Deprecated: Function eregi() is deprecated in /home/sarakadee/public_html/web/mainfile.php on line 177

Deprecated: Function eregi() is deprecated in /home/sarakadee/public_html/web/mainfile.php on line 178

Deprecated: Function eregi() is deprecated in /home/sarakadee/public_html/web/mainfile.php on line 179

Deprecated: Function eregi() is deprecated in /home/sarakadee/public_html/web/mainfile.php on line 180

Deprecated: Function eregi() is deprecated in /home/sarakadee/public_html/web/mainfile.php on line 181

Deprecated: Function eregi() is deprecated in /home/sarakadee/public_html/web/mainfile.php on line 182

Deprecated: Function eregi() is deprecated in /home/sarakadee/public_html/web/mainfile.php on line 183

Deprecated: Function eregi() is deprecated in /home/sarakadee/public_html/web/mainfile.php on line 184

Deprecated: Function eregi() is deprecated in /home/sarakadee/public_html/web/mainfile.php on line 185

Deprecated: Function eregi() is deprecated in /home/sarakadee/public_html/web/mainfile.php on line 186

Deprecated: Function eregi() is deprecated in /home/sarakadee/public_html/web/mainfile.php on line 187

Deprecated: Function eregi() is deprecated in /home/sarakadee/public_html/web/mainfile.php on line 188

Deprecated: Function eregi() is deprecated in /home/sarakadee/public_html/web/mainfile.php on line 189

Deprecated: Function eregi() is deprecated in /home/sarakadee/public_html/web/mainfile.php on line 190

Deprecated: Function eregi() is deprecated in /home/sarakadee/public_html/web/mainfile.php on line 177

Deprecated: Function eregi() is deprecated in /home/sarakadee/public_html/web/mainfile.php on line 178

Deprecated: Function eregi() is deprecated in /home/sarakadee/public_html/web/mainfile.php on line 179

Deprecated: Function eregi() is deprecated in /home/sarakadee/public_html/web/mainfile.php on line 180

Deprecated: Function eregi() is deprecated in /home/sarakadee/public_html/web/mainfile.php on line 181

Deprecated: Function eregi() is deprecated in /home/sarakadee/public_html/web/mainfile.php on line 182

Deprecated: Function eregi() is deprecated in /home/sarakadee/public_html/web/mainfile.php on line 183

Deprecated: Function eregi() is deprecated in /home/sarakadee/public_html/web/mainfile.php on line 184

Deprecated: Function eregi() is deprecated in /home/sarakadee/public_html/web/mainfile.php on line 185

Deprecated: Function eregi() is deprecated in /home/sarakadee/public_html/web/mainfile.php on line 186

Deprecated: Function eregi() is deprecated in /home/sarakadee/public_html/web/mainfile.php on line 187

Deprecated: Function eregi() is deprecated in /home/sarakadee/public_html/web/mainfile.php on line 188

Deprecated: Function eregi() is deprecated in /home/sarakadee/public_html/web/mainfile.php on line 189

Deprecated: Function eregi() is deprecated in /home/sarakadee/public_html/web/mainfile.php on line 190

Deprecated: Function eregi() is deprecated in /home/sarakadee/public_html/web/mainfile.php on line 177

Deprecated: Function eregi() is deprecated in /home/sarakadee/public_html/web/mainfile.php on line 178

Deprecated: Function eregi() is deprecated in /home/sarakadee/public_html/web/mainfile.php on line 179

Deprecated: Function eregi() is deprecated in /home/sarakadee/public_html/web/mainfile.php on line 180

Deprecated: Function eregi() is deprecated in /home/sarakadee/public_html/web/mainfile.php on line 181

Deprecated: Function eregi() is deprecated in /home/sarakadee/public_html/web/mainfile.php on line 182

Deprecated: Function eregi() is deprecated in /home/sarakadee/public_html/web/mainfile.php on line 183

Deprecated: Function eregi() is deprecated in /home/sarakadee/public_html/web/mainfile.php on line 184

Deprecated: Function eregi() is deprecated in /home/sarakadee/public_html/web/mainfile.php on line 185

Deprecated: Function eregi() is deprecated in /home/sarakadee/public_html/web/mainfile.php on line 186

Deprecated: Function eregi() is deprecated in /home/sarakadee/public_html/web/mainfile.php on line 187

Deprecated: Function eregi() is deprecated in /home/sarakadee/public_html/web/mainfile.php on line 188

Deprecated: Function eregi() is deprecated in /home/sarakadee/public_html/web/mainfile.php on line 189

Deprecated: Function eregi() is deprecated in /home/sarakadee/public_html/web/mainfile.php on line 190
Sarakadee สารคดี
สารคดี
· หน้าแรก
· เข้าสู่ระบบ
· เผยแพร่ข่าวสาร
· กระดานข่าว
· ค้นหา
· ติดต่อเรา
· นิตยสาร สารคดี ฉบับที่ 227 - ปัจจุบัน
· นิตยสาร สารคดี
   ฉบับที่ 166 - 226

· โลกรายเดือน
108 ซองคำถาม
ยุงตัวผู้กินอะไรเป็นอาหาร

นอกจากเลือดแล้ว ยุงยังกินอะไรเป็นอาหารอีก โดยเฉพาะพวกตัวผู้ (สุดเจน โชติกุล / จ. เชียงใหม่)

อ่านต่อ

วันนี้ในอดีต: 4 สิงหาคม
วันนี้ในอดีต

4 สิงหาคม พ.ศ. 2444
วันเกิด หลุยส์ อาร์มสตรอง (Louis Daniel Armstrong) นักทรัมเป็ตและนักร้องเพลงแจ๊สผู้ยิ่งใหญ่ชาวอเมริกัน มีเล่นว่า "แซทช์โม" (Satchmo) เกิดที่เมืองนิวออร์ลีน มลรัฐหลุยเซียนา ดินแดนที่ได้ชื่อว่าเป็นบ้านเกิดของแจ๊ส อาร์มสตรองเติบโตมาในย่านสลัมคนดำ พ่อเป็นกรรมกร แม่เป็นแม่บ้านที่มีอาชีพเสริมเป็นโสเภณี (ในสมัยนั้นเป็นอาชีพที่ถูกต้องตามกฎหมาย) พ่อเขาก็ทิ้งครอบครัวไปตั้งแต่เขายังแบเบาะ แม่ย้ายไปอยู่ย่านโสเภณี ฝากเขาไว้ให้ย่าดูแล เขาประทังชีวิตด้วยอาหารราคาถูก หรือแม้แต่ต้องคุ้ยอาหารตามถังขยะ และหาเงินโดยการเป็นนักร้องในวงขับร้องประสานเสียงของเด็ก ๆ ร้องเพลงตามสถานที่สาธารณะ ตอนอายุ 13 ปีเขานึกคะนองยิงปืนขึ้นฟ้า จนถูกจับตัวขังบ้านคุ้มครองเด็ก ที่นี่เองที่เขามีโอกาสเรียนเป่าคอร์เน็ต (Cornet) ในวงดนตรีของบ้านคุ้มครองเด็ก เมื่อถึงวันได้รับอิสรภาพ เขาจึงตัดสินใจเอาดีทางด้านดนตรี โดยการหยิบยืมเครื่องดนตรีของเพื่อนมาเล่น ช่วงนี้ชีวิตของเขาวนเวียนอยู่ในย่านเริงรมย์ของนิวออร์ลีน จนได้พบกับ คิง โอลิเวอร์ (Joe "King" Oliver) นักคอร์เน็ตและหัวหน้าวงแจ๊สชื่อดัง โอลิเวอร์สนับสนุนให้เขาแสดงความสามารถ และเมื่อโอลิเวอร์ย้ายไปชิคาโก จึงให้อาร์มสตรองเล่นทรอมโบน (Trombone) แทนในวงของเขาซึ่งให้ คิด โอรี (Kid Ore) ดูแลต่อ ในปี 2462 สถานเริงรมย์ในเมืองนิวออร์ลีนถูกทางการสั่งปิด อาร์มสตรองจึงต้องไปเล่นดนตรีในเรือที่ลองในแม่น้ำมิสซิสซิปปี ฝีมือของพัฒนามากขึ้นในช่วงนี้ จากนั้นโอลิเวอร์ก็ชักชวนให้ไปร่วมวง "Creole Jazz Band” ของเขาที่เมืองชิคาโกในปี 2465 ชื่อเสียงของอาร์มสตรองเริ่มโด่งดังมากขึ้น ขณะที่วงนี้ก็ส่งอิทธิพลทางดนตรีต่อเมืองชิคาโกเป็นอย่างมาก อาร์มสตรองได้อัดแผ่นเสียงครั้งแรกที่นี่ จากนั้นอาร์มสตรองก็ย้ายไปเมืองนิวยอร์กในปี 2467 เพื่อร่วมวง "เฟล็ทเชอร์ เฮนเดอร์สัน ออร์เคสตรา” (Fletcher Henderson Orchestra) ซึ่งเป็นวงดนตรีชั้นนำในยุคนั้น เขาเปลี่ยนจากคอร์เน็ตเป็นทรัมเป็ตในช่วงนี้ ปีต่อมาเขาก็กลับเมืองชิคาโกอีกครั้งพร้อมกับวงของตัวเองที่ชื่อ "ฮ็อต ไฟว์” (Hot Five) เริ่มอัดแผ่นเสียงกว่า 60 ซีรีส์ ซึ่งได้กลายมาเป็นหลักฐานทางดนตรีแจ๊สที่มีคุณค่าในเวลาต่อมา มีเพลงฮิตหลายเพลง อาทิ "Potato Head Blues", "Muggles” และ "West End Blues" ด้วยลีลาการเล่นด้นสด (Improvisation) ที่ไม่เหมือนใคร ซึ่งเขาพัฒนามาจากพื้นฐานดนตรีของนิวออร์ลีน อีกทั้งอาการโรคหัวใจ ส่งผลให้ตอนอายุสามสิบปลาย ๆ เขาเริ่มปีปัญหาเรื่องนิ้วมือและริมฝีปาก จนต้องหยุดเป่าทรัมเป็ตในปี 2502 อาร์มสตรองหันมาพัฒนาขีดความสามารถทางด้านการร้องเพลงต่อ จนกลายเป็นนักร้องที่มีชื่อเสียง ด้วยเสียงร้องห้าวทุ้มที่เปี่ยมความรู้สึก และบุคลิกอันอับอุ่นบนและสนุกสนานเวที จนเขากลายเป็นเอ็นเตอร์เท็นเนอร์คนสำคัญของอเมริกาในช่วงปลายทศวรรษที่ 1930s ภายหลังเขาได้ออกทัวร์เล่นดนตรีในยุโรป จนมีชื่อเสียงระดับโลกในช่วงทศวรรษที่ 1950s อีกทั้งเขายังเป็นผู้คิดค้นเทคนิกการเปล่งเสียงเลียนเสียงเครื่องดนตรีที่เรียกว่า "สแก็ท” (Scat Vocal) เมื่ออเมริกาเข้าสู่ยุคทีวี เขาก็กลายเป็นคนดำคนแรกที่ได้แดสงภาพยนตร์ขนาดยาว มีผลงานยอดนิยมกว่า 50 เรื่อง จนได้ฉายาว่า "Ambassador Satch" กลายเป็นดาราที่มีชื่อเสียงยิ่งกว่าตอนเป็นนักดนตรีเสียอีก อาร์มสตรองเสียชีวิตด้วยอาการหัวใจล้มเหลว ที่กรุงนิวยอร์กเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2514 รวมอายุ 69 ปี ภายหลังจากเขาเสียชีวิตได้มีการตั้งชื่อสนามบินแห่งเมืองนิวออร์ลีนว่า "Louis Armstrong New Orleans International Airport" และมีการสร้างอนุสาวรีย์สวนสาธารณะเพื่อรำลึกถึงเขาหลายแห่งที่เมืองนิวออร์ลีนบ้านเกิด


 หลุยส์ อาร์มสตรอง

ผู้บันทึก webmaster เมื่อ Friday 03 Aug 07@ 20:03:51 ICT (389 ครั้ง)
( มีต่อ... )
วันนี้ในอดีต: 3 สิงหาคม
วันนี้ในอดีต

3 สิงหาคม พ.ศ. 2035
คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส (Christopher Columbus) นักสำรวจชาวเจนัว (อิตาลี) เริ่มออกเดินเรือเที่ยวแรก เพื่อค้นหาอินเดียและจีน โดยมีลูกเรือ 90 คนกับเรือ 3 ลำได้แก่ "ซานตา มาเรีย" (Santa Maria), "พินตา" (Pinta) และ "ซาตา คลารา" (Santa Clara) โดยได้รับการสนับสนุนจากกษัตริย์สเปนคือ พระเจ้าเฟอร์ดินานด์ ที่ 2 (Ferdinand II of Aragon) และ พระนางอิสซาเบลลา ที่ 1 (Isabella of Castile) ออกจากท่าเรือเมืองเปลูซ (Palos) ประเทศสเปน แล่นเรือไปทางทิศตะวันตกข้ามมหาสมุทรแอตแลนติค ไปถึง เกาะบาฮามา (The Bahamas) หมู่เกาะในมหาสมุทรแอตแลนติก ทางตะวันออกของอเมริกา เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2035 โดยที่โคลัมบัสคิดว่าเป็นส่วนหนึ่งของทวีปเอเชีย จากนั้นเขาเดินเรือต่อไปจนถึงคิวบา ฮิสปานิโอลา เปอร์โตริโก จาเมกา ตรินิแดด เวเนาซุเอลา และคอคอดปานามา โคลัมบัสเชื่อมาตลอดจนเสียชีวิตว่าเกาะบาฮามาที่เขาค้นพบนั้นคือทวีปเอเชีย แต่แท้จริงแล้วเป็นหมู่เกาะทางตะวันออกของทวีปอเมริกา ภายหลังจึงมีการกำหนดให้วันที่ 12 ตุลาคมของทุกปี ซึ่งเป็นวันที่โคลัมบัสมาถึงอเมริกาเป็น "วันโคลัมบัส" มีการเฉลิมฉลองกันในสหรัฐอเมริกาและประเทศต่าง ๆ ในทวีปอเมริกาใต้ ในอดีตเคยเชื่อกันว่าโคลัมบัสเป็นชาวยุโรปคนแรกที่ค้นพบอเมริกา แต่จริง ๆ แล้ว เลฟ เอริคสัน (Leaf Erikson) ชาวไวกิ้งเคยเดินทางมาพบทวีปอเมริกาก่อนหน้านี้ และเคยมีนิคมชาวไวกิ้งทางตะวันออกของแคนาดาในศตวรรษที่ 11

 คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส  Pinta, Santa Maria และ Nina
ผู้บันทึก webmaster เมื่อ Thursday 02 Aug 07@ 19:13:57 ICT (411 ครั้ง)
( มีต่อ... )
วันนี้ในอดีต: 2 สิงหาคม
วันนี้ในอดีต

2 สิงหาคม พ.ศ. 2533
สงครามอ่าวเปอร์เซีย (Gulf War) เปิดฉากขึ้น เมื่อประธานาธิบดี ซัดดัม ฮุสเซน (Suddam Hussein) แห่งอิรักออกคำสั่งให้กองกำลังทหารประมาณ 122,000 นายพร้อมด้วยรถถังประมาณ 900 คันบุกยึด ประเทศคูเวต (Kuwait) อย่างเงียบเชียบ เนื่องจากอิรักต้องการแหล่งน้ำมันของคูเวตและอ้างว่าคูเวตเป็นส่วนหนึ่งของอิรัก ซึ่งทั้งสองประเทศมีความขัดแย้งเรื่องพรมแดนมานาน จากนั้นคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติได้มีมติเป็นเอกฉันท์ ประณามการรุกรานและประกาศคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจแก่อิรัก พร้อมทั้งเรียกร้องให้อิรักถอนกำลังออกจากคูเวตภายในวันที่ 15 มกราคม 2534 เมื่อครบกำหนดเส้นตาย จอร์จ เอช. ดับเบิลยู. บุช (George H. W. Bush) ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกานำกองกำลังผสม 34 ชาติของสหประชาชาติ เปิดฉากโจมตีอิรักและคูเวตทางอากาศเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2534 กองกำลังพันธมิตรร่วมมือโจมตีอิรักอย่างต่อเนื่องด้วยยุทธการ “พายุทะเลทราย” (Desert Storm) จากนั้นกองกำลังพันธมิตรได้เปิดฉากการโจมตีภาคพื้นดินต่ออิรักจนได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาดในวันที่ 12 เมษายน 2534 สงครามครั้งนี้ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต โดยทหารและประชาชนผู้บริสุทธิ์ฝ่ายอิรักเสียชีวิตประมาณ 200,000 ศพและบาทเจ็บอีกนับไม่ถ้วน ส่วนฝ่ายสหประชาชาติเสียชีวิตประมาณ 378 ศพและบาทเจ็บอีกประมาณ 1,000 คน

 unseen in gulf war unseen in gulf war

ผู้บันทึก webmaster เมื่อ Thursday 02 Aug 07@ 11:00:01 ICT (380 ครั้ง)
( มีต่อ... )
วันนี้ในอดีต: 1 สิงหาคม
วันนี้ในอดีต

1 สิงหาคม พ.ศ. 2484
"รถจิป" (Jeep) ยานยนต์ขับเคลื่อนสี่ล้อในตำนาน คันแรกถูกผลิตขึ้น เพื่อใช้เป็นยานยนต์อเนกประสงค์ในราชการทหารในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เนื่องจากในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 กองทัพเยอรมนีได้สร้างความเกรงขามด้วยหน่วยเคลื่อนที่เร็ว ซึ่งมีรถมอเตอร์ไซค์พ่วงข้างเป็นพาหนะ ดังนั้นเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ระเบิดขึ้น อเมริกาจึงพยายามสรรหาพาหนะเคลื่อนที่เร็วที่มีสมรรถนะดีกว่ามอเตอร์ไซค์พ่วงข้าง ในที่สุดจึงออกมามาเป็นรถจิป โดยชื่อ "จิป" (Jeep) สันนิษฐานว่ามาจากคำว่า "General Purpose (Vehicle)" เรียกย่อ ๆ ว่า "GP" ต่อมากร่อนเสียงเป็น "จิป" (Jeep)  รถจิปคันแรกใช้ชื่อรุ่นว่า "Willys MB" ผลิตโดยบริษัท วิลลีส์ (Willys) และ ฟอร์ด (Ford Motor) ระหว่างปี 2484-2488 ขนาดยาว 333 ซม. กว้าง 157.5 ซม. น้ำหนักประมาณ 1 ตัน ใช้เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบขนาด 2,199 ซีซี. กำลัง 60 แรงม้า มี 4 เกียร์รวมเกียร์ถอยหลัง และเกียร์ขับเคลื่อนสี่ล้ออีก 2 เกียร์ ผลิตทั้งหมดราว 650,000 คัน นับว่ารถยนต์รุ่นนี้ได้เป็นตัวจักรสำคัญที่ทำให้ฝ่ายสัมพันธมิตรได้รับชัยชนะในสงคราม จากความแข็งแกร่งสามารถบุกตะลุยได้ดีในเส้นทางทุรกันดาร และผ่านการทดสอบจากสมรภูมิรบมาแล้ว เมื่อบ้านเมืองสงบรถจิปจึงถูกปรับปรุง พัฒนา ยานยนต์สำหรับประชาชนทั่วไปใช้ในชีวิตประจำวัน ในรหัสรุ่นว่า "CJ" ซึ่งย่อมาจาก "Civilian Jeep" จิปสำหรับพลเมืองรุ่นแรกคือ "CJ-2" ออกในปี 2487 ตามมาด้วย "CJ-2A", "CJ-3A", "CJ-4" จนถึง "CJ-10" ซึ่งเป็นรุ่นสุดท้ายในรหัสนี้ ผลิตระหว่างปี 2524-2528 จากนั้นก็ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น "Jeep Wrangler" ตั้งแต่ปี 2527 เป็นต้นมา และยังคงผลิตมาถึงทุกวันนี้ นอกจากนี้จิปยังผลิตรถชนิดอื่น ๆ อีกด้วย ตั้งแต่รถตรวจการณ์หรูหราไปจนถึงรถกระบะและรถบันทุก รถจิปได้กลายเป็นยานพาหนะขับเคลื่อนสี่ล้อที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก ปัจจุบัน Jeep เป็นญี่ห้อรถยนต์ในเครือบริษัท Daimler-Chrysler ของเยรมนี-อเมริกา

 รถจิป Willys MBรถจิป Wrangler เวอร์ชันปี 2007

ผู้บันทึก webmaster เมื่อ Wednesday 01 Aug 07@ 00:47:51 ICT (479 ครั้ง)
( มีต่อ... )
วันนี้ในอดีต: 31 กรกฎาคม
วันนี้ในอดีต

31 กรกฎาคม พ.ศ. 2508
วันเกิด โจแอนน์ โรลลิง (Joanne Kathleen Rowling) นักเขียนชาวอังกฤษ เจ้าของนามปากกา "เจ. เค. โรลลิง" (J. K. Rowling) ผู้ให้กำเนิดวรรณกรรมชื่อดัง "แฮรี พอตเตอร์" (Harry Potter) เกิดที่เมืองเยต มลฑลกลอสเตอร์ไชร์ (Gloucestershire) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศอังกฤษ เธอเริ่มเขียนนิยายเรื่องแรกตั้งแต่ห้าขวบคือ "Rabbit" จากนั้นพ่อแม่ก็ส่งเสริมด้านการอ่านการเขียนมาตลอด เธอเรียนจบสาขาภาษาฝรั่งเศสและวรรณกรรมคลาสสิกจากมหาวิทยาลัยเอ็กซีเตอร์ (University of Exeter) เริ่มต้นทำงานที่ฝรั่งเศสพักหนึ่งก่อนจะกลับมาทำงานเป็นเลขานุการองค์การนิรโทษกรรมระหว่างประเทศ ที่กรุงลอนดอน วันหนึ่งในปี 2533 ในตู้รถไฟระหว่างเมืองแมนเชสเตอร์-ลอนดอน ซึ่งเสียเวลา 4 ชั่วโมง ความคิดของเธอก็เถลไหลไปถึงเด็กชายในโรงเรียนพ่อมด เมื่อไปถึงสถานีแช็พแฮม จังค์ชัน (Clapham Junction) เธอก็เริ่มลงมือเขียนเรื่องในจินตนาการออกมาทันที ก่อนจะกลายเป็นวรรณกรรมแฟนตาซีของเหล่าพ่อมด ที่เด็ก ๆ ทั่วโลกหลงไหลในอีก 6 ปีต่อมา จากนั้นเธอย้ายไปเป็นครูสอนภาษาอังกฤษที่ประเทศโปรตุเกส และแต่งงานกับนักข่าวหนังสือพิมพ์ มีลูกสาวด้วยกันคนหนึ่ง ก่อนที่ทั้งคู่จะแยกทางกันในปี 2536 จากนั้นเธอกับลูกสาวก็ย้ายไปอยู่ที่เมืองเอดินเบิร์ก ประเทศสกอตแลนด์ ทำงานตามร้านกาแฟและรอรับเงินเลี้ยงชีพจากรัฐบาล เธอต้องพักอยู่ในห้องเช่าราคาถูก ในระหว่างนี้ก็เขียนเรื่องแฮรีพอร์ทเตอร์ตอนแรก เสร็จสมบูรณ์ในปี 2538 เธอนำต้นฉบับที่พิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์ดีดไปเสนอตามสำนักพิมพ์กว่าสิบแห่งแต่ก็ถูกปฏิเสธ ในที่สุดแฮรีพอตเตอร์ตอนแรกที่ชื่อว่า "Harry Potter and the Philosopher's Stone" ก็ได้รับการตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ "บลูมส์เบอรี" (Bloomsbury Publishing Plc) ในปี 2540 ด้วยยอดพิมพ์ที่ต่ำกว่า 1,000 เล่ม เจ้าของสำนักพิมพ์แนะนำให้เธอใช้นามปากกาเป็นชื่อย่อว่า "J. K. Rowling" เพราะกลัวว่าถ้าใช้ชื่อจริงซึ่งบ่งบอกถึงความเป็นหญิงแล้ว แฟน ๆ เด็กผู้ชายจะไม่ยอมเปิดหนังสืออ่าน ห้าเดือนหลังจากนั้นนิยายเรื่องนี้ก็ได้รับรางวัล "Nestle Smarties Book Prize" ต่อด้วย "British Book Award" ปีต่อมาแฮร์รี พอตเตอร์ก็ได้รับการตีพิมพ์ครั้งแรกในอเมริกา พ่อมดน้อยแฮร์รี พอร์ตเตอร์ก็กลายเป็นขวัญใจเด็ก ๆ ที่นั่นทันที ก่อนจะกลายเป็น "แฮร์รีฟีเวอร์" ไปทั่วโลก หลังจากที่ได้รับการแปลเป็นภาษาต่าง ๆ ทั่วโลก ตามมาด้วยแฮร์รี พอตเตอร์ตอนอื่น ๆ รวมทั้งหมดเป็น 6 ตอน ตอนล่าสุดคือ "Harry Potter and the Deathly Hallows" วางแผงในอเมริกาเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2550 ปัจจุบันหนังสือนิยายเรื่องนี้ได้รับการแปลเป็นภาษาต่าง ๆ ถึง 64 ภาษา ตีพิมพ์ทั่วโลกรวมกันกว่า 325 ล้านเล่ม นอกจากนี้ยังได้ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ แฮร์รี พอตเตอร์ตอนแรกออกฉายในเดือนพฤศจิกายน 2544 ตามมาด้วยภาคต่อ ๆ มาทุกภาค อีกทั้งแฮร์รี พอตเตอร์ยังถูกนำไปสร้างเป็นวีดิโอเกม และเป็นสินค้าอื่น ๆ อีกหลายชนิด ทั้งหมดนี้ส่งผลให้โรลลิงจากคนตกงาน หลายเป็นมหาเศรษฐีมีทรัพย์สินประมาณ 1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ จากการจัดอันดับของนิตยสาร Sunday Time (2007 Sunday Times Rich List) ได้จัดสถิติบุคลลที่รวยที่สุดในโลก โรลลิงขึ้นทำเนียบบุคคลรวยที่สุดอันดับ 136 และเป็นเศรษฐินีอันดับที่ 13 ของอังกฤษ


 เจ. เค. โรลลิง Harry Potter and the Philosopher's Stone Harry Potter and the Deathly Hallows
ผู้บันทึก webmaster เมื่อ Monday 30 Jul 07@ 22:45:24 ICT (381 ครั้ง)
( มีต่อ... )
วันนี้ในอดีต: 30 กรกฎาคม
วันนี้ในอดีต

30 กรกฎาคม พ.ศ. 2406
วันเกิด เฮนรี ฟอร์ด (Henry Ford) นักอุตสาหกรรมชาวอเมริกันผู้บุกเบิกการผลิตรถยนต์ เกิดในครอบครัวชาวไร่ ที่เมืองดีทรอยท์ มลรัฐมิชิแกน สหรัฐอเมกริกา ด้วยความสนใจในเครื่องยนต์กลไก พ่อของเขามอบนาฬิกาพกให้เป็นของขวัญตอนเข้าสู่วัยรุ่น ทำเขาเป็นช่างซ่อมนาฬิกาขึ้นชื่อตั้งแต่อายุเพียง 15 ปี ก่อนหน้านั้นในปี 2419 แม่ของเขาเสียชีวิต พ่อจึงอยากให้เขาเป็นผู้ดูแลฟาร์มต่อ แต่เขาปฏิเสธ ปี 2423 เขาเข้าเป็นเด็กฝึกหัดงานด้านเครื่องยนต์กลไกที่เมืองดีทรอยท์ จากนั้นก็ได้เป็นช่างซ่อมเครื่องจักรไอน้ำ วิศวกรและเป็นหัวหน้าวิศวกรของบริษัท Edison Illuminating Company เขาได้รับมอบหมายให้ศึกษาและพัฒนาเครื่องยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงจากน้ำมัน กระทั่งสามารถพัฒนารถยนต์สี่ล้อคันแรกสำเร็จในปี 2412 เขาตั้งชื่อว่า "ฟอร์ด ควอดริไซเคิล" (Ford Quadricycle) ต่อมาเขารวมตัวกับเพื่อน ๆ นักประดิษฐ์ก่อตั้ง "บริษัท ฟอร์ด มอเตอร์" (Ford Motor Company) ในปี 2446 ในสมัยที่สังคมอเมริกันยังนิยมรถม้า และมองว่ารถยนต์ยังเป็นสิ่งไร้สาระ ไว้ใจไม่ได้ และมีราคาสูงเกินจะไขว่คว้า แต่ด้วยความสามารถของฟอร์ด เขาริเริ่มใช้กระบวนการผลิต "ระบบสายพาน" (assembly lines) ในการผลิตรถยนตร์เป็นครั้งแรก ทำให้การผลิตรถยนต์รวดเร็วและได้จำนวนมาก ๆ ในปี 2451 รถยนต์ "ฟอร์ด โมเดล ที" (Ford Model T) ของเขาก็ออกจำหน่ายเป็นครั้งแรก ปรากฏว่าได้รับการตอบรับจากอเมริกันชนเป็นอย่างดี เพราะเป็นรถยนต์ที่สวยงาม มีความแข็งแรงทนทาน และมีราคาถูกกว่ารถยนต์ญี่ห้ออื่นในตลาดเกือบครึ่ง รถยนต์รุ่นนี้ผลิตจนถึงปี 2470 จำหน่ายได้ทั้งหมดราว 15 ล้านคัน ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 บริษัทฟอร์ดก็ยังประสบความสำเร็จในการผลิตเครื่องบิน "ฟอร์ด 4เอที ไตรมอเตอร์" (Ford 4AT Trimotor) ฟอร์ดมีส่วนในการพัฒนาอุตสาหกรรมรถยนตร์ให้ก้าวหน้าขึ้นกลายเป็นธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ฟอร์ดถึงแก่กรรม 7 เมษายน 2490 ฟอร์ดได้รับการยกย่องให้เป็น "บิดาแห่งการผลิตระบบสายพาน" ที่ใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม ส่งผลให้เกิดการผลิตสินค้าได้เป็นจำนวนมาก นับเป็นการปฏิวัติการผลิตสินค้าจำนวนมากในเชิงอุตสาหกรรม ปัจจุบันบริษัท ฟอร์ด มอเตอร์ ได้ขยายกิจการธุรกิจรถยนต์ไปทั่วโลก โดยเป็นเจ้าของธุรกิจรถยนต์แบรนด์อเมริกันคือ "ฟอร์ด" (Ford) "ลินคอล์น" (Lincoln) และ "เมอร์คิวรี" (Mercury) แบรนด์อังกฤษคือ "จากัวร์" (Jaguar) "แลนด์ โรเวอร์" (Land Rover) แบรนด์สวีเดนคือ "วอลโว" (Volvo) และร่วมลงทุนกับบริษัทผลิตรถยนต์ของญี่ปุ่นคือ "มาสดา" (Mazda) ฟอร์ด มอเตอร์ทำรายได้ต่อปีประมาณ 12.6 พันล้านบาท (ปี 2549) มีคนพนักงานทั่วโลกราว 280,000 คน (ปี 2549)


เฮนรี ฟอร์ด โลโกฟอร์ดปัจจุบัน
ผู้บันทึก webmaster เมื่อ Monday 30 Jul 07@ 20:48:50 ICT (343 ครั้ง)
( มีต่อ... )
วันนี้ในอดีต: 29 กรกฎาคม
วันนี้ในอดีต

29 กรกฎาคม พ.ศ. 2426
วันเกิด เบนิโต มุสโสลินี (Benito Amilcare Andrea Mussolini) ผู้สถาปนาลัทธิ "ฟาสซิสม์” (Fascism) นายกรัฐมนตรีและผู้นำจอมเผด็จการของอิตาลี เกิดในครอบครัวที่ยากจนในเมืองเปรแดปปิโอ (Predappio) แคว้นเอมิเลีย-โรแมกนา (Emilia-Romagna) ทางตอนเหนือของอิตาลี มารดาเป็นครู บิดาเป็นช่างเหล็กที่เลื่อมใสลัทธิสังคมนิยม ตอนแปดขวบเขาถูกไล่ออกจากโบถส์เพราะแกล้งผู้อื่น จากนั้นถูกส่งเข้าโรงเรียนประจำแต่ก็ถูกไล่ออกเพราะทำร้ายร่างกายนักเรียนคนอื่นและครู ตอนอายุ 19 ปีเขาหนีหนารโดยย้ายไปยังประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ทำงานไมเป็นหลักแหล่งจนถูกจับในข้อหาคนจรจัด ในที่สุดก็ต้องกลับบ้านเกิดไปเกณฑ์ทหาร ต่อมาเขาเข้าเป็นสมาชิกพรรคสังคมนิยมของอิตาลี (Italian Socialist Party) เป็นหนึ่งในกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ของพรรคคือ "L'Avvenire del Lavoratore" (อนาคตของกรรมาชีพ) เขาเขียนนิยายเรื่อง "Claudia Particella, l'amante del cardinale" (The Cardinal's Mistress) ตีพิมพ์เป็นตอน ๆ ในปี 2453 ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 (2457-2462) ในฐานะกระบอกเสียงคนสำคัญของพรรคสังคมนิยม เขาพยายามผลักดันให้พรรคเห็นด้วยกับฝ่ายรัฐบาลในการเข้าร่วมสงคราม ในที่สุดก็ถูกขับออกจากพรรค เขาถูกเกณฑ์เข้าเป็นทหารและได้รับบาทเจ็บเพียงเล็กน้อย หลังสงครามสงบลง มุสโสลินีก็สถาปนาลัทธิฟาสซิสม์ขึ้นที่เมืองมิลานเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2461 โดยได้รับอิทธิพลจาก ฮิตเลอร์ (Adolf Hitler) ปีต่อมามุสโสลินีก่อตั้ง "พรรคฟาสซิสม์" (National Fascist Party) ขึ้นที่กรุงโรม เพื่อเตรียมกองกำลังปฏิวัติอิตาลีในปี 2465 เปลี่ยนอิตาลีเป็นรัฐฟาสซิสม์ และก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2465 ประชาชนผู้เลื่อมใสต่างเรียกเขาว่า "il Duce" (ท่านผู้นำ) จากนั้นเขาก็สถาปนาตนเองเป็นเผด็จการเต็มรูปแบบ บังคับให้ยกเลิกระบบรัฐสภา แทนด้วย "รัฐบรรษัท" (Corporate State) รวบอำนาจอย่างเป็นทางการ จัดตั้งรัฐวาติกัน ยึด อบิสซีเนีย (เอธิโอเปียปัจจุบัน) เป็นเมืองขึ้นในปี 2479 พร้อมกับเข้าร่วมกับฝ่าย นายพลฟรังโก (Francisco Franco) ใน สงครามกลางเมืองสเปน (Spanish Civil War) และผนวก อัลบาเนีย (Albania) เป็นส่วนหนึ่งของอิตาลี ปี 2483 เขานำอิตาลีเข้าร่วมฝ่าย "อักษะ" (Axis Power) ของฮิตเลอร์ ผู้นำนาซีเยอรมันในช่วง สงครามโลกครั้งที่ 2 (2482-2488) หลังจากพ่ายแพ้ในสงครามอย่างต่อเนื่อง มุสโสลินีก็ประกาศลาออกจากตำแหน่งผู้นำอิตาลีในปี 2486 เขาถูกควบคุมตัวอยู่ในเคหสถาน จากนั้นหน่วยคอมมานโดของเยอรมันบุกชิงตัวออกมาได้ ฮิตเลอร์ช่วยจัดตั้งรัฐบาลหุ่นให้เขาที่เมืองซาโล (Salo) เขตยึดครองของเยอรมนีริมทะเลาสาบการ์ดา (Garda Lake) หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สงบ มุสโสลินีก็ถูกฝ่ายต่อต้านเผด็จการจับกุมตัวได้ในปี 2488 ถูกสำเร็จโทษในวันที่ 28 เมษายน 2488 แล้วนำศพของเขาไปแขวนประจานที่เมืองโคโมและเมืองมิลาน ทั้งนี้ “ฟาสซิสม์” คืออุดมการณ์ทางการเมืองที่เชิดชูอำนาจของผู้นำและลัทธิชาตินิยม โดยผู้นำจะรวบอำนาจทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคมไว้อย่างเบ็ดเสร็จ ฟาสซิสม์เชื่อว่ารัฐมีความสำคัญกว่าปัจเจกบุคคล จึงสนับสนุนให้ประชาชนอุทิศตนเพื่อชาติเหนือสิ่งอื่นใด ประชาชนจึงต้องทำงานเพื่ออุทิศแก่รัฐ ฟาสซิสม์มีแนวคิดแบบทหารขวาจัด ดูถูกประชาธิปไตย แต่ชิงชังคอมมิวนิสต์ เคยเฟื่องฟูในช่วงสงครามโลกทั้งสองครั้ง เริ่มเสื่อมความนิยมหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ฟาสซิสม์เคยมีอิทธิพลในหลายประเทศ เช่น อิตาลี สเปน เยอรมนี ญี่ปุ่น รวมทั้งประเทศไทยในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม


 เบนิโต มุสโสลินี มุสโสลินีกับฮิตเลอร์

ผู้บันทึก webmaster เมื่อ Monday 30 Jul 07@ 17:44:53 ICT (603 ครั้ง)
( มีต่อ... )
วันนี้ในอดีต: 28 กรกฎาคม
วันนี้ในอดีต

28 กรกฎาคม พ.ศ. 2457
สงครามโลกครั้งที่ 1 (World War I) เริ่มเปิดฉากขึ้นเมื่อ ออสเตรีย-ฮังการี (Austria-Hungary) ประกาศสงครามกับ เซอร์เบีย (Serbia) ภายหลังจาก ฟรานซ์ เฟอร์ดินานด์ (Franz Ferdinand, Archduke of Austria) อาร์คดยุกแห่งออสเตรียถูกลอบปลงประชนม์โดยชาวเซิร์บหัวรุนแรงเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2457 ทั้งนี้สงครามโลกครั้งที่ 1 เป็นความขัดแย้งทางการทหารระหว่างฝ่าย พันธมิตร (Allied Powers) คืออังกฤษ, ฝรั่งเศส, รัสเซีย, อิตาลี และ สหรัฐอเมริกา กับฝ่าย มหาอำนาจกลาง (Central Powers) คือ เยอรมนี, ออสเตรีย-ฮังการี และ จักรวรรดิอ็อตโตมาน สาเหตุเกิดจากความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์จนก่อให้เกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรมในศตวรรษที่ 18 มหาอำนาจต่าง ๆ ในตะวันตกจึงออกล่าอาณานิคมเพื่อกระจายสินค้าและแสดงแสนยานุภาพทางทหาร จึงก่อให้เกิดความขัดแย้งขึ้นในยุโรปหลายฝ่ายคือ การแข่งขันระหว่างออสเตรียกับรัสเซียเพื่อชิงความเป็นใหญ่เหนือคาบสมุทรบอลข่าน และความขัดแย้งระหว่างฝรั่งเศสกับเยอรมนี ภายหลังจากอาร์คดยุกแห่งออสเตรียถูกลอบปลงประชนม์ ประเทศต่าง ๆ ที่เป็นอริกันต่างกล่าวหาซึ่งกันและกัน ในที่สุดจึงประกาศสงครามต่อกันเป็นลูกโซ่ กลายเป็นสงครามใหญ่ ในช่วงแรกฝ่ายมหาอำนาจกลางเป็นฝ่ายมีชัย กระทั่งในปี 2458 เรือดำน้ำเยอรมันโจมตีเรือโดยสารของอังกฤษซึ่งมีผู้โดยสารชาวอเมริกันอยู่ด้วย สหรัฐอเมริกาจึงตัดสินใจเข้าร่วมสงครามในปี 2460 ฝ่ายพันธมิตรจึงได้เปรียบมากขึ้น ในปีเดียวกันรัสเซียเริ่มมีปัญหาภายในจึงได้ถอนตัวออกจากสงคราม ฝ่ายมหาอำนาจกลางเริ่มตกเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำ ในที่สุดเยอรมนีต้องยอมเจรจาสงบศึกและลงนามใน สนธิสัญญาแวร์ซายส์ (Versailles Treaty) เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2462 ซึ่งนับเป็นวันยุติสงครามโลกครั้งที่ 1 แต่สนธิสัญญาฉบับนี้ได้ระบุให้เยอรมนีต้องรับผิดชอบจ่ายค่าปฏิกรรมสงครามจำนวนมาก ถูกลดกำลังทหารและอาวุธ ถูกยึดดินแดนอาณานิคม ทำให้เศรษฐกิจเยอรมันตกต่ำ ประชาชนตกงาน เกิดภาวะข้าวยากหมากแพงทั่วประเทศ ชาวเยอรมันโกรธแค้นมาก ฮิตเลอร์ (Adolf Hitler) ได้ก้าวขึ้นสู่อำนาจในช่วงนี้ สร้างกระแสชาตินิยม ฉีกสนธิสัญญาแวร์ซายส์ และพัฒนาอุตสาหกรรมและการทหาร จนกลายเป็นจุดเริ่มต้นของ สงครามโลกครั้งที่ 2 (World War II) ในอีก 20 ปีต่อมา สงครามโลกครั้งที่ 1 นับเป็นความขัดแย้งครั้งใหญ่ระดับโลกครั้งแรก มีผู้เสียชีวิตทั้งหมดประมาณ 8 ล้านคนและบาทเจ็บอีกกว่า 16 ล้านคน ผลของสงครามโลกครั้งที่ 1 ทำให้แผนที่ยุโรปเปลี่ยนไปเนื่องจากการล่มสลายของจักรวรรดิใหญ่ทั้งสี่ ก่อให้เกิดประเทศใหม่ ๆ อีกหลายประเทศ เศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ทั่วโลก ประเทศยุโรปหลายแห่งต่างเป็นลูกหนี้ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเติบโตจนกลายเป็นประเทศมหาอำนาจของโลกหลังจากสงครามนี้


 สงครามโลกครั้งที่ 1สงครามโลกครั้งที่ 1
ผู้บันทึก webmaster เมื่อ Friday 27 Jul 07@ 18:57:41 ICT (839 ครั้ง)
( มีต่อ... )
วันนี้ในอดีต: 27 กรกฎาคม
วันนี้ในอดีต27 กรกฎาคม พ.ศ. 2464
เฟรเดอริก แบนติง
(Frederick G. Banting) นักวิจัยประจำมหาวิทยาลัยโตรอนโต (University of Toronto) ประเทศแคนนาดา แถลงข่าวการค้นพบฮอโมน “อินซูลิน” (insulin) โดยเขากับ ชาร์ลส์ เบสท์ (Charles Herbert Best) ผู้ช่วยได้ศึกษาเรื่องกลุ่มของเซลล์ "lslets of Langerhans” ที่กระจายอยู่ในตับอ่อน (Pancreas) พบว่าเซลล์ดังกล่าวทำหน้าที่สร้างฮอร์โมนชนิดหนึ่ง ซึ่งทำหน้าที่เปลี่ยนน้ำตาลในร่างกายให้กลายเป็นความร้อนและพลังงาน พวกเขาเรียกฮอร์โมนชนิดนี้ว่า "อินซูลิน” ซึ่งมาจากรากศัพท์ภาษาละตินว่า "Insula” ที่แปลว่าเกาะ การค้นพบอินซูลินนับเป็นจุดเริ่มต้นค้นหาสาเหตุของ โรคเบาหวาน (Diabetes Mellitus/DM) ทั้งนี้ฮอร์โมนอินซูลินมีหน้าที่ช่วยให้ร่างกายเผาผลาญน้ำตาลมาใช้เป็นพลังงาน เมื่ออินซูลินในร่างกายไม่พอ น้ำตาลก็ไม่ถูกนำไปใช้ จึงเกิดการคั่งของน้ำตาลในเลือดและอวัยวะต่าง ๆ เมื่อน้ำตาลคั่งในเลือดมาก ๆ ก็จะถูกไตกรองออกมาในปัสสาวะ ทำให้ปัสสาวะหวานถึงขนาดมีมดขึ้นได้ การค้นพบอินซูลินครั้งนี้ทำให้เขาได้รับรางวัลโนเบล สาขาการแพทย์ในปี 2466  โดยแบ่งเงินรางวัลส่วนหนึ่งให้เบสท์ผู้ช่วยของเขาด้วย


 เฟรเดอริก แบนติง  อินซูลิน
ผู้บันทึก webmaster เมื่อ Thursday 26 Jul 07@ 22:07:58 ICT (330 ครั้ง)
( มีต่อ... )
วันนี้ในอดีต: 26 กรกฎาคม
วันนี้ในอดีต

26 กรกฎาคม พ.ศ. 2418
วันเกิด คาร์ล ยุง (Carl Gustav Jung) จิตแพทย์ชาวสวิส นักคิดผู้ก่อตั้งสำนัก "จิตวิทยาวิเคราะห์" (analytical psychology) เกิดที่เมืองทรัวเกา (Thurgau) แถบตะวันออกเฉียงเหนือของสวิตเซอร์แลนด์ ในวัยเด็กพ่อกับแม่ของเขาแยกทางกัน หลังจากแม่ป่วยพ่อของเขาจึงส่งเขาไปอยู่กับอา ยุงจึงเติบโตเป็นเด็กที่ชอบเก็บตัวและครุ่นคิดอยู่คนเดียว เขาหาทางออกด้วยการแกะสลักดินสอหรือเขียนชื่อตัวเองในเศษกระดาษเป็นภาษาลับ ซึ่งทำให้จิตใจของเขาสงบ ตอนแรกเขาต้องการเรียนโบราณคดี แต่ที่บ้านไม่สนับสนุน เขาจึงหันไปเรียนแพทย์ที่หมาวิทยาลัยบาเซิล (University of Basel) ในช่วงปีหลัง ๆ เขาหันมาสนใจจิตแพทย์ เขาเริ่มงานในโรงพยาบาลโรคจิตที่เมืองซูริค ปี 2449 เขาเขียนหนังสือเล่มแรกคือ "Studies in Word Association" ซึ่งได้ส่งให้ ฟรอยด์ (Sigmund Freud) นักจิตวิทยารุ่นพี่ที่กำลังมีชื่อเสียงด้วย ต่อมาทั้งสองได้กลายมาเป็นเพื่อนสนิทที่ร่วมงานกันนาน 6 ปี ก่อนจะมีความขัดแย้งทางความคิดกันในภายหลัง ในปี 2456 ยุงตีพิมพ์หนังสือ "The Psychology of the Unconscious" ซึ่งสะท้อนความคิดของเขาว่าไม่เห็นด้วยกับทฤษฎีของฟรอยด์ที่เชื่อว่า แรงขับทางเพศเป็นแรงผลักดันพื้นฐานในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ อีกทั้งบุคลิกภาพจึงไม่ได้ถูกกำหนดมาตั้งแต่วัยเด็กอย่างที่ฟรอยด์คิด แต่เปลี่ยนแปลงได้ตลอด และยังประกอบด้วยปมต่าง ๆ หรือกลุ่มของความทรงจำและความนึกคิด ซึ่งเมื่อเราเติบโตเป็นผู้ใหญ่ เราพยายามจะผสมผสานสิ่งเหล่านี้เข้าเป็นบุคลิกเฉพาะของตัวเอง หลังจากนั้นยุงหันมาพัฒนาทฤษฎีของตนเอง โดยพยายามทำความเข้าใจจิตไร้สำนึกด้วยการวิเคราะห์สัญลักษณ์ที่อยู่ลึกลงไปในประสบการณ์ทางศาสนา ตำนานปรัมปรา และความฝัน ยุงเชื่อว่าสัญลักษณ์เหล่านี้ส่วนใหญ่เกิดจาก "จิตไร้สำนึกร่วมของมนุษยชาติ" (Collective Unconscious) ซึ่งเขาเชื่อว่าความคิดและคุณค่าต่าง ๆ นั้น มนุษย์ได้รับตกทอดมาโดยไม่รู้ตัว วิธีการบำบัดของยุงจะค่อย ๆ ทำให้คนไข้ค่อย ๆ รู้สึกรวมเป็นหนึ่งเดียวกับมวลมนุษย์ ในบั้นปลายชีวิตหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 เขาออกเดินทางเพื่อเรียนรู้ปัญญาญาณของมนุษย์ในดินแดนต่าง ๆ เช่น อเมริกาเหนือ เคนย่า และอินเดีย ทำให้เขาได้เรียนรู้ศาสนา ภูมิปัญญาและความคิดอันลึกซึ้ง อาทิ พระคริสตธรรม ฮินดู พุทธ เต๋า หรือลัทธิเหตุผลนิยม (Gnosticism) และการเดินทางทำให้เขาได้พบกับ "ตัวตน" และประสบการณ์สูงสุดในศาสนา ยุงเชื่อว่ามนุษย์จะต้องมีจุดมุ่งหมายที่ไกลกว่าเพียงเรื่องของวัตถุ คือต้องไปให้ถึงจิตวิญญาณ มนุษย์เองมีขีดความสามารถซ่อนลึกอยู่ภายใน เช่นเดียวกับลูกโอ๊คที่สามารถเติบโตเป็นต้นโอ๊ค หรือดักแด้ที่สามารถเติบโตเป็นผีเสื้อปีกสวยได้ ยุงเสียชีวิตเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2504 ที่เมืองซูริค สวิตเซอร์แลนด์


คาร์ล ยุง

ผู้บันทึก webmaster เมื่อ Thursday 26 Jul 07@ 00:56:32 ICT (431 ครั้ง)
( มีต่อ... )
1791 เรื่อง (180 หน้า, 10 เรื่องต่อหน้า)
[ 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | 32 | 33 | 34 | 35 | 36 | 37 | 38 | 39 | 40 | 41 | 42 | 43 | 44 | 45 | 46 | 47 | 48 | 49 | 50 | 51 | 52 | 53 | 54 | 55 | 56 | 57 | 58 | 59 | 60 | 61 | 62 | 63 | 64 | 65 | 66 | 67 | 68 | 69 | 70 | 71 | 72 | 73 | 74 | 75 | 76 | 77 | 78 | 79 | 80 | 81 | 82 | 83 | 84 | 85 | 86 | 87 | 88 | 89 | 90 | 91 | 92 | 93 | 94 | 95 | 96 | 97 | 98 | 99 | 100 | 101 | 102 | 103 | 104 | 105 | 106 | 107 | 108 | 109 | 110 | 111 | 112 | 113 | 114 | 115 | 116 | 117 | 118 | 119 | 120 | 121 | 122 | 123 | 124 | 125 | 126 | 127 | 128 | 129 | 130 | 131 | 132 | 133 | 134 | 135 | 136 | 137 | 138 | 139 | 140 | 141 | 142 | 143 | 144 | 145 | 146 | 147 | 148 | 149 | 150 | 151 | 152 | 153 | 154 | 155 | 156 | 157 | 158 | 159 | 160 | 161 | 162 | 163 | 164 | 165 | 166 | 167 | 168 | 169 | 170 | 171 | 172 | 173 | 174 | 175 | 176 | 177 | 178 | 179 | 180 ]
ชื่อเรียก

รหัสผ่าน

ถ้าท่านยังไม่ได้เป็นสมาชิก? ท่านสามารถ สมัครได้ที่นี่ ในการเป็นสมาชิก ท่านจะได้ประโยชน์จากการตั้งค่าส่วนตัวต่างๆ เช่น ฉากหรือพื้นโปรแกรม ค่าอ่านความคิดเห็น และการแสดงความเห็นด้วยชื่อท่านเอง
สารคดีเล่มล่าสุด
เรื่องเด่นในฉบับ
  • สารคดีพิเศษ : ๑ ศตวรรษธนาคารไทย
  • สิ่งแวดล้อม : เขื่อนสลายกำลังคลื่น “ขุนสมุทรจีน 49 A2”
  • โบราณชีววิทยา : นิทรรศการไดโนเสาร์ ที.เร็กซ์ “ซู” มาถึงเมืองไทย
  • “นายรอบรู้” : เที่ยวเมืองไทยตามคำขวัญ นนทบุรี
คุณคิดเห็นอย่างไรที่รัฐบาลไทยจะอนุญาตให้มีการทดลองปลูกพืช GMO ในระดับไร่นาทั่วไปอีกครั้ง

เห็นด้วย
ไม่เห็นด้วย



ผลสำรวจ
แบบสำรวจอื่นๆ

จำนวนผู้ลงคะแนน: 287
คำแนะนำ: 0
นิตยสาร สารคดี
รับสมัคร
ผู้ดูแลเว็บไซต์ (เว็บมาสเตอร์) ๑ ตำแหน่ง
 อ่านรายละเอียด
“ค่ายนักเขียนสารคดีสะท้อนปัญหาสังคม ครั้งที่ 4”
เปิดแล้วจ้า
รับสมัครตั้งแต่วันที่ 15 ต.ค. – 30 พ.ย. 2550
 อ่านรายละเอียด

สมัครสมาชิก 
"สารคดี"1 ปี
จาก 1,440 บาท เหลือเพียง 1,250 บาท
รับฟรี กระเป๋าสารคดี

 รับฟรี กระเป๋าสารคดี
ห้องภาพสารคดี
ห้องภาพสารคดี




คู่มือนำเที่ยวมะละกา


โดย : ปริวัฒน์ จันทร
ราคา : 240 บาท

มะละกามีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 6 ศตวรรษ ร่วมสมัยกับกรุงศรีอยุธยา แม้จะไม่ได้เป็นเมืองใหญ่โต ไม่มีโบราณสถานมหึมา หากแต่ดินแดนแถบนี้กลับมีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่น่าสนใจ เป็นดินแดนที่วัฒนธรรมตะวันตกมาพบกับวัฒนธรรมตะวันออก และเคยเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุดจนได้รับการขนานนามว่า "ศูนย์กลางการค้าแห่งภูมิภาคตะวันออก" คู่มือท่องเที่ยวมะละกาเล่มนี้ ได้รวบรวมทั้งข้อมูลประวัติศาสตร์ของมะละกา การเดินทาง แพ็คเกจทัวร์ ที่กิน ที่เที่ยว ที่พัก ที่ซื้อของฝาก รวมทั้งสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญทางประวัติศาสตร์ อาทิ ย่านภูเขาซำปอกง ย่านเนินเขาเซนต์ปอล ย่านจัตุรัสดัตช์สแควร์ ฯลฯ พร้อมทั้งภาพประกอบและแผนที่สวยงาม ขนาดเหมาะมือ


[ ข้อมูลเพิ่มเติม คลิกที่นี่ ]

Sarakadee Bookstore
หน้าแรก นิตยสารสารคดี ห้องนักเขียนสารคดี ห้องภาพสารคดี แผนฝังเว็บไซต์ กระดานสนทนา ส่งข่าวสาร-บทความ ร้านหนังสือสารคดี Link

You can syndicate our news using the file backend.php or ultramode.txt
การสร้างหน้าเอกสาร: 0.45 วินาที
:: fiapplegreen 2.10 phpbb2 style by Daz :: PHP-Nuke theme by coldblooded www.nukemods.com :: Thai Edition by ThaiNuke.org ::