สารคดี ปีที่ ๑๗ ฉบับที่ ๒๐๔ เดือน กุมภาพันธ์ ๒๕๔๕
สารคดี ปีที่ ๑๗ ฉบับที่ ๒๐๔ เดือน กุมภาพันธ์ ๒๕๔๔ "ล่าพลอยสีชมพู สุดขอบฟ้ามาดากัสการ์"
นิตยสารสารคดี Feature Magazine ISSN 0857-1538
  ปีที่ ๑๗ ฉบับที่ ๒๐๔ เดือน กุมภาพันธ์ ๒๕๔๕  

ฮิวโก้ จุลจักร จักรพงษ์
สังคมไทยไม่ยอมรับว่าวัยรุ่นเดี๋ยวนี้เอากันเหมือนกระต่าย

สัมภาษณ์ : วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์
ภาพ : ชัยชนะ จารุวรรณากร

(คลิกดูภาพใหญ่)       จุลจักร ฮิวโก้ จักรพงษ์ คือชื่อของหนุ่มลูกครึ่งวัย ๒๐ ปีคนหนึ่ง ที่ใช้ชีวิตอยู่ในต่างประเทศมาตั้งแต่เกิด เป็นบุตรชายของ ม.ร.ว. นริศรา จักรพงษ์ กับ แอลเลน เลวี่ เป็นหลานตาของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ พระโอรสในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ ซึ่งในเดือนมีนาคมนี้จะครบรอบ ๑๒๐ ปีวันประสูติ
      เมื่อสามสี่ปีก่อน ฮิวโก้เริ่มเป็นที่รู้จักของคนในสังคมตามเส้นทางเดินปรกติของ "หนุ่มไฮโซลูกครึ่ง หน้าใส หยิ่งนิด ๆ" จากการเป็นนายแบบหน้าปกนิตยสารผู้หญิง นิตยสารวัยรุ่นหลายฉบับ เป็นพรีเซ็นเตอร์โฆษณาสินค้า และป็นพระเอกละครโทรทัศน์
      "ผมไม่เคยถ่ายแบบมาก่อน สนุกดี แล้วได้ตังค์ด้วย"
      ในเวลาต่อมาแม้หนุ่มไฮโซ หน้าใสผู้นี้ จะเป็นดาราวัยรุ่นที่มีชื่อเสียง แต่เขาก็ปฏิเสธการไปออกรายการเกมโชว์ การเดินแบบ กลับชอบอยู่บ้านอ่านหนังสือ มากกว่าไปออกงานสังคมให้เป็นข่าวตามสื่อต่าง ๆ ขณะที่พ่อค้าแม่ขายย่านตลาดคลองถมและสะพานพุทธ รู้จักคุ้นเคยเขาดียิ่งกว่าพนักงานขายของ ในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ เพราะเขาไปเดินซื้อของมือสองที่นั่นแทบทุกสัปดาห์
      "ผมไม่คิดว่าตัวเองสำคัญขนาดที่ต้องมานั่งเป็นห่วงเรื่องภาพลักษณ์"
      เมื่อเขากับเพื่อนอีกสามคนร่วมกันตั้งวงดนตรีในนามวง "สิบล้อ" โดยเขารับหน้าที่เป็นนักร้องนำ คนในวงการบันเทิงก็งงว่า เหตุไฉนหนุ่มไฮโซอย่างเขาจึงตั้งวงชื่อแปลก ๆ และไม่ยอมร้องเพลงพ็อป กลับร้องเพลงที่คนทั่วไปบอกว่า "ร้องเพี้ยน" ผลก็คือยอดขายเทปไม่เดินเท่าที่ควร ล่าสุด มีคนเห็นเขาไปร่วมงานรำลึก ๒๕ ปีเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ที่หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
      วันเด็กที่ผ่านมา สารคดี นัดสัมภาษณ์ฮิวโก้ เขาทักเราว่า
      "เหตุผลที่พี่มาสัมภาษณ์ผมมันแปลกเหมือนกัน เพราะว่าถ้าผมไม่ได้เป็นดารา พี่จะมาสัมภาษณ์ผมหรือเปล่า"
      สามชั่วโมงผ่านไป เมื่อการสัมภาษณ์จบลง เราต้องย้ำกับตัวเองว่า นี่คือคำพูดของเด็กหนุ่มวัย ๒๐ ที่คนในวงการบันเทิงมองว่าเขาเป็นคนแปลก ๆ
      "ผมไม่ได้มองชัดกว่าคนอื่น แต่มุมที่ผมมองไม่เหมือนกัน"
(คลิกดูภาพใหญ่)
สารคดี : ชีวิตวัยเด็กของคุณเป็นอย่างไร
ฮิวโก้ : ผมเกิดในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เรียนที่อังกฤษตลอด เคยกลับมาเรียนเมืองไทยระยะสั้น ๆ ที่โรงเรียนจิตรลดาตอนชั้น ป. ๒ หลังจากนั้นก็กลับไปเรียนพับบลิกสคูลที่อังกฤษต่อ กลับมาเมืองไทยทุกปี ปีละสองครั้ง อยู่กับครอบครัวจริง ๆ วัน ๆ ก็ไม่ได้คลุกคลีกับใครนอกจากครอบครัว หรือไม่ก็ไปเที่ยวเล่นตามจังหวัดต่าง ๆ ระยอง เลย เชียงใหม่ ตอนนั้นผมจึงไม่รู้เรื่องอะไรมากมายเกี่ยวกับสังคมไทย พอเรียนจบไฮสคูลก็กลับมาทำงานที่เมืองไทยจนถึงปัจจุบัน
สารคดี : ตอนอยู่โรงเรียนประจำหรือพับบลิกสคูลที่อังกฤษ คุณใช้ชีวิตอย่างไร
ฮิวโก้ : ผมเรียนที่โรงเรียนชาเตอร์เฮาส์ คงเหมือนที่เราเห็นในหนัง เป็นพวกโรงเรียนโบราณเก่าแก่ มีกฎระเบียบมากมาย แต่ทำให้ผมได้ฮามากกว่า เพราะบางทีเราไม่ต้องทำตามกฎเหล่านั้นก็ได้ แต่มันก็ดีอย่าง มันสอนให้เราต้องปรับตัวเข้ากับคนอื่นให้ได้ เพราะต้องอยู่กับคนมากมายในบ้านหลังเดียวกันตลอดเวลาห้าปีโดยไม่ต้องฆ่ากัน คือโรงเรียนเขาจะจัดที่พักเป็นหลัง เรียกว่าเฮาส์ ในแต่ละเฮาส์ก็จะมีนักเรียนอยู่ประมาณ ๑๐ ถึง ๑๒ คนจากทุกชั้น ตั้งแต่รุ่นน้องถึงรุ่นพี่สลับกันไป ต้องอยู่ในบ้านหลังนี้ตลอดห้าปี เราจึงต้องเป็นคนที่สามารถเข้ากับคนอื่นได้ง่าย ๆ ไม่เรื่องมาก มันสอนให้เราต้องทนกับคนอื่นแล้วก็พยายามให้คนอื่นทนเรา ได้อะไรมากกว่าแค่ไปหาวิชาความรู้ในโรงเรียน
สารคดี : เป็นโรงเรียนชายล้วนใช่ไหม
ฮิวโก้ : เป็นโรงเรียนผู้ชาย แต่พอถึงระดับชั้น ม.๕-ม.๖ จะมีนักเรียนหญิงจำนวนน้อยมาเรียน ถามว่าเป็นสิ่งที่ดีไหม ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน มันแปลก ๆ เพราะผู้หญิงน้อยกว่าผู้ชาย แล้วมีนักเรียนชายจำนวนมากที่ไม่เคยเรียนกับนักเรียนหญิงเลยตั้งแต่เล็ก แล้วอยู่ ๆ มีผู้หญิงเข้ามาเรียนด้วยกัน โอ้โฮ กรี๊ดกร๊าดกันเลย แต่สำหรับผมค่อนข้างโชคดี ตอนเด็กเคยเรียนกับนักเรียนหญิงก่อนจะเข้าเรียนที่โรงเรียนผู้ชายล้วน ขณะที่นักเรียนชายส่วนมากจะเข้าโรงเรียนประจำตั้งแต่อายุ ๗ ขวบซึ่งเป็นเรื่องที่แปลกมาก พ่อแม่ของเขาดูเหมือนจะไม่ค่อยรักลูก ให้ลูกตัวเองอยู่โรงเรียนประจำตั้งแต่ ๗ ขวบจนถึงอายุ ๑๗-๑๘ ปี แล้วพวกนี้ไม่เคยเห็นผู้หญิง ไม่เคยคุยกับผู้หญิงเป็นเรื่องเป็นราว ดังนั้นตอนที่ผู้หญิงเข้ามาเรียนต่างคนก็ไม่รู้จะทำตัวยังไง ตลกดี
(คลิกดูภาพใหญ่)
สารคดี : เหตุใดคุณจึงตัดสินใจกลับมาใช้ชีวิตที่เมืองไทยหลังจากเรียนจบชั้นมัธยมที่อังกฤษแล้ว
ฮิวโก้ : ครับ ผมตัดสินใจมาทำงานเพื่อที่จะมีตังค์เลี้ยงตัวเอง คือจะได้เลือกทางของชีวิตเองบ้าง เพราะผมเห็นว่าบางที เด็กหรืออาจจะเป็นพ่อแม่ก็ได้ มักคิดว่าชีวิตมันเป็นเส้นทางที่ต้องทำตามขั้นตอน ถ้าไม่ทำตามก็ผิด แต่ผมว่าชีวิตจริงมันไม่เป็นอย่างนั้นเสมอไปหรอก ไม่จำว่าเมื่อเรียนจบชั้นมัธยมแล้วต้องไปเรียนต่อมหาวิทยาลัย ไปฝึกงาน จบแล้วเข้าออฟฟิศ ทำงานไปเรื่อย ๆ ต่อมาเลื่อนขั้นเป็นคนคุมออฟฟิศ แล้วก็มีรถคันหนึ่ง มีบ้านรั้วสีขาว มีหมาตัวหนึ่ง แต่งงานมีครอบครัว มีลูก ๒.๔ คน
สารคดี : มีลูก ๒ ถึง ๔ คน ?
ฮิวโก้ : ๒.๔ คนครับ คือมาตรฐานของครอบครัวอังกฤษ เขาเฉลี่ยไว้ว่าคนอังกฤษมีลูก ๒.๔ คน
สารคดี : ทำไมถึงอยากจะหาเลี้ยงชีพตั้งแต่อายุยังน้อย ในเมื่อฐานะทางบ้านก็ดีมาก
ฮิวโก้ : มันรู้สึกผิดยังไงก็ไม่รู้ที่ต้องมานั่งใช้เงินพ่อแม่ตลอดเวลา ผมไม่สบายใจ ตอนผมอายุ ๑๗ ปี ผมก็เป็นผู้ใหญ่พอแล้ว ไม่ได้เป็นเด็กแล้ว ผมไม่อยากเป็นเด็กต่อไป ผมอยากรับผิดชอบอะไรบางอย่าง ถ้าผมทำอะไรผิดพลาดจากการที่ตัดสินใจไปเช่นนั้น ก็เป็นส่งที่ผมต้องรับผิดชอบ ผมทำเอง ไม่ใช่เอาเงินของคุณแม่ไปลงทุนบ้า ๆ บอ ๆ แล้วในที่สุดก็เป็นภาระของคุณแม่ หรือชีวิตประจำวันผมก็อยากจะรับผิดชอบเอง วันนี้อยากกินซาบะก็ออกไปซื้อซาบะเอง คือมันอาจเป็นเรื่องเล็กน้อยสำหรับคนอื่น แต่มันสำคัญสำหรับผม และไม่ได้หมายความว่าผมจะตัดขาดจากพ่อแม่เลย ผมก็ยังอยู่ในบ้านแม่ เพราะผมไม่เห็นว่าต้องย้ายออก ไม่ได้อยากหนีจากพ่อแม่อย่างนั้น ไม่ได้เป็นปัญหาที่ว่าผมไม่อยากเกี่ยวข้องกับพ่อแม่ ผมเพียงแค่ไม่อยากเป็นภาระให้พ่อแม่ เพราะอายุผมมันเกินเวลานั้นมาแล้ว
สารคดี : คุณคงอยากทำงานก่อนจะกลับไปเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัย
ฮิวโก้ : เหตุผลที่ทำให้ผมไม่กลับไปเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยในเวลานี้ เพราะผมยังไม่รู้ว่าผมต้องการเรียนอะไร ให้ผมไปเรียนอะไรสักอย่างที่ไม่รู้ว่าจะเอาไปทำอะไร ผมไม่เรียนแน่ ชีวิตผมไม่ได้วางแผนอะไรไว้มากมายนอกจากความจำเป็น คือถ้าผมมีความจำเป็นเมื่อไหร่ที่จะต้องไปเรียนต่อเพื่อให้ได้ใบปริญญา ผมก็จะทำให้ได้ สมมุติว่าผมอยากเป็นผู้กำกับหนัง แสดงว่ามันมีความจำเป็นที่ผมต้องไปเรียนทางด้านฟิล์ม เพื่อหาความรู้เพิ่มเติม นั่นแหละผมก็จะเรียน แต่ตอนนี้ชีวิตผมยังไม่แน่นอน ผมไม่อยากไปยึดติดกับอะไร บางทีไปเรียนปริญญาพวกนี้เสียเวลาไปสี่ห้าปี แล้วอยู่ ๆ ไม่ชอบขึ้นมา ผมเป็นคนที่เปลี่ยนใจเร็วมาก เดี๋ยวเห่ออันนี้ เดี๋ยวเห่ออันโน้น เรื่องการเรียนผมยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะทำอะไร ผมมีเพื่อนคนหนึ่ง เรียนปริญญาด้านประวัติศาสตร์สงคราม แล้วอยู่ๆ เขาก็เบื่อ แล้วไง ก็เปลืองเวลาไปสามปี คือผมชอบให้มีทางเลือกของชีวิตเยอะ ๆ ก่อนจะตัดสินใจทำอะไรลงไป ตอนนี้ผมอยากทำดนตรีก็ทำ ตอนนี้ผมมีอิสระ
สารคดี : วัยรุ่นอังกฤษส่วนมากจบชั้นมัธยมก็อยากจะหางานทำก่อนตัดสินใจเรียนต่อ
ฮิวโก้ : มีบ้าง มีก่อนจบด้วย เช่นเป็นบ๋อยในร้านอาหาร ส่วนมากก็ไปทำงานช่วยพ่อแม่ แล้วอีกอย่างที่อังกฤษ ในมหาวิทยาลัยจะมีเด็กนักศึกษาที่ไม่เป็นเด็ก คือคนอายุ ๓๐ ปี ๔๐ ปี อยู่ ๆ คิดจะกลับไปเรียนต่อก็ได้ ไม่มีอะไรห้ามคุณเลย แล้วผมชอบตรงนี้ คือมันอิสระในการเลือกเส้นทางชีวิตมากกว่า แม่ผมก็ไปทำปริญญาโทตอนอายุ ๓๐-๔๐ ปีกว่า ไม่ได้เป็นปัญหา มันไม่มีอุปสรรคตรงนั้น แต่เมืองไทยผมไม่เคยเจอ
สารคดี : ที่เมืองไทยเมื่อเด็กเรียนจบชั้นมัธยมแล้ว มักจะเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยเลย
ฮิวโก้ : ผมว่าข้อดีคือวัยรุ่นไทยมีความตั้งใจมากกว่าวัยรุ่นอังกฤษ เพราะว่าสังคมไทยเป็นสังคมที่รู้จักรุ่น ความเกรงใจระหว่างรุ่นมีมากกว่าคนเมืองนอก คนไทยก็เลยเชื่อฟังครูมากกว่านักเรียนในเมืองนอก เชื่อฟังครูอย่างสิ้นเชิง นักเรียนไทยไม่ค่อยเถียงหรือต่อว่าครูเหมือนที่เมืองนอก ดังนั้นโดยธรรมชาติโดยนิสัยแล้วคนไทยจะเป็นเด็กนักเรียนที่ดี คนไทยเรียนจบไฮสคูลแล้วก็เรียนต่อมหาวิทยาลัยเลย การเรียนไม่ใช่เรื่องน่าเบื่อสำหรับเขา แต่ข้อเสียของตรงนี้ก็คือ มันเป็นกฎเกณฑ์มากเกินไป หลายคนคิดว่านี่เป็นทางเลือกของชีวิตทางเดียวที่ไม่มีทางอื่นให้เลือก จะพูดไปอย่างนั้นก็อาจจะมีหลายคนว่า โอ๊ย ไม่ดี อย่าไปยุให้เด็กไม่ไปเรียนต่อ ผมยอมรับว่าการเรียนต่อมันเป็นอะไรที่ดี แต่จริง ๆ แล้วไม่จำเป็น ผมว่าหลายคนไปเรียน ไปมหาวิทยาลัยโดยไม่รู้ว่าเขาไปทำไม เช่นบางคนเรียนจบปริญญาประวัติศาสตร์ฮินดู แต่ตอนหลังเพิ่งรู้ตัวว่าอยากเป็นช่างเหล็กมากกว่า ในขณะเดียวกัน ผมนับถือคนที่ไปเรียนหนังสืออย่างมีเป้าหมาย ตั้งใจอยากมีความรู้ตรงนี้ หรืออยากมีอาชีพตรงนั้น เพราะว่าเขาอดทนได้ที่จะเรียนอยู่สี่ห้าปี เพื่อที่จะเป็นอะไรที่เขาอยากเป็น ผมนับถือมาก แต่คนที่ไปเรียนต่อด้วยเหตุผลเพราะไม่กล้าเผชิญหน้ากับชีวิตการทำงาน หรือไปเรียนเพราะว่าคนอื่นเขาไปเรียนกัน ผมว่านี่แย่เหมือนกัน แย่พอ ๆ กับคนที่ไม่ไปเรียนพราะขี้เกียจ
สารคดี : แต่ในสังคมไทย ปริญญาตรีเป็นวุฒิที่สำคัญ
ฮิวโก้ : แน่นอนต้องมีปริญญาถึงจะมีงานทำ ผมอาจโชคดีที่งานของผม คนโง่อย่างผม (หัวเราะ) สามารถทำได้ เพราะอาชีพของผมมันไม่ได้อยู่ตรงการใช้ความคิดหรือใช้ความฉลาด แต่มันอยู่ที่การแสดง ซึ่งมันเป็นอะไรที่สอนกันได้ในระดับหนึ่ง แต่การแสดงก็เป็นสิ่งที่คุณเรียนไม่มีวันจบ
สารคดี : เพราะอะไรครับ
ฮิวโก้ : เพราะว่าการแสดงเป็นงานศิลปะ มันไม่ได้เป็นอะไรที่สอนได้ ผมว่าบางคนเกิดมามีพรสวรรค์ตรงนี้ นักแสดงหลายคนไม่มีพรสวรรค์ ทำงานได้ซักพักก็หายไป แต่นักแสดงที่อยู่นาน ๆ ไม่ใช่เพราะเขาจบการแสดงมาหรือเขาเรียนมานาน แต่เป็นเพราะเขามีพรสวรรค์ เขาเก่ง เขาเกิดมาอย่างนั้น ผมไม่ได้บอกว่าผมมีพรสวรรค์ ผมสู้นักแสดงหลายคนไม่ได้เลย แต่เพราะว่ามีคนยังจ้างผมให้แสดงอยู่
(คลิกดูภาพใหญ่)
สารคดี : ทำไมถึงชอบเล่นละคร
ฮิวโก้ : ผมชอบเล่นละครเวทีตั้งแต่อยู่เมืองนอกแล้ว ผมชอบการแสดงทุกแบบ ผมว่ามันเป็นอะไรที่สะใจเมื่อเราเป็นคนคนหนึ่งที่ให้ความสุขกับคนจำนวนมาก ที่สำคัญ ผมอยากให้คนที่กลับจากการทำงานได้ผ่อนคลายหยุดโลกซักชั่วโมงหนึ่ง แล้วมันไม่ใช่ผมคนเดียวที่ทำให้เขาเป็นแบบนั้น เป็นนักแสดงคนอื่น ช่างกล้อง ช่างไฟ ทุกคนแหละที่สร้างโลกในโทรทัศน์ให้คนเขาดู ผมว่าละครมันมีประโยชน์ตรงนี้ ผมชอบเล่นละครเพราะเป็นหนึ่งในงานที่ดีที่สุดในโลก เพราะว่ามันสนุก แล้วการแสดงก็เป็นงานที่ไม่ได้เหนื่อยมาก นักแสดงบางคนบ่นว่าเหนื่อย บางทีท้อ โอเค เหนื่อย อยู่กองถ่ายตั้งแต่หกโมงเช้าวันนี้ถึงหกโมงเช้าวันรุ่งขึ้น แต่เชื่อผมเถอะ เทียบกับงานโรงงานหรือทำไร่ทำนา โอ้โห สบายจะตาย
สารคดี : คุณรู้สึกอย่างไรกับการเล่นละครน้ำเน่า
ฮิวโก้ : ผมว่าคนไทยบ่นกันเยอะ อุ๊ย น้ำเน่า ! แต่ก็ยังดูและยังสนุกกับมัน ถ้าคนเขาชอบก็ปล่อยเขาเถอะ เพราะดูแล้วมันเพลิน แต่มันไม่ควรมีแค่นั้น คุณมีละครน้ำเน่าแล้ว คุณก็ควรจะมีละครชีวิต มีละครบู๊ มีละครอาร์ต ผมว่าปัญหาของวงการบันเทิงไม่ได้อยู่ที่ว่ามันไม่ดี มันดี...แต่มันมีอยู่แบบเดียว เหมือนวงการเพลงไทยที่มีแนวเพลงอยู่สองสามแนว มีลูกทุ่ง เพื่อชีวิต หมอลำ พ็อป แล้วก็มีอันเดอร์กราวนด์ มีอินดี้ที่ไม่ค่อยดัง ทำไมมีแค่นั้น แล้วทำไมต้องยึดติดกับแนวแค่นี้ คือแนวเพลงมันน้อย ไม่หลากหลาย สิ่งที่แกรมมี่หรืออาร์เอสทำผมว่ามันดีมาก คุณภาพงานดี เพลงก็เพราะ ถ้าไม่เพราะคนไม่ฟังหรอก แต่มันมีแค่นั้น ไม่มีแนวเพลงอื่นให้เลือก ปัญหามันอยู่ที่ความหลากหลายอย่างเดียว ผมไม่ได้ว่าละครน้ำเน่า ดี คนชอบดู ซึ้ง มันส์ สนุก ลุ้น แต่ควรจะมีอีกแบบหนึ่งให้เลือกอีกด้วย หลายคนอาจจะว่าละครน้ำเน่า ห่วย จะไปว่าห่วยได้ไงคนเขาดูกันตั้งเยอะตั้งแยะ โอ๊ย ไม่ชอบเพลงพ็อปไทย มันหวานเกินไป ผมก็ไม่ฟัง แต่ไปว่ามันไม่ดีไม่ได้นะ เพราะถ้าไม่ดีคนเขาไม่ฟังหรอก แต่ในขณะเดียวกันคุณก็ต้องให้โอกาสแนวเพลงแบบอื่นด้วย ไม่ใช่ให้โปรโมตแต่เพลงพ็อปอย่างเดียว อย่างวงสิบล้อของผม หลายคนบอกว่า โอ๊ย...ไม่เข้าใจ อะไรก็ไม่รู้ ฟังไม่รู้เรื่อง ไม่โปรโมตหรอก ทำไมไม่ร้องแบบพ็อปที่คนเขาชอบ ผมยอมรับว่าคนชอบแบบนั้นจริง ๆ แต่บางทีคุณต้องให้โอกาสวงเล็ก ๆ คนเล็ก ๆ หรือค่ายเทปบริษัทเล็ก ๆ ที่ทำเพลงแนวอื่นเป็นทางเลือกบ้าง มันบ้าหรือเปล่าที่ในเมืองไทยมีค่ายเทปยักษ์ใหญ่เพียงสามค่าย ค่ายเทปเล็ก ๆ เราไม่พูดถึง ที่เมืองนอกมีค่ายเทปไม่รู้กี่ค่าย คุณจะทำแนวเพลงไหนก็ทำได้ คือที่เมืองนอกเพลงพ็อปก็ขาย เพลงร็อก เพลงแร็ป ก็ขายเท่ากัน ไม่ใช่มีแต่เพลงพ็อปอย่างเดียว แล้วรายการโทรทัศน์ก็หลากหลาย คุณภาพไม่ได้ดีกว่าบ้านเรา แต่หลากหลายกว่า ผมต้องการย้ำอย่างนี้ ผมอยากขอร้องผู้ใหญ่ในวงการบันเทิงว่า ให้โอกาสอะไรที่ใหม่ ๆ ได้เกิดบ้าง ถ้าไม่ลองก็ไม่รู้หรอกว่ามันดีหรือไม่ดี
สารคดี : ความหลากหลายในทัศนะของคุณคืออะไร
ฮิวโก้ : คุณรู้ไหม ชนิดพันธุ์ของสัตว์และพืชที่รอดมาจนทุกวันนี้ไม่สูญพันธุ์ไปก่อน เพราะความหลากหลายของธรรมชาติ สมมุติว่ามีวัวอยู่ฝูงหนึ่งเป็นพี่น้องจากพ่อแม่เดียวกัน แล้วผสมพันธุ์กันเองทั้งฝูง วันหนึ่งเกิดมีโรคห่าลง รับรองตายหมดยกฝูง แต่ถ้าวัวฝูงนั้นมีการผสมข้ามสายเลือดอื่น ความหลากหลายในฝูงก็จะมี พอเกิดโรคห่าลง โรคนี้อาจจะฆ่าวัวได้ไม่กี่ตัว เพราะแต่ละตัวไม่เหมือนกัน มีภูมิต้านทานต่างกันไป ที่เหลือก็ปลอดภัย วงการบันเทิงก็เช่นเดียวกัน มันต้องมีความหลากหลายให้คนเลือก มีเพลงหลายแนว มีละครมีหนังหลายประเภทให้คนเลือกดู เลือกฟังได้หลาย ๆ แบบ เพราะถ้ามีแนวเพลง แนวละครอยู่แนวเดียวมาก ๆ วันหนึ่งความสนใจของคนก็เปลี่ยน แล้วก็จะอยู่กันได้ไม่นาน
สารคดี : คุณเป็นคนที่เชื่อในเรื่องของความหลากหลายมาก
ฮิวโก้ : ความหลากหลายเป็นเรื่องสำคัญ ความหลากหลายของข้อมูลจะทำให้คนเข้มแข็ง ถ้าคนเขามีทางเลือกเยอะ ๆ ก็จะตัดสินใจได้เองว่าเขาชอบอะไรกันแน่ ผมว่าวัยรุ่นไทยหลายคนไม่รู้หรอกว่าตัวเองชอบอะไร เพราะถูกสื่อกรอกหูทุกวันให้ชอบอะไร ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากลัว แทนที่วัยรุ่นจะเป็นวัยที่มีอิสระมากที่สุด ผมว่าวัยรุ่นไทยเป็นวัยรุ่นที่ถูกบังคับมากที่สุด มีอิสระน้อยที่สุด เพราะถูกชี้นำจากสื่อตลอดเวลา วัยรุ่นเป็นอะไรที่ว่าแรง แบบบ้า จะมีอะไรมัน ๆ ออกมาตลอดเวลา เพราะเป็นวัยที่มีอิสระมากที่สุด แต่ในเมืองไทยผมกลับเห็นว่าไม่ใช่