สารคดี
· หน้าแรก
· เรื่องทั้งหมด
· ยอดฮิตติดอันดับ
· เข้าสู่ระบบ
· เผยแพร่ข่าวสาร
· ค้นหา
· ติดต่อเรา
· นิตยสาร สารคดี ฉบับที่ 227 - ปัจจุบัน
· นิตยสาร สารคดี
   ฉบับที่ 166 - 226

· โลกรายเดือน

ปิดค่ายนักเขียนสารคดี ครั้งที่ ๖ ทบทวนความรู้ ก่อนเข้าสู่สนามจริง   (31/08/10)


  roundaboutARTS - เสือไทยนิรนาม

ตัวอย่างVDO : สารคดี : KATSUSHIKA HOKUSAI ชอง BBC (05/11/09)


  Oneton - วันชัย ตัน

ยี่สิบปี รำลึกสืบ นาคะเสถียร (23/08/10)


  อุษาคเนย์ - สุเจน

สงครามที่ริมน้ำเทิน (31/01/10)


  เขียนข้างเปล - จันทร์ส่งแสง

ลูกปลูกต้นไม้-บนกระดาษ (31/08/10)


  Free as a Birds - รุ่งโรจน

เขตปลอดนกพิราบ (23/02/10)


  Bike is All Around - เสือจุ่น

24 ชั่วโมง จักรยานจะไปได้ไกลถึงไหน ในถนนประชาธิปไตย  (11/05/10)


  รอยต่อแห่งยุคสมัย -Pyramid

นักท่องเที่ยวกับคนทำมาหากิน (02/08/09)


  ยังมีที่ว่างรอให้เติมเต็ม -ยัติภังค์

ฝันโคตรโคตร -จุดจบคือการเริ่มต้น – การเริ่มต้นคือจุดจบ (11/11/09)


· เยี่ยมบ้านแฟนพันธุ์แท้ สารคดี[ 0 comments - 385 reads ]
· ขอเชิญร่วมงานอ่าน ฟังบทกวี ครั้งที่ ๘ “มนุษย์ไม่ใช่ศัตรูของเรา ?”[ 0 comments - 1266 reads ]
· รับสมัครด่วน : พนักงานบัญชี 1 ตำแหน่ง[ 0 comments - 1058 reads ]
· ๒๕ ปี สารคดี จัดคาราวานแจกนิตยสาร ๓๐๐ ชุด[ 0 comments - 644 reads ]
· หนังสือในเครือสำนักพิมพ์สารคดี กับรางวัลเซเว่นบุ๊คอวอร์ด ครั้งที่ 7[ 0 comments - 799 reads ]

[ More in News Section ]
แดนสรวง และ ดล สังวรเวชภัณฑ์ พ่อกับลูก ในจักรวาลที่เคลื่อนไป

(548 total words in this text)
(5019 reads)   Printer Friendly Page




คุณผู้อ่านยังจดจำความคิด ความรู้สึกแรกที่ลากเส้นให้เป็นวงกลมได้ไหม
 วงกลมวงแรกของเราเป็นอย่างไร บิดเบี้ยวขนาดไหน แรงที่ใช้กดลงไปบนกระดาษมากน้อยเท่าไร  ย้อนไปหลายปี...หลายสิบปีก่อน ใครยังจำได้บ้าง
 จะว่าไปวงกลมวงแรกก็อาจไม่ได้สลักสำคัญอะไรกับชีวิตในปัจจุบันของเราขนาดจะต้องจำมันให้ได้  ถึงแม้มันอาจจะมีความสัมพันธ์กับพัฒนาการการขีดเขียนหรือวาดรูปของเราอยู่บ้าง แต่ก็ใช่ว่าจะต้องนึกถึงประวัติส่วนบุคคลเรื่องนี้ให้ออก
 แดนสรวง สังวรเวชภัณฑ์ ก็จำมันไม่ได้ แต่เขามีโอกาสพิเศษที่ได้อยู่ในเหตุการณ์นั้นใหม่อีกครั้งหนึ่ง ได้เห็นว่า "เด็กเริ่มเขียนอย่างนี้เอง" ก็ในวันที่ ดล สังวรเวชภัณฑ์ เขียนวงกลมแรกให้เห็น

 

 อายุห่างกัน ๔๐ ปี  ดลมียีนของแดนสรวงอยู่ในร่างกายครึ่งหนึ่ง  เขาเป็นลูกชายคนแรก เป็นเด็ก อายุ ๖ ปี เพิ่งเขียนวงกลมมาได้ไม่กี่ปี ไม่เคยเข้าโรงเรียนศิลปะ และไม่เคยแสดงงานมาก่อนเลย  ส่วนแดนสรวงเป็นพ่อ เป็นผู้ใหญ่ อายุ ๔๖ ปี เขียนวงกลมมามากมายนับไม่ถ้วน เรียนจบโรงเรียนศิลปะมานานแล้ว และแสดงงานมาแล้วอย่างน้อย ๑๐ ครั้ง
 ในผลงานชุด "Double Nature : ธรรมะ + ธรรมชาติ" พ่อลูกทั้งสองทำงานด้วยกัน บนกระดาษ บนแคนวาส และบอร์ดไม้เดียวกัน  ในเวลา ๒ ปี ภาพวาดของปลา หนอน ดักแด้ และผีเสื้อนานาชนิด ที่ถูกเลือกออกมาจำนวน ๔๐ ชิ้น ก็ปรากฏตัวขึ้นอย่างเงียบสงบบนผนังหอศิลป์จามจุรี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อเดือนก่อน
 พ่อและลูกไม่ได้นึกมาก่อนเลยว่า จะมีใครเคยทำงานศิลปะแบบนี้มาบ้างแล้วหรือเปล่า

เส้นและวงกลม
 เรื่องนี้ตั้งต้นเมื่อดลอายุ ๒ ขวบ เขาใช้ดินสอและสีเทียนขีดเขียนลงบนกระดาษ  เส้นยาว ๆ เส้นโค้งๆ และเส้นคด ๆ เหล่านั้นทำให้ผู้ใหญ่พิศวง อย่างกับว่าเส้นเหล่านั้นมีความลับอยู่
 "พอเขียนวงกลมได้เขาก็เฮ  เป็นความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ที่เขาสามารถบังคับเส้นให้โค้งจนบรรจบกันเป็นวงกลมได้  หลังจากนั้นเขาก็เริ่มเขียนวงกลมซ้ำ ๆ วนไปวนมา  เราเริ่มคิดในแบบของเราว่า ก่อนมาเขามาที่นี่ เขาผ่านอะไรมาจากไหน  เหมือนในความทรงจำในสมองยังไม่มีก็จริง แต่เหมือนเขาคุ้นเคยมาก่อน เป็นสิ่งที่ระลึกได้จากวงจรทั้งหมดที่เขาเคยเป็นส่วนหนึ่ง"

 

 แม้เส้นและวงของดลยังไม่ถึงกับเป็นที่มาที่แท้จริงของผลงานชุดนี้ แต่ก็มีพลังบางอย่างบรรจุอยู่มากพอจะทำให้พ่อเกิดความสนใจร่องรอยที่มาจาก "สมองที่ยื่นออกมาจากตัว" ของลูกได้  สำหรับดล เส้นที่บรรจบกันเป็นวงกลม (และวงรีในโอกาสต่อมา) กำลังจะใช้แทนค่ารูปทรงของสรรพสิ่งรอบตัวได้อีกมากมายจนนับไม่ถ้วน
 "เขียนวงกลมไปได้สักพัก ก็เขียนวงรี พอจุดลงไปก็กลายเป็นปลาแล้ว  เราก็เห็นว่าเขาชอบเขียน  คือการเขียนเป็นการเล่นอย่างหนึ่ง  ตื่นเช้ามาก็ต้องเอากระดาษให้เพราะเขาอยากเขียน"
 ร่องรอยแรก ๆ ของดลที่ปรากฏเป็นรูปปลาเกิดขึ้นหลังจากการเที่ยวชมปลาในตู้ปลาน้อยใหญ่ตามสถานที่ต่าง ๆ  พ่อของดลเห็นแล้วรู้สึกว่าน่าจะนำรอยขีดเขียน "เส้นที่เป็นธรรมชาติ" ของดลมาใช้เป็นวัตถุดิบในงานศิลปะของพ่อได้
 ดลเขียนรูปปลาเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และเลยไปถึงสัตว์พันธุ์ต่าง ๆ ไม่ยอมหยุด  เขียนทั้งบนกระดาษและเลยออกไปบนฝาบ้าน  พ่อจึงคิดอีกทีว่า ถ้าให้ดลมาทำงานด้วยกันน่าจะสนุกกว่า
 "พอเริ่มเขียนอยู่แต่ปลา เราก็เริ่มมองเห็นถึงความเป็นไปได้ที่จะทำต่อ จึงหาวิธีการทำงานร่วมกัน  จนกลายเป็นกิจวัตรเลยว่า เวลาไปดูปลา ไปทะเล หรือไปเที่ยวที่ไหน ก็จะกลับมาเขียนรูปกัน"

ปลาตัวเดียวกับปลาหลายตัว
 พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำบางแสนเป็นที่ที่ครอบครัวนี้ "ผ่านก็ต้องแวะ"  ดลได้เห็นปลาตัวเล็กตัวน้อยจนถึงปลาหมอทะเล-ดาราสำหรับเด็กทุกรุ่น-ในอะควาเรียมขนาดใหญ่  พ่อบอกว่ามันเป็นลุงของดลได้

 "เรารู้สึกว่าทำไมเด็กทุกคนชอบดูปลา คล้าย ๆ มันมีมนต์สะกดบางอย่าง  เข้าไปดูตู้ปลา เห็นปลาแล้วดูได้เพลิดเพลินใจ  มาสังเกตดูทีหลังว่า เวลาปลามันเคลื่อนที่ มันเหมือนอยู่ในจักรวาล มันบิน มันเหาะ มันล่องลอย  เราก็โยงไปเรื่องเดิมว่าเป็นสิ่งที่เขาคุ้นเคยมาก่อน  เราคิดแบบของเราว่า เด็กทุกคนเคยท่องจักรวาลมาก่อน ก่อนที่จะมาเกิด"
 แดนสรวงตั้งข้อสังเกตว่า สำหรับเด็กแล้ว การเขียนภาพปลาง่ายมากกว่าเขียนรูปสัตว์อย่างอื่นที่มีแขนขา เพราะรูปทรงวงกลมวงรีเหล่านั้นสามารถทาบซ้อนกับตัวปลาได้
 นอกจากปลา "เป็น" ในตู้ปลาเล็กและอควาเรียมใหญ่ ดลยังเห็นปลา "ไม่เป็น" ในโปสเตอร์รูปปลาที่ขายในตลาดนัด  เขาจับสังเกตลักษณะความหลากหลายของปลาได้ว่า ปลากระโทงแทงมีปากแหลม ส่วนปักเป้าตัวกลมและมีหนาม และปลาไหลก็ตัวยาว ๆ  ยามตามแม่ไปจ่ายตลาด ดลยังขอร้องให้แม่ซื้อปลาแบบใหม่ เพราะเขาอยากกินปลาชนิดที่ไม่ซ้ำเดิมเลย  แม่ค้าพ่อค้าร้านขายปลาที่ตลาดนัดเรียกดลว่าเป็น "อธิบดีกรมประมง"  ค่าที่ดลสามารถจำแนกแจกแจงชื่อของปลาต่าง ๆ ได้อย่างชำนิชำนาญ
 "ปลาหลาย ๆ ตัวที่มันแตกต่างกัน ทำให้เขารู้จักปลามากขึ้น  เด็กบางคนรู้จักปลา เขียนรูปปลา ก็แต่ในแง่ที่ปลาเป็นสัตว์ว่ายน้ำได้เท่านั้น"
 สำหรับดล ความหมายของปลาอยู่ในเผ่าพันธุ์ปลาทั้งหลายที่มีความผิดแผกแตกต่างกันทั้งรูปร่างลักษณะจนถึงการดำรงชีวิตของมัน  ดลเริ่มรู้จักปลาอย่างลึกซึ้งและกว้างขวาง  เขาได้เรียนรู้ว่าปลาใช้เหงือกหายใจ แต่วาฬ ซึ่งเขาจัดให้อยู่ในหมวด "ปลาที่ไม่ใช่ปลา" นั้นหายใจทางปอดและพ่นน้ำออกจากรูทางหัว  นับวัน ปลาของดลก็ค่อย ๆ มีรายละเอียดเพิ่มขึ้น ตั้งแต่ขนาด รูปทรง รวมทั้งครีบหลัง ครีบอก และครีบหางด้วย 

 

 ถึงตอนนี้ คู่มือดูปลาสำหรับเด็กเล่มบาง ๆ ที่เคยใช้อยู่บรรจุปลาเอาไว้ไม่มากพอเท่าที่ดลอยากจะรู้  พ่อต้องพาดลไปหาดูปลาเพิ่ม ทั้งจากของจริงและจากหนังสารคดี  ครั้นเมื่อไปร้านหนังสือ ดลก็เลือกหนังสือเกี่ยวกับปลาโดยไม่สนใจหนังสือสำหรับเด็ก  (แม่ของดลเปิดเผยกับ สารคดี ว่าถูกลูกบังคับให้อ่านเรื่องปลาจนแม่ง่วง)  ดลจึงรู้จักพฤติกรรมและรู้จักแหล่งที่อยู่ของปลาแต่ละชนิด ขนาดที่พ่ออำดลไม่ได้ว่าปลาช่อนมันว่ายขึ้นมาบนชายหาด  และขนาดที่ดลสามารถ "บรีฟ" ชื่อเสียงเรียงนามของปลาให้แม่ฟังได้ เมื่อไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำบางแสนและบางไทรด้วยกัน
 "พอถึงปลาแซลมอนก็เริ่มมีเรื่องวงจรชีวิตเข้ามาเกี่ยวข้อง  เขาก็เริ่มสนุกกับเรื่องวงจรชีวิตของปลาแซลมอนที่เดินทางกลับขึ้นไปยังแม่น้ำที่เคยอยู่เพื่อไปวางไข่  รูปทรงของมันก็เปลี่ยนไป ปากของมันค่อย ๆ เหยินมากขึ้น ตัวจะแดง และตายไปหลังจากวางไข่ ไม่ได้อยู่จนแก่ตาย  ส่วนตัวเล็กก็ว่ายลงสู่ทะเลแล้วโตใหม่อีกครั้ง"
 การเรียนรู้เรื่องหนึ่งมักจะพาให้ดลสนใจอีกเรื่องหนึ่งและอีกหลายเรื่องต่อไปได้ไม่รู้จบ  ช่วงไหนดลฮิตอะไร ก็จะเห็นดลเขียนสัตว์เหล่านั้นบ่อยเป็นพิเศษ  นี่เป็นขั้นตอนที่ทำให้เขาจดจำมันได้
 ยิ่งดลวาด พ่อยิ่งเห็นว่ากระบวนการทางศิลปะมีส่วนสำคัญในการเรียนรู้มากเพียงใด  ในวัยก่อนเข้าเรียน ของเล่นของดลคือหนังสือทำมือว่าด้วยปลาสามเล่มที่ดลวาด และขอให้แม่ช่วยเย็บเล่มและเขียนชื่อหนังสือบนปกให้ (เพราะยังเขียนเองไม่ได้)  หนังสือทั้งสามเล่มนั้นคือ ปลาน้ำจืด ปลาน้ำเค็ม และปลาที่ไม่ใช่ปลา (รวมสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่อยู่ในน้ำ เช่น วาฬ โลมา พะยูน)

 

ปลวกและหนอนมะนาว
 เหตุผลหนึ่งที่ปลาเป็นสัตว์ตัวแรก ๆ ที่ดลได้รู้จัก เกี่ยวข้องกับการเติบโตทางกายภาพของดล  ตอนแรกที่ดลยังเล็ก "เคลื่อนไหวไม่คล่อง และยังออกสู่โลกภายนอกเองไม่ได้" พ่อพาไปดูปลา เดินน้อยหน่อย อุ้มมากหน่อย  แต่พอดลโตขึ้นเริ่มเดินและวิ่งได้เอง ตอนเช้าที่พ่อแม่พาดลและแดน (น้องชาย-อายุห่างจากดล ๔ ปี) ไปเดินเล่นริมบึงข้างหลังหมู่บ้าน ดลก็เริ่มดู-เก็บ-เขี่ยมดปลวกและหนอนเล่น  ดลได้เห็นปลวกขึ้นต้นยูคาลิปตัสเป็นทาง พอถูกเขี่ย ดลก็พบว่ามีปลวกงานออกมาซ่อมรัง บางทีก็มีปลวกทหารมาขับไล่ศัตรู  กลับถึงบ้านดลเปิดหนังสือหาดูว่าเป็นปลวกอะไร  วันหนึ่งดลดีใจเอามาก ๆ ที่ปลวกมากินหนังสืออยู่ในบ้าน  เขาอยากให้ปลวกนางพญามาทำรังในบ้านเดียวกันถึงกับเตรียมดินไว้ให้มันทำรังเมื่อมีแมลงเม่าบินเข้ามาในบ้าน
 ปลวกนั้นเรื่องหนึ่ง  ที่ดลสนใจมากและสนใจนานคือชุดหนอน ดักแด้ และผีเสื้อ จนเขียนภาพชุดนี้ไว้มากมาย
 เหตุเกิดเมื่อมีนกปรอดกับนกกางเขนบ้านหมั่นบินมาเกาะเพิงหน้าบ้านเป็นประจำ
 "สงสัยว่ามันมาทำอะไร ปรากฏว่านกมากินหนอนมะนาวที่กินใบมะกรูด  เราก็ช่วยหนอนด้วยการเอาหนอนมาเลี้ยง เอาใบมะกรูดให้กินจนมันโตขึ้นเป็นหนอนสีเขียวสดตัวอ้วน  แล้วก็ไปเปิดหนังสือดูกัน เลยรู้ว่าหนอนจะกลายเป็นผีเสื้อหางติ่ง  สักพักมันกลายเป็นดักแด้ และเป็นผีเสื้อจริง ๆ"
 คราวนี้ดลสนุกใหญ่ ไปเก็บไข่ใบจิ๋วสีเหลืองที่ผีเสื้อมาไข่ไว้บนใบมะกรูด เอามาเลี้ยงในกล่องเลี้ยงแมลงอีก จนมันโตกลายเป็นผีเสื้อ

 

 เมื่อรู้จักกับผีเสื้อหางติ่งแล้ว ผีเสื้อหนอนกระท้อน ผีเสื้อถุงทอง ผีเสื้อหนอนใบรัก ผีเสื้อหนอนจำปี ผีเสื้อหนอนกะหล่ำ ก็ตามมาไม่ได้ขาด  ดลจำแนกและรู้จักลักษณะความแตกต่างของผีเสื้อกลางวัน (butterfly) และผีเสื้อกลางคืน (moth) ได้  และครั้นได้เห็นได้รู้จักตัวไหนแล้ว ดลก็อยากเอามาเลี้ยงดูใกล้ ๆ ถึงขั้นจะปลูกต้นไม้ที่หนอนชอบไว้ให้เป็นแหล่งอาหารโดยเฉพาะ  หนังสือผีเสื้อที่พ่อซื้อเก็บไว้ตั้งนานก็ถูกดลเปิดแล้วเปิดอีกจนหน้ากระดาษหลุดขาด
 จากผีเสื้อ ดลจึงรู้จักพันธุ์ไม้ต่อไปอีก (หลังจากที่รู้จักพืชผักสวนครัวไปนานแล้ว)
 "นเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ต่อยอดขึ้นไปเรื่อย ๆ โดยมีการขีดเขียนเป็นตัวตอกหมุดสร้างร่องรอยความจำลงไป เขาไม่รู้สึกว่าเป็นการเรียน เพราะว่าเขาสนุก"

พ่อ
 การเรียนรู้และการวาดรูปสัตว์-พืชต่าง ๆ ควบคู่กันไปของดล ทำให้พ่อได้ทบทวนเรื่องที่เคยเรียนรู้มาบ้าง  บางอย่างอาจเคยได้รู้มาแล้วลืมไป บางอย่างไม่เคยรู้มาก่อน หรือบางอย่างไม่สนใจจะรู้ในตอนเป็นเด็ก  พอได้เรียนรู้อีกทีพร้อมกับดล พ่อก็ได้เห็นและเข้าใจธรรมชาติในระดับที่ต่างออกไป  แต่ทั้งสองก็ร่วมขบวนการเรียนรู้โลกนี้ไปด้วยกัน
 อย่างเรื่องวงจรชีวิตของสัตว์ เราอาจเห็นเป็นขั้นตอนของชีวิตที่หมุนเวียนอยู่อย่างนั้น แต่ในอีกระดับหนึ่งคือการทำหน้าที่ตามธรรมชาติ เช่นเดียวกับการหมุนเวียนของกลางวันและกลางคืน
 การที่ดลเขียนรูปลูกอ๊อดและไข่กบลงในภาพเขียนรูปกบตัวเต็มวัยที่พ่อเขียนทิ้งไว้นานเป็นสิบปี ย่อมเป็นรูปธรรมที่บอกถึงความเข้าใจของดลเรื่องวงจรชีวิตสัตว์ได้ดี

 

 พ่อของดลเชื่อว่า "ด็กต้องเรียนรู้ความหมายของสรรพสิ่งต่าง ๆ จากความเป็นจริงในธรรมชาติ  รู้จักจำแนกรูปทรงพื้นฐานต่าง ๆ ได้ เช่น วงกลม สี่เหลี่ยม สามเหลี่ยม เมื่อเอารูปทรงเหล่านี้ไปทาบกับสิ่งต่าง ๆ ในธรรมชาติ เขาก็จะรู้จักกับสรรพสัตว์อย่างสนุกสนาน  แต่ถ้าเป็นนิทาน เด็กจะเรียนรู้ในเชิงจินตนาการหรือในขั้นตอนเรื่องเล่าง่าย ๆ ซึ่งเราไม่สนใจเรื่องพวกนี้  เราคิดว่าการเรียนรู้รูปลักษณะต่าง ๆ ตามความเป็นจริงน่าจะสำคัญและสนุกกว่า เขาประสบผลสำเร็จในการเข้าถึงความรู้ด้วยการเรียนรู้จากของจริงในธรรมชาติ  หลัง ๆ ลูกก็รู้เลยว่าอันไหนเป็นรูปถ่าย อันไหนเป็นรูปวาด"
เมื่อดลเขียนรูปสัตว์ เขาลากเส้นจากหางมาหัวโดยไม่ยกดินสอ  พ่อคิดว่าเป็นเรื่องแปลก เพราะในสายตาของผู้ใหญ่ หางไม่ใช่ส่วนสำคัญอะไร  เป็นไปได้ไหมว่าเด็กจับ (capture) เอาลักษณะรูปร่างและตำแหน่งสำคัญของสัตว์ โดยไม่แยกแยะความแตกต่างในแง่ความสำคัญของอวัยวะและสัดส่วน  ดังนั้นไม่ว่าจะขึ้นตรงไหนก็ไม่สำคัญเพราะมันทำให้เกิดรูปร่างได้เหมือนกัน
 "เรารู้สึกว่าเด็ก ๆ ไม่ใช้เวลานานหรอก เขาจับเอาแต่แก่นสาระ คือตำแหน่งของรูปทรงเท่านั้น  จับตำแหน่งไม่กี่จุดก็รู้ว่า แมนตาเรย์ (manta ray-กระเบนราหู) มีปีก  อย่างอื่นไม่ต้องดูว่าเป็นอย่างไร  แต่ถ้าให้เวลานาน เขาก็จะจับเรื่องเฉดสี ท่าทาง ท่วงทีเข้าไปมากขึ้น นั่นคือความเป็นธรรมชาติ"
 
เมื่อผู้ใหญ่ไม่อยู่ส่วนผู้ใหญ่ เด็กไม่อยู่ส่วนเด็ก
 พอเห็นว่าดลน่าจะใช้การได้  พ่อจึงให้ดลเขียนรูปบนแคนวาส บอกว่าเดี๋ยวเราจะแสดงงานกัน
 ที่ตั้งใจไว้ งานนี้ไม่ใช่ทั้งศิลปะเด็ก ทั้งศิลปะผู้ใหญ่ และสมัครใจจะไม่คิดถึงกฎเกณฑ์ดั้งเดิมจำพวกองค์ประกอบ (composition) และไม่วางแผนแง่ทัศนียธาตุ (art elements) มากนัก  แต่ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติ  พ่อเป็นฝ่ายสร้างแรงบันดาลใจให้ลูกด้วยการหาวัสดุอุปกรณ์ ดินสอ และสีนานาชนิดไว้ให้  ดลคิดและถ่ายทอดสิ่งที่พบเห็นมาอย่างไร พ่อก็คิดและถ่ายทอดตามไปอย่างนั้น  กระบวนการนี้มีชื่อที่พ่อของดลเรียกไว้ว่า "กระบวนการควบกล้ำ"

 

 ลองนึกถึงกระบวนการเปล่งเสียงคำควบกล้ำให้ออกมาเป็นคำคำเดียวกัน เป็นกระบวนการที่เราปล่อยเสียงออกมาเหลื่อมเวลากันเล็กน้อย  งานของพ่อกับลูกคู่นี้ก็เป็นอย่างนั้น คือปล่อยออกมาด้วยเวลาที่ต่างกัน ทั้งเวลาที่ต่างกันในแง่ความก่อนหลังของการเขียนรูป (ลูกเขียนก่อน พ่อเขียนทีหลัง) และความก่อนหลังในแง่วัย (พ่อเกิดก่อน ลูกเกิดหลัง)
 ภาพผลงานของพ่อลูกที่เรียนและรู้มาด้วยกัน เลียนกันและกัน และหลายหนก็เล่นอยู่ด้วยกัน ปรากฏบนแผ่นกระดาษ บนผ้าใบ บนผ้าใบที่ใหญ่ขึ้น บอร์ดไม้ หลายสิบชิ้น ด้วยเทคนิควิธีที่แตกต่างหลากหลายไปตามโอกาสและความพึงใจของผู้เขียน
 "Double Nature : ธรรมะ + ธรรมชาติ" จึงไม่ได้หมายถึงแต่ผลงานของสองพ่อลูกเท่านั้น แต่เป็น กระบวนการหนึ่งที่ลูกและพ่อเรียนรู้สิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ด้วยกัน  ลูกเรียนรู้ธรรมชาติของโลกภายนอก ของสิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิต  พ่อเรียนรู้ผ่านธรรมชาติของตัวลูก
 ธรรมชาติเรียนรู้เราหรือเปล่า เราไม่รู้  แต่ว่าเราเรียนรู้ธรรมชาติ เรียนรู้ธรรมชาติของลูก ลูกเรียนรู้ธรรมชาติของเรา  ถ้าเรารู้จักความหมายที่ซ่อนอยู่ในธรรมชาติ เราก็น่าจะเคารพว่ามันควรจะอยู่อย่างไร ควรจะสอดคล้องกันอย่างไร
 "เหมือนกับการมีชีวิตเพื่อที่จะรับรู้และรู้จักสิ่งที่ปรากฏอย่างเป็นจริงที่สุด  และความเป็นจริงที่สุดนี้ก็อยู่ในทุก ๆ สิ่งที่ปรากฏ ซึ่งทาบซ้อนทับกันไปทับกันมา  มันคือธรรมะที่ซ่อนตัวอยู่ในธรรมชาติ ซึ่งจะปรากฏเมื่อเราได้เรียนรู้ความจริง"

ลูกและศิลปะ
 ตอนนี้ดลยังไม่อยากเป็นศิลปินอย่างที่ใคร ๆ มักจะถาม และไม่มีผู้ใหญ่คนไหนบังคับให้ดลเป็น
 "เราเคยคุยกันว่ามันมีอาชีพอะไรบ้าง  ถ้าดลสนใจปลา อยากอยู่กับท้องทะเล และรู้จักพันธุ์ปลาต่าง ๆ  ดำน้ำดูปลาอย่างอาจารย์ธรณ์ (ดร. ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์)  ดลจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ทางทะเล  ถ้าสนใจแมลง รู้จักแมลงพันธุ์ต่าง ๆ  รู้จักการแพร่พันธุ์ของมัน รู้จักการเชื่อมโยงระหว่างพืชกับแมลง ดลก็จะเป็นนักกีฏวิทยา  ถ้าดลอยากสร้างตึก ทำเมืองใหญ่ ๆ ดลก็จะเป็นสถาปนิก"

 แล้วอยู่ ๆ วันหนึ่ง ดลก็บอกพ่อว่า ดลอยากเป็นนักกีฏะ  รายงานล่าสุดก็ยังยืนยันคำตอบเดิมอยู่ (กรกฎาคม ๒๕๔๗)
 อย่างไรก็ตาม ภาพรุ่นหลัง ๆ ของดลก็บอกอยู่ว่าเขากำลัง "สน" อนาคอนดายาว ๘ เมตรแห่งป่าฝนเขตร้อนในทวีปอเมริกาใต้  เขาอยากเห็นตัวคาพีบารา (capybara-หนูกินีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก) อาหารของอนาคอนดาด้วย
 ไม่ว่าดลจะอยากเป็นอะไรก็ตาม พ่อแดนสรวงคงชวนดล (และแดน) ทำงานศิลปะต่อไปเรื่อย ๆ  เพราะพ่อเชื่อว่าศิลปะยุคใหม่คือการรวบรวมและเชื่อมโยงความรู้ต่าง ๆ เข้าด้วยกัน  "ในช่วงก่อนทุกคนบอกว่า ศิลปะคือการค้นหาความจริงของความงาม แต่ทุกวันนี้ศิลปะกำลังค้นหาความงามของความจริง"
    ....................................

ติดต่อและติดตามความเคลื่อนไหวของพ่อลูกได้ที่ : dokkma@yahoo.com และ www.doublenature.com

  

[ Back to ฉบับที่ 234 > สิงหาคม 47 ปีที่ 20 | Sections Index ]
ติดต่อ เว็บไซต์ และ นิตยสาร สารคดี : บริษัทวิริยะธุรกิจ จำกัด
28-30 ถนนปรินายก แขวงบ้านพานถม เขตพระนคร กรุงเทพฯ 10200
โทร: 02-281 6110 (อัตโนมัติ), Fax: +66 (0) 2282 7003 E-mail : contact@sarakadee.com
© CopyRight, All Rights reserved. สงวนลิขสิทธิ์ ในนามบริษัทวิริยะธุรกิจ จำกัด 


Page Generation: 0.13 Seconds
:: fiapplegreen 2.10 phpbb2 style by Daz :: PHP-Nuke theme by coldblooded www.nukemods.com :: Thai Edition by ThaiNuke.org ::