|
![]() |
ม้าน้ำและผองเพื่อน ม้าน้ำเป็นปลาหรือไม่คะ (ปัทมา ภู่ถาวร / จ. สมุทรปราการ) |
| เป็น ม้าน้ำเป็นชื่อปลาทะเลทุกชนิดในสกุล Hippocampus วงศ์ Syngnathidae ลำตัวอ้วน หัวพับเข้าหาลำตัว ปากเป็นท่อยาวรวมกัน ทำให้ส่วนหัวดูคล้ายม้า ส่วนท้ายของลำตัวเรียวยาว มีครีบหลังขนาดใหญ่ที่โคนหาง ผิวหนังเป็นแผ่นแข็ง เรียงต่อกันเป็นเหลี่ยมเป็นปล้อง ตลอดทั้งตัวสีน้ำตาล บางชนิดคาดด้วยแถบสีเข้มกว่า หรือมีจุดสีดำที่บางส่วนของลำตัว พบอาศัยตามแนวหินปะการัง ลำตัวตั้ง ใช้ส่วนหางพันเกาะวัตถุใต้น้ำ ตัวผู้ทำหน้าที่ฟักไข่ซึ่งเก็บไว้ในถุงหน้าท้อง ขนาดยาวได้ถึง ๑๕ เซนติเมตร ใต้ทะเลมีสัตว์อาศัยอยู่มากมาย แต่สัตว์เหล่านั้นไม่ได้เป็นปลาทั้งหมด ดังเช่นปลาหมึก บางคนก็คิดว่าเป็นปลา เพราะเห็นมันว่ายน้ำได้ แท้จริงแล้วปลาหมึก เป็นสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังชนิดหนึ่ง (บางตำราว่าปลาหมึกเป็นหอยที่พัฒนาไปมาก) มีขาซึ่งเรียกว่าหนวดอยู่ที่บริเวณหัว มีถุงบรรจุน้ำสีดำอย่างหมึกสำหรับพ่นเพื่อพรางตัว สัตว์ที่อาศัยอยู่ในทะเลบางตัวก็เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เช่น ปลาวาฬ โลมา แมวน้ำ สิงโตทะเล นากทะเล วอลรัส พะยูน ฯลฯ |
|
![]() |
คู่แฝดภาพต่อจิกซอว์ ผมเพิ่งมาสนใจเล่นจิกซอว์ โดยพัฒนาความสนใจจากขนาด ๕๐๐ ชิ้น มาเป็น ๑,๕๐๐ ชิ้นในขณะนี้ ผมพบว่าบางครั้งมีจิกซอว์บางตัว ที่ต่อเข้ากับตรงไหนก็ได้ ไม่รู้ว่าเป็นความเข้าใจผิด (คือต่อผิด) ของผมเองหรือเปล่า แฟนผมเขาบอกว่า จิกซอว์แต่ละตัว จะถูกดีไซน์มาให้ต่อกันสนิท เฉพาะตำแหน่งที่ถูกต้องเท่านั้น อยากทราบว่าจริงหรือไม่ (คมกริช สิทธิศรัทธา / กรุงเทพฯ) |
|
ขณะที่กำลังจดจ่ออยู่กับการต่อชิ้นส่วน
จิกซอว์ขนาด ๑,๐๐๐ ชิ้น แล้วจู่ ๆ
ก็พบว่ามีชิ้นส่วนสองชิ้น
หรือมากกว่านั้น
ที่สามารถต่อลงในตำแหน่งเดียวกันได้
คงทำให้เกิดความรู้สึกหงุดหงิดไม่น้อย
โดยเฉพาะหากเป็นบริเวณที่
ไม่สามารถแยกแยะด้วยลักษณะของภาพได้
เช่นบริเวณท้องฟ้า
ที่มีแต่สีฟ้าไปเสียหมด
บริษัทผู้ผลิตเกมภาพต่อจิกซอว์
จึงต้องหาวิธีป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้นี้
มิลตัน แบรดลีย์ บริษัทผู้ผลิตจิกซอว์รายใหญ่ มีวิธีการผลิตจิกซอว์ เพื่อป้องกันปัญหาดังกล่าว ซึ่งเป็นวิธีที่ไม่ได้อาศัยเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าแต่อย่างใด นักออกแบบจะสร้างแบบสำหรับตัดชิ้นส่วนจิกซอว์ โดยการวาดด้วยมือ แล้วทำออกมาเป็นพิมพ์เขียว (blueprint) หลังจากนั้นจะมีผู้ตรวจสอบ เพื่อให้แน่ใจว่าชิ้นส่วนแต่ละชิ้น จะไม่เป็นฝาแฝดกับชิ้นอื่นๆ มีขนาดที่ถูกต้อง และต่อกันได้อย่างแนบสนิทกับชิ้นส่วนที่อยู่ติดกัน เจ้าหน้าที่คนหนึ่งในบริษัทนี้กล่าวว่า สิ่งที่ทำให้มั่นใจในวิธีการนี้ก็คือ ไม่ว่าอะไรก็ตามที่วาดขึ้นด้วยมือ โอกาสที่มันจะเหมือนกัน จะไม่มีทางเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เมื่อแบบได้รับการตรวจสอบแล้ว ก็จะมาสู่ขั้นตอนการนำพิมพ์เขียวไปทำเป็นแม่พิมพ์ที่จะใช้ตัดจิกซอว์เป็นชิ้น ๆ รูปภาพของจิกซอว์จะถูกพิมพ์ลงบนกระดาษแข็ง แม่พิมพ์จะถูกกดลงมาตัดชิ้นส่วนจิกซอว์ในครั้งเดียว กระบวนการทั้งหมดตั้งแต่การตัด บรรจุกล่องและปิดผนึก จะใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาที การผลิตจิกซอว์ชุดหนึ่ง ๆ ที่เป็นประเภทเดียวกัน เช่น ชุดรูปภาพแมวแบบต่าง ๆ จำนวน ๕๐๐ ชิ้น จะใช้แม่พิมพ์แบบเดียวกันในการตัด อย่างไรก็ตามบริษัทผู้ผลิตจะเปลี่ยนแบบแม่พิมพ์ สำหรับตัดบ่อยครั้ง เนื่องจากนักต่อจิกซอว์ตัวยงทั้งหลายสามารถจำรูปแบบในการตัดจิกซอว์ได้ เมื่อเขาต่อไปได้สักระยะหนึ่ง บริษัทผู้ผลิตจิกซอว์บางแห่ง ก็ใช้เทคโนโลยีชั้นสูงด้วยการสร้างโปรแกรมคอมพิวเตอร์ สำหรับออกแบบรูปร่างของชิ้นส่วนจิกซอว์แต่ละชิ้น และยังสามารถตรวจสอบเพื่อให้มั่นใจได้ว่า มันจะต่อลงในตำแหน่งของมันได้สนิท และจะไม่ไปเหมือนกับชิ้นส่วนอื่น ๆ ข้อดีของการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ คือสามารถเก็บแบบตัดเก่า ๆ ไว้ในรูปซอฟต์แวร์ และสามารถนำแบบเหล่านั้นกลับมาใช้ได้อีก แม่พิมพ์สำหรับตัดจะถูกเปลี่ยนอย่างน้อยปีละครั้ง เพราะหลังจากใช้ไประยะเวลาหนึ่ง มันจะเริ่มไม่คมและตัดได้ไม่เนี้ยบ และปัญหารอยตัดของจิกซอว์ที่ไม่เรียบ ก็ทำให้นักต่อจิกซอว์ เกิดอาการหงุดหงิดได้ ไม่แพ้ปัญหาชิ้นส่วนฝาแฝดของจิกซอว์ |
|
![]() |
ทำไมตราสัญลักษณ์ของ ททท.
ต้องมีเครื่องบินอยู่ด้วย .......แปลกใจว่าทำไมโลโกของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จึงต้องมีเครื่องบินด้วย ทั้ง ๆ ที่พระปรางค์วัดอรุณฯ และเรือสุพรรณหงส์ ก็เป็นสัญลักษณ์ แทนประเทศไทยที่งดงามดีอยู่แล้ว (ธนิฏฐา / กรุงเทพฯ) |
|
การใส่เครื่องบินไว้ในตราสัญลักษณ์
ไม่ได้เน้นในเรื่องความสวยงาม
แต่ต้องการสื่อความหมายเป็นหลัก พลโท เฉลิมชัย จารุวัสตร์ อดีตผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (อสท.) ซึ่งต่อมาคือการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) คือผู้ที่สร้างตราสัญลักษณ์ดังกล่าวขึ้น โดยได้แนวคิดมาจากภาพยนตร์เรื่อง ๘๐ วันรอบโลก ซึ่งนำแสดงโดย David Niven ในภาพยนตร์ เมื่อเดวิดเดินทางมาถึงเมืองไทย ภาพยนตร์ได้แสดงภาพพระบรมมหาราชวัง พระปรางค์วัดอรุณฯ และเรือสุพรรณหงส์ นั่นหมายความว่าในสายตาชาวต่างประเทศ สิ่งทั้งสามนั้นเป็นสัญลักษณ์ แทนประเทศไทยที่คนทั่วโลกรู้จักกันดี พลโทเฉลิมชัยจึงได้เลือกพระปรางค์วัดอรุณฯ และเรือสุพรรณหงส์ มาบรรจุไว้ในตราสัญลักษณ์ และได้เติมเครื่องบิน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการเดินทางท่องเที่ยว ไว้ในท้องฟ้าเบื้องหลัง พระปรางค์วัดอรุณฯ ด้วย |
|
![]() |
ทำไมพระไทยต้องโกนคิ้ว ไปเที่ยวพม่ามา เห็นพระพม่าไม่โกนคิ้ว ซึ่งต่างจากพระไทย จึงสงสัยว่าทำไมพระไทยต้องโกนคิ้ว (สุภาภรณ์ / กรุงเทพฯ) |
|
เหตุผลที่พระไทยต้องโกนคิ้ว
ไม่มีหลักฐานยืนยัน
มีแต่เรื่องเล่าต่อ ๆ กันมาว่า
ในสมัยอยุธยาที่ไทยรบกับพม่า
พม่าส่งทหารปลอมตัวเป็นพระลอบเข้ามาสืบข่าวในพระนคร
พระเจ้าอยู่หัวจึงรับสั่งให้พระไทยโกนคิ้วทิ้ง
พระที่ไม่ได้โกนคิ้วก็แสดงว่าเป็นพวกพม่า
จับไปสอบสวนได้ทันที
หลังจากนั้นมาพระไทยก็โกนคิ้วมาตลอด อีกเรื่องหนึ่งเล่าว่า ในสมัยรัชกาลที่ ๕ มีพระวัดหนึ่งเห็นผู้หญิงเดินผ่านก็ยักคิ้วให้ ความทราบถึงสังฆราชเจ้า จึงออกเป็นคำสั่งแต่นั้นมาให้พระสงฆ์ไทยโกนคิ้ว จะได้ไม่ต้องยักคิ้วหลิ่วตาให้ผู้หญิง อย่างไรก็ตาม เรื่องการโกนคิ้วไม่ปรากฏในพระวินัย จะโกนหรือไม่โกนก็ได้ มีแต่คณะสงฆ์ไทยเท่านั้นที่โกนคิ้ว ถือเป็นวัตรปฏิบัติที่สืบต่อกันมา พระสงฆ์ในประเทศอื่น ๆ ไม่ได้โกนคิ้ว และยืนยันว่าควรจะไว้คิ้ว เพราะคิ้วเป็นเครื่องป้องกันมิให้เหงื่อไคลไหลเข้าตา |
|
![]() |
บีบยาสีฟันแค่ไหนดี ผมอ่านเจอบทความในนิตยสารเล่มหนึ่ง (จำชื่อนิตยสารไม่ได้แล้ว) บอกว่าผู้บริโภคมักมีพฤติกรรมใช้ยาสีฟันมากเกินจำเป็น ส่วนหนึ่งอาจเป็นอิทธิพลจากหนังโฆษณาที่พรีเซ็นเตอร์บีบยาสีฟันเยอะ ๆ สีฟันจนฟองฟ่อด จนผู้บริโภคมีความเชื่อว่าต้องใช้ยาสีฟันมาก ๆ ปากจึงสะอาด ทั้งนี้เพื่อบริษัทยาสีฟัน จะได้ขายยาสีฟันได้มาก ๆ นั่นเอง ในนิตยสารเล่มดังกล่าวบอกว่า ปริมาณการใช้ยาสีฟันที่เหมาะสมคือ เท่าขนาดเม็ดถั่วเขียว ผมสงสัยว่ายาสีฟันเท่านั้นปากจะสะอาดจริงหรือ (เสียงจากผู้บริโภค / กรุงเทพฯ) |
| "ซองคำถาม"
เปิดเว็บไซต์ thaiclinic.com
และเข้าไปที่เรื่องทันตกรรม
ก็เจอข้อมูลเรื่องนี้
ซึ่งเล่าไว้โดย ทพ. ณพงษ์
พัวพรพงษ์
เข้าใจว่านิตยสารเล่มดังกล่าว
คงนำข้อมูลมาจากเว็บไซต์นี่เอง
ทพ. ณพงษ์ให้ข้อมูลไว้ว่า
"ปริมาณยาสีฟันที่ควรใช้กัน ที่ได้รับการรับรองจากสมาคมทันตแพทย์ แห่งประเทศสหรัฐอเมริกา คือ ในเด็ก บีบยาสีฟันให้มีขนาดเท่าเม็ดถั่ว เขาบอกว่า "เม็ดถั่ว" ไม่ได้บอกว่า "เม็ดถั่วเขียว" สักหน่อย "ซองคำถาม" เดาว่าน่าจะเท่าขนาดเม็ดถั่วลันเตา หรือถั่วลิสงมากกว่า ยาสีฟันปริมาณเท่าเม็ดถั่วเขียวนั้น น่าจะน้อยไปหน่อย ทพ. ณพงษ์บอกว่า ผู้ใหญ่หลาย ๆ คนคิดว่า ยิ่งใช้ยาสีฟันมากเท่าใด ฟันของเราก็ยิ่งสะอาดมากขึ้นเท่านั้น แต่จริง ๆ แล้ว สิ่งที่ทำความสะอาดฟันไม่ใช่ยาสีฟัน แต่เป็นแปรงสีฟันต่างหาก ทว่าไม่ได้หมายความว่า เราจะเลิกใช้ยาสีฟันไปเลย เพราะยาสีฟันนอกจากจะหอม และอร่อยดีแล้ว (นี่ "ซองคำถาม" พูดเอง) ฟลูออไรด์ในยาสีฟัน ก็ทำให้ฟันแข็งแรงขึ้น และช่วยต่อต้านฟันผุด้วย เหตุที่ให้เด็กใช้ปริมาณยาสีฟันเท่าเม็ดถั่ว ก็เพราะถ้าใช้มากเกินไป เด็กมักจะกลืนยาสีฟันเข้าไปด้วย ทำให้ได้รับปริมาณฟลูออไรด์มากเกินไป ซึ่งส่งผลทำให้ฟันแท้ ที่ขึ้นมาอาจมีจุดสีขาว ๆ บนตัวฟัน (Dental Fluorosis) และไม่สามารถกำจัดออกไปได้ ส่วนในผู้ใหญ่ ให้บีบยาสีฟัน ให้มีความยาวเท่ากับ ความยาวของขนแปรงสีฟันที่ใช้อยู่ และอย่าลืมแปรงฟันวันละสองหน |
|
![]() |
เขาทำมัมมี่กันอย่างไร อยากให้ สารคดี เสนอเรื่องอียิปต์ยุคโบราณ เพราะมีเรื่องที่น่าสนใจมากมาย เช่น พีระมิดและมัมมี่ ผมอยากรู้ด้วยว่าคนอียิปต์โบราณมีวิธีการทำมัมมี่อย่างไร (ปราโมทย์ ดีพร้อม / จ. กาญจนบุรี) |
|
มัมมี่คือซากที่เก็บรักษาไว้
มีทั้งมัมมี่คนและมัมมี่สัตว์
คนอียิปต์โบราณมีชื่อเสียงมากในการทำมัมมี่
แต่การทำมัมมี่ไม่ได้มีเฉพาะในอียิปต์เท่านั้น
แต่เกิดในหลายวัฒนธรรมทั่วโลก
ที่เชื่อเรื่องการมีชีวิตหลังความตาย
(afterlife)
เช่นในวัฒนธรรมของชาวประมงโบราณ
ตามชายฝั่งประเทศชิลี
และเปรูในราว ๓,๐๐๐
ปีก่อนคริสตกาล
ตลอดไปจนถึงโคลัมเบีย เอกวาดอร์
จนถึงจุดรุ่งเรืองที่สุด
ในยุคสมัยของชาวอินคา
นอกจากนี้อินเดียนแดงบางเผ่า
ในสหรัฐอเมริกาก็มีการทำมัมมี่เช่นกัน จากผลการศึกษาร่างของมัมมี่มาหลายปีพบว่า คนอียิปต์โบราณพัฒนาเทคนิค และความเชี่ยวชาญ ในการทำมัมมี่มาโดยตลอด ช่วงเวลาประมาณ ๒,๘๐๐ ปีก่อนคริสต์ศักราช จนถึง ค.ศ ๖๔๐ เมื่อชาวอาหรับยึดครองดินแดนแห่งนี้ พัฒนาการสูงสุดอยู่ในช่วง ๑,๐๐๐-๙๕๐ ปีก่อนคริสต์ศักราช สมัยที่หัวหน้านักบวช แห่งอะมัน (ราชาแห่งเทพเจ้า) เรืองอำนาจ ตรงกับช่วงของกษัตริย์โซโลมอน และกษัตริย์เดวิดแห่งอิสราเอล นักประวัติศาสตร์ชาวกรีก ชื่อเฮโรโดตุสบันทึกไว้เมื่อ ๔๕๐ ปีก่อนคริสต์ศักราชว่า การทำมัมมี่ใช้เวลา ๗๐ วัน และมีให้เลือกทำสามแบบ ราคาต่าง ๆ กัน แบบแพงที่สุดนั้น เขาจะดูดเอาสมองออกมาทางจมูก และใช้มีดที่ทำจากหินเหล็กไฟกรีดข้างลำตัวเพื่อควักอวัยวะภายในออกมายกเว้นหัวใจ ชำระช่องท้องให้สะอาดด้วยเหล้าไวน์ ที่ทำจากต้นปาล์ม หลังจากนั้นจึงตากร่างให้แห้ง แบบที่ราคาถูกลงมาจะไม่ควักอวัยวะภายในออก แต่ใช้น้ำมันซีดาร์ฉีดเข้าไปในร่างก่อนตากแห้ง แบบราคาถูกที่สุดก็เพียงตากร่างให้แห้งเท่านั้น อย่างไรก็ตาม เฮโรโดตุสเขียนบันทึกนี้ ในช่วงที่ทักษะการทำมัมมี่กำลังเสื่อม ในยุคแรก ๆ นั้น ปรกติเมื่อเขาดูดสมอง และควักอวัยวะออกแล้ว ก็จะใช้วัสดุประเภทขี้เลื่อย โคลน และผ้าลินินยัดเข้าไปในร่าง ในช่วงที่กรรมวิธีพัฒนาอย่างสูงสุด ก็อาจมีการยัดวัสดุดังกล่าวไว้ใต้ผิวหนังด้วย โดยอาศัยการกรีดผิวหนังเป็นรอยเล็ก ๆ หลายรอย การตากศพให้แห้งใช้เวลา ๔๐ วัน โดยโรยสารประกอบประเภทเกลือ ที่เกิดตามธรรมชาติ คือสารเนตรอน-natron (หนังสือบางเล่มบอกว่า นำศพไปหมกในกองสารเนตรอน ซึ่งมีคุณสมบัติในการดูดซึมน้ำ ไขมัน และมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย) จากนั้นก็นำศพไปทาน้ำมัน ตกแต่ง และพันผ้าศพตลอดจนทำพิธีกรรมต่าง ๆ ผ้าพันชั้นนอกชโลมด้วยขี้ผึ้ง แล้วนำมาห่อศพ โดยแปะผ้าให้ติดกันด้วยวุ้น (เจลาติน) อวัยวะภายในพวกตับ ลำไส้ ปอดและกระเพาะ จะบรรจุใส่โถไว้ และมักวางไว้ข้างร่าง สมัยหนึ่งนิยมห่ออวัยวะ แล้วใส่กลับเข้าไปในร่าง พร้อมวัสดุที่ใช้ยัดร่าง หน้ากากที่คลุมหน้า และส่วนอกทำด้วยผ้าลินินพอกปูนปลาสเตอร์ เขามักปิดทอง และฝังวัสดุประดับที่ตากับคิ้ว บางครั้งเขาบรรจุมัมมี่ลงในโลงไม้ ที่แกะเป็นรูปร่างของผู้ตายแล้ว ใส่ไว้ในโลงไม้รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าอีกทอดหนึ่ง จากนั้นจึงบรรจุลงในหีบชั้นนอกสุด ซึ่งมักทำจากหิน หีบหินชั้นนอก ต้องจารึกคาถากำกับไว้ เพื่อพิทักษ์ปกป้องดวงวิญญาณ ขณะเดินทางสู่ปรโลก เรื่องนี้ "ซองคำถาม" เรียบเรียงมาจากข้อมูลในหนังสือ รู้รอบตอบได้ และบทความของ อาจารย์จารุจินต์ นภีตะภัฏ ใน จดหมายข่าว วท. |
|
![]() |
ข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องลายพรางของเรือรบ ใน สารคดี ฉบับที่ ๑๗๗ เดือนพฤศจิกายน ๒๕๔๒ "ซองคำถาม" ตอบคำถามเรื่องการออกแบบชุดพรางของทหาร และกล่าวในตอนท้ายว่า ลายพรางของเรือรบมักเป็นรูปเรขาคณิตเพื่อเลียนแบบเหลี่ยมมุมของคลื่นในมหาสมุทร คุณธรรมศักดิ์ ผดุงชัยโชติ จากนครสวรรค์ มีข้อมูลที่แตกต่างจากที่ "ซองคำถาม" ตอบไป จึงขอเสนอข้อมูลไว้ดังนี้ |
|
ในสมัยก่อนการเล็งยิงปืนใหญ่เรือ
กระทำด้วยการเล็งยิงทางทัศนะ
คือด้วยสายตา
โดยการใช้เครื่องมือหาระยะ (range finder)
หรือในศัพท์ทางทหารของสหรัฐฯ
เรียกว่า director
ซึ่งจะตั้งอยู่เหนือป้อมปืน
เหนือสะพานเดินเรือขึ้นไปอีก
เพื่อให้พ้นสิ่งกีดขวางอื่น ๆ
เครื่องมือนี้
ในเรือใหญ่ที่มีป้อมปืนหลายตำแหน่ง
ก็จะมีมากกว่าหนึ่งจุด
เพื่อครอบคลุมได้รอบตัวเรือ
ระยะยิงของปืนเรือขนาดใหญ่ในสมัยนั้น
อาจยิงได้เกินกว่า ๑๕ กิโลเมตร
การเล็งยิงด้วยสายตา
บวกกับความเร็วในการเคลื่อนที่ของทั้งเรือที่เป็นเป้าและเรือที่เป็นฝ่ายยิง
และสภาพทะเลขณะยิง
ทำให้เชื่อว่า
การพรางเรือด้วยการวาดรูปทรงเรขาคณิต
ทาสีเข้มสลับกับสีอ่อน
อาจทำให้ผู้เล็งเกิดความสับสนในตำแหน่ง
และทิศทางการเคลื่อนที่
ภายหลังการพัฒนาวิทยุหาทิศ (radar)
และการใช้เครื่องบินในการรบทางทะเล
ทำให้การพรางแบบนี้หมดความนิยมลง
ตั้งแต่ยังไม่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่
๒ |
[ วิริยะบุคส์ | มีอะไรใหม่ | เช่าสไลด์ | ๑๐๘ ซองคำถาม | สั่งซื้อหนังสือ
| WallPaper
]
สงวนสิทธิ์ ตามกฏหมาย CopyRight. All rights reserved.
![]()