มองโลกผ่านเลนส์ กับภาพชนะการประกวด “โลกเย็นด้วยมือเรา”
เกศินี จิรวณิชชากร : รายงาน
ประเวช ตันตราภิรมย์ : ภาพ

ภาพยนตร์สารคดีเรื่อง An Inconvenient Truth ของ อัล กอร์ เปิดเรื่องด้วยภาพถ่ายดาวเคราะห์สีฟ้าลอยโดดเดี่ยวท่ามกลางความเงียบสงบของอวกาศกว้างใหญ่ อันเป็นภาพที่เปลี่ยนมโนทัศน์ของชาวโลกต่อบ้านหลังแท้จริงของมวลมนุษยชาติ ในตอนกลางของเรื่อง เขาฉายภาพภูเขาคิลิมันจาโรและธารน้ำแข็งอีกหลายแห่ง โดยเปรียบเทียบสภาพปัจจุบันกับเมื่อหลายสิบปีที่แล้ว สะท้อนถึงโลกที่กำลังเปลี่ยนโฉมหน้าไปด้วยสภาวะโลกร้อน
ไม่ต้องการคำพูดใดๆ อีก ภาพถ่ายคือภาษาสากลที่บอกเล่าเรื่องราวแก่สายตาผู้ดูอย่างตรงไปตรงมา
สภาพความเปลี่ยนแปลงบนโลกใบกลมได้รับการถ่ายทอดออกมาสู่ภาพสองมิติ บ้างสร้างความตื่นกลัว บ้างดูชวนหดหู่ บ้างก็เกิดคำถามว่าโลกกำลังวิปริตจนเกินเยียวยาแล้วหรืออย่างไร แต่อีกไม่น้อยก็น่าจะก่อเกิดเป็นพลังเปลี่ยนแปลงมหาศาลแก่โลกนี้ เห็นได้จากกระแสสีเขียวที่ต่อเนื่องยาวนานหลังจากภาพยนตร์และหนังสือชื่อเดียวกันดังกล่าวแพร่หลายไปทั่วโลกในช่วง ๑-๒ ปีที่ผ่านมา
โครงการประกวดภาพถ่ายสารคดีประจำปี ๒๕๕๑ ในหัวข้อ “โลกเย็นด้วยมือเรา” เกิดขึ้นจากความเชื่อที่ว่า ความเปลี่ยนแปลงย่อมเกิดขึ้นได้เสมอจากสองมือของเรานี้ และภาพถ่ายที่ดีก็เป็นเครื่องมือสำคัญในการกระตุ้นพลังสร้างสรรค์ในการแก้ปัญหา
ตลอดปีที่ผ่านมามีภาพส่งเข้าร่วมประกวดทั้งหมด ๒,๓๒๙ ภาพ ในช่วงบ่ายของวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๑ ภาพที่ผ่านการคัดเลือกรอบแรกจำนวน ๔๗ ภาพวางเรียงรายบนโต๊ะเพื่อการพิจารณาของคณะกรรมการทั้ง ๕ ท่าน ได้แก่ สมศักดิ์ เมฆมงคลชัย ฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) วิทยา รัตนพรสุข นายกสมาคมถ่ายภาพสยามคัลเลอร์สไลด์ ดร. สรณรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์ เลขาธิการมูลนิธิโลกสีเขียว จำนงค์ ศรีนวล ผู้อำนวยการฝ่ายศิลปะ บริษัทวิริยะธุรกิจ จำกัด และ วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ บรรณาธิการบริหารนิตยสาร สารคดี
บรรดาภาพที่เรียงอยู่เต็มโต๊ะค่อยๆ ถูกคัดออกทีละภาพ จนเหลือ ๑๐ ภาพรางวัลชมเชย และ ๓ ภาพที่ชนะใจกรรมการที่สุดในลำดับที่ ๑, ๒ และ ๓

ผลงาน “ทางสู่โลกเย็น” ของ ศุภชัย แกล้วทนงค์ คว้ารางวัลที่ ๓ ด้วยความโดดเด่นของเทคนิคพิเศษที่นำเสนอมุมมองอย่างสร้างสรรค์ ดร. สรณรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์ ให้ความเห็นว่า “ส่วนตัวในฐานะคนขี่จักรยานเห็นว่าจักรยานเป็นเทคโนโลยีที่เยี่ยมยอดมาก แต่ก็เป็นเทคโนโลยีที่มีมานาน ปรกติเมื่อพูดถึงจักรยาน เรามักจะเห็นภาพคนขี่จักรยานหรืออะไรก็แล้วแต่ แต่ความแตกต่างของภาพนี้อยู่ที่วิธีการนำเสนอที่โดดเด่นน่าสนใจ คือมีการก้าวไปข้างหน้า ซึ่งหมายถึงการจัดสรรจัดการเพื่อทำให้เมืองนี้กลายเป็นเมืองจักรยาน”

หนุ่มนักออกแบบผลิตภัณฑ์เจ้าของผลงานภาพถ่ายชิ้นนี้เล่าถึงความเป็นมาว่า “ปรกติช่วงเช้าผมนั่งรถไฟฟ้าไปทำงานแถวสาทร และต้องเดินข้ามถนนเพื่อเข้าออฟฟิศ ก็สังเกตเห็นว่ามีการทำทางจักรยานขึ้นมาใหม่ เลยปิ๊งไอเดียขึ้นมาว่าทาง กทม. เริ่มรณรงค์เปิดเส้นทางจักรยานขึ้นมาแล้ว ตอนเช้าๆ ก็จะเห็นคนปั่นจักรยานกันมากขึ้น จึงคิดว่าน่าจะเป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นที่ดี”
ใครจะรู้ว่า “เบื้องหลัง” ภาพนี้คือรถติดยาวเป็นตับ หลังจากจดๆ จ้องๆ มาหลายวัน เช้าวันหนึ่งเมื่อเขาเดินข้ามทางม้าลายผ่านแยกไฟแดงรถติดยาวเหยียด ก็มาหยุดยืนรอจังหวะที่สัญญาณไฟแดงกักรถไว้เบื้องหลัง แล้วจึงยกกล้องขึ้นเก็บภาพถนนโล่งๆ ด้านหน้าที่คู่ขนานไปกับทางจักรยานทอดยาว
“ผมพยายามจับภาพในช่วงที่รถวิ่งน้อย เปรียบว่าปริมาณรถน้อยก็คือการลดใช้น้ำมัน แล้วหันมาใช้ทางที่เป็นสีเขียวมากขึ้น ที่จริงทางจักรยานบนถนนสาทรนี้เป็นสีแดง ซึ่งผมว่ามันให้ความรู้สึกร้อนมากกว่าจะทำให้โลกเย็นด้วยมือเรา ก็เลยใช้คอมพิวเตอร์ปรับสีภาพใหม่หมด เพื่อสื่อว่าเส้นทางสีเขียวนี้จะทำให้โลกเย็นขึ้น”
แม้ไม่มีจักรยานแม้แต่คันเดียวในภาพ แต่ก็เป็นภาพที่สื่อถึงการใช้จักรยานได้ชัดเจนและน่าสนใจกว่าภาพอื่นๆ ผลงาน “ทางสู่โลกเย็น” ของศุภชัยชนะใจกรรมการได้จากมุมมองปัญหาโลกร้อน
ในแง่ของความหวังในการก้าวไปสู่อนาคต
“ผมว่ามันต้องเริ่มแล้ว และเริ่มที่ตัวเรา มันต้องมีจุดเริ่มต้นอย่างเช่นการที่ กทม. ทำทางจักรยานขึ้นมา แม้ว่าการปั่นจักรยานใน กทม. จะค่อนข้างอันตราย แต่สิ่งนี้ก็ช่วยสร้างความตระหนักให้คนเล็งเห็นว่าเรายังมีทางเลือก สังเกตว่าจากเมื่อก่อนที่นานๆ จะเห็นคนปั่นจักรยานบนท้องถนนซะทีและปั่นแบบสะเปะสะปะ เดี๋ยวนี้ก็พบเห็นได้มากขึ้นและปั่นชิดซ้ายตามเลนถนนไปเรื่อยๆ”
นอกจากภาพจักรยานหรือพาหนะติดล้อที่อาศัยแรงคนแรงสัตว์ในการเคลื่อนที่ อันเป็นเนื้อหายอดฮิตอย่างหนึ่งของการประกวดภาพครั้งนี้แล้ว จากบรรดาภาพที่ผ่านการคัดเลือกรอบแรก ๔๗ ชิ้นก็มีภาพกิจกรรมการปลูกป่าอยู่อีกนับสิบ แน่นอนว่าการปลูกป่าเป็นแนวทางแรกๆ ที่คนนึกถึงเมื่อพูดถึงการแก้ปัญหาโลกร้อน ดร. สรณรัชฎ์ ผู้ทำหน้าที่สื่อสารประเด็นโลกร้อนแก่สังคมอย่างต่อเนื่องให้ข้อมูลว่า ลักษณะการใช้ที่ดินโดยเฉพาะการทำลายพื้นที่สีเขียวตามธรรมชาติไปแล้วกว่า ๘๐ เปอร์เซ็นต์ทั่วโลก คือสาเหตุหลักแห่งความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศอย่างปฏิเสธไม่ได้
ดังนั้นความพยายามฟื้นฟูพื้นที่ป่าจึงเป็นคำตอบสำคัญ (โดยต้องควบคู่ไปกับแนวทางอื่นๆ เพราะลำพังการปลูกต้นไม้เพื่อดูดซับคาร์บอนไม่อาจชดเชยปริมาณคาร์บอนที่ปล่อยขึ้นสู่บรรยากาศ
จากการเผาเชื้อเพลิงใต้พิภพที่โลกสะสมมากว่า ๓๕๐ ล้านปี แต่มนุษย์ขุดขึ้นมาจนแทบเกลี้ยงในเวลาแค่ไม่กี่สิบปีนี้ได้)

ท่ามกลางภาพถ่ายกิจกรรมปลูกป่าที่กระจายอยู่เต็มโต๊ะภาพผลงาน “โลกเย็นลงได้ด้วยมือเรา” ของ ชนะศักดิ์ ชุมนุมวรรณ สร้างความฉงนให้คณะกรรมการด้วยมุมมองภาพแหวกแนว จนต้อง
หยิบขึ้นมาพินิจใกล้ๆ และในที่สุดก็สามารถคว้ารางวัลที่ ๒ ไปได้
ชนะศักดิ์ ช่างภาพอิสระเผยแนวคิดเมื่อได้ยินชื่อหัวข้อ “โลกเย็นด้วยมือเรา” ในครั้งแรกว่า นึกถึงภาพของ “มือ” ที่ช่วยให้โลกเย็นลงได้ และแน่นอนว่าภาพการปลูกป่าก็ผุดขึ้นมาในห้วงความคิดก่อนสิ่งใด
“ปรกติผมไปบางปูบ่อยเพราะอยู่ใกล้บ้าน ได้เห็นว่ามีโครงการปลูกป่าเป็นประจำ ก็ไปรอเฝ้าถ่ายรูปอยู่ ๒-๓ วัน ภาพนี้ได้มาในวันที่ ๓ เพราะหลังจากถ่าย ๒ วันแรกก็ได้แต่ภาพคนปลูกป่าในมุมธรรมดาทั่วไป จึงกลับมาคิดว่าทำอย่างไรให้ได้ภาพมุมแปลกๆ วันต่อมาเลยลองถ่ายมุมต่ำลอดขาคนที่กำลังปลูกต้นโกงกาง ถ่ายอยู่นานกว่าจะได้ภาพที่เห็น เพราะเราเล็งช่องมองภาพไม่ได้ อีกอย่างที่ทำให้ถ่ายยากก็คือรังปลาตีนที่อยู่บนพื้นดินเลนจะคอยดูดเท้าจนน้องๆ แถวนั้นต้องมาช่วยกันดึงขึ้น ก็เลอะเทอะไปทั้งคนทั้งกล้อง”
ในฐานะที่เป็นช่างภาพมืออาชีพ ชนะศักดิ์เล่าถึงความเปลี่ยนแปลงของภาพที่เขามองผ่านเลนส์มาตลอด ๗ ปีว่า สภาพของโลกทุกวันนี้เปลี่ยนแปลงไปจนน่าใจหาย “ผมเดินทางบ่อยจนจำได้หมดว่าสถานที่แต่ละแห่งมีสภาพอย่างไร มีอะไรอยู่ตรงไหน จึงเห็นได้ชัดเจนเมื่อมีอะไรเปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิม ที่เด่นชัดที่สุดน่าจะเป็นชายฝั่งอ่าวไทยทั้งแถบที่มีสภาพเปลี่ยนไปมาก เพราะป่าชายเลนซึ่งเป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำตามธรรมชาติถูกทำลายไป ผมเห็นแล้วยังเสียดาย เพราะกว่าจะโตขึ้นสักต้นไม่ใช่ง่ายๆ อย่างที่บางปูที่ผมไปบ่อย จะรู้เลยว่าปลูกไปเป็นพันต้นหมื่นต้นจะติดสักต้นหรือเปล่าก็ยังไม่แน่เลย ภาวะโลกร้อนทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงของกระแสน้ำซึ่งมีผลกระทบต่อชายฝั่ง แล้วยิ่งป่าชายเลนก็เป็นป่าที่มีความเปราะบางมาก
“ที่บางปูผมก็เห็นว่ามีความพยายามป้องกันคลื่นซัดต้นกล้าโกงกางที่เพิ่งปลูก ไม่ว่าจะทำแนวไม้ไผ่ แนวยางรถยนต์ หรือเอาท่อซีเมนต์มาวาง แต่ก็ไม่ได้ผลมากนัก ผมมองว่าอันที่จริงการปลูกป่าเป็นการปลูกฝังคนมากกว่า ป่าไม่ได้สร้างได้ปัจจุบันทันด่วน ถ้าเกณฑ์คนมาปลูกป่าได้เยอะๆ แต่ไม่มีจิตสำนึกรักธรรมชาติ ไม่นานป่าก็จะหมดไป ฉะนั้นสิ่งสำคัญคือต้องปลูกที่ใจก่อน เพราะถ้าคนมีใจรักป่าแล้ว เขาก็จะไปปลูกที่บ้านหรือปลูกที่อื่นๆ และมีความรู้สึกรักหวงแหนธรรมชาติ ซึ่งไม่ได้แสดงออกด้วยการปลูกต้นไม้เพียงอย่างเดียว”
. . .

การปลูกป่าเพื่อสร้างพื้นที่ดูดซับคาร์บอนเป็นสิ่งจำเป็นและต้องการพลังร่วมจากคนเล็กๆ ขณะที่การลดการปล่อยคาร์บอนสู่บรรยากาศก็เป็นเรื่องที่ขาดไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการหันไปสู่พลังงานสะอาดที่หลายประเทศทุ่มงบประมาณเพื่อการพัฒนาสำหรับอนาคต แม้รัฐบาลไทยจะวางแผนพลังงานที่ดูใจร้ายกับการวิจัยพลังงานสะอาดไปสักนิด แต่ภูมิปัญญาชาวบ้านก็ยังสามารถร้อยเรียงวัสดุรอบตัวมาใช้ประโยชน์จากพลังงานสะอาดในชีวิตประจำวันได้อย่างน่าทึ่งโดยไม่ง้องบประมาณจากฟากฟ้า นี่คือเนื้อหาสาระที่เปล่งเสียงอย่างชัดเจนออกมาจากภาพ “พลังงานและแรงบันดาลใจ” ฝีมือของ ธวัชชัย เวชโช ซึ่งคว้าอันดับ ๑ ไปครองด้วยเสียงเอกฉันท์จากคณะกรรมการ
สกล เกษมพันธุ์ บรรณาธิการภาพ สารคดี เปิดเผยว่าภาพนี้ส่งเข้ามาเป็นภาพแรกๆ และโดดเด่นลอยลำจนมาถึงรอบสุดท้าย วิทยา รัตนพรสุข ให้ความเห็นว่า “เป็นภาพที่โดดเด่นที่สุด องค์ประกอบดีมาก ถ่ายแบบซิลลูเอต (silhouette) ดูย้อนแสง แต่ออกมาแล้วสวย ภาพนี้สื่อเนื้อหาได้ชัดเจนและตรงกับหัวข้อ”
เจ้าของผลงานภาพนี้เป็นพนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จ. นครศรีธรรมราช เริ่มหัดถ่ายภาพเมื่อ ๑๐ ปีก่อนกับทางชมรมถ่ายภาพนครศรีธรรมราช จนเขยิบฐานะเป็นประธานชมรมในปัจจุบัน แม้จะฝึกฝนถ่ายภาพอย่างจริงจังมาไม่นานเท่าไรนัก แต่ก็กวาดรางวัลมาแล้วนับร้อยเวที
ธวัชชัยเปิดเผยถึงที่มาของภาพชนะรางวัลที่ ๑ ในครั้งนี้ว่า “ผมเคยดูทีวีเรื่องการย่างไก่ด้วยพลังงานแสงอาทิตย์มานานมากแล้ว เมื่อเห็นหัวข้อประกวดภาพถ่ายของ สารคดี ก็นึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมา คลับคล้ายคลับคลาว่าอยู่ที่จังหวัดเพชรบุรี จึงวานเพื่อนที่เพชรบุรีช่วยสืบหาที่อยู่ของร้านนี้ เมื่อได้เรื่องผมจึงขับรถไปจากนครศรีธรรมราช ไปถึงวันแรกก็เจอฝนตก เลยต้องรออีก ๒ วันกว่าจะได้ถ่าย เพราะถ้าวันไหนฟ้าครึ้ม เขาก็จะย่างด้วยเตาถ่าน แต่ทางร้านก็บอกว่าวันที่ย่างด้วยแสงอาทิตย์จะขายดีกว่า คนท้องถิ่นจะรู้กันว่าไก่ก็จะรสชาติดีกว่าเพราะเนื้อสุกไปถึงข้างใน”
ธวัชชัยสืบทราบมาจากทางร้านว่าเป็นเทคโนโลยีง่ายๆ ไม่ซับซ้อนที่ชาวบ้านคิดขึ้นมาเอง แต่ต้องอาศัยความพยายามในการประกอบอย่างมาก โดยใช้กระจกแผ่นเล็กนับพันแผ่นทำมุมให้แสงไปตกกระทบที่ไก่พอดี ซึ่งจะย่างสุกเร็วกว่าเตาถ่าน โดยปรกติการย่างด้วยเตาถ่านใช้เวลาประมาณ ๑๕ นาที แต่การย่างด้วยแสงอาทิตย์นี้ใช้เวลาไม่เกิน ๑๐ นาที และสุกถึงเนื้อใน แสดงถึงการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและเต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์
บางครั้งภาพถ่ายภาพหนึ่งอาจเป็นเพียงแค่กระดาษหนึ่งใบ แต่หลายๆ ครั้งมันอาจหมายถึงระยะทางนับพันกิโลเมตรของการเดินทาง ช่วงเวลาแห่งการเฝ้ารอชั่วขณะที่สมบูรณ์แบบที่สุด หรืออาจหมายถึงแรงบันดาลใจที่ส่งต่อไปอย่างไม่รู้จบ “ผมว่าถ้าภาพที่เราถ่ายสามารถสื่อความหมายได้ชัดเจน ก็น่าจะช่วยให้คนเข้าใจว่าแนวทางแก้ปัญหาโลกร้อนนี้เราร่วมกันทำได้หลายทาง สำหรับผมการถ่ายภาพก็เป็นทางหนึ่งที่ช่วยสื่อให้คนรับรู้เท่านั้นเอง”
หมายเหตุ : ภาพที่เข้ารอบสุดท้ายทั้งหมดสามารถเข้าชมได้ ที่นี่
4 comments
RSS feed สำหรับความเห็นต่อเรื่องนี้
ใส่ความเห็น
หน้าอื่นๆ
« พลังและแรงบันดาลใจ
รายชื่อภาพเข้ารอบ “โลกเย็นด้วยมือเรา” »





อินเตอร์เนตให้ข้อมูลและความรู้มหาศาล แต่ข้อมูลหรือรูปภาพหลายอย่างมีลิขสิทธิ์ครับ ความจริงไม่มีอะไรในโลกเป็นของฟรี หรือให้เปล่า
ต้องขออภัยครับ
เป็นเรื่องที่ดีนะคะ แค่ปลูกต้นไม้คนละต้นก็ช่วยใลกเย็นขึ้ได้
น่ารักดี