แดนสรวง และ ดล สังวรเวชภัณฑ์ พ่อกับลูก ในจักรวาลที่เคลื่อนไป
(548 total words in this text) (5019 reads) 

คุณผู้อ่านยังจดจำความคิด ความรู้สึกแรกที่ลากเส้นให้เป็นวงกลมได้ไหม วงกลมวงแรกของเราเป็นอย่างไร บิดเบี้ยวขนาดไหน แรงที่ใช้กดลงไปบนกระดาษมากน้อยเท่าไร ย้อนไปหลายปี...หลายสิบปีก่อน ใครยังจำได้บ้าง จะว่าไปวงกลมวงแรกก็อาจไม่ได้สลักสำคัญอะไรกับชีวิตในปัจจุบันของเราขนาดจะต้องจำมันให้ได้ ถึงแม้มันอาจจะมีความสัมพันธ์กับพัฒนาการการขีดเขียนหรือวาดรูปของเราอยู่บ้าง แต่ก็ใช่ว่าจะต้องนึกถึงประวัติส่วนบุคคลเรื่องนี้ให้ออก แดนสรวง สังวรเวชภัณฑ์ ก็จำมันไม่ได้ แต่เขามีโอกาสพิเศษที่ได้อยู่ในเหตุการณ์นั้นใหม่อีกครั้งหนึ่ง ได้เห็นว่า "เด็กเริ่มเขียนอย่างนี้เอง" ก็ในวันที่ ดล สังวรเวชภัณฑ์ เขียนวงกลมแรกให้เห็น

อายุห่างกัน ๔๐ ปี ดลมียีนของแดนสรวงอยู่ในร่างกายครึ่งหนึ่ง เขาเป็นลูกชายคนแรก เป็นเด็ก อายุ ๖ ปี เพิ่งเขียนวงกลมมาได้ไม่กี่ปี ไม่เคยเข้าโรงเรียนศิลปะ และไม่เคยแสดงงานมาก่อนเลย ส่วนแดนสรวงเป็นพ่อ เป็นผู้ใหญ่ อายุ ๔๖ ปี เขียนวงกลมมามากมายนับไม่ถ้วน เรียนจบโรงเรียนศิลปะมานานแล้ว และแสดงงานมาแล้วอย่างน้อย ๑๐ ครั้ง ในผลงานชุด "Double Nature : ธรรมะ + ธรรมชาติ" พ่อลูกทั้งสองทำงานด้วยกัน บนกระดาษ บนแคนวาส และบอร์ดไม้เดียวกัน ในเวลา ๒ ปี ภาพวาดของปลา หนอน ดักแด้ และผีเสื้อนานาชนิด ที่ถูกเลือกออกมาจำนวน ๔๐ ชิ้น ก็ปรากฏตัวขึ้นอย่างเงียบสงบบนผนังหอศิลป์จามจุรี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อเดือนก่อน พ่อและลูกไม่ได้นึกมาก่อนเลยว่า จะมีใครเคยทำงานศิลปะแบบนี้มาบ้างแล้วหรือเปล่า
เส้นและวงกลม เรื่องนี้ตั้งต้นเมื่อดลอายุ ๒ ขวบ เขาใช้ดินสอและสีเทียนขีดเขียนลงบนกระดาษ เส้นยาว ๆ เส้นโค้งๆ และเส้นคด ๆ เหล่านั้นทำให้ผู้ใหญ่พิศวง อย่างกับว่าเส้นเหล่านั้นมีความลับอยู่ "พอเขียนวงกลมได้เขาก็เฮ เป็นความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ที่เขาสามารถบังคับเส้นให้โค้งจนบรรจบกันเป็นวงกลมได้ หลังจากนั้นเขาก็เริ่มเขียนวงกลมซ้ำ ๆ วนไปวนมา เราเริ่มคิดในแบบของเราว่า ก่อนมาเขามาที่นี่ เขาผ่านอะไรมาจากไหน เหมือนในความทรงจำในสมองยังไม่มีก็จริง แต่เหมือนเขาคุ้นเคยมาก่อน เป็นสิ่งที่ระลึกได้จากวงจรทั้งหมดที่เขาเคยเป็นส่วนหนึ่ง"

แม้เส้นและวงของดลยังไม่ถึงกับเป็นที่มาที่แท้จริงของผลงานชุดนี้ แต่ก็มีพลังบางอย่างบรรจุอยู่มากพอจะทำให้พ่อเกิดความสนใจร่องรอยที่มาจาก "สมองที่ยื่นออกมาจากตัว" ของลูกได้ สำหรับดล เส้นที่บรรจบกันเป็นวงกลม (และวงรีในโอกาสต่อมา) กำลังจะใช้แทนค่ารูปทรงของสรรพสิ่งรอบตัวได้อีกมากมายจนนับไม่ถ้วน "เขียนวงกลมไปได้สักพัก ก็เขียนวงรี พอจุดลงไปก็กลายเป็นปลาแล้ว เราก็เห็นว่าเขาชอบเขียน คือการเขียนเป็นการเล่นอย่างหนึ่ง ตื่นเช้ามาก็ต้องเอากระดาษให้เพราะเขาอยากเขียน" ร่องรอยแรก ๆ ของดลที่ปรากฏเป็นรูปปลาเกิดขึ้นหลังจากการเที่ยวชมปลาในตู้ปลาน้อยใหญ่ตามสถานที่ต่าง ๆ พ่อของดลเห็นแล้วรู้สึกว่าน่าจะนำรอยขีดเขียน "เส้นที่เป็นธรรมชาติ" ของดลมาใช้เป็นวัตถุดิบในงานศิลปะของพ่อได้ ดลเขียนรูปปลาเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และเลยไปถึงสัตว์พันธุ์ต่าง ๆ ไม่ยอมหยุด เขียนทั้งบนกระดาษและเลยออกไปบนฝาบ้าน พ่อจึงคิดอีกทีว่า ถ้าให้ดลมาทำงานด้วยกันน่าจะสนุกกว่า "พอเริ่มเขียนอยู่แต่ปลา เราก็เริ่มมองเห็นถึงความเป็นไปได้ที่จะทำต่อ จึงหาวิธีการทำงานร่วมกัน จนกลายเป็นกิจวัตรเลยว่า เวลาไปดูปลา ไปทะเล หรือไปเที่ยวที่ไหน ก็จะกลับมาเขียนรูปกัน"
ปลาตัวเดียวกับปลาหลายตัว พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำบางแสนเป็นที่ที่ครอบครัวนี้ "ผ่านก็ต้องแวะ" ดลได้เห็นปลาตัวเล็กตัวน้อยจนถึงปลาหมอทะเล-ดาราสำหรับเด็กทุกรุ่น-ในอะควาเรียมขนาดใหญ่ พ่อบอกว่ามันเป็นลุงของดลได้

"เรารู้สึกว่าทำไมเด็กทุกคนชอบดูปลา คล้าย ๆ มันมีมนต์สะกดบางอย่าง เข้าไปดูตู้ปลา เห็นปลาแล้วดูได้เพลิดเพลินใจ มาสังเกตดูทีหลังว่า เวลาปลามันเคลื่อนที่ มันเหมือนอยู่ในจักรวาล มันบิน มันเหาะ มันล่องลอย เราก็โยงไปเรื่องเดิมว่าเป็นสิ่งที่เขาคุ้นเคยมาก่อน เราคิดแบบของเราว่า เด็กทุกคนเคยท่องจักรวาลมาก่อน ก่อนที่จะมาเกิด" แดนสรวงตั้งข้อสังเกตว่า สำหรับเด็กแล้ว การเขียนภาพปลาง่ายมากกว่าเขียนรูปสัตว์อย่างอื่นที่มีแขนขา เพราะรูปทรงวงกลมวงรีเหล่านั้นสามารถทาบซ้อนกับตัวปลาได้ นอกจากปลา "เป็น" ในตู้ปลาเล็กและอควาเรียมใหญ่ ดลยังเห็นปลา "ไม่เป็น" ในโปสเตอร์รูปปลาที่ขายในตลาดนัด เขาจับสังเกตลักษณะความหลากหลายของปลาได้ว่า ปลากระโทงแทงมีปากแหลม ส่วนปักเป้าตัวกลมและมีหนาม และปลาไหลก็ตัวยาว ๆ ยามตามแม่ไปจ่ายตลาด ดลยังขอร้องให้แม่ซื้อปลาแบบใหม่ เพราะเขาอยากกินปลาชนิดที่ไม่ซ้ำเดิมเลย แม่ค้าพ่อค้าร้านขายปลาที่ตลาดนัดเรียกดลว่าเป็น "อธิบดีกรมประมง" ค่าที่ดลสามารถจำแนกแจกแจงชื่อของปลาต่าง ๆ ได้อย่างชำนิชำนาญ "ปลาหลาย ๆ ตัวที่มันแตกต่างกัน ทำให้เขารู้จักปลามากขึ้น เด็กบางคนรู้จักปลา เขียนรูปปลา ก็แต่ในแง่ที่ปลาเป็นสัตว์ว่ายน้ำได้เท่านั้น" สำหรับดล ความหมายของปลาอยู่ในเผ่าพันธุ์ปลาทั้งหลายที่มีความผิดแผกแตกต่างกันทั้งรูปร่างลักษณะจนถึงการดำรงชีวิตของมัน ดลเริ่มรู้จักปลาอย่างลึกซึ้งและกว้างขวาง เขาได้เรียนรู้ว่าปลาใช้เหงือกหายใจ แต่วาฬ ซึ่งเขาจัดให้อยู่ในหมวด "ปลาที่ไม่ใช่ปลา" นั้นหายใจทางปอดและพ่นน้ำออกจากรูทางหัว นับวัน ปลาของดลก็ค่อย ๆ มีรายละเอียดเพิ่มขึ้น ตั้งแต่ขนาด รูปทรง รวมทั้งครีบหลัง ครีบอก และครีบหางด้วย

ถึงตอนนี้ คู่มือดูปลาสำหรับเด็กเล่มบาง ๆ ที่เคยใช้อยู่บรรจุปลาเอาไว้ไม่มากพอเท่าที่ดลอยากจะรู้ พ่อต้องพาดลไปหาดูปลาเพิ่ม ทั้งจากของจริงและจากหนังสารคดี ครั้นเมื่อไปร้านหนังสือ ดลก็เลือกหนังสือเกี่ยวกับปลาโดยไม่สนใจหนังสือสำหรับเด็ก (แม่ของดลเปิดเผยกับ สารคดี ว่าถูกลูกบังคับให้อ่านเรื่องปลาจนแม่ง่วง) ดลจึงรู้จักพฤติกรรมและรู้จักแหล่งที่อยู่ของปลาแต่ละชนิด ขนาดที่พ่ออำดลไม่ได้ว่าปลาช่อนมันว่ายขึ้นมาบนชายหาด และขนาดที่ดลสามารถ "บรีฟ" ชื่อเสียงเรียงนามของปลาให้แม่ฟังได้ เมื่อไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำบางแสนและบางไทรด้วยกัน "พอถึงปลาแซลมอนก็เริ่มมีเรื่องวงจรชีวิตเข้ามาเกี่ยวข้อง เขาก็เริ่มสนุกกับเรื่องวงจรชีวิตของปลาแซลมอนที่เดินทางกลับขึ้นไปยังแม่น้ำที่เคยอยู่เพื่อไปวางไข่ รูปทรงของมันก็เปลี่ยนไป ปากของมันค่อย ๆ เหยินมากขึ้น ตัวจะแดง และตายไปหลังจากวางไข่ ไม่ได้อยู่จนแก่ตาย ส่วนตัวเล็กก็ว่ายลงสู่ทะเลแล้วโตใหม่อีกครั้ง" การเรียนรู้เรื่องหนึ่งมักจะพาให้ดลสนใจอีกเรื่องหนึ่งและอีกหลายเรื่องต่อไปได้ไม่รู้จบ ช่วงไหนดลฮิตอะไร ก็จะเห็นดลเขียนสัตว์เหล่านั้นบ่อยเป็นพิเศษ นี่เป็นขั้นตอนที่ทำให้เขาจดจำมันได้ ยิ่งดลวาด พ่อยิ่งเห็นว่ากระบวนการทางศิลปะมีส่วนสำคัญในการเรียนรู้มากเพียงใด ในวัยก่อนเข้าเรียน ของเล่นของดลคือหนังสือทำมือว่าด้วยปลาสามเล่มที่ดลวาด และขอให้แม่ช่วยเย็บเล่มและเขียนชื่อหนังสือบนปกให้ (เพราะยังเขียนเองไม่ได้) หนังสือทั้งสามเล่มนั้นคือ ปลาน้ำจืด ปลาน้ำเค็ม และปลาที่ไม่ใช่ปลา (รวมสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่อยู่ในน้ำ เช่น วาฬ โลมา พะยูน)

ปลวกและหนอนมะนาว เหตุผลหนึ่งที่ปลาเป็นสัตว์ตัวแรก ๆ ที่ดลได้รู้จัก เกี่ยวข้องกับการเติบโตทางกายภาพของดล ตอนแรกที่ดลยังเล็ก "เคลื่อนไหวไม่คล่อง และยังออกสู่โลกภายนอกเองไม่ได้" พ่อพาไปดูปลา เดินน้อยหน่อย อุ้มมากหน่อย แต่พอดลโตขึ้นเริ่มเดินและวิ่งได้เอง ตอนเช้าที่พ่อแม่พาดลและแดน (น้องชาย-อายุห่างจากดล ๔ ปี) ไปเดินเล่นริมบึงข้างหลังหมู่บ้าน ดลก็เริ่มดู-เก็บ-เขี่ยมดปลวกและหนอนเล่น ดลได้เห็นปลวกขึ้นต้นยูคาลิปตัสเป็นทาง พอถูกเขี่ย ดลก็พบว่ามีปลวกงานออกมาซ่อมรัง บางทีก็มีปลวกทหารมาขับไล่ศัตรู กลับถึงบ้านดลเปิดหนังสือหาดูว่าเป็นปลวกอะไร วันหนึ่งดลดีใจเอามาก ๆ ที่ปลวกมากินหนังสืออยู่ในบ้าน เขาอยากให้ปลวกนางพญามาทำรังในบ้านเดียวกันถึงกับเตรียมดินไว้ให้มันทำรังเมื่อมีแมลงเม่าบินเข้ามาในบ้าน ปลวกนั้นเรื่องหนึ่ง ที่ดลสนใจมากและสนใจนานคือชุดหนอน ดักแด้ และผีเสื้อ จนเขียนภาพชุดนี้ไว้มากมาย เหตุเกิดเมื่อมีนกปรอดกับนกกางเขนบ้านหมั่นบินมาเกาะเพิงหน้าบ้านเป็นประจำ "สงสัยว่ามันมาทำอะไร ปรากฏว่านกมากินหนอนมะนาวที่กินใบมะกรูด เราก็ช่วยหนอนด้วยการเอาหนอนมาเลี้ยง เอาใบมะกรูดให้กินจนมันโตขึ้นเป็นหนอนสีเขียวสดตัวอ้วน แล้วก็ไปเปิดหนังสือดูกัน เลยรู้ว่าหนอนจะกลายเป็นผีเสื้อหางติ่ง สักพักมันกลายเป็นดักแด้ และเป็นผีเสื้อจริง ๆ" คราวนี้ดลสนุกใหญ่ ไปเก็บไข่ใบจิ๋วสีเหลืองที่ผีเสื้อมาไข่ไว้บนใบมะกรูด เอามาเลี้ยงในกล่องเลี้ยงแมลงอีก จนมันโตกลายเป็นผีเสื้อ

เมื่อรู้จักกับผีเสื้อหางติ่งแล้ว ผีเสื้อหนอนกระท้อน ผีเสื้อถุงทอง ผีเสื้อหนอนใบรัก ผีเสื้อหนอนจำปี ผีเสื้อหนอนกะหล่ำ ก็ตามมาไม่ได้ขาด ดลจำแนกและรู้จักลักษณะความแตกต่างของผีเสื้อกลางวัน (butterfly) และผีเสื้อกลางคืน (moth) ได้ และครั้นได้เห็นได้รู้จักตัวไหนแล้ว ดลก็อยากเอามาเลี้ยงดูใกล้ ๆ ถึงขั้นจะปลูกต้นไม้ที่หนอนชอบไว้ให้เป็นแหล่งอาหารโดยเฉพาะ หนังสือผีเสื้อที่พ่อซื้อเก็บไว้ตั้งนานก็ถูกดลเปิดแล้วเปิดอีกจนหน้ากระดาษหลุดขาด จากผีเสื้อ ดลจึงรู้จักพันธุ์ไม้ต่อไปอีก (หลังจากที่รู้จักพืชผักสวนครัวไปนานแล้ว) "นเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ต่อยอดขึ้นไปเรื่อย ๆ โดยมีการขีดเขียนเป็นตัวตอกหมุดสร้างร่องรอยความจำลงไป เขาไม่รู้สึกว่าเป็นการเรียน เพราะว่าเขาสนุก"
พ่อ การเรียนรู้และการวาดรูปสัตว์-พืชต่าง ๆ ควบคู่กันไปของดล ทำให้พ่อได้ทบทวนเรื่องที่เคยเรียนรู้มาบ้าง บางอย่างอาจเคยได้รู้มาแล้วลืมไป บางอย่างไม่เคยรู้มาก่อน หรือบางอย่างไม่สนใจจะรู้ในตอนเป็นเด็ก พอได้เรียนรู้อีกทีพร้อมกับดล พ่อก็ได้เห็นและเข้าใจธรรมชาติในระดับที่ต่างออกไป แต่ทั้งสองก็ร่วมขบวนการเรียนรู้โลกนี้ไปด้วยกัน อย่างเรื่องวงจรชีวิตของสัตว์ เราอาจเห็นเป็นขั้นตอนของชีวิตที่หมุนเวียนอยู่อย่างนั้น แต่ในอีกระดับหนึ่งคือการทำหน้าที่ตามธรรมชาติ เช่นเดียวกับการหมุนเวียนของกลางวันและกลางคืน การที่ดลเขียนรูปลูกอ๊อดและไข่กบลงในภาพเขียนรูปกบตัวเต็มวัยที่พ่อเขียนทิ้งไว้นานเป็นสิบปี ย่อมเป็นรูปธรรมที่บอกถึงความเข้าใจของดลเรื่องวงจรชีวิตสัตว์ได้ดี

พ่อของดลเชื่อว่า "ด็กต้องเรียนรู้ความหมายของสรรพสิ่งต่าง ๆ จากความเป็นจริงในธรรมชาติ รู้จักจำแนกรูปทรงพื้นฐานต่าง ๆ ได้ เช่น วงกลม สี่เหลี่ยม สามเหลี่ยม เมื่อเอารูปทรงเหล่านี้ไปทาบกับสิ่งต่าง ๆ ในธรรมชาติ เขาก็จะรู้จักกับสรรพสัตว์อย่างสนุกสนาน แต่ถ้าเป็นนิทาน เด็กจะเรียนรู้ในเชิงจินตนาการหรือในขั้นตอนเรื่องเล่าง่าย ๆ ซึ่งเราไม่สนใจเรื่องพวกนี้ เราคิดว่าการเรียนรู้รูปลักษณะต่าง ๆ ตามความเป็นจริงน่าจะสำคัญและสนุกกว่า เขาประสบผลสำเร็จในการเข้าถึงความรู้ด้วยการเรียนรู้จากของจริงในธรรมชาติ หลัง ๆ ลูกก็รู้เลยว่าอันไหนเป็นรูปถ่าย อันไหนเป็นรูปวาด" เมื่อดลเขียนรูปสัตว์ เขาลากเส้นจากหางมาหัวโดยไม่ยกดินสอ พ่อคิดว่าเป็นเรื่องแปลก เพราะในสายตาของผู้ใหญ่ หางไม่ใช่ส่วนสำคัญอะไร เป็นไปได้ไหมว่าเด็กจับ (capture) เอาลักษณะรูปร่างและตำแหน่งสำคัญของสัตว์ โดยไม่แยกแยะความแตกต่างในแง่ความสำคัญของอวัยวะและสัดส่วน ดังนั้นไม่ว่าจะขึ้นตรงไหนก็ไม่สำคัญเพราะมันทำให้เกิดรูปร่างได้เหมือนกัน "เรารู้สึกว่าเด็ก ๆ ไม่ใช้เวลานานหรอก เขาจับเอาแต่แก่นสาระ คือตำแหน่งของรูปทรงเท่านั้น จับตำแหน่งไม่กี่จุดก็รู้ว่า แมนตาเรย์ (manta ray-กระเบนราหู) มีปีก อย่างอื่นไม่ต้องดูว่าเป็นอย่างไร แต่ถ้าให้เวลานาน เขาก็จะจับเรื่องเฉดสี ท่าทาง ท่วงทีเข้าไปมากขึ้น นั่นคือความเป็นธรรมชาติ" เมื่อผู้ใหญ่ไม่อยู่ส่วนผู้ใหญ่ เด็กไม่อยู่ส่วนเด็ก พอเห็นว่าดลน่าจะใช้การได้ พ่อจึงให้ดลเขียนรูปบนแคนวาส บอกว่าเดี๋ยวเราจะแสดงงานกัน ที่ตั้งใจไว้ งานนี้ไม่ใช่ทั้งศิลปะเด็ก ทั้งศิลปะผู้ใหญ่ และสมัครใจจะไม่คิดถึงกฎเกณฑ์ดั้งเดิมจำพวกองค์ประกอบ (composition) และไม่วางแผนแง่ทัศนียธาตุ (art elements) มากนัก แต่ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติ พ่อเป็นฝ่ายสร้างแรงบันดาลใจให้ลูกด้วยการหาวัสดุอุปกรณ์ ดินสอ และสีนานาชนิดไว้ให้ ดลคิดและถ่ายทอดสิ่งที่พบเห็นมาอย่างไร พ่อก็คิดและถ่ายทอดตามไปอย่างนั้น กระบวนการนี้มีชื่อที่พ่อของดลเรียกไว้ว่า "กระบวนการควบกล้ำ"

ลองนึกถึงกระบวนการเปล่งเสียงคำควบกล้ำให้ออกมาเป็นคำคำเดียวกัน เป็นกระบวนการที่เราปล่อยเสียงออกมาเหลื่อมเวลากันเล็กน้อย งานของพ่อกับลูกคู่นี้ก็เป็นอย่างนั้น คือปล่อยออกมาด้วยเวลาที่ต่างกัน ทั้งเวลาที่ต่างกันในแง่ความก่อนหลังของการเขียนรูป (ลูกเขียนก่อน พ่อเขียนทีหลัง) และความก่อนหลังในแง่วัย (พ่อเกิดก่อน ลูกเกิดหลัง) ภาพผลงานของพ่อลูกที่เรียนและรู้มาด้วยกัน เลียนกันและกัน และหลายหนก็เล่นอยู่ด้วยกัน ปรากฏบนแผ่นกระดาษ บนผ้าใบ บนผ้าใบที่ใหญ่ขึ้น บอร์ดไม้ หลายสิบชิ้น ด้วยเทคนิควิธีที่แตกต่างหลากหลายไปตามโอกาสและความพึงใจของผู้เขียน "Double Nature : ธรรมะ + ธรรมชาติ" จึงไม่ได้หมายถึงแต่ผลงานของสองพ่อลูกเท่านั้น แต่เป็น กระบวนการหนึ่งที่ลูกและพ่อเรียนรู้สิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ด้วยกัน ลูกเรียนรู้ธรรมชาติของโลกภายนอก ของสิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิต พ่อเรียนรู้ผ่านธรรมชาติของตัวลูก ธรรมชาติเรียนรู้เราหรือเปล่า เราไม่รู้ แต่ว่าเราเรียนรู้ธรรมชาติ เรียนรู้ธรรมชาติของลูก ลูกเรียนรู้ธรรมชาติของเรา ถ้าเรารู้จักความหมายที่ซ่อนอยู่ในธรรมชาติ เราก็น่าจะเคารพว่ามันควรจะอยู่อย่างไร ควรจะสอดคล้องกันอย่างไร "เหมือนกับการมีชีวิตเพื่อที่จะรับรู้และรู้จักสิ่งที่ปรากฏอย่างเป็นจริงที่สุด และความเป็นจริงที่สุดนี้ก็อยู่ในทุก ๆ สิ่งที่ปรากฏ ซึ่งทาบซ้อนทับกันไปทับกันมา มันคือธรรมะที่ซ่อนตัวอยู่ในธรรมชาติ ซึ่งจะปรากฏเมื่อเราได้เรียนรู้ความจริง"
ลูกและศิลปะ ตอนนี้ดลยังไม่อยากเป็นศิลปินอย่างที่ใคร ๆ มักจะถาม และไม่มีผู้ใหญ่คนไหนบังคับให้ดลเป็น "เราเคยคุยกันว่ามันมีอาชีพอะไรบ้าง ถ้าดลสนใจปลา อยากอยู่กับท้องทะเล และรู้จักพันธุ์ปลาต่าง ๆ ดำน้ำดูปลาอย่างอาจารย์ธรณ์ (ดร. ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์) ดลจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ทางทะเล ถ้าสนใจแมลง รู้จักแมลงพันธุ์ต่าง ๆ รู้จักการแพร่พันธุ์ของมัน รู้จักการเชื่อมโยงระหว่างพืชกับแมลง ดลก็จะเป็นนักกีฏวิทยา ถ้าดลอยากสร้างตึก ทำเมืองใหญ่ ๆ ดลก็จะเป็นสถาปนิก"

แล้วอยู่ ๆ วันหนึ่ง ดลก็บอกพ่อว่า ดลอยากเป็นนักกีฏะ รายงานล่าสุดก็ยังยืนยันคำตอบเดิมอยู่ (กรกฎาคม ๒๕๔๗) อย่างไรก็ตาม ภาพรุ่นหลัง ๆ ของดลก็บอกอยู่ว่าเขากำลัง "สน" อนาคอนดายาว ๘ เมตรแห่งป่าฝนเขตร้อนในทวีปอเมริกาใต้ เขาอยากเห็นตัวคาพีบารา (capybara-หนูกินีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก) อาหารของอนาคอนดาด้วย ไม่ว่าดลจะอยากเป็นอะไรก็ตาม พ่อแดนสรวงคงชวนดล (และแดน) ทำงานศิลปะต่อไปเรื่อย ๆ เพราะพ่อเชื่อว่าศิลปะยุคใหม่คือการรวบรวมและเชื่อมโยงความรู้ต่าง ๆ เข้าด้วยกัน "ในช่วงก่อนทุกคนบอกว่า ศิลปะคือการค้นหาความจริงของความงาม แต่ทุกวันนี้ศิลปะกำลังค้นหาความงามของความจริง" ....................................
ติดต่อและติดตามความเคลื่อนไหวของพ่อลูกได้ที่ : dokkma@yahoo.com และ www.doublenature.com |