สารคดี
· หน้าแรก
· เข้าสู่ระบบ
· เผยแพร่ข่าวสาร
· กระดานข่าว
· ค้นหา
· ติดต่อเรา
· นิตยสาร สารคดี ฉบับที่ 227 - ปัจจุบัน
· นิตยสาร สารคดี
   ฉบับที่ 166 - 226

· โลกรายเดือน
108 ซองคำถาม
ผมหงอกทั้งหัวชั่วข้ามคืน

อ่านในนิยาย ตัวละครตัวหนึ่งตกใจสุดขีดในตอนกลางคืน พอรุ่งเช้าปรากฏว่าหัวหงอกทั้งหัวเลย ...สงสัยว่าเรื่องแบบนี้มีจริงหรือไม่
(มลลิดา / จ. ฉะเชิงเทรา)

อ่านต่อ

ต่างประเทศ : เมื่อจ๋ามตอง พบ จอร์ช บุช

(291 คำในบทความ)
(693 ครั้ง)   หน้าเอกสารสำหรับเครื่องพิมพ์




วันดี สันติวุฒิเมธี : รายงาน


คงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร หากผู้นำระดับประเทศจะมีโอกาสพบปะพูดคุยกับผู้นำระดับโลกอย่างประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา แต่หากคนคนนั้นเป็นเพียงผู้หญิงกลุ่มชาติพันธุ์หนึ่ง ที่เติบโตมาบนตะเข็บชายแดนไทย-พม่า จบการศึกษาระดับมัธยมต้นจากโรงเรียนในหมู่บ้านชายแดน แล้วผู้นำระดับโลกเชิญให้เข้าพบ โดยใช้เวลาพูดคุยด้วยถึง ๕๐ นาที คงเป็นเรื่องไม่ธรรมดานัก

เหตุการณ์ดังกล่าวได้เกิดขึ้นแล้วกับผู้หญิงไทใหญ่วัย ๒๔ ปีที่ชื่อว่า “จ๋ามตอง” นักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนซึ่งเคยให้สัมภาษณ์ใน สารคดี ฉบับเดือนกันยายน ๒๕๔๘ เธอได้รับการติดต่อจากทำเนียบขาวว่า ประธานาธิบดีจอร์ช ดับเบิลยู บุช ต้องการพบ เพื่อเปิดโอกาสให้เธอได้เล่าถึงสถานการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนผู้หญิงกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ในพม่าให้ประธานาธิบดีบุชฟังด้วยตนเอง

จ๋ามตองกล่าวถึงที่มาที่ไปของการเข้าพบผู้นำระดับโลกในครั้งนี้ว่า “จริงๆ แล้ว ฉันเดินทางไปอเมริกาครั้งนี้เพื่อเข้าร่วมประชุม ‘Burma Conference’ ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ในวันที่ ๒๖ ตุลาคม การประชุมนี้จะจัดขึ้นทุกปีเพื่อติดตามสถานการณ์ในพม่า หัวข้อการประชุมในปีนี้คือ ‘การมองไปข้างหน้า’ (Looking Forward) โดยมีผู้นำเสนอสถานการณ์ในพม่าจากหลายมุมมองตั้งแต่ระดับรากหญ้าจนถึงระดับนโยบาย มีผู้เข้าร่วมจากหลายประเทศ ประกอบด้วย กลุ่มนักการทูต แหล่งทุน นักวิจัย และนักวางแผนนโยบายต่างประเทศ รวมประมาณร้อยกว่าคน ฉันเป็นหนึ่งในผู้นำเสนอสถานการณ์ของผู้หญิงในพม่า โดยได้รับเชิญไปในฐานะตัวแทนเครือข่ายปฏิบัติงานสตรีไทใหญ่หรือสวอน (SWAN) พอดีในการประชุมครั้งนี้มีตัวแทนจากทำเนียบขาวเข้าร่วมฟังด้วย และเขาก็แสดงความสนใจสิ่งที่เรานำเสนอในที่ประชุม หลังจากนั้นไม่กี่วัน เขาก็มาบอกกับฉันว่า ประธานาธิบดีบุชและคณะที่ปรึกษาต้องการให้ฉันเข้าพบในวันที่ ๓๑ ตุลาคม โดยฉันทราบล่วงหน้าเพียงแค่ ๑ วันเท่านั้น”

หลังจากรู้ว่าต้องเข้าพบผู้นำคนสำคัญอย่างกะทันหัน จ๋ามตองรู้สึกตื่นเต้นระคนดีใจ เพราะไม่เคยคาดคิดว่า ผู้หญิงไทใหญ่ที่เติบโตมาจากหมู่บ้านเล็ก ๆ แถบชายแดนไทย-พม่า จะมีโอกาสได้บอกเล่าปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นในประเทศของตน ให้ผู้นำระดับโลกรับรู้ด้วยตนเอง เธอมองว่ามีหลายปัจจัยที่ทำให้เธอได้รับโอกาสสำคัญในครั้งนี้

“ปัจจัยแรกน่าจะมาจากนโยบายของอเมริกาที่ต้องการสนับสนุนพม่าให้เป็นประชาธิปไตยอยู่แล้ว ปัจจัยที่ ๒ น่าจะมาจากผลงานของกลุ่มสวอน โดยเฉพาะรายงาน ‘ใบอนุญาตข่มขืน’ ซึ่งได้รับการยอมรับจากทั่วโลก และกลุ่มสวอนก็เพิ่งได้รับ Women’ s Rights Prize จาก Peter Gruber Foundation ในประเทศอเมริกาในปี ๒๕๔๘ ที่ผ่านมา”

เวลาประมาณ ๑๔.๓๐ น. ของวันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๔๘ (ตามเวลาท้องถิ่นในสหรัฐฯ) จ๋ามตองเดินทางไปถึงทำเนียบขาว และได้เข้าพบประธานาธิบดีสหรัฐฯ พร้อมที่ปรึกษาอีก ๔ คน ที่ห้อง Oval office ซึ่งเป็นห้องพบปะแขกคนสำคัญ ภายในห้องมีภาพผู้นำคนสำคัญของประเทศต่าง ๆ ที่เคยเดินทางมาเยือนห้องนี้ ทำเนียบขาวได้จัดเตรียมที่นั่งสำหรับการพบปะครั้งนี้เป็นรูปตัววี (V) คือมีเก้าอี้นั่งเดี่ยว ๒ ตัวตั้งคู่กัน และโซฟาตั้งทางซ้ายและขวาของเก้าอี้ด้านละ ๑ ตัว เธอได้รับเชิญให้นั่งเก้าอี้เดี่ยวคู่กับประธานาธิบดี ส่วนคณะที่ปรึกษานั่งบนโซฟาฝั่งละ ๒ คน หญิงสาวย้อนบรรยากาศการพบปะในวันนั้นให้ฟังว่า

“บรรยากาศค่อนข้างเป็นกันเอง พอเข้าไปถึง ท่านประธานาธิบดีก็ทักทายและแนะนำให้รู้จักกับที่ปรึกษาแต่ละคน หลังจากนั้นก็ถามว่า ฉันอยากพูดอะไรให้ฟังบ้าง ฉันก็เริ่มเล่าให้ประธานาธิบดีบุชฟังถึงสถานการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชน รวมทั้งความฝันและความหวังของฉันและประชาชน ในระหว่างที่ฉันพูด บุชจะคอยตั้งคำถามและฉันก็จะตอบ ตลอดเวลา ๕๐ นาที คณะที่ปรึกษาที่ถามคำถามมีเพียง ๒ คน ที่เหลือบุชจะเป็นคนถามเองทั้งหมด บางช่วงบางตอนบุชจะแสดงความคิดเห็นทั้งเห็นด้วยกับสิ่งที่ฉันพูดและแสดงความเป็นห่วง โดยเฉพาะสถานการณ์การกักขังตัวซูจีและการข่มขืนผู้หญิงอย่างเป็นระบบโดยทหารพม่า”

ประเด็นสำคัญที่เธอพยายามนำเสนอในวันนั้นคือ สถานการณ์ปัจจุบันในพม่าที่ยังคงเลวร้ายมาก ผู้คนมีชีวิตอยู่อย่างยากลำบากจากการกดขี่ของรัฐบาลทหารพม่า เช่น การทรมาน การขับไล่ประชาชนออกจากหมู่บ้าน การข่มขืนอย่างเป็นระบบ รวมไปถึงการกดดันทางการเมืองต่าง ๆ

สำหรับประเด็นที่ต้องการให้สหรัฐอเมริกาเข้ามาช่วยเหลือ เธอบอกว่า “สิ่งที่ฉันเสนอไปก็คือ อยากให้ช่วยพูดกับผู้นำประเทศต่าง ๆ ที่นำเงินไปช่วยเหลือโครงการพัฒนาในพม่าว่า โครงการเหล่านี้จะไม่มีความหมายใด ๆ เลย หากไม่มีการผลักดันให้เกิดการแก้ไขปัญหาทางการเมืองให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจในโครงการต่าง ๆ ควบคู่ไปด้วย เพราะโครงการพัฒนาที่ผ่านมา เช่น โครงการจากประเทศญี่ปุ่นที่นำพืชเศรษฐกิจไปส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกนั้น ปรากฏว่าชาวบ้านไม่สามารถปลูกพืชเหล่านี้ได้ เพราะไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตและความต้องการของชาวบ้าน ซ้ำร้ายชาวบ้านยังถูกบังคับใช้แรงงานไปช่วยงานโครงการพัฒนาเหล่านี้โดยไม่ได้รับค่าตอบแทนใด ๆ โครงการเหล่านี้จึงสร้างความทุกข์ยากให้ประชาชนมากขึ้น จึงอยากให้ผู้นำหลายๆ ประเทศหาทางแก้ปัญหาในเรื่องนี้อย่างยั่งยืน

“อีกประเด็นหนึ่ง คืออยากให้ช่วยผลักดันให้ปัญหาพม่าเข้าไปเป็นวาระหนึ่งของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ หรือ UN Security Council เพื่อให้ประเด็นนี้ได้รับการพูดถึงและหาทางแก้ไขร่วมกันในเวทีการประชุมสหประชาชาติ เพราะที่ผ่านมา การแก้ปัญหาพม่าไม่ได้ไปในทิศทางเดียวกัน เช่น กลุ่มประเทศหนึ่งคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ แต่อีกกลุ่มประเทศหนึ่งยังคงร่วมลงทุนกับพม่า ถ้าเป็นอย่างนี้ปัญหาพม่าก็คงจะแก้ไขไม่ได้สักที สิ่งที่เราพยายามเรียกร้องมาโดยตลอดก็คือ การผลักดันให้มีการเจรจาสามฝ่าย ระหว่างฝ่ายรัฐบาลทหาร ฝ่ายค้าน และกลุ่มชาติพันธุ์ อยากให้ทุกประเทศคุยกันในเวทีสหประชาชาติ และหาทางแก้ปัญหาร่วมกัน”

หลังการเข้าพบผู้นำสหรัฐฯ นานเกือบ ๑ ชั่วโมง ซึ่งเป็นเวลาที่เทียบเท่ากับการเข้าพบของผู้นำระดับประเทศ จ๋ามตองได้รับเกียรติถ่ายรูปเป็นที่ระลึกร่วมกับผู้นำสหรัฐฯ เช่นเดียวกับการพบปะผู้นำของประเทศต่าง ๆ โดยช่างภาพประจำทำเนียบขาว หลังจากนั้นได้มีการนำภาพถ่ายดังกล่าวขึ้นเผยแพร่ทางเว็บไซต์ของทำเนียบขาว ทำให้เรื่องราวของเธอและปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนในพม่าได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนทั้งในสหรัฐฯ และนานาประเทศมากยิ่งขึ้น

ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน หญิงสาวคนเดียวกันนี้ยังได้รับการยกย่องจากนิตยสาร Time ฉบับ Asia’ s Heroes ประจำปี ๒๐๐๕ ให้เป็นหนึ่งในฮีโร่แห่งเอเชีย ชื่อของหญิงสาวไทใหญ่นามว่า “จ๋ามตอง” ซึ่งมีความหมายว่า ดอกจำปาสีเงิน จึงเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก วันนี้ดอกไม้จากชายแดนดอกนี้ได้กลายเป็นดอกไม้ที่ผู้คนมากมายเฝ้าชื่นชมความงดงามจากการทุ่มเททำงานเพื่อบรรเทาความทุกข์ยากของผู้อื่น และหวังให้เธอเป็นแบบอย่างให้แก่คนรุ่นใหม่ในการทำสิ่งดี ๆ เพื่อผู้อื่นต่อไป

หญิงสาวเปิดเผยความรู้สึกที่ได้รับเลือกให้เป็นฮีโร่แห่งเอเชียว่า “ฉันคิดว่าคนที่เป็นฮีโร่ตัวจริง คือคนที่ต้องทนกับการกดขี่ของทหารพม่าทุกวัน และยังพยายามต่อสู้กับชีวิตที่เป็นอยู่ โดยยังมีความหวังที่จะเห็นความเปลี่ยนแปลง ส่วนฉันเป็นเพียงคนที่บอกเล่าเรื่องราวของฮีโร่เหล่านี้ให้โลกรับรู้เท่านั้น”
  

[ กลับไป ฉบับที่ 251 > มกราคม 49 ปีที่ 21 | สารบัญเรื่องพิเศษ ]
หน้าแรก นิตยสารสารคดี ห้องนักเขียนสารคดี ห้องภาพสารคดี แผนฝังเว็บไซต์ กระดานสนทนา ส่งข่าวสาร-บทความ ร้านหนังสือสารคดี Link

You can syndicate our news using the file backend.php or ultramode.txt
การสร้างหน้าเอกสาร: 0.06 วินาที
:: fiapplegreen 2.10 phpbb2 style by Daz :: PHP-Nuke theme by coldblooded www.nukemods.com :: Thai Edition by ThaiNuke.org ::