Click here to visit the Website

๑๐๘ ซองคำถาม 108 questions

 

ส่งคำถาม (send your question via email)

Back to Top

หมากับยางรถยนต์
   
ทำไมสุนัข มักนิยมฉี่ใส่ยางรถยนต์ และจะมีวิธีแก้ไขพฤติกรรมนี้อย่างไร
    (เด็กหลังราม ๑ / กรุงเทพฯ)
    น.สพ. ทศพร นักเบศร์ แห่ง petgang.com ให้ข้อมูลว่า การที่หมาปัสสาวะรดยางรถยนต์ เป็นพฤติกรรมที่เรียกว่า urine making เพื่อประกาศอาณาเขตของตน ถือเป็นการสื่อสารอย่างหนึ่ง ในระหว่างเพื่อนหมาด้วยกัน หมาที่ทำพฤติกรรมนี้ จะเป็นหมาตัวผู้ที่อยู่ในวัยเจริญพันธุ์แล้ว หมาจะยกขาหลัง แล้วปล่อยปัสสาวะในลักษณะพุ่งออกไป (jet stream) เพื่อให้ตรงเป้าหมายที่ต้องการ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นยางรถยนต์เท่านั้น แต่เป็นอะไรก็ได้ที่ตั้งฉากกับพื้นโลก เช่น โคนเสา โคนต้นไม้ ฯลฯ
    พฤติกรรมนี้แก้ไม่ได้ หมาที่บ้าน "ซองคำถาม" ก็ปัสสาวะล้อรถที่บ้านเนือง ๆ ซึ่งว่าไปแล้ว ก็ไม่เห็นน่าเดือดเนื้อร้อนใจอะไร   คงไม่ถึงกับต้องจับหมามาดัดนิสัยกระมัง

ส่งคำถาม (send your question via email)

Back to Top

เขาทำดินสอกันอย่างไร
   
"ซองคำถาม" รู้มั้ยว่า เขาทำดินสอกันยังไง ผมว่าเขาเจาะรูไม้แล้วใส่ไส้ดินสอเข้าไป แต่เพื่อนผมว่าไม่น่าจะใช่
    (ครองธรรม คุณากรสกุล / กรุงเทพฯ)
    ดูจากลักษณะดินสอ เขาน่าจะทำแบบที่คุณคิด แต่จริง ๆ แล้วใช้วิธีอื่น
    บริษัทผลิตดินสอเริ่มกรรมวิธีทำดินสอ โดยนำไม้สน (cedar) มาตัดเป็นแผ่นบาง ๆ กว้างยาวประมาณ ๒ ๓/๔ นิ้ว คูณ ๗ ๑/๔ นิ้ว และหนาไม่เกิน ๑/๔ นิ้ว นำไม้แผ่นไปเข้าเครื่อง เซาะร่องตามความยาวไม้ แผ่นหนึ่งเซาะได้ประมาณสี่ถึงเก้าร่อง ขึ้นอยู่กับขนาดของดินสอที่จะทำ
จากนั้นนำไส้ดินสอ ความยาว ๗ นิ้ว วางลงไปในแต่ละร่อง ไส้ดินสอนี้ทำจากกราไฟต์ ดินเหนียว และน้ำเล็กน้อย จุ่มในขี้ผึ้งเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งทนทาน
    ขั้นตอนต่อไป คือนำไม้ขนาดเท่ากันอีกแผ่น ที่เซาะร่องแล้วมาประกบทับลงไป โดยยึดติดกัน ด้วยกาวอุตสาหกรรมคุณภาพสูง จะได้แผ่นไม้ที่มีไส้ดินสอ เรียงแถวเป็นไส้ในอยู่ตรงกลาง จากนั้นใช้เครื่องตัด ตัดแผ่นไม้ออกมาเป็นดินสอจำนวนเท่ากับไส้
    ขั้นตอนสุดท้ายคือทาสี และนำยางลบมาติดกาว เข้ากับก้นดินสอ เป็นอันเสร็จกระบวนการ ตามสถิติบอกว่า บริษัทผลิตดินสอชื่อดังแห่งหนึ่งในอเมริกา ทำดินสอได้ ๕๗๖,๐๐๐ แท่งในเวลาเพียงแปดชั่วโมง

ส่งคำถาม (send your question via email)

Back to Top

นักสืบจมูกไว
.......สุนัขตำรวจช่วยค้นหายาเสพย์ติด หรือระเบิดอยู่บ่อย ๆ อยากรู้ว่าเขามีวิธีฝึกสุนัข ให้หาสิ่งเหล่านี้พบได้อย่างไร
    (พิเศรษฐ์ จิรานุกูล / จ. สมุทรปราการ)
    วิธีฝึกสุนัขให้ดมกลิ่น และค้นหายาเสพย์ติด และระเบิด เริ่มจากตัวสุนัขที่นำมาฝึก นอกจากจะต้องมีความสามารถ ในการดมกลิ่นเป็นเลิศแล้ว สุนัขตัวนั้นยังต้องเต็มใจ ที่จะกู้สิ่งของ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่รู้เบื่อ สุนัขพันธุ์ที่เหมาะสมที่สุด คือ พันธุ์เยอรมันเชปเพิร์ด พันธุ์เลบราดอร์ รีทรีฟเวอร์ ก็มีบ้าง สุนัขเหล่านี้ จะได้รับการสอน ให้วิเคราะห์กลิ่นพิเศษ และเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม เมื่อได้กลิ่นนั้น เช่น ถ้าพบกลิ่นระเบิด สุนัขมักถูกสอนให้นั่ง หรือนอนลง เพราะหากค้นหาต่อไป อาจเกิดระเบิดขึ้นได้
    ปรกติแล้วการฝึกสุนัขค้นหายาเสพย์ติด จะเริ่มต้นฝึกให้ดมกลิ่นกัญชาก่อน ใช้เวลาฝึกประมาณ ๑๐ สัปดาห์ ความพยายามฝึกสุนัข ให้ค้นหาเฮโรอีนในยุคแรก ๆ ล้มเหลวไม่เป็นท่า เพราะสุนัขติดเฮโรอีนเสียเอง และเสียชีวิตไป ในยุคหลัง ๆ ห้องทดลอง สามารถแยกเฮโรอีน ออกเป็นส่วนประกอบต่าง ๆ และคิดสูตรลับขึ้นมา ผลิตวัสดุที่ให้กลิ่นเหมือนเฮโรอีน เพื่อใช้ในการฝึกได้
    ขั้นแรก เขาจะฝึกให้สุนัขสนใจกัญชาก่อน โดยใส่กัญชาไว้ในถุงพลาสติกเล็ก ๆ และห่อให้ดี เพื่อป้องกันสุนัขกัดขาด จากนั้นจะทำเหมือนเวลาฝึก ให้สุนัขไปคาบกิ่งไม้ คือขว้างถุงกัญชา ออกไปประมาณ ๑๐ ฟุต และกระตุ้นให้สุนัขไปคาบกลับมา ถ้าสำเร็จ สุนัขจะได้รับคำชมเชย พร้อมรางวัล
    ขั้นต่อมา ครูฝึกจะนำถุงไปซ่อนไว้ไกล ๆ เพื่อที่สุนัขจะได้ใช้จมูกดมกลิ่นหา แทนที่จะใช้ตาดู หนึ่งเดือนหลังจากฝึกขั้นนี้ สุนัขควรสามารถหาถุงกัญชา ในกระเป๋าเดินทาง หรือหีบห่อของได้แล้ว แรก ๆ อาจมีเพียงสองสามกระเป๋าให้เลือก คล่องแล้วจึงเพิ่มจำนวนตัวเลือก ให้มากขึ้น
    ถัดจากกระเป๋าเดินทาง สถานที่ซ่อนกัญชาจะเริ่มเป็นในรถยนต์ ในตึก และสถานที่ที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ หลังจากฝึกไปได้สองเดือน ครูฝึกจะกลบกลิ่นกัญชา ด้วยกลิ่นอย่างอื่น เช่น น้ำหอม ฟอร์มัลดีไฮด์ หรือกลิ่นที่นักค้าเฮโรอีน ชอบใช้กลบกลิ่นกัญชา สัดส่วนของกลิ่นปลอมปน ต่อกลิ่นกัญชา จะเพิ่มขึ้นทีละเล็กละน้อย สุนัขที่ผ่านการฝึกจนสำเร็จ ควรหากัญชาพบ แม้จะมีกลิ่นอื่นมาปะปน ถึงร้อยละ ๙๐ จากนั้น ครูฝึกจึงสามารถฝึก ให้สุนัขค้นหายาเสพย์ติดชนิดอื่น รวมทั้งค้นหาดินระเบิด และวัสดุอื่น ๆ ที่ใช้ทำระเบิด

ส่งคำถาม (send your question via email)

Back to Top

ฉีดยาประหารชีวิต
   
ในประเทศไทย นอกจากการประหารชีวิตด้วยการนำไปยิงแล้ว มีการประหารชีวิตโดยการฉีดสารพิษ อย่างที่เห็นในภาพยนตร์ฮอลลีวูดหรือไม่
    (ปุณณ์ สุขสงค์ / กรุงเทพฯ)
    แต่เดิมประเทศไทย ประหารชีวิตนักโทษ ด้วยการนำไปตัดศีรษะ ต่อมา พ.ศ. ๒๔๗๗ จึงมีกฎหมายให้เปลี่ยนมาใช้วิธียิงด้วยปืน ซึ่งเป็นวิธีเดียวที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน
    การประหารโดยการฉีดยา เริ่มต้นที่สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศแรก เนื่องจากพิจารณาเห็นว่า การประหารชีวิต โดยการใช้เก้าอี้ไฟฟ้า ผู้ถูกประหาร มีอาการไหม้เกรียม และไม่ตายในทันทีทันใด ในขณะที่การประหารชีวิตด้วยแก๊ส ผู้ถูกประหารจะตายอย่างทรมาน เทกซัสเป็นรัฐแรก ที่เปลี่ยนมาใช้การฉีดยาในปี พ.ศ. ๒๕๒๕ และต่อมาจึงมีรัฐอื่น ๆ หันมาใช้การประหารโดยการฉีดยา จนปัจจุบันมีรัฐต่าง ๆ ที่มีวิธีการประหาร โดยใช้การฉีดยาอยู่ ๒๖ รัฐ ใช้เก้าอี้ไฟฟ้า ๑๑ รัฐ ยิงเป้า ๒ รัฐ ใช้แก๊ส ๕ รัฐ และแขวนคอ ๒ รัฐ (บางรัฐมีวิธีการประหารหลายวิธี บางรัฐให้นักโทษประหาร เลือกวิธีประหารได้ บางรัฐไม่ให้เลือก) และมีรัฐ ที่ไม่มีโทษประหารชีวิตอีก ๑๒ รัฐ ในปี พ.ศ. ๒๕๓๙ ฟิลิปปินส์ก็เริ่มแก้กฎหมาย ให้ใช้การฉีดยา ในการประหารชีวิต และปี พ.ศ. ๒๕๔๐ จีนก็เริ่มมีการประหารชีวิต โดยการฉีดยาเช่นกัน
    เหตุที่มีการเปลี่ยน มาใช้การประหารด้วยวิธีฉีดยา ก็เพราะว่า การประหารโดยการฉีดยา ไม่ก่อให้เกิดการเปรอะเปื้อนเลือด ตามร่างกายของผู้ประหาร นอกจากนี้ ยังเป็นการตายทันที ผู้ถูกประหารไม่ทรมาน จึงดูเป็นการตาย ที่ไม่ทารุณโหดร้าย นอกจากนี้ยังเสียค่าใช้จ่าย ในการประหารแต่ละครั้งต่ำอีกด้วย
    ก่อนการประหารประมาณ ๑ ชั่วโมง นักโทษประหารจะได้รับยาคลายกล้ามเนื้อ เพื่อให้คลายเครียด และง่ายต่อการแทงเข็มเข้าเส้น
    เมื่อใกล้ถึงเวลาประหาร ประมาณครึ่งชั่วโมง เจ้าหน้าที่จะนำตัวนักโทษประหาร ออกจากห้องพิเศษ ไปที่ห้องประหาร ให้นอนบนเตียงประหาร ตรึงและผูกด้วยสายหนัง ทั้งที่เท้า ลำตัว และแขนทั้งสองข้างซึ่งอยู่ในท่ากางออก
    เจ้าหน้าที่ที่ได้รับการฝึกอบรมมาอย่างดี จะมาติดเครื่องวัดการเต้นของหัวใจ เข้ากับตัวนักโทษ เพื่อตรวจสอบการตาย หลังการฉีดยา จากนั้นจึงแทงเข็ม เข้าเส้นเลือดใหญ่ ที่แขนหรือที่หลังมือทั้งสองข้าง ข้างหนึ่งเป็นเข็มที่ใช้จริง อีกข้างหนึ่งเป็นเข็มสำรอง ในกรณีที่เข็มแรกมีปัญหา
    ในช่วงนี้จะเริ่มเปิดให้ประจักษ์พยาน เข้ามาสังเกตการณ์ ในห้องข้าง ๆ ห้องประหารได้
    จากนั้นผู้บัญชาการ จะอ่านคำสั่งประหาร แล้วถามนักโทษว่า มีอะไรจะพูดเป็นครั้งสุดท้ายหรือไม่ ถ้ามี นักโทษจะพูดผ่านไมโครโฟน ให้ประจักษ์พยานในห้อง ได้ยินด้วย
    เมื่อถึงเวลาประหาร ถ้าไม่มีโทรศัพท์ยับยั้ง จากอัยการสูงสุด หรือผู้ว่าการรัฐ ผู้บัญชาการเรือนจำ ก็จะให้สัญญาณ ในการดำเนินการประหารได้ เจ้าหน้าที่ ที่ทำหน้าที่เพชฌฆาตสองคน (ไม่มีการเปิดเผยว่าเป็นใคร) ซึ่งอยู่ในห้องฉีดยาติดกัน ก็จะกดปุ่ม เพื่อปล่อยยาให้เข้าในร่าง ปุ่มปล่อยยาจะมีสองปุ่ม กดคนละปุ่ม แต่จะมีปุ่มเดียว ที่ปล่อยยาเข้าร่าง ดังนั้นเจ้าหน้าที่ทั้งสอง จึงไม่มีโอกาสรู้ว่า ใครเป็นผู้กดปุ่มปล่อยยาเข้าเส้น   แต่สำหรับรัฐ ที่ไม่ใช้เครื่องฉีดยาอัตโนมัติ จะใช้เจ้าหน้าที่ฉีดยาด้วยมือ ซึ่งจะมีสองคนสลับกันฉีดเข้าเส้น (บางรัฐใช้สามคน สำหรับฉีดสารคนละชนิด) ฉีดเข้าแขนซ้าย ถ้ายังมีปัญหา ก็จะเปลี่ยนมาใช้เข็มที่เสียบอยู่ที่แขนขวา ฉีดเข้าแขนขวาอีกครั้ง การฉีดด้วยมือ หรือด้วยเครื่องอัตโนมัติก็ดี ปรกติจะมีสายยาว ต่อจากเข็มถึงที่ปล่อยน้ำยา ผู้ฉีดไม่ได้ฉีดที่แขน ดังเช่นการฉีดยาทั่วไป
    ยาที่ใช้ฉีดจะมี Sodium Pentothal ในสารละลาย ๒๐-๒๕ ซีซี Pancuronium bromide ๕๐ ซีซี และ Potassium chloride ๕๐ ซีซี ยาดังกล่าวนี้ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทกซัส ได้วิจัยแล้วว่า ให้ผลอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด
    เริ่มแรกจะปล่อยยา Sodium Pentothal เข้าไปให้หลับก่อน จากนั้นจึงปล่อย Pancuronium bromide และ Potassium chloride ให้หัวใจหยุดสูบฉีดโลหิต ภายในไม่ถึงนาที เมื่อนักโทษแสดงอาการแน่นิ่งไป ผู้บัญชาการเรือนจำ จะขอให้นายแพทย์ของเรือนจำ เข้าตรวจยืนยันการตายของผู้ต้องขัง และประกาศการเวลาตาย ต่อหน้าพยาน รวมใช้เวลาในการดำเนินการ ตามขั้นตอนนี้ทั้งสิ้นประมาณ ๒๐-๓๐ นาที
    ข้อมูลนี้ "ซองคำถาม" ได้มาจาก จุลสารทัณฑวิทยา ปีที่ ๑ ฉบับที่ ๒ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๒

ส่งคำถาม (send your question via email)

Back to Top

ทำไมบริษัทห้างร้านบางแห่ง จึงมีรูปครุฑอยู่ที่หน้าอาคาร
   
ทำไมบางบริษัทจึงมีครุฑอยู่หน้าบริษัท มีความหมายว่าอย่างไร ถ้าบริษัทผมต้องการบ้างจะต้องทำอย่างไร
    (เมฆ / จ. เชียงใหม่)
    วิศนุ ทรัพย์สุวรรณ เล่าไว้ในต่วย"ตูนพิเศษ ฉบับเดือนพฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๒ ว่า
    ประเทศไทยนำครุฑ มาใช้เป็นตราประจำแผ่นดิน หรือพระราชลัญจกร มาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา นอกจากครุฑจะปรากฏอยู่ ตามสถานที่ราชการ เอกสารราชการ ธนบัตร แล้ว ที่อาคารบริษัทห้างร้านใหญ่ ๆ บางแห่งก็มีรูปครุฑ และข้อความว่า "โดยได้รับพระบรมราชานุญาต" ประดับอยู่ เรียกกันว่า "พระครุฑพ่าห์" หรือเครื่องหมายตราตั้ง ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ ที่บ่งบอกถึงเกียรติภูมิอันสูงสุด ที่น้อยรายจะได้รับ
    การขอพระราชทานตราตั้งนี้ เริ่มมีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ ซึ่งในสมัยนั้น ใช้ตราแผ่นดินชนิดที่เป็นตราอาร์ม หรือตรารูปโล่ แต่ครั้นถึงสมัยรัชกาลที่ ๖ พระองค์ทรงเปลี่ยน มาใช้ตราครุฑแทน เครื่องหมายตราตั้งในยุคนั้น จึงแปรเปลี่ยนเป็นรุปครุฑด้วยเช่นกัน
    สำหรับระเบียบการขอพระราชทานตราตั้งนี้   มีประกาศไว้ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๕๖ ปี พ.ศ. ๒๔๘๒ โดยจอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี   ซึ่งระบุว่า
    "ผู้ที่จะได้รับพระราชทานตราตั้งนั้น จะต้องอยู่ในฐานะนิติบุคคล หรือได้จดทะเบียนแล้ว โดยชอบด้วยกฎหมาย มีฐานะการเงินดี เป็นที่น่าเชื่อถือแก่มหาชนมาช้านาน ประกอบการค้าขายโดยสุจริต ตั้งมั่นอยู่ในศีลธรรม ไม่มีหนี้สินรุงรัง นอกจากนี้ ยังต้องเคยติดต่อกับกรมกองต่าง ๆ ในราชสำนักมาก่อน"
    เมื่อทำเรื่องขอพระราชทานแล้ว ก็สุดแล้วแต่จะมีพระราชดำริเช่นไร   หากได้รับพระบรมราชานุญาตแล้ว นายกรัฐมนตรี จะเป็นผู้ออกหนังสือตราตั้งให้
    จนถึงวันนี้ (ข้อมูลปี พ.ศ. ๒๕๔๑) มีบริษัทห้างร้านเอกชน ที่ได้รับพระราชทานตราตั้งแล้ว ทั้งสิ้น ๖๔ แห่ง

ส่งคำถาม (send your question via email)

Back to Top

ประเพณีมอบกุญแจเมือง
   
"ซองคำถาม" ทราบหรือไม่ว่า ประเพณีมอบกุญแจเมืองที่ลานพลับพลาเจษฎาบดินทร์ตรงศาลาเฉลิมไทยเก่า มีมาตั้งแต่เมื่อไหร่ และเป็นประเพณีไทยหรือเป็นประเพณีที่เรารับมาจากชาติตะวันตก
    (ผู้อ่าน สารคดี / กรุงเทพฯ)
    ประเพณีการมอบ "กุญแจเมือง" หรือ "กุญแจแห่งนคร" ได้เริ่มขึ้นในราวคริสต์ศตวรรษที่ ๑๖ (พ.ศ. ๒๐๐๐) ณ ประเทศอังกฤษ ขณะนั้นมุขอำมาตย์ (Lord Chamberlain) มีหน้าที่สำคัญ ในการต้อนรับแขกเมือง โดยตระเตรียมการรับรอง ต้อนรับ และจัดงานรัฐพิธีต่าง ๆ แด่แขกของพระเจ้ากรุงอังกฤษ มุขอำมาตย์ผู้นี้ มีไม้เท้าถือสีขาว กับกุญแจประดับเพชร เป็นเครื่องหมายอันมีเกียรติประจำตำแหน่ง ในระยะนั้นบรรดาทูตานุทูตต่างประเทศ ที่ไปประจำในราชสำนักอังกฤษ จะต้องยื่นสาสน์ตราตั้ง ต่อมุขอำมาตย์เป็นผู้พิจารณา ในนามของพระเจ้ากรุงอังกฤษ เมื่อมุขอำมาตย์ยอมรับสาสน์ตราตั้งแล้ว ก็จะมอบกุญแจอันมีเกียรติ ให้แก่เอกอัครราชทูต เพื่อแสดงว่า ยอมรับความเป็นทูต และต้อนรับให้พำนัก อยู่ในราชอาณาจักรได้ ประเพณีการมอบกุญแจเมืองจึงได้เริ่มขึ้น
    ต่อมาในสมัยกลาง (พ.ศ. ๒๑๐๐-๒๓๐๐) ทุกนครในยุโรป ได้ก่อสร้างกำแพงเมือง ที่สูงใหญ่เพื่อป้องกันนคร เช่นเดียวกับที่ พระบาทสมเด็จ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้สร้างกำแพงเมืองขึ้น เพื่อป้องกันพระนคร เมื่อทรงย้ายเมืองหลวง จากฝั่งธนบุรีมายังฝั่งพระนคร กำแพงนี้ทั้งในยุโรป และประเทศไทย มีประตูใหญ่ ไว้เพื่อแสดงว่า เป็นทางเข้าสู่ตัวเมือง ประตูนี้จะปิดลั่นกุญแจเสมอ ในยามค่ำคืน หรือระหว่างมีเหตุฉุกเฉิน
    การมอบกุญแจเมือง หรือกุญแจประจำนคร จึงกลายเป็นประเพณ ีมอบให้แก่ผู้มาเยือน ซึ่งมีความหมายเสมือนว่า มอบกุญแจให้ เพื่อไขประตูเข้าเมืองได้ ตามความจริงนั้น กุญแจที่มอบให้แก่แขกเมือง มิใช่กุญแจจริงที่จะใช้ไขประตูได้ แต่เป็นกุญแจสัญลักษณ์ แห่งการต้อนรับ นครต่าง ๆ ของชาติที่เจริญแล้ว ถือปฏิบัติมอบกุญแจให้กัน เพื่อแสดงความยกย่อง และให้เกียรติ แด่แขกคนสำคัญที่มาเยือนนครนั้น ๆ
    กรุงเทพมหานครเป็นนครหลวงของไทย ในอดีตมีการปกครองระบบเทศบาล ได้แก่ เทศบาลนครกรุงเทพ ทำหน้าที่บริหาร และปกครองท้องถิ่น มีนายกเทศมนตรีนครกรุงเทพ เป็นหัวหน้าผู้บริหาร   จึงได้จัดให้มีกุญแจสัญลักษณ์ ประจำนครขึ้น ดังนั้นนายกเทศมนตรี จึงเป็นผู้มอบกุญแจนี้ แก่ผู้มีเกียรติที่มาเยือนพระนคร แต่ในปัจจุบัน มีการเปลี่ยนแปลง ระบบการปกครองส่วนท้องถิ่น โดยมีการเลือกตั้ง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จึงเป็นผู้มอบกุญแจเมือง ให้แก่ประมุขของต่างประเทศ ที่มาเยือนกรุงเทพมหานคร อย่างเป็นทางการ (state visit)
    พิธีมอบกุญแจเมืองจัดขึ้น ณ ลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์ โดยมีผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นผู้มอบกุญแจเมือง และกล่าวสุนทรพจน์ต้อนรับ และมอบของที่ระลึก ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จะแต่งกายในชุดขาวเต็มยศ พร้อมกับสวมสร้อยสังวาลย์ประดับ   ซึ่งถือว่าเป็นชุดแต่งกายพิเศษ ประจำตำแหน่ง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
    อนึ่ง เนื่องในวโรกาส มหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา หกรอบของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กรุงเทพมหานคร ได้จัดทำกุญแจจำลอง สัญลักษณ์กรุงเทพมหานครทองคำ เพื่อมอบให้แก่ พระราชอาคันตุกะ และอาคันตุกะ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่จะเดินทางมาเยือนประเทศไทย ตั้งแต่ปีคริสตศักราช ๒๐๐๐ (พ.ศ. ๒๕๔๓) เป็นต้นไป
    ขอบคุณกองการต่างประเทศ สำนักนโยบาย และแผนกรุงเทพมหานคร ที่เอื้อเฟื้อข้อมูล

กลับไปที่หน้า สารบัญ Sarakadee January 2000
ส่งคำถามที่คุณสงสัย แต่ยังไม่มีใครเคยตอบ ได้ที่นี่
108@Sarakadee.com
๑๐๘ ซองคำถาม เล่มที่ ๘


สำนักพิมพ์ สารคดี | สำนักพิมพ์ เมืองโบราณ | วารสาร เมืองโบราณ | นิตยสาร สารคดี
[ วิริยะบุคส์ | มีอะไรใหม่ | เช่าสไลด์ | ๑๐๘ ซองคำถาม | สั่งซื้อหนังสือ | WallPaper ]

สงวนสิทธิ์ ตามกฏหมาย
CopyRight. All rights reserved.

สำนักพิมพ์ สารคดี