์ จะทดสอบเราเรื่องใด และเตรียมตัวไปให้พร้อม ในประเด็นนี้ "ซองคำถาม" ได้ข้อมูลมาจาก ดร. นงลักษณ์ ศรีอัษฎาพร เจริญงาม คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย ชึ่งทำวิจัยเรื่อง "การสัมภาษณ์ เพื่อคัดเลือกบุคคล เข้าทำงาน ในองค์กรไทย ในช่วงภาวะ วิกฤตการณ์ ทางเศรษฐกิจ" โดยสัมภาษณ์ เจ้าหน้าที่บริหาร ฝ่ายบุคคล ของบริษัท และองค์กรไทย จำนวน ๑๒ แห่ง "ซองคำถาม" ขอคัดผล การวิจัยบางส่วน มาตอบคำถาม คุณหนุ่ม ดังนี้ ส่วนใหญ่ ผู้ทำหน้าที่สัมภาษณ์ จะประเมินผู้สมัครงาน ในประเด็นหลัก ๆ ดังนี้ คือ บุคลิกภาพในการพูด และการแสดงออก การควบคุมอารมณ์ และการควบคุม สถานการณ์ ทัศนคติ ในการทำงาน สำหรับ ผู้ที่เคยทำงานมาแล้ว ผู้สัมภาษณ์ มักจะถามถึง เหตุผล ที่ลาออกจากงานเก่า และให้ผู้สมัครงาน วิพากษ์วิจารณ์ เพื่อนร่วมงาน และเจ้านายเก่า.. .ขอให้เตรียมคำตอบให้ดี ผู้สมัครงาน มีแนวโน้มสูง ที่จะไม่ผ่าน การสัมภาษณ์ หากไม่ทักทาย หรืออำลา ด้วยกิริยา ที่แสดงความเคารพ แสดงกิริยาอาการ ที่ไม่สำรวม (เช่น นั่งไขว่ห้าง นั่งเท้าแขนกับโต๊ะ) เบี่ยงเบนที่จะ ตอบคำถาม เกี่ยวกับ ครอบครัว และญาติพี่น้อง ตอบคำถาม ด้วยลักษณะที่ แสดงความ ไม่มั่นใจ (ไม่สบตาผู้สัมภาษณ์ หยุดคิดนาน พูดติด ๆ ขัด ๆ) แสดงลักษณะ พฤติกรรม เบี่ยงเบนทางเพศ ผู้สมัครงานควร แสดงศักยภาพ ที่ตนมีในเรื่อง ความอดทน อดกลั้น และอดออม ตลอดจน แสดงตน เป็นผู้มี วุฒิภาวะ มีระเบียบวินัย ตรงต่อเวลา กล้าคิด กล้าพูด กล้าทำ อย่างเหมาะสม กับกาลเทศะ รวมทั้งมีความพร้อม ที่จะปรับตัว ให้สอดคล้อง กับกฎระเบียบ และวัฒนธรรม ขององค์กร จากประสบการณ์ของ "ซองคำถาม" ซึ่งเคยเป็นทั้ง ผู้ถูกสัมภาษณ์ และผู้สัมภาษณ์ ขอแนะนำสั้น ๆ ว่า กรุณา อย่าพยายาม ตอบคำถาม แบบเอาใจกรรมการ หรือแสดงอาการว่า อยากได้งาน ใจจะขาด ด้วยการ "ง้อ" หรือ "หงอ" ยอมรับเงื่อนไขของบริษัท ที่ต่ำกว่ามาตรฐาน ขอให้ เป็นตัวของตัวเอง ทั้งในด้านบุคลิกภาพ และการตอบคำถาม โดยยึดถือเรื่อง ความสุภาพนอบน้อม (อย่างเป็นธรรมชาติ) เป็นที่ตั้ง ขอให้คุณโชคดี |
|
![]() |
โลกนี้มีกี่ภาษา ภาษาใดที่มีคนใช้มากที่สุด และขอทราบด้วยว่า ในโลกนี้มีกี่ภาษา ขอบคุณครับ (เสริมเกียรติ / กรุงเทพฯ) |
|
จากการสำรวจ
พบว่าทั่วโลกมีภาษาแตกต่างกันถึง
๕,๐๐๐ ภาษา ภาษาที่ใช้กัน
มากที่สุดในโลกคือ
ภาษาจีน มีคนพูดภาษานี้
ถึงพันล้านคนเศษ รองลงมาคือ
ภาษาอังกฤษ ภาษาฮินดี ที่ปาปัวนิวกินีประเทศเดียว มีภาษาพื้นเมือง อยู่ประมาณ ๗๐๐ ภาษา ในประเทศอินเดีย มีภาษาแตกต่างกัน อย่างน้อย ๘๔๕ ภาษา เฉพาะที่รัฐอัสสัม ซึ่งอยู่ทาง ตะวันออกเฉียงเหนือ ของอินเดีย ก็มีภาษาพูด นับร้อยภาษาแล้ว "ซองคำถาม" เคยรู้มาว่า มีผู้พยายาม สร้างภาษาโลก (world language) ที่คนทั้งโลก สามารถสื่อสารกันได้ โดยไม่ต้องมี กำแพงภาษา นั่นคือ ภาษาเอสเพอแรนโต (Esperanto) ผู้คิดค้นคือ นักภาษาศาสตร์ และแพทย์ชาวรัสเซีย ชื่อ ดร. แอล. ซาเมนฮอป แต่ความตั้งใจของเขา ไม่บรรลุผล |
|
![]() |
จมูกผีเสื้ออยู่ตรงไหน ลูกชายถามว่า จมูกผีเสื้อ อยู่ตรงไหน และเสียงแมลงหายใจ เป็นยังไง ผมเองก็จนปัญญา อยากให้ "ซองคำถาม" ช่วยเฉลยหน่อย (อำพล ศรีสัมบูลย์ / กรุงเทพฯ) |
|
ผีเสื้อและแมลงอื่น ๆ
หามีจมูก เหมือนมนุษย์ไม่
พวกมันหายใจทาง ช่องหายใจเล็ก ๆ
ข้างลำตัว ช่องหายใจเหล่านี้
มีอวัยวะคล้ายลิ้น ปิดเปิด
เพื่อป้องกันฝุ่น และน้ำเข้า
หูคนเราไม่สามารถได้ยินเสียง
แมลงหายใจ
ยกเว้นจะใช้ลำโพง
หรือเครื่องขยายเสียงช่วย
แต่แมลงบางชนิด เช่น
แมลงวันบางพันธุ์ แมลงปีกแข็ง
หรือตั๊กแตน ส่งเสียงออกมา
ให้เราได้ยิน
โดยดันอากาศออก
ทางช่องหายใจ
ทั้งนี้เพื่อวัตถุประสงค์
ในการสื่อสาร
แมลงสาบมาดากัสการ์ ซึ่งเป็นแมลงสาบยักษ์ ตัวยาว ๓ นิ้ว จะส่งเสียงฟ่อ ๆ เหมือนเสียงขู่ โดยการ เกร็งช่องท้อง แล้วดันลม ผ่านช่องหายใจ ที่กำลังหดตัว เสียงที่เกิดขึ้น ดังไปได้ไกล หลายฟุต ในขณะที่ แมลงสาบชนิดอื่น วิ่งหนีศัตรู แมลงสาบมาดากัสการ์ ใช้เสียงหลอกล่อ และข่มขู่ให้ศัตรู คิดว่ามีงูพิษ อยู่แถวนั้น และยังใช้เสียง เพื่อหาคู่ด้วย |
|
![]() |
สาวเล็บเหลือง มีคนบอกว่า ใช้ยาทาเล็บเป็นประจำแล้ว เล็บจะเหลือง จริงหรือเปล่าคะ ถ้าจริง ในยาทาเล็บ มีสารอะไรคะ (ประภา พรชัยไพบูลย์ / จ. นนทบุรี) |
|
ส่วนผสมสองอย่าง ในยาทาเล็บ
เป็นตัวการทำให้เล็บของ
สาวรักสวยรักงาม
กลายเป็นสีเหลือง
ส่วนผสมอย่างแรกคือ
ไนตรัสเซลลูโลส
หน้าที่ของมันคือ
ช่วยให้ยาทาเล็บ
ติดกับเล็บ
พอยาทาเล็บแห้ง
สิ่งที่หลงเหลืออยู่คือ
ไนตรัสเซลลูโลส และสีย้อม
เมื่อไนตรัสเซลลูโลส
เสื่อมสภาพ จะเกิดกรดไนตริก
ซึ่งไปทำลาย โปรตีนในเล็บ
และเปลี่ยนสีเล็บ เป็นสีเหลือง
สีเหลืองนี้ เกิดขึ้นแค่ที่
ผิวบนสุด
ของเล็บเท่านั้น และจะจางไปเอง
ถ้าไม่ใช้ ยาทาเล็บ ซ้ำ ส่วนผสมอย่างที่ ๒ คือ ยากันบูด พวกฟอร์มัลดีไฮด์ ที่ใส่ใน น้ำยาทาเล็บ ยางของ ฟอร์มัลดีไฮด์ จะเปลี่ยน เคราติน (โปรตีนชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็น องค์ประกอบสำคัญ ของเล็บ) ให้เป็นสีเหลือง อย่างไรก็ดี อาการเล็บเหลือง อาจเกิดจากอย่างอื่น นอกจากยาทาเล็บได้ เช่น การสูบบุหรี่จัด ยากินบางชนิด หรือการติดเชื้อราใต้เล็บ นอกจากนี้ สีเล็บ ยังบอกโรคได้ คนที่เป็นโรคเกี่ยวกับ ต่อมน้ำเหลือง โรคไทรอยด์ โรคระบบทางเดินหายใจเรื้อรัง โรคเบาหวาน และโรคเกี่ยวกับตับ และไตบางชนิด มักมีเล็บสีเหลือง คนปรกติ ที่ร่างกายสมบูรณ์ เล็บจะเป็นสีชมพู แสดงว่า มีเลือดไปเลี้ยงเพียงพอ แต่ถ้าเล็บดูขาวซีด แสดงว่าเป็น โรคโลหิตจาง ส่วนเล็บที่เป็น สีฟ้าอ่อน ๆ มักบ่งบอกว่า เจ้าของเล็บ เป็นโรคปอด หรือโรคหัวใจ |
|
![]() |
คว่ำบาตร คุณ "ซองคำถาม" ตอบเรื่อง การคว่ำบาตร ไว้ในหนังสือ ๑๐๘ ซองคำถาม เล่ม ๔ โดยเทียบเคียงกับคำ บอยคอต (boycott) แล้วเล่าที่มาของคำ บอยคอต แต่ไม่เห็นอธิบายเลยว่า การคว่ำบาตรนั้น มีที่มาอย่างไร ทำไมพระ ถึงต่อต้าน คนบางคน ด้วยการคว่ำบาตร (สร้อยสลา / กรุงเทพฯ) |
|
ขออภัยเป็นอย่างยิ่ง
"ซองคำถาม" มัวห่วงคำว่า boycott
เลยลืมเล่าที่มาของ
การคว่ำบาตรเสียสนิท คว่ำบาตร คือการประกาศตัดสัมพันธ์ กับผู้ที่ ทำผิดทางศาสนา อย่างแรง คฤหัสถ์ ที่ถูกสงฆ์คว่ำบาตร คือผู้ทำความผิดแปดอย่าง ได้แก่ ๑. ขวนขวายเพื่อมิใช่ลาภแก่สงฆ์ ๒. ขวนขวายเพื่อมิใช่ประโยชน์แก่สงฆ์ ๓. ขวนขวายเพื่อให้พระอยู่ไม่ได้ ๔. ด่าว่าเปรียบเปรยภิกษุทั้งหลาย ๕. ยุยงให้สงฆ์แตกกัน ๖. ตำหนิติเตียนพระพุทธเจ้า ๗. ตำหนิติเตียนพระธรรม ๘. ตำหนิติเตียนพระสงฆ์ ผู้ใดเป็นอุบาสกอยู่แล้ว ยังทำความพยายามอย่างนี้ สงฆ์เห็นว่า หากจะติดต่ออยู่ ก็กำเริบ ทำความเสื่อมเสียแก่ พระศาสนายิ่งขึ้น ก็ทำพิธีคว่ำบาตรเสีย พิธีคว่ำบาตรนั้น สงฆ์ทั้งหมด จะประชุมกัน รูปหนึ่ง ประกาศความผิด ของผู้ที่จะคว่ำบาตร แล้วประกาศคว่ำบาตร สองครั้ง (ญัตติทุติยกรรม) เมื่อคว่ำบาตรแล้ว ภิกษุสามเณร จะต้อง งดรับบิณฑบาตของเขา งดรับของทุกอย่าง งดการติดต่อทั้งสิ้น จนกว่าเขา จะสำนึกผิด มาขอขมาสงฆ์ สงฆ์จึงทำพิธี หงายบาตรให้ โดยมีการประชุมสงฆ์ ทำนองเดียวกับ ตอนคว่ำบาตร แต่ตอนหงายบาตร ให้อุบาสกผู้นั้น อยู่ในที่ประชุมสงฆ์ด้วย ต่อมา "คว่ำบาตร" กลายเป็นสำนวน มีความหมายถึง การตัดออกจาก สมาคม ไม่คบหาด้วย พระ จึงไม่ได้เป็นฝ่าย คว่ำบาตร ต่อคฤหัสถ์เท่านั้น คฤหัสถ์ก็สามารถ "คว่ำบาตร" ไม่ตักบาตรทำบุญ กับพระที่ตนเห็นว่า มีวัตรปฏิบัติ ไม่เหมาะไม่ควรได้ ข้อมูลนี้ได้มาจาก สารานุกรมไทย เล่มที่ ๑๔ (อนุภาค) ของ อุทัย สินธุสาร |
[ วิริยะบุคส์ | มีอะไรใหม่ | เช่าสไลด์ | ๑๐๘ ซองคำถาม | สั่งซื้อหนังสือ
| WallPaper ]
สงวนสิทธิ์ ตามกฏหมาย CopyRight. All rights reserved.
![]()