สารคดี
· หน้าแรก
· เรื่องทั้งหมด
· ยอดฮิตติดอันดับ
· เข้าสู่ระบบ
· เผยแพร่ข่าวสาร
· ค้นหา
· ติดต่อเรา
· นิตยสาร สารคดี ฉบับที่ 227 - ปัจจุบัน
· นิตยสาร สารคดี
   ฉบับที่ 166 - 226

· โลกรายเดือน

เชิญชม นิทรรศการภาพถ่าย“เปลี่ยนโลกได้ด้วยใจอาสา”   (16/07/10)


  roundaboutARTS - เสือไทยนิรนาม

ตัวอย่างVDO : สารคดี : KATSUSHIKA HOKUSAI ชอง BBC (05/11/09)


  Oneton - วันชัย ตัน

เมื่อไทยฝันจะเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก (22/07/10)


  อุษาคเนย์ - สุเจน

สงครามที่ริมน้ำเทิน (31/01/10)


  เขียนข้างเปล - จันทร์ส่งแสง

เรียนอนุบาลที่บ้าน (23/07/10)


  Free as a Birds - รุ่งโรจน

เขตปลอดนกพิราบ (23/02/10)


  Bike is All Around - เสือจุ่น

24 ชั่วโมง จักรยานจะไปได้ไกลถึงไหน ในถนนประชาธิปไตย  (11/05/10)


  รอยต่อแห่งยุคสมัย -Pyramid

นักท่องเที่ยวกับคนทำมาหากิน (02/08/09)


  ยังมีที่ว่างรอให้เติมเต็ม -ยัติภังค์

ฝันโคตรโคตร -จุดจบคือการเริ่มต้น – การเริ่มต้นคือจุดจบ (11/11/09)


· รับสมัครเว็บมาสเตอร์ มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์[ 0 comments - 224 reads ]
· นิทรรศการภาพถ่าย “เปลี่ยนโลกได้ด้วยใจอาสา”[ 0 comments - 594 reads ]
· งานเสวนา "นักเขียน (สารคดี) เรียนกันได้ !?"[ 0 comments - 896 reads ]
· รางวัล “สารคดี”เกียรติยศครั้งที่ ๑ แด่คนเก็บอดีต ชื่อ เอนก นาวิกมูล [ 0 comments - 1045 reads ]
· ปลุกจิตอาสา กับภาพชนะการประกวด "เปลี่ยนโลกได้ด้วยใจอาสา"[ 0 comments - 703 reads ]

[ More in News Section ]
สารคดีพิเศษ : บินไปสู่ภูไพร กับค้างคาวดนตรี “ดอนผีบิน”

(2245 total words in this text)
(4463 reads)   Printer Friendly Page




เรื่อง : วีระศักดิ์ จันทร์ส่งแสง / ภาพ : ประเวช ตันตราภิรมย์


I ในหน้าสมุดบันทึกของปี ๒๕๔๑ ข้าพเจ้าบันทึกถึงการพบกับเขาครั้งแรก

เริ่มต้นจากการเดินทางกลับไปเยี่ยมหมู่บ้านสันเจริญ ที่ท่าวังผา (น่าน) มีชาวบ้านและเพื่อนวัยหนุ่มหลายคนในหมู่บ้านนี้ที่เรารักใคร่และนับถือกันเหมือนญาติพี่น้อง

บ้านไม้แบบปลูกติดพื้นหลังใหญ่ ซึ่งใช้อาศัยอยู่รวมกันหลายๆ ครอบครัวตามแบบชนเผ่าเมี่ยน จำนวนราว ๕๐ หลังคา กระจุกตัวรวมกันอยู่ในหุบเขาริมสายห้วยน้ำลัก ทางฟากตะวันออกของเทือกดอยยาว แทบทุกหลังคาเรือนมีป้ายสมาชิกกลุ่มอนุรักษ์ธรรมชาติภูสัน ติดที่หน้าบ้าน ระหว่างทางเข้าหมู่บ้านตั้งแต่ปากถนนใหญ่ที่บ้านปางสา มีป้ายภาพเขียนขนาดใหญ่สื่อเรื่องราวการดูแลรักษาธรรมชาติติดตั้งอยู่เป็นระยะ ตรงมุมด้านล่างของภาพเหล่านั้นระบุนามผู้วาดว่า คนภูไพร

คนในหมู่บ้านบอกว่าเป็นนามแฝงของครูสมบัติ แก้วทิตย์ ซึ่งอาศัยอยู่กระท่อมบนยอดเขานอกหมู่บ้านโน่น

เย็นนั้นเพื่อนหนุ่มในหมู่บ้านพาข้าพเจ้ากับเพื่อนจากในเมือง ควบมอเตอร์ไซค์ปีนดอยขึ้นไปยังกระท่อมคนภูไพร

และสืบสาวความไปแล้วก็ช่างบังเอิญ--เรากำลังไปหาเขาในฐานะผู้นำข่าวสารด้วย--เป็นข่าวดีสำหรับเจ้าของกระท่อม

ข้าพเจ้าไม่รู้จักเขามากไปกว่าที่เพื่อนหนุ่มในหมู่บ้านพูดให้ฟัง แต่มีเพื่อนจากในเมืองคนหนึ่งที่มากับข้าพเจ้า รู้จักชื่อ สมบัติ แก้วทิตย์ เป็นอย่างดี ในฐานะหัวหน้าวงและมือกีตาร์ของวงดนตรีแนวสปีดเดทเมทัล (speed death metal) ที่ชื่อ ดอนผีบิน ซึ่งในเวลานั้นถือเป็นวงดนตรีในสาย underground (ใต้ดิน-ทำเองขายเอง ไม่สังกัดค่าย) แถวหน้าของเมืองไทย มีสาวกเรือนหมื่นเรือนแสนอยู่ทั่วประเทศ ด้วยความสดใหม่และคุณภาพดนตรีที่อยู่ในชั้นมือรางวัล

วันที่เราเดินทางจากกรุงเทพฯ มายังหมู่บ้านสันเจริญ เป็นวันเดียวกับที่มีข่าวการประกาศผลรางวัลดนตรีสีสันอะวอร์ดส์ ประจำปี ๒๕๔๑ ในหน้าหนังสือพิมพ์ และเชื่อว่าข่าวนี้ยังเดินทางมาไม่ถึงกระท่อมบนยอดเขาของหัวหน้าวงดอนผีบิน เวลานั้นหมู่บ้านตีนดอยยาวยังอยู่นอกเครือข่ายสัญญาณโทรศัพท์ ไม่มีไฟฟ้า และยังไม่ต้องพูดถึงว่าจะมีหนังสือพิมพ์รายวันให้อ่าน

เชื่อได้ว่าเขายังไม่รู้ข่าว และเรากำลังจะเป็นผู้นำสาร

“วงดอนผีบินได้รางวัลเพลงบรรเลงยอดเยี่ยม สีสันอะวอร์ดส์ประจำปีนี้”

เพื่อนของข้าพเจ้าบอกน้ำเสียงตื่นๆ เมื่อพบหน้าเขา ตอนนั้นดูเหมือนว่าคนภูไพรเพิ่งผละจากงานขุดดินลงกล้าไม้แถวข้างกระท่อม เขาละจากจอบ เดินไปหยิบขวดเหล้าป่ากับจอกไม้ไผ่มาวางลงกลางลานที่มีม้านั่ง-กุ๊ต๊น ของชนเผ่าเมี่ยนวางเป็นวงล้อมรอบกองไฟ เขาชวนเราลงนั่งพลางรวบชายผ้าขะม้าขึ้นซับเหงื่อบนใบหน้า ใช้ปลายนิ้วสางผมยาวสยายที่ปลิวฟูแต่ไม่ถึงกับรกรุงรังให้เข้าที่เข้าทาง แล้วรินน้ำใสๆ ในขวดลงกระบอกไม้ไผ่ ส่งให้แขกเยาวมิตรทีละคน

“เหรอ...?” เขารับข่าวสารที่น่ายินดีลิงโลดใจด้วยความรู้สึกกึ่งคำถาม

คนนำข่าวยืนยัน

เขาพยักหน้า

“อือ...ก็คงดีกับดอนผีบินนะ”

เขาพูดต่อมาอีกเพียงเท่านั้น แล้ววงอันประกอบไปด้วยศิลปินกลางไพรผู้เป็นเจ้าของบ้าน หนุ่มเมี่ยนในหมู่บ้าน ๔-๕ คน และข้าพเจ้ากับเพื่อนจากกรุงเทพฯ อีก ๒ คน ก็พากันไปสู่เรื่องราวอื่นๆ

ข้าพเจ้ามองไม่เห็นทีท่าอาการของความตื่นเต้นดีอกดีใจหรือความหลงใหลได้ปลื้มกับสิ่งที่ได้รับ-อย่างที่คนโดยทั่วไปมักต้องเป็น

เขาไม่รู้สึกยินดียินร้ายจริงๆ หรือเก็บซ่อนอาการนั้นไว้อย่างลึกเร้นเกินสายตาคนอื่น ?

ข้าพเจ้าก็ไม่ได้สนใจจะคิดต่อ

ร่วมวงกันจนดึกดื่นคืนนั้น มีเรื่องหนึ่งที่ข้าพเจ้าจดจำได้ติดใจ เพราะหัวหน้าวงดอนผีบินพูดซ้ำอยู่หลายครั้ง-เหมือนย้ำกับตัวเอง แต่ถ้อยคำนั้นเหมาะยิ่งที่จะเป็นข้อเตือนใจสำหรับคนทำงานเชิงศิลปะทั้งผอง

“เพลงคนอื่นนี่ผมก็ฟังนะ ฟังเยอะฉิบหายเลย ฟังๆๆ รับเข้ามา แต่พอจะทำงานของตัวเอง ต้องเอาออกมาจากภายในที่เป็นของเราเองเท่านั้น”

II กลางฤดูฝน ๒๕๔๙

ข้าพเจ้ากับเพื่อนอีก ๒ คนจาก สารคดี เดินทางไปท่าวังผาอีกครั้ง หลังได้ข่าวว่าครูสมบัติ แก้วทิตย์ หรือคนภูไพร ได้รับรางวัลบุคคลดีเด่นด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมประจำปีที่ผ่านมา

ปัจจุบันคนภูไพรย้ายที่พำนักจากกระท่อมบนยอดเขาลงมาอยู่ที่บ้านเกิดในหมู่บ้านดอนตัน ห่างจากตัวอำเภอท่าวังผาลงมาตามลำน้ำน่านแค่ ๖ กิโลเมตร

ชีวิตในวัยหนุ่มใหญ่ของเขาดูน่าอิจฉา ที่ทุกวันได้ตื่นขึ้นมาเห็นฉากชีวิตที่คนในเมืองใฝ่ฝันหา ทุ่งราบริมแม่น้ำในหุบเขาอิ่มตาด้วยสีเขียวสดของทิวข้าวช่วงกำลังระบัดใบ โดยมีแนวคันนาขีดคั่นเป็นลายเส้นคล้ายตาหมากรุก ปูคลุมพื้นที่ตั้งแต่แถบริมฝั่งแม่น้ำแผ่ไกลขึ้นไปจนจดตีนเขา มีดอนเนินน้อยใหญ่แทรกอยู่เป็นหย่อม บริเวณนั้นจะเป็นที่ตั้งชุมชน

ตามถนนที่เลียบขนาบมากับแม่น้ำน่านจากตัวตลาดท่าวังผา ผ่านดอนเนินที่เป็นหมู่บ้านคนเมือง ๔-๕ แห่ง ก็มาถึงบ้านดอนตัน บ้านของครูสมบัติอยู่ริมถนนสายหลักที่ทอดผ่านไปกลางหมู่บ้าน เห็นรถแปลกหน้ามาจอดหน้าบ้าน เจ้าของบ้านคงรู้ว่าต้องเป็นคนที่นัดแนะกันไว้ เขาออกมาเปิดประตูรั้วบ้านต้อนรับด้วยตัวเอง

หนุ่มใหญ่ ผิวขาวอย่างคนพื้นเมืองภาคเหนือ ร่างสูงโปร่ง อยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตแขนยาวพับปลายแขนขึ้นมาถึงข้อศอก กางเกงบลูยีนเก่าซีด สวมรองเท้าแตะฟองน้ำ ผมยาวม้วนมวยเก็บไว้ใต้ปีกหมวกผ้า เขายิ้มทักอ่อนโยนก่อนชวนให้เข้าบ้าน

บ้านหลังเล็กๆ ของคนภูไพรปลูกอยู่กลางพื้นที่ราวครึ่งไร่ภายในแนวรั้ว ฝาบ้านด้านหนึ่งติดกับอาคารสี่เหลี่ยมโถงสูงราวตึกสองชั้นก่อด้วยอิฐมอญ ด้านหน้าและด้านหลังเป็นลานโล่งใต้เพิงหลังคาสูงสำหรับทำงานศิลปะขนาดใหญ่ มุมในสุดด้านขวามีบ้านชั้นเดียวก่อด้วยอิฐอย่างมิดชิดรอบด้าน เขาบอกว่าเป็นบ้านของน้องชายคนเล็ก-นักร้องนำของวง ไว้สำหรับซ้อมร้องเพลง แต่ตอนนี้เจ้าของย้ายไปอยู่ที่กรุงเทพฯ ส่วนน้องชายอีกคนที่เป็นมือกลอง ก็ไปปักหลักตั้งรกรากอยู่ที่ป่าแดด (เชียงใหม่) สมบัติกับเมียและลูกสาววัยเรียนชั้นอนุบาล จึงต้องมาอยู่เป็นเพื่อนแม่ซึ่งอยู่ในบ้านหลังใหญ่ตรงมุมด้านในสุดด้านซ้าย

สมบัติบอกว่าแม้จะมีข้อจำกัดในเรื่องพื้นที่ เขายังคงพยายามอยู่ตามวิถีธรรมชาติ ปลูกทุกอย่างที่กินและกินทุกอย่างที่ปลูก ทำงานเพื่อสิ่งแวดล้อมโลก และใช้ชีวิตอย่างสามัญ

ตอนเรามาถึง เขาเพิ่งผละจากงานในสวนครัว รอยขี้ดินและเศษใบไม้สดยังเปรอะอยู่ตามปลายขากางเกงและซอกนิ้วเท้า คราบเหงื่อชุ่มโชกอกเสื้อ และเป็นมันเยิ้มอยู่บนใบหน้า

ถ้าแฟนเพลงดอนผีบินมาเห็นในยามนี้ จะจำได้ไหมว่า นี่เป็นชายคนเดียวกับที่เคยยืนอยู่หน้าเวทีคอนเสิร์ต ไล่รัวปลายนิ้วกัดกรีดเส้นลวดบนคอกีตาร์ ปล่อยสุ้มเสียงที่เกรี้ยวกราดและนุ่มนวล พาคนฟังปานจะหลุดโลกออกไปถึงดวงจันทร์ !

แต่นี่แหละคือตัวตนของเขา และรูปแบบชีวิตที่เขาอยากเป็น

III อาคารสี่เหลี่ยมโถงสูงเทียมตึกสองชั้น ผนังแน่นหนาด้วยการก่ออิฐมอญซ้อนถึง ๒ แถว ที่เคยใช้เป็นห้องซ้อมดนตรีของวงดอนผีบิน ถูกปรับมาเป็นที่ทำการ “ศูนย์ปฏิบัติการรณรงค์ปลูกจิตสำนึกสิ่งแวดล้อมโลก ภูสันตะวันลับฟ้า” เดิมฝาผนังห้องซ้อมดนตรีปิดทึบทุกด้าน มีช่องเข้าออกเพียงทางเดียว เพื่อกันเสียงร้องแผดตะโกนและเสียงดนตรีอันเร่าร้อนรุนแรงไม่ให้เล็ดลอดออกไปรบกวนโสตประสาทชาวบ้านข้างเคียง หัวหน้าวงบอกว่าเพลงในแนวของพวกเขา การซ้อมต้องเหมือนการแสดงจริง ทั้งการเล่น เสียงร้อง อารมณ์ ไปจนถึงการปรับระดับเครื่องเสียง เมื่อไม่มีความจำเป็นต้องป้องกันเสียง ผนังด้านข้างจึงถูกเจาะเป็นช่องหน้าต่างติดกระจกใสให้แสงผ่านเข้ามาได้ และเจาะผนังด้านหน้าเป็นช่องประตูใหญ่ เปิดกว้างสำหรับทุกคนที่จะเดินเข้ามา

บนฝาผนังด้านในรอบทิศเต็มไปด้วยแผ่นป้ายข้อมูล ทั้งที่เกี่ยวกับเรื่องดนตรีและงานอนุรักษ์ รวมทั้งที่อยู่ในแฟ้มและที่เป็นรูปเล่ม เทป ซีดี ภาพวาด ภาพถ่าย ฯลฯ

ครูสมบัติจำข้าพเจ้าไม่ได้ แต่ดีที่เขาเป็นนักเก็บสะสมทุกอย่างไว้เป็นอย่างดี ระหว่างเปิดอ่านเอกสารข้อมูลเล่มหนึ่ง ข้าพเจ้าพบภาพถ่ายที่เราบันทึกไว้ในวันนั้น และได้ส่งกลับมาให้เขา เขาเขียนบรรยายใต้ภาพว่า นักศึกษากลุ่มกิจกรรมค่ายอาสาจากรามคำแหง มาเยี่ยมศูนย์ฯ ภูสัน

ข้าพเจ้าชี้ตัวเองในภาพถ่ายให้ครูดู พลันเขาก็จำความหลังขึ้นมาได้

“นั่นเป็นยุคที่ ๒ ในการทำงานของผม เวลานั้นผมลาออกจากครูแล้ว” ครูสมบัติพูดถึงความหลังครั้งก่อน

เราขอให้เขาลงรายละเอียดของงานที่เขาพูดถึง

ครูสมบัติเล่าเรื่องไปอย่างสบายๆ ไม่เล่นตัวและไม่วางภูมิ

หลังเรียนจบ ผมสอบบรรจุได้เป็นครูตั้งแต่อายุ ๑๙ ปี สอนวิชาศิลปะอยู่ที่โรงเรียนในอำเภอท่าวังผา อยู่ห่างจากบ้านสัก ๓ กิโลเมตรเท่านั้น เช้าก็ขับรถมอเตอร์ไซค์ไปสอน เย็นกลับบ้าน เป็นอยู่อย่างนั้น ๑๐ กว่าปี จนถึงปี ๒๕๓๔ ผมก็อาสาขึ้นไปเป็นครูบนดอยที่โรงเรียนบ้านสันเจริญ ซึ่งตอนนั้นถนนหนทางไม่ใช่อย่างทุกวันนี้ จากหมู่บ้านจะออกมาที่ตัวอำเภอสักครั้งไม่ใช่เรื่องง่าย

ผมไปถึงหมู่บ้านในตอนเย็น พระอาทิตย์จะลับลงหลังสันเขาพอดี ผมตื่นเต้นมากที่เห็นมันตระหง่านอยู่ตรงหน้า เหมือนเด็กชายได้มาพบภูเขาในความฝัน ผมชอบภาพนั้นที่สุด ตั้งแต่เด็กๆ มาแล้ว ตอนใกล้ค่ำผมชอบขึ้นไปนั่งบนหลังคาบ้าน ดูพระอาทิตย์ตกดิน สวยมากยามที่มันลับขอบเขา ทำประจำทุกวัน แล้วรู้ไหม-สันเขาเทือกที่ผมยืนมองนั้นก็คือเทือกดอยยาวนี่เอง มันเหมือนเป็นสัญญาณว่าทุกอย่างถูกวางไว้แล้ว ว่าวันหนึ่งผมจะต้องมาผูกพันกับเขาเทือกนี้ สุดท้ายเมื่อมาตั้งศูนย์อนุรักษ์ธรรมชาติ ผมจึงตั้งชื่อว่า ภูสันตะวันลับฟ้า นี่เป็นเรื่องในโลกส่วนตัวที่ไม่ค่อยได้เล่าให้ใครฟัง

คืนนั้นชาวบ้านเขาเรียกประชุมกัน

“ทำยังไงดี ครูยังไม่มีบ้านพักเลย”

พวกเขาหารือกัน แล้วตกลงกันว่าจะสร้างบ้านพักครูให้ผมอยู่

ตามสันเนินน้อยใหญ่ที่รายล้อมหมู่บ้านสันเจริญอยู่นั้น เมื่อมองจากโรงเรียน ผมเห็นยอดเขาลูกหนึ่งสูงเด่นกว่าเพื่อน ผมก็บอกชาวบ้านว่าขออยู่ตรงนั้น วันถัดมาเขาก็ระดมกำลังกันมาปลูกกระท่อมให้ผม วันเดียวเสร็จได้อยู่

ผมอยู่ที่นั่นคนเดียว เช้าก็ขี่มอเตอร์ไซค์ลงไปสอนหนังสือที่โรงเรียน ตอนเย็นกลับขึ้นมา ทำเพลง ทำงานศิลปะ นั่นไง รถคันนั้นยังอยู่เลย

ครูสมบัติชี้ไปที่ยุ้งข้าวหลังเล็กๆ ที่อยู่ระหว่างบ้านของแม่กับบ้านน้องชาย มอเตอร์ไซค์วิบาก Yamaha รุ่นเอนดูโร่ สีแดง จอดอยู่ใต้ถุนอย่างสง่างามเหมือนประติมากรรมที่เจ้าของจงใจให้อยู่ในฐานะอนุสาวรีย์แห่งเกียรติยศ

“ครูอยู่ที่กระท่อมนอกหมู่บ้านคนเดียว ?”

ข้าพเจ้าละสายตาจากรถ มาสบตาครู

“อยู่คนเดียวมาตลอด ไม่กลัวอะไร เราทำงานศิลปะ มันต้องการความเงียบสงบที่ได้ยินเสียงของธรรมชาติ”

ใจของข้าพเจ้าได้ยินเสียงหมู่แมลงไพรร้องระงมอยู่รอบชายคากระท่อมเปลี่ยว ขณะแสงตะวันสลายจากขอบฟ้า

“ครูกินอยู่อย่างไร ?”

“อย่างการค้างแรมในป่าของพวกชาวบ้าน เขาจะมีแค่ข้าวสาร เกลือ และน้ำมันหมู หุงข้าว แล้วก็เก็บผักเท่าที่หาได้จากข้างๆ กระท่อม บางทีก็เป็นผักที่ชาวบ้านเขาให้มา มีอะไรเขาก็มักเอามาแบ่งให้ครู เอาผักคลุกๆ กับน้ำมันหมู ใส่เกลือหน่อย แล้วเอาขึ้นไฟ หอม อร่อยง่ายๆ ไปอย่างนั้น”

“แล้วเริ่มทำงานอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมตอนไหนครับ ?”

“หลังเลิกเรียนบางวัน พวกลูกศิษย์พาเดินสำรวจรอบๆ หมู่บ้าน” คำตอบประโยคแรกของครูเป็นเพียงบทนำเรื่อง

ต่อจากนั้นรายละเอียดอันเป็นเรื่องราวความหลังครั้งก่อนไกลก็ทยอยไล่ตามกันมาเป็นสาย

พวกเขาพาผมเดินเข้าไปตามทางเล็กๆ ที่เป็นทางเดินของชาวบ้าน บางช่วงเลียบเลาะไปตามริมห้วย มุดลอดป่าไปโผล่ที่กำเนิดน้ำแห่งหนึ่ง ชาวบ้านเรียกว่า น้ำออกรู เป็นธารน้ำไหลหลั่งออกมาจากใต้ภูเขา ลงสมทบกับห้วยน้ำลัก แล้วไปลงลำน้ำยาว ซึ่งเป็นสาขาสายหนึ่งของแม่น้ำน่าน ผมก็เห็นว่าน่าจะร่วมกันอนุรักษ์บริเวณนั้นเอาไว้ จากนั้นก็ชักชวนคนในหมู่บ้านตั้งกลุ่มอนุรักษ์ธรรมชาติภูสันตะวันลับฟ้า ชวนชาวบ้านอนุรักษ์น้ำออกรู ดูแลวังปลา แล้วพัฒนาไปทำการปักป้ายภาพ

ผมออกแบบโลโก้ของกลุ่ม แล้วทำป้ายชื่อบ้านสีเขียวแจกไปติดตามบ้านสมาชิก คล้ายเป็นข้อตกลงว่าคนในบ้านจะร่วมด้วยช่วยดูแลรักษาป่า บ้านสันเจริญเป็นสมาชิกเกือบทุกหลังคาเรือน

ตลอดเส้นทางเข้าหมู่บ้านและตามจุดสำคัญๆ ที่เราเรียกว่าจุดล่อแหลม ผมวาดภาพบนแผ่นไม้ขนาดใหญ่ไปติดตั้งไว้ สร้างจิตสำนึกให้แก่คนที่ได้เห็น

“เดี๋ยวจะพาไปดูของจริง”

ครูสมบัติพูดทิ้งท้ายเหมือนจงใจจะยั่วไว้ให้ติดตามต่อ

คนดูงานของผมอาจเป็นล้านๆ สายตา จากอำเภอท่าวังผามาถึงหมู่บ้าน คิดดูว่าภาพหนึ่งในหนึ่งปีมีคนเห็นกี่คน กับภาพในแกลเลอรีราคาเป็นล้าน มีกี่คนที่ไปดู ? คงไม่เท่าไร ? ภาพของผมเขียนด้วยเทคนิครูปแบบง่ายๆ สื่อความหมายตรงไปตรงมา ผมอยากให้ชาวบ้านประทับใจในภาพของผม หรือแม้คนไม่รู้หนังสือก็ดูได้รู้เรื่อง
(3 ภาพด้านบน) ป้ายภาพศิลปะของครูสมบัติ แก้วทิตย์ ติดตั้งอยู่ตามริมทาง ในชุมชน โรงเรียน เนื้อหาในภาพเป็นเรื่องของการปลูกจิตสำนึกการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม บางส่วนเป็นภาพของลูกศิษย์ที่ครูส่งเสริมให้เขียน อย่างในภาพซ้าย ที่ครูกำลังสอนเทคนิคการใช้สีให้เหมาะกับอารมณ์ของภาพที่ลูกศิษย์เป็นผู้ร่างขึ้น ครูกับศิษย์ร่วมกันวาดภาพนี้เมื่อปลายเดือนกรกฎาคม ๒๕๔๙ ซึ่งในเวลานั้นคงไม่มีใครคาดคิดว่า ในเดือนต่อมา เรื่องราวในป้ายภาพจะกลายเป็นความจริงขึ้นที่ท่าวังผา!
IV แม้อาคารสี่เหลี่ยมโถงสูงที่เคยเป็นห้องซ้อมดนตรีจะถูกแปลงเป็นที่ทำการศูนย์อนุรักษ์ธรรมชาติไปแล้ว แต่มุมด้านในทั้งสองข้างยังมีตู้ลำโพงขนาดหลายวัตต์ติดตั้งอยู่-มุมละตัว

ครูสมบัติต้อนรับแขกหน้าใหม่ด้วยเพลงเบาๆ เหมือนจะให้เวลาพวกคออ่อนอย่างเราค่อยๆ ปรับหู ก่อนไปสู่สปีดเดทเมทัลเต็มรูปแบบ
ดวงตะวันถึงกาลจากลา เตือนนกกาถึงเวลาค่ำลง
ส่งเสียงร้องกันขับขาน เป็นสัญญาณคืนวันใกล้จบลง
เหมือนดังทุกอย่างเริ่มโรยรา บนฟากฟ้าเต็มด้วยผืนเมฆา
ความสับสนมืดมนย่างเข้ามา ค่ำคืนนี้ไร้แสงดวงดาว ค่ำคืนนี้ไร้แสงจันทรา
อุราข้าตรม นอนซมกับสายลมอันเหน็บหนาว
อยากจะบินบินไปให้สุดไกล จะพาใจลอยไปในนภา
พบพาฝันอันยิ่งใหญ่ ฝันอันแสนไกลเคยใฝ่หา
เรียกความฝันที่หลับใหลให้กลับมา เก็บความหวังคืนวันเคยผ่านมา
บินข้ามกาลเวลา ฝ่าฟันไปตามที่ใจต้องการ
บินข้ามกาลเวลา ฝ่าฟันไปตามที่ใจต้องการ
เสียงสูงกังวานชัดถ้อยชัดคำของนักร้องนำ สอดประสานไปกับเสียงกีตาร์ใสๆ กับเสียงเบสทุ้มนุ่มที่เดินตามจังหวะหนักแน่นของกลองชุด ในเพลง “ไกลบ้าน” จากอัลบัมชุดแรกของวงดอนผีบิน

ก็อย่างที่สังเกตเห็นแต่แรก เขาเป็นนักเก็บ เอกสารต่างๆ ได้รับการรวบรวมไว้อย่างใส่ใจและเป็นระบบ นอกจากข้อมูลด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติแล้ว ในกองข้อมูลและบนฝาผนังยังเต็มไปด้วยภาพถ่ายและข้อมูลเกี่ยวกับความเป็นมาของวงดอนผีบิน ซึ่งข้าพเจ้าสามารถคัดมาถ่ายทอดสู่ผู้อ่านได้โดยเขาไม่ต้องสาธยายใหม่

วงดอนผีบินเกิดจากการรวมตัวของสามพี่น้องตระกูลแก้วทิตย์ เมื่อปี ๒๕๒๘ ภายใต้การนำของพี่ชายคนโต คือครูสมบัติ เป็นหัวหน้าวง ทำหน้าที่เขียนเพลงและเป็นมือกีตาร์ คนกลางชื่อสมศักดิ์ ตำแหน่งกลอง และน้องคนเล็กชื่อสมคิด เป็นนักร้องนำ และเล่นเบส

ชื่อของวงแปลงมาจากชื่อสถานที่ในแถบบ้านเกิด บริเวณนอกหมู่บ้านดอนตันที่ผู้เฒ่าผู้แก่เล่าต่อกันมาว่า เคยเป็นทุ่งสมรภูมิระหว่างกลุ่มชนต่างเผ่าพันธุ์ ที่มักยกทัพมาประจันหน้าและห้ำหั่นประหัตประหารกันหลายครั้งหลายครา เกิดการล้มตายของผู้คนจำนวนนับไม่ถ้วน จึงเชื่อกันว่ามีดวงวิญญาณมากมายสิงสถิตอยู่แถวนั้น แล้วยามค่ำคืนชาวบ้านก็มักเห็นดวงไฟลอยขึ้นจากพื้น ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นดวงวิญญาณของผีสางที่เร่ร่อน เลยพากันเรียกที่แถวนั้นว่า ดอนผีลอย

ครูสมบัติประทับใจในชื่อนั้น เมื่อหยิบนำมาเป็นชื่อวงก็แปลงคำเป็น ดอนผีบิน ให้ฟังดูหลอนๆ เหมือนแนวเพลงของวง แล้วหัวหน้าวงก็จัดการออกแบบกลุ่มคำนั้นเป็นรูปค้างคาว ใช้เป็นโลโก้ของวง ด้วยความประทับใจในบุคลิกเฉพาะของสัตว์ราตรีชนิดนั้น

วงดอนผีบินทำเพลงชุดแรกชื่อ โลกมืด ในรูปแบบ underground ทำเองขายเองโดยไม่เข้าสังกัดค่ายเพลง ซึ่งในห้วงเวลานั้นเมืองไทยยังแทบไม่รู้จักเพลงแนวเดทเมทัลด้วยซ้ำ และวงการเพลงใต้ดินในขณะนั้นก็เป็นของเพลงแนวเพื่อชีวิตเป็นหลัก แต่ถึงอย่างนั้นดอนผีบินยังได้รับการยอมรับจากแฟนเพลงแนวฮาร์ดคอร์อย่างกว้างขวาง ด้วยความสดใหม่ แหวกแนว และแฟนเพลงต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันมาตลอดว่าดอนผีบินเป็น “ของแท้”

หลังจากนั้นอีกปี อัลบัมชุดที่ ๒ ชื่อ เส้นทางสายมรณะ ก็ออกตามมา ด้วยกลิ่นอายดนตรีที่หนักหน่วงรุนแรงยิ่งกว่าชุดแรก

แล้วตามด้วยอัลบัมชุดที่ ๓ ชื่อ อุบาทว์-อุบัติ ในอีกปีต่อมา

ในอัลบัมที่ ๔ ชุด สองฟากฝั่ง ดอนผีบินเดินเข้าสู่สังกัดค่ายเพลง แต่เนื้อดนตรีและการทำงานยังเป็นอิสระตามบุคลิกของดอนผีบิน เพลง “Return to the Nature II” ในอัลบัมชุดนี้ ได้รับรางวัลเพลงบรรเลงยอดเยี่ยม สีสันอะวอร์ดส์ ประจำปี ๒๕๔๐

แล้วในปีต่อมา (๒๕๔๑) เพลง “ใดใดไร้ยืนยง” จากอัลบัมชุดที่ ๕ สัญญาณเยือน ก็ได้รางวัลเพลงบรรเลงยอดเยี่ยม สีสันอะวอร์ดส์ ซ้อนอีกสมัย

ปี ๒๕๔๓ ออกอัลบัมที่ ๖ ปรากฏการณ์-ปรากฏกาย กับค่ายเพลงระดับยักษ์ใหญ่ของเมืองไทย แต่ยอดขายเพียงหลักหมื่นหลักแสนสำหรับเพลงนอกกระแสดูจะไม่เป็นที่พอใจของผู้บริหารค่ายเพลงเท่าใดนัก

นอกจากนี้ดอนผีบินยังมีอัลบัมรวมเพลง บันทึกการออกรายการวิทยุ และบันทึกการแสดงสด อีกรวมทั้งสิ้น ๑๔ ชุด

ยอดขายอาจไม่ฟู่ฟ่าอย่างศิลปินในกระแส แต่ดอนผีบินก็พอใจกับจำนวนแฟนเพลงที่เหนียวแน่นแน่นอนอยู่จำนวนหนึ่ง ซึ่งประเมินจากยอดขายเทปและการตอบรับจากแฟนเพลงก็คำนวณว่ามีอยู่ราวแสนคน ใต้เพิงหลังคาด้านหลังบ้านมีกระบะไม้ขนาดใหญ่ ยาวเท่าฝาด้านหนึ่งของบ้าน ในนั้นเต็มไปด้วยจดหมายเป็นพันๆ ฉบับจากสาวกทั้งในกรุงเทพฯ และตามหัวเมืองทั่วประเทศ

เรื่องตัวเลขจำนวนแฟนเพลงนี้ไม่ใช่คำคุยที่อ้างกันลอยๆ แต่ส่วนหนึ่งเคยได้พบเห็นตัวตนจริงๆ กันมาแล้ว

ในการแสดงสดครั้งใหญ่ คอนเสิร์ต Return to the Nature เมื่อปี ๒๕๔๐ สาวกดอนผีบินเดินทางมาชุมนุมกันแน่นเต็มลานหอประชุม AUA

ครูสมบัติเล่าเหตุการณ์วันงานคอนเสิร์ตว่า

“แฟนเพลงใส่ชุดดำหมด ดำมืดมากันเต็มถนน บางกลุ่มเหมารถทัวร์ขึ้นมาจากภาคใต้ก็มี”

ภาพถ่ายบันทึกเหตุการณ์ในวันนั้นหลายภาพ ติดอยู่บนฝาผนังภายในศูนย์ฯ

อารมณ์ของนักดนตรีแต่ละคนกำลังเต็มเหนี่ยวอยู่กับเครื่องดนตรีของตัวเอง บนเวทีที่เจิดจ้าร้อนแรงด้วยสีแสงไฟ ด้านหลังมองเห็นตู้ลำโพงยี่ห้อดังวางเรียงซ้อนกันเป็นแถว

“เราใช้ลำโพงของ Marshall เท่านั้น แล้วเปิดสุดถึงเลข ๑๐ ทุกตัว การปรับตั้งเสียงต้องอาศัยฝีมือที่ประณีตมาก เอนจิเนียร์ของเราจะปรับไปจนถึงเวลาเล่นจริง เขาจะคำนวณปริมาณคนดูด้วยว่าคนดูหนาแน่นเท่านี้ การดูดซับเสียงจะเท่าใด ไม่ใช่ตั้งเอาไว้แล้วเสร็จเลย เพลงแนวสปีดเดทเมทัลต้องใช้เอฟเฟ็กต์เยอะ การปรับเครื่องเสียงต้องใช้ความชำนาญมาก เสียงจึงจะออกมาสมบูรณ์ถึงอารมณ์ คนฟังเขาก็สุดเหวี่ยงไปกับเรา”

สุดเหวี่ยงกันจริงอย่างที่หัวหน้าวงเล่า หลายคนเหงื่อโทรม บางคนถูกเพื่อนยกส่งไหลไปบนคลื่นคนดู อีกจำนวนหนึ่งแสดงลีลาอาการต่างๆ กันไป

ภาพหนึ่งที่ถูกบันทึกไว้เป็นกลุ่มแฟนเพลงแถวหน้าสุดติดรั้วเวที สะท้อนอารมณ์คลั่งไคล้สุดฤทธิ์ของเหล่าสาวก เด็กหนุ่มคนหนึ่งซบหน้าลงแนบขอบรั้วเหมือนกำลังอยู่ในความเคลิบเคลิ้มสุดใจ อีกบางคนประสานมือทั้งสองประกบกันยกขึ้นจดหน้าผาก บางคนกางมือแผ่นิ้วออกเหมือนกำลังจะบิน และอีกคนเอาสองมือกำรอบคอตัวเองปานว่าอยู่ในอาการสะใจถึงขั้นจะแดดิ้น

ข้าพเจ้าขอให้เจ้าของเสียงกีตาร์ช่วยบรรยายภาพ

เขาฉายภาพสังคมตามทัศนะของเขาก่อนนำเข้าสู่คำตอบ

ทุกวันนี้เราถูกบีบคั้นด้วยการควบคุม แต่ก็ทำได้แค่ชีวิต จิตวิญญาณไม่มีใครควบคุมได้ ตลอดเวลาแต่ละคนก็หาช่องทางที่จะปลดปล่อย พอมาเจอดนตรีที่เป็นสะพาน เขาก็... ”โอ้-นี่แหละที่ฉันค้นหามา นี่แหละสายจิตวิญญาณของฉันที่ฉันจะเดิน เสียงนี่ไงที่ทำให้ฉันเห็นตัวฉัน”

นี่แค่เขาได้ยินเสียงเพลงจากเทปนะ แล้วพอมาเจอของจริงในการเล่นสดนี่มันเหมือนได้ไปเหยียบดวงจันทร์เลยนะ มันจะตื่นเต้นขนาดไหนล่ะ ก็เลยออกอาการ

เห็นอารมณ์ของแฟนเพลง ข้าพเจ้านึกอยากลองฟังเสียงเพลงในทำนองที่ว่านั้น

หัวหน้าวงดอนผีบินลุกไปเปลี่ยนเทปเป็นเพลงสปีดเดทเมทัลเต็มรูป

เสียงดนตรีหนักหน่วง อึกทึก เสียงรัวกลองกระแทกกระทั้นสนั่นหวั่นไหวปานแผ่นดินจะแยก ปนเปไปกับเสียงร้องแหบห้าวที่แผดตะโกนมาจากผนังลำคอ ร้องรัวเร็วจนคนฟังแทบหายใจไม่ทัน และยังมีเสียงกรีดร้องโหยหวนแทรกอยู่ในท่อนโซโลกีตาร์ กับเสียงสุนัขเห่าในท้ายเพลง

ข้าพเจ้าไม่เคยได้ยินเพลงไทยที่มันรุนแรง ดุดัน เท่านี้มาก่อนเลย เร็วจนต้องกางเนื้อเพลงอ่านตามไปด้วยจึงจะรู้ความ
ฟังเสียงโห่ร้อง ประกาศก้องไปทั่วแดนฟ้า
ผู้คนต่างบอกโลกาว่าอันตัวข้านี้ปัญญามี
ภูมิใจในการกระทำ ผลงานเรียงรายเลิศล้ำ
นี่คือสิ่งบ่งบอกตอกย้ำมันสมองผู้นำหัวปัญญาชน
สร้างเมืองมายา อุตสาหัสกรรม รุ่งเรืองเลิศล้ำมีปัญญาดี
เราจะมีเมืองใหม่ แสงสีวิไล ซื้อน้ำซื้อไฟ
โครงการต่อไป ซื้อลมหายใจ
ไชโย ไชโย ไชโย ไชโย ไชโย
ภูมิใจในปัญญามี ภูมิใจในปัญญาดี
ภูมิใจในปัญญามี ภูมิใจในปัญญาดี
สร้างเมืองมายา อุตสาหัสกรรม รุ่งเรืองเลิศล้ำมีปัญญาดี
เราจะมีเมืองใหม่ แสงสีวิไล ซื้อน้ำซื้อไฟ
โครงการต่อไปซื้อลมหายใจ
ไชโย ไชโย ไชโย ไชโย ไชโย
ภูมิใจในปัญญามี ภูมิใจในปัญญาดี
ภูมิใจในปัญญามี ภูมิใจในปัญญาดี
ภูมิใจในการกระทำ ภูมิใจอุตสาหัสกรรม
อุตสาหัสกรรม อุตสาหัสกรรม
อุตสาหัสกรรม อุตสาหัสกรรม
ผลงานเลิศล้ำ สิ่งใดใครทำ รับผลตอบแทน
ไม่เร็วก็ช้า ไม่ช้าก็เร็ว ไม่เร็วก็ช้า ไม่ช้าก็เร็ว
ทำ ทำ ทำ ทำ รุกล้ำเมืองเทวา
ทำลายผืนดิน ผืนป่า ขับไล่เมฆา ผืนฟ้า สายลม
ไป ไป ไป ไป
เราจะมีเมืองใหม่ แสงสีวิไล ซื้อน้ำซื้อไฟ
โครงการต่อไป ซื้อลมหายใจ
ไชโย ไชโย ไชโย ไชโย ไชโย
โครงการเมืองใหม่ แสงสีวิไล
ภูมิใจในปัญญามี ภูมิใจในปัญญาดี
โครงการเมืองใหม่ แสงสีวิไล
ภูมิใจในปัญญามี ภูมิใจในปัญญาดี
ผลงานเลิศล้ำ สิ่งใดใครทำ รับผลตอบแทน
ไม่เร็วก็ช้า ไม่ช้าก็เร็ว ไม่เร็วก็ช้า เมืองมรณา
ไม่เร็วก็ช้า ไม่ช้าก็เร็ว ไม่เร็วก็ช้า เมืองมรณา
ไม่เร็วก็ช้า ไม่ช้าก็เร็ว ไม่เร็วก็ช้า เมืองมรณา
ตาย ตาย ตาย ตาย ตาย ตาย ไม่เร็วก็ช้า เมืองมรณา
ตาย ตาย ตาย ตาย ไม่เร็วก็ช้า เมืองมรณา
ตาย ตาย ตาย ตาย ไม่เร็วก็ช้า เมืองมรณา
ตาย ตาย ตาย ตาย
“ร้องให้ช้า ชัด ฟังง่ายๆ ให้คนส่วนใหญ่เข้าใจด้วยไม่ได้หรือ ?”

ข้าพเจ้าถามมือกีตาร์-หัวหน้าวงดอนผีบิน เมื่อเพลง “เมืองมรณา” จบลง ไล่สายตาดูจากรายชื่อ แต่ละเพลงล้วนชวนให้อยากฟัง “สนธยาเยือน” “สังคมบัญชาการ” “ก่อนกาลก่อนกลไก” “ก่อนจะไร้ซึ่งวิญญาณ” หรือเพลงบรรเลงอย่าง “พบกันที่ดาวดวงใหม่” “สิ้นสุดความหมายแห่งการดำรง”

ครูสมบัติตะโกนตอบแข่งกับเสียงอินโทรของเพลงต่อไปที่กำลังเริ่มบรรเลง

“ช้าอยู่ไม่ได้แล้ว ปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมมันเห็นนรกอยู่ตรงหน้าแล้ว ! เมื่อแนวคิดและเนื้อเพลงของเราเป็นอย่างนี้ เราก็ต้องหาทำนองดนตรีมาให้สอดคล้องกัน เราเห็นสภาพที่เป็นอยู่ จะเอาดนตรีเบาๆ มาเชื่อม มันไม่ได้แล้วไง แค่นั้นมันไม่พอแล้วที่จะมาบ่นอยู่ มันต้องรุนแรงไปกับเหตุการณ์”

“สถานการณ์เลวร้ายถึงขั้นนรกกวักมือเรียกแล้วหรือ ?”

“เดี๋ยวจะพาไปดู”

V เส้นทางมุ่งสู่ป่าภูสัน-ดอยยาว (ทางหลวงหมายเลข ๑๑๔๘) ทอดจากตัวอำเภอท่าวังผา ข้ามแม่น้ำน่านมุ่งไปทางอำเภอสองแคว ราว ๑๕ กิโลเมตร ก็มาถึงหมู่บ้านปางสา

พื้นที่ปฏิบัติการปลูกจิตสำนึกของครูสมบัติ แก้วทิตย์ เริ่มจากแถบนี้เข้าไปทางฟากซ้ายของถนน ลึกเข้าไปจนถึงตีนดอยยาวเป็นระยะทางร่วม ๒๐ กิโลเมตร

ป้ายภาพเขียนสีบนแผ่นกระดานขนาดใหญ่เท่าฝาบ้านติดตั้งอยู่ตามริมถนน เนื้อในภาพเป็นเรื่องราวความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่า ทิวทัศน์ที่สวยงาม ภาพชีวิตเรียบง่ายตามแบบของชาวชนบท ชีวิตสัตว์ป่า ฯลฯ บางภาพอาจมีข้อความที่สื่อความหมายถึงการเรียกร้องและปลุกเร้าให้ยึดมั่นอยู่ในวิถีแห่งธรรมชาติ

“ใช้เทือกเขาเป็นห้องแสดงงานมาเป็นสิบๆ ปี ครูไม่คิดจะไปตามแกลเลอรีหรูๆ ในเมืองบ้างหรือ ?” ระหว่างนั่งรถเข้าพื้นที่ด้วยกัน ข้าพเจ้าอยากใช้เวลาช่วงเดินทางให้เป็นประโยชน์ไปด้วย

ศิลปินคนภูไพรทอดสายตาไปที่ภาพเขียนที่ติดตั้งอยู่ข้างทาง

ผมไม่เคยมีแก่จิตแก่ใจจะเขียนภาพเพื่อแสดงงาน ตอนเขียนภาพคิดอยู่อย่างเดียวว่า ถ้าเขียนเสร็จเราจะมีความสุขกับภาพนั้น เขียนเสร็จได้ห้อยไว้ข้างฝา เราพอแล้ว ไม่คิดถึงการขาย การโชว์ ไม่คิดถึงแกลเลอรีอะไรทั้งนั้น

ความคิดนี้สะสมกลายมาเป็นสื่อสิ่งแวดล้อม อะไรที่ทำอุทิศให้สิ่งแวดล้อมหมด ภาพทุกภาพที่เป็นไอเดีย จะคลี่คลายไปสู่ป้ายภาพขนาดใหญ่เพื่อติดตั้งในชุมชน ติดตั้งตามข้างถนน

คนมาเห็น เขาบอก “นี่เป็นการแสดงงานแบบสุดยอดเลย บนแกลเลอรีระดับโลก”

ขุนเขาเป็นแกลเลอรีของเรา ไม่ต้องอยู่ในโชว์รูมที่สวย ติดแอร์หรูหรา

คนดูงานของผมอาจเป็นล้านๆ สายตา จากอำเภอท่าวังผามาถึงหมู่บ้าน คุณคิดดูว่าภาพหนึ่งในหนึ่งปี มีคนเห็นกี่คน กับภาพในแกลเลอรีราคาเป็นแสน มีกี่คนที่ไปดู ? คงไม่เท่าไหร่ ? คนดูของผมมีทุกประเภท ดูแล้วได้ทั้งเนื้อในภาพ จิตสำนึก ข้อความในภาพ นี้คือภาพที่เรียบง่ายไม่ยุ่งยาก ไม่ต้องมีแบบแผน แต่ตั้งปุ๊บ คนเห็นเป็นแสน

ผมภูมิใจว่างานทุกอย่างที่เราเขียนคือการรับใช้ คืนไปสู่ธรรมชาติ เราได้อยู่อาศัย ได้แรงบันดาลใจ จนเกิดแนวคิดในการเขียน เกิดผลงาน สุดท้ายคืนสู่ธรรมชาติทั้งหมด

ป้ายภาพหลายชิ้นของคนภูไพรที่เพิ่งผ่านสายตาข้าพเจ้า เป็นภาพที่เน้นความงาม เขียนด้วยเทคนิครูปแบบง่ายๆ สื่อความหมายตรงไปตรงมา เปรียบได้กับเพลงลูกทุ่ง

ข้าพเจ้าพูดออกไปตรงๆ ว่าดูเหมือนเชยๆ

คนภูไพรไม่โกรธ--และไม่กังวล

ธรรมชาติเป็นความเรียบง่าย ไม่ต้องเครียด ไม่ต้องมีขั้นตอนเยอะ หรือต้องเป็นสูตร ว่าต้องยากอย่างนั้นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นงานของผมที่ออกมาจะเรียบง่าย รับได้ตั้งแต่ระดับชาวบ้านขึ้นไป ผมอยากให้ชาวบ้าน โดยเฉพาะคนชนเผ่าที่การอ่านการเรียนอาจค่อนข้างน้อย ประทับใจในภาพของผม หรือแม้แต่คนไม่รู้หนังสือก็ดูได้รู้เรื่อง ไม่ต้องไปโชว์ว่าเป็นแอ็บสแทร็กต์ นั่นคนรับได้ยาก ของผมจะเป็นแบบลูกทุ่ง เขียนออกมาแล้วมีความสุข ชาวบ้านชอบ พอแล้ว ไม่คิดว่าอันนี้เกรดต่ำ อันนั้นเกรดสูง ไม่รู้ด้วยว่าจะวัดกันอย่างไร

ตั้งแต่ผ่านทางเข้ามา เห็นงานขนาดใหญ่จำนวนมากมาย ข้าพเจ้าเกิดความสงสัย “ทั้งหมดนี่ครูทำเองคนเดียวหรือครับ ?”

“การทำงานของผมไม่มีโครงสร้าง ศูนย์ปฏิบัติการรณรงค์ปลูกจิตสำนึกสิ่งแวดล้อมโลก ภูสันตะวันลับฟ้า มีผมคนเดียว ไม่มีคณะกรรมการ ไม่มีงบประมาณสนับสนุน เป็นการทำงานที่สวนทางกับระบบราชการ ของเขาจะทำอะไรต้องมีงบประมาณ ต้องมีแผนงาน ของเราทำด้วยใจ ก็รอดมาได้เป็นระยะ และเป็นประโยชน์กับสังคม”

เขาเล่าด้วยว่า ทำมานานจนมีคนมาเห็น ตอนหลังเจ้าหน้าที่ป่าไม้จากหน่วยจัดการต้นน้ำในพื้นที่ ช่วยออกทุนค่าสีค่าแผ่นไม้ให้บ้าง และสร้างหลังคาที่ตั้งป้าย ช่วยให้แผ่นภาพมีอายุยืนนานขึ้น

“แล้วที่ว่าเรื่องสิ่งแวดล้อม เห็นนรกอยู่ตรงหน้าล่ะ ?”

ครูสมบัติบอกให้ทบทวนดูสองข้างทางที่เราผ่านเข้ามา นับตั้งแต่ข้ามแม่น้ำน่านมาจากท่าวังผา

ท้องทุ่งและเนินเขาสองฟากถนนกลายเป็นไร่ข้าวโพดโล่งโจ้ง

“เหลียวไปทางไหนเห็นแต่สารเคมี แม้บนที่ลาดชันก็เปิดหน้าดินกันจนแทบไม่เหลือ เอายามาพ่น ปลูกข้าวโพด ผมมองทุกอย่างไม่ใช่แค่ทางสายตาเท่านั้น ผมใช้ใจกระทบมัน ในความรู้สึกผมเห็นสารเคมีไหลลงมาเป็นสีแดง แล้วนี่คือแหล่งกำเนิดสายน้ำอันยิ่งใหญ่ ถ้าที่นี่เสีย ที่ปลายน้ำก็เสีย ใจก็กังวลว่ามันต้องล่มสลายถ้าไม่ทำอะไรสักอย่าง นี่เป็นความเจ็บปวดทางจินตนาการ เจ็บปวดไปหมด ทำให้อยู่ไม่สุขแล้ว ต้องดิ้นรนทำโดยไม่ต้องมีใครบังคับ”

ครูสมบัติเว้นวรรค ระบายลมหายใจยาว ก่อนจะพูดต่อ

“จากนี้ลึกเข้าไปจนถึงหมู่บ้าน สถานการณ์ก็ไม่ต่างกัน นับตั้งแต่ถนนหนทางสะดวกขึ้น รถยนต์วิ่งเข้าออกได้ตลอดทั้งปี หมู่บ้านก็กลายเป็นที่ปลูกพืชพาณิชย์ พ่อค้าคนกลางเอาเงินมาให้กู้ลงทุน เอายา เอาเมล็ดพันธุ์มาให้ ชาวบ้านชอบมาก เกิดการใช้สารเคมีกันอย่างมโหฬาร”

“ที่ครูทำมายาวนานหลายปีมันล้มเหลวหรือ ?”

“มันมีการผลัดเปลี่ยนรุ่น พวกผู้ใหญ่ที่เคยทำมาด้วยกันแก่เฒ่าไป คนรุ่นใหม่ขึ้นมาเป็นผู้นำ เขาอาจไม่ได้รับการปลูกฝังความรักธรรมชาติ ก็เริ่มไม่เอาด้วย เอาเงินเป็นตัวตั้ง ชอบความสะดวกมากกว่า ยอมเป็นหนี้สิน เอาสารเคมีมาลง เกิดผลกระทบอย่างไรไม่สนใจ เราก็คิดว่าต้องเปลี่ยนยุทธศาสตร์ใหม่”

“ที่นับเป็นยุคที่ ๒ ในการทำงานของครู ?”

“ใช่ ก็ช่วงที่คุณเข้ามาเจอผมเมื่อครั้งก่อน”

“เปลี่ยนแนวทางไปอย่างไรครับ ?”

“เน้นเรื่องการปลูกจิตสำนึก ถ้าเราปลูกฝังความรักธรรมชาติลงในจิตใจเขาได้ มันจะอยู่กับเขาตลอดไป นอกจากสื่อผ่านภาพศิลปะ ทุกวันศุกร์ผมจะเข้าไปสอนเด็กตามโรงเรียน สอนวิชาศิลปะแล้วสอดแทรกเรื่องสิ่งแวดล้อมเข้าไปด้วย”

แม้ลาออกจากราชการมากว่าสิบปีแล้ว ครูสมบัติยังคงอาสาสอนวิชาศิลปะให้แก่เด็กนักเรียนในพื้นที่ หลักการสอนของครูคือให้เด็กๆ กล้าถ่ายทอดงานออกมาตามที่คิด ภาพวาดของบรรดาลูกศิษย์จึงแตกต่างกันอย่างมีเอกลักษณ์ ทั้งในแง่แนวคิด เทคนิค วิธีการ บางชิ้นเคยนำออกแสดงถึงในต่างประเทศ
VI ลึกจากทางหลวงหมายเลข ๑๑๔๘ ที่บ้านปางสาเข้าไปจนถึงดอยยาว มีชุมชนคนภูเขาเผ่าเมี่ยน (เย้า) ตั้งอยู่ ๓ หมู่บ้าน ได้แก่ บ้านน้ำลักใต้ บ้านน้ำกิ และบ้านสันเจริญ ที่ครูสมบัติเคยเข้ามาเป็นครูอยู่เมื่อ ๑๐ กว่าปีก่อน

บ้านสันเจริญกับบ้านน้ำกิตั้งอยู่ชิดติดตีนดอย ป่าไม้สายน้ำจึงยังคงความอุดมสมบูรณ์ไว้ได้มากกว่า ขณะที่หมู่บ้านน้ำลักใต้ซึ่งอยู่ห่างออกมา ตั้งชุมชนอยู่กลางเนินเขาซับซ้อนที่แทบไม่มีไม้ใหญ่หลงเหลือ จนเมื่อชาวบ้านเริ่มทำการอนุรักษ์ รายรอบหมู่บ้านจึงร่มรื่นขึ้นเป็นลำดับ

งานของครูสมบัติในยุคที่ ๒ ขยายมายังหมู่บ้านนี้ด้วย

เข้ามาพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดความรู้ วางแผนหาแนวทางทำงานร่วมกับครูในโรงเรียน และอุทิศเวลามาช่วยสอนวิชาศิลปะให้แก่เด็กๆ

และก็เช่นเดียวกับกิจกรรมอื่นๆ ที่ครูสมบัติเคยทำมา งานนี้ครูยังคงใช้ทุนส่วนตัวโดยไม่มีการของบประมาณจากที่ใด

ต่อมาเมื่อเห็นว่าการปลูกจิตสำนึกคนบนที่สูงแต่เพียงส่วนเดียวคงไม่เพียงพอ ระยะหลังครูสมบัติจึงเข้าไปสอนตามโรงเรียนในหมู่บ้านพื้นราบด้วย

เป็นงานที่ไม่เหลือบ่ากว่าแรงและไม่ยากในความคิดของครู

“เราแค่สอนให้เขากล้าถ่ายทอดออกมาตามที่เขาคิด ศิลปะมันไม่มีถูกมีผิด เห็นผลงานของเขาเราก็ค่อยๆ ชี้แนะว่าลองทำอย่างนั้นบ้างอย่างนี้บ้างดูไหม งานของแต่ละคนที่ออกมาจึงไม่เหมือนกันเลย และงานของเด็กที่นี่จะแปลก แตกต่างทั้งแนวคิด เทคนิค วิธีการ ไม่เหมือนของเด็กทั่วๆ ไป”

งานสร้างสรรค์ของเด็กๆ ได้แสดงต่อสาธารณชนในวาระและสถานที่ต่างๆ เช่นเดียวกับงานของครู และเคยเผยแพร่ไปไกลถึงต่างประเทศ กระทั่งมีแหล่งทุนจากญี่ปุ่นเข้ามาให้การสนับสนุนการสร้างอาคารเรียนที่โรงเรียนบ้านน้ำลักใต้

ส่วนในหมู่บ้านอื่นๆ ผลิตผลจากงานปลูกจิตสำนึกของครูก็เติบโตขึ้นมาเป็นสมาชิกรุ่นใหม่ของชุมชน ครูพูดถึงลูกศิษย์กลุ่มหนึ่งที่บ้านปางสาด้วยความภาคภูมิใจ

“ลูกศิษย์จำนวนหนึ่งโตเป็นวัยรุ่นกันแล้ว ไม่ยุ่งเรื่องกินเหล้าเมายา เขากลับมาสู่ชีวิตพอเพียง ได้แนวคิดมาจากผม ไปตั้งกลุ่มอยู่ที่บ้านปางสา ทำเรื่องสิ่งแวดล้อมใช้ชีวิตพอเพียง ปลูกทุกอย่างที่กิน กินทุกอย่างที่ปลูก ทำเรื่องอนุรักษ์สัตว์ป่า เป็นตัวอย่างให้คนในหมู่บ้านมาดู นี่คือสิ่งที่เราหวังไว้ หวังการสร้างคน”

VII วันปลายเดือนกรกฎาคม ๒๕๔๙

บนยอดเขานอกหมู่บ้านสันเจริญที่ตั้งกระท่อมของครูสมบัติ เปลี่ยนแปลงไปมากจนข้าพเจ้าจำไม่ได้แม้กระทั่งทางเข้า เนินเขาโล่งๆ ทั้งลูกที่เคยมีแต่ทุ่งหญ้าปกคลุม มาบัดนี้ได้ถูกแทนที่ด้วยพุ่มไม้ยืนต้นแน่นหนาเป็นดง แผ่พุ่มร่มครึ้ม ห่อคลุมกระท่อมปีกไม้ที่ตั้งอยู่กลางยอดเนินเสียมิดชิด มองฝ่าเข้าไปแทบไม่เห็น จนกว่าจะลอดอุโมงค์ต้นไม้ขึ้นไปถึงริมชายคา

ต้นไม้พื้นบ้านจำพวกมะม่วง ขนุน มะขาม ที่ครูสมบัติทดลองเอาเมล็ดมาลงแซมไว้กับไม้ป่าตามธรรมชาติ ก็งอกงามยืนต้นอยู่ด้วยกันอย่างกลมกลืน เสียงน้ำตกทิ้งสายลงจากโตรกผาในป่าต้นน้ำบนภูสัน ดังได้ยินมาถึงกระท่อม บางคราวก็มีเสียงนกป่าขับขานมาจากหลังดงไม้ และเสียงหริ่งเรไรระงมอยู่เป็นห้วงๆ ทั้งที่เป็นยามเที่ยงวัน

ครูสมบัติบอกว่าแทบทุกเพลงของวงดอนผีผิน เขาเขียนขึ้นที่นี่

“ทำงานอนุรักษ์ไป ผลของการอนุรักษ์ ผลของความเจ็บปวด คั้นออกมาเป็นงานศิลปะ ทั้งภาพเขียนทั้งเพลง” หัวหน้าวงดอนผีบินพูดพร้อมทำไม้ทำมือประกอบ เขามักออกท่าทางไปด้วยตลอดเวลาขณะพูด

ข้าพเจ้าเฝ้าฟังเรื่องที่เขาจะเล่าต่อ

ผมทำทั้งสองงานไปด้วยกัน ในภาคของดนตรี คนฟังจะสัมผัสได้ว่า งานของเราเกิดมาจากดิน น้ำ ลม ไฟ ไม่ใช่งานที่นั่งในห้องแอร์แล้วสร้างภาพ มันออกมาจากความเจ็บปวด และตัวตนจริงๆ ของผม ซึ่งเป็นหัวหน้าวง เป็นคนแต่งเพลง กำหนดลายดนตรีทุกอัลบัม รวมทั้งออกแบบโลโก้ของวง ผมไม่เคยนั่งเขียนเพลงอยู่ในห้องที่เย็นสบาย และเพลงก็ไม่เคยมีจุดหมายเพื่ออย่างนั้น ผมอยู่อย่างนี้ คลุกคลีอยู่กับป่ากับเขา จอบ เสียม เพลงก็ออกมาจากจุดนั้น พลังนี้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คนฟังประทับใจ

บางครั้งระหว่างนั่งพักเหนื่อยจากขุดดิน มันแวบขึ้นมาก็จดไว้ บางครั้งก็ได้ยินเสียงดนตรีจากธรรมชาติที่เป็นความงดงาม กลับบ้านไปก็เล่นกีตาร์ บันทึกเป็นเสียง จดจำไว้ เป็นครั้งๆ แต่ละอัลบัมจึงไม่เคยมีการกำหนดจุดหมายว่าต้องอย่างนั้นอย่างนี้ ไม่มีการวางแผน ไม่มีสิ่งแอบแฝง ไม่มีอะไรปิดกั้น มันออกมาอย่างใสสะอาด

เพลงบรรเลงที่ได้รับรางวัลยอดเยี่ยมสีสันอะวอร์ดส์ทั้ง ๒ ปีซ้อน ก็มาจากกระท่อมนั่นแหละ ดีดไปดีดมา เอาอันนั้นไปบันทึก แล้วก็ได้รางวัล ใครก็ไม่สามารถอธิบายได้ว่ามันไพเราะอย่างไร แต่ฟังแล้วให้ความรู้สึกว่าเหมือนอยู่กับสายน้ำ กับผืนดิน เพลงบรรเลงนี่ไม่ต้องคิดมากว่าจะต้องเข้าใจ เปิดฟังแล้วถ้าเกิดความรู้สึกว่าชอบ เย็น ก็เป็นอันจบ ศิลปะไม่มีกฎเกณฑ์ ไม่มีผิด ไม่มีถูก ไม่ต้องไปสับสนว่าคนอื่นเขาจะว่าเราเสพไม่เป็น

เพลงที่ผมนำเสนอออกไป เบื้องหลังคือมาจากแรงบันดาลใจในธรรมชาติทั้งหมด เพลงของเราออกมาจากธรรมชาติ และคนที่มาฟังก็คงเป็นคนชอบธรรมชาติ

“ครูได้แบบอย่างมาจากไหนบ้างไหมครับ ?” ข้าพเจ้าแทรกคำถามอย่างเกรงใจ

เกรงใจกับการขัดจังหวะเรื่องเล่าที่กำลังลื่นไหล และไม่แน่ใจว่าจะเป็นการละลาบละล้วงหรือไม่

“ต้นแบบ-ไม่มี” หัวหน้าวงดอนผีบินตอบทันควัน “แต่อยู่กับเรื่องดนตรีมาตั้งแต่เกิดก็ว่าได้”

เขาเว้นวรรคคำพูด อาจเป็นห้วงที่เขากำลังหวนกลับไปในหุบเหวแห่งอดีต ควานหาความหลังเพื่อจะเอากลับมาเล่าใหม่ วงสนทนาเงียบ เราจึงได้ยินเสียงของพงไพร เป็นเสียงของนก กระรอก และสัตว์ตัวเล็กตัวน้อยที่เราไม่เคยเห็นตัว รอบกระท่อมรกชัฏพอให้พวกมันอาศัยหลบซ่อนตัวอยู่ได้อย่างปลอดภัย เพียงลานรอบกระท่อมเท่านั้นที่เจ้าของคอยตัดแต่งจนเตียน แต่ในแง่ของความร่มรื่นดูไม่แตกต่างกัน ใต้ร่มไม้ทางด้านหลังกระท่อมที่เรานั่งคุยกันอยู่ก็แทบไม่มีแสงแดดส่องลงมาถึง ครูสมบัตินั่งอยู่บนชิงช้า ข้าพเจ้ากับเพื่อนบ้างนั่งเปลและนั่งบนพื้น ล้อมวงหันหน้าเข้าหากัน

ข้าพเจ้าหันมองหาลานที่เราเคยนั่งคุยกันเมื่อครั้งกระโน้น แต่ไม่ทันรำลึกนึกได้ ก็ถูกเสียงของคนภูไพรเรียกกลับมาสู่เรื่องที่ค้างไว้

พ่อผมเป็นศิลปินพื้นบ้าน เล่นสะล้อซอซึงเป็นงานประดับชีวิต เราก็ได้เห็น ซึมซับมา เล่นดนตรีมาแต่เด็กๆ รู้ว่านี่คือจิตวิญญาณของเรา อยู่กับสิ่งนี้มาตลอด

โตขึ้นก็รวมกลุ่มกับเพื่อนเล่นดนตรีในผับ ในที่สุดก็หันกลับมาดูตัวเองว่าถ้าเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ก็แก่เฒ่าอยู่ในผับ แล้วเราควรอยู่ตรงไหน ก็แต่งเพลงเอง คิดเอง สร้างสรรค์เอง แต่ก็มายากตรงนี้...แล้วจะแต่งอย่างไร ดนตรีแนวไหน

เราฟังฝรั่งเยอะ แต่ฟังเพื่อให้เห็นแนวทางว่าโลกเขาไปอย่างไรกัน ที่เอามาฟังเราประทับใจว่าแต่ละวงเป็นลักษณะเฉพาะของเขา แล้วสุดท้ายก็ต้องย้อนมาถามตัวเองว่าตัวเราอยู่ที่ไหน การที่จะตอบตัวเองก็ต้องคิดขึ้นมา จะหลอกคนอื่นไม่ได้ และข้อสำคัญคือเราต้องซื่อสัตย์ต่อตัวเอง มันหนีไม่พ้น เอาไปวางปุ๊บ แฟนเพลงเขาฟังเยอะกว่าเรา ได้กลิ่นอายสักหน่อย เขาจะรู้แล้วว่าลอกมาจากของใคร เขาเป็นนักฟังมากกว่าเราอีก

แต่ดอนผีบินออกมาไม่เหมือนใคร ไม่มีกลิ่นอายของใคร เพราะทุกอย่างคิดขึ้นเองหมด ไอ้ที่ฟังก็ฟัง แต่ไม่เอามา ต่อให้คนที่ช่ำชองเพลงฝรั่งมาฟัง รับรองไม่มีท่อนโซโลหรืออะไรที่เป็นของฝรั่งเลย มันมาจากดิน น้ำ ลม ไฟ ทั้งหมด มาจากความเป็นอยู่อย่างนี้

จริงอยู่ว่าเครื่องดนตรีเรายืมฝรั่งมา แต่เนื้อไม่ได้หยิบหรือลอกแบบใคร คิดขึ้นมาของเราเอง ถ้าฟังดอนผีบินจะได้กลิ่นอายชนบทของตะวันออก ทั้งเสียงกีตาร์ เสียงดนตรี เป็นกลิ่นอายของพื้นบ้านทางเหนือ

เราไม่เคยเข้าเรียนที่ไหนเลย เรียนมาจากจิตวิญญาณ แล้วเรานี่ชอบอยู่อย่างหนึ่ง คือถ้าหลักการว่าอย่างนี้ เราจะว่าไม่ใช่ ถ้าเขาบอกว่าคอร์ดนี้แล้วต้องไปคอร์ดนั้น เราบอกว่าไม่ใช่ คอร์ดนี้แล้วต้องไปคอร์ดโน้น เพราะฉะนั้นงานของเราที่ออกมาจะไม่เหมือนใครเลย นี่อยากให้เป็นอุทาหรณ์สำหรับคนทำงานศิลปะต่อๆ ไป คุณทำงานต้องกล้าแสดงออก กล้าเป็นตัวของตัวเอง กล้คิดกล้าทำ ไม่ใช่ถูกครอบงำโดยคนที่ทำธุรกิจ นั่นคือไม่เป็นตัวตนแล้ว หลักการของศิลปะต้องไม่อย่างนั้น

เราสูงสุดในเรื่องกล้าแสดงออก กล้านำเสนอสิ่งใหม่ ไม่มีใครเทียบได้ในเรื่องการทำสิ่งใหม่-ในตอนนั้น ยิ่งเมื่อชุดสองออกตามมาก็เกิดการโกลาหลในวงการ แตกกระเจิงกันหมด ตะลึงตะลานว่าเกิดอะไรขึ้น แม้แต่เจ้าของบริษัทยักษ์ใหญ่ก็ต้องเหลียวมองว่ามันเกิดอะไรขึ้นในวงการ แฟนเพลงกรูกันเข้ามาหาเพลงใต้ดิน ค่ายเล็กผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดเพื่อจับตลาดนี้ วงเกิดใหม่ก็ผุดเป็นดอกเห็ดเหมือนกัน ตามขบวนที่เราปลุกวิญญาณขึ้นมา อาจเป็น ๔๐-๕๐ วง อันเดอร์กราวนด์เฟื่องขึ้นในบ้านเรา

แต่สำคัญอยู่ที่แนวคิดใครจะไกลกว่ากัน ใครมีเอกลักษณ์ของตัวเอง

เรื่องฝีมือนี่แค่พื้นฐาน ใครจะเก่งอย่างไร เล่นกีตาร์ได้อย่างเทวดาบิน ไม่ใช่เรื่องที่ต้องมาตะลึงตะลาน นั่นแค่พื้นฐานที่คุณต้องนำไปสื่อ ความยิ่งใหญ่ของดนตรีคือ สื่อความคิดผ่านทางเสียงเพลง ไม่ใช่ปั้นโน่นปั้นนี่ขึ้นมาขาย ๑๐ ล้าน ๒๐ ล้าน เอาเงินเข้ากระเป๋าตัวเองหมด อย่างนั้นมันสูบสังคม

แต่คนยุคใหม่นี่อาจเข้าใจผิดว่า อะไรก็ตามต้องเหนือคนอื่นหมด เล่นต้องเก่งกว่า ไม่ได้มองว่างานตัวเองผุดขึ้นมามีสไตล์ไหม มีเอกลักษณ์ไหม ไปซ้อนทับใครไหม ตัวเองจะรู้ดีว่าไปแอบเอากลิ่นของเขามาหรือไม่

รุ่นใหม่เป็นอย่างนี้หมด มาอย่างรวดเร็ว ใช้ภาพลักษณ์ของผู้บุกเบิก ฟังแล้วก็จับมาเลย อยากเหมือนวงนี้ก็ลอกแบบวงนี้ กลิ่นอายดนตรีก๊อบปี้มาเลย การแต่งตัวด้วย แต่ที่สุดก็หายไปในชั่วข้ามคืน

ผลงานได้รางวัลก็เป็นสิ่งดี น่าภูมิใจ แต่ก็ไม่ได้ไขว่คว้า ได้มาก็ช่วยเสริมกำลังใจ แต่ไม่ได้ยึดติด ปล่อยวาง ปลดปลงไปหมดแล้ว เลยไม่ค่อยสะทกสะท้าน ให้ก็รับ แต่ไม่เคยไปร่วมงาน

คราวได้สีสันอะวอร์ดส์ ตอนมอบรางวัล เจ้าของรางวัลถือมีดดายหญ้าอยู่บนภูเขา อย่างที่คุณมาเจอครั้งก่อนนั่นแหละ

VIII ถ้อยคำของครูสมบัติพาข้าพเจ้าหวนกลับไปสู่อดีตอีกครั้ง นานเกือบ ๑๐ ปีมาแล้ว ข้าพเจ้ายังนึกถึงบรรยากาศในวันนั้นได้เลาๆ แต่จำลานที่ล้อมวงของเราไม่ได้เลย พื้นที่มันเปลี่ยนไปมาก

จนข้าพเจ้าต้องถามถึงเรื่องที่ไม่ค่อยจะเป็นเรื่องนี้จากเจ้าของกระท่อม

“ก็ตรงนั้นไง”

ครูชี้ไปที่ลานด้านหน้ากระท่อม ถ้าเดินลอดอุโมงค์ต้นไม้ขึ้นมาตามทางจนสุดเนิน ต้องผ่านลานนั้นก่อนถึงกระท่อม ซึ่งบัดนี้รายรอบบริเวณเป็นที่หยั่งรากของแนวไม้ต้นเล็กต้นน้อยไปหมดแล้ว

สิ้นสงสัยเรื่องนี้แล้ว ข้าพเจ้ายังสนใจเรื่องที่ครูพูดค้างไว้ “ธุรกิจเพลงชั่วข้ามคืนที่ครูว่าน่ะเป็นอย่างไรครับ ?”

“เป็นการตลาดของบริษัทยักษ์ใหญ่ เป้าหมายของนายทุนก็รู้อยู่แล้วว่าคือกำไร เขาจะมองหาว่าอะไรขายได้ พอวางเทปปุ๊บ ก็ลงทุนโปรโมชันเป็น ๑๐ ล้าน โฆษณาออกทีวี แล้วดูว่ายอดขึ้นไหม มีออร์เดอร์ไหม วัดจากการยิงโปรโมชัน ถ้ายิงแล้วขึ้น มีโอกาสเปิดคอนเสริร์ต ถ้าหนึ่งเดือนไม่ขึ้น คุณกลับบ้านเถอะ เทปที่ทำไว้ต้องใส่สิบล้อไปขุดหลุม ฝังกลบทิ้งทันที เบื้องหลังของมันนี่โอ้โห ! ที่เห็นตามร้านใหญ่ๆ บางทีซีดีเพลงแผ่นละ ๒๐ บาท นั่นคือยอดไม่กระเตื้อง จะทิ้งก็เสียดาย”

“ชะตากรรมของใครกันล่ะนั่น ?”

“หลักๆ จะเป็นพวกแนวพ็อป"

ครูสมบัติให้ความเห็น แล้วตามด้วยบทวิเคราะห์ชำแหละวงการเพลงไทย ลากยาวทะลุไปถึงระดับโลก !

พ็อป เป็นความบันเทิง ความสนุกสนานชั่วข้ามคืน พรุ่งนี้ถ้าสิ่งใหม่มา ของเก่าถูกทิ้งไปเลย กลุ่มอื่นก็อาจจะเห็นว่าน่าเบื่อๆๆๆ ไร้สาระ บันเทิงไปวันๆ ไม่มีอะไร ก็แยกแตกสาขาไปเป็นเพลงแนวพื้นบ้าน แนวร็อก

ร็อกก็มีสาขาแยกย่อยออกไปอีก ต่อชั้นขึ้นมาก็เฮฟวีเมทัล (heavy metal) จะต่อต้านร็อกหน่อยว่า “อย่าไปพูดแค่ความรัก ความผิดหวัง”

ร็อกชื่อดังในเมืองไทยอย่างวง _ _ _ _ _ _ _ _ หรือวง _ _ _ _ _ _ เขาจะไม่พูดถึงสิ่งแวดล้อมเลย พูดเรื่องความรัก ความผิดหวัง เพื่อไปแย่งตลาดกลุ่มวัยรุ่น เพราะเขาเห็นเม็ดเงิน เขาก็อยากแต่งเพลงพวกนี้ วนเวียนกันอยู่เท่านั้น

แต่เฮฟวี่เมทัลจะขยายกว้างขึ้น พูดถึงปรัชญาชีวิต ปัญหาสังคม ว่าเราต้องช่วยกันแก้ แต่ก็ยังมีเพลงรักแทรกๆ อยู่ในเมทัล ยังห่วงในเรื่องการขายอยู่ หนักจริงแต่ยังซ่อนเพลงโจ๊ะไว้บ้าง อย่างวง _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ ในบ้านเราจะหยุดอยู่ตรงนี้

ดอนผีบินพยายามสานต่อจากตรงนี้ เรื่องรักเรื่องใคร่ ผิดหวังประจำวัน นี่ไม่เอา แต่ไปพูดถึงปัญหาสังคม พูดถึงสาธารณประโยชน์ ป่าไม้ สายน้ำ เรื่องของการใช้สารเคมี ในเมืองต้องซื้อน้ำซื้อไฟ ซื้อลมหายใจ แอร์ติดเต็มหมด แล้วปล่อยซีเอฟซีขึ้นไปทำลายโอโซน เกิดเรือนกระจก อะไรต่างๆ นานา มลภาวะของโลก

ดนตรีที่จะใช้ จะเป็นร็อกก็ไม่เหมาะแล้ว เฮฟวี่เมทัลก็ยังเบาไป ยังไม่เหมาะสม ก็ต้องหาที่หนักกว่านี้รุนแรงกว่านี้ เพื่อให้สอดคล้องกับเนื้อเพลง ก็มาลงตัวที่เดท แล้วเพิ่มสปีด คือความเร็วเข้าไป

เดทคือเรื่องซาวนด์ เรื่องเสียงกลอง เพื่อให้เข้าบรรยากาศ ฟังเผินๆ อาจน่ากลัว หยาบ โหด แต่ถ้าเราเจาะเข้าไปในบทเพลง จะสวยเหมือนบทกวี มีทั้งความจริงใจ ความห่วงใยสังคม โลก ฯลฯ สื่ออย่างตรงไปตรงมา งดงามอย่างสุดซึ้ง ขนาดที่ว่า “มันต้องเพลงแบบนี้ที่ชีวิตของฉันจะดำรงก้าวเดินต่อไป”

บ้านเราจะมาถึงประมาณนี้แหละ สูงสุดที่สปีดเดทเมทัล

ในฟากของฝรั่ง พวกเดทเขาจะบอกว่า “ต้องมาพูดกันเรื่องความตายสิ ความตายเป็นความจริงของชีวิต คุณจะมัวไปเชื่อฟังไอ้ห่าเหวรัฐมนตรีอยู่ทำไม !? ไอ้พวกที่ใส่สูทออกตามหน้าหนังสือพิมพ์นั่น ลงถังขยะไปเลย ! ไอ้ที่โชว์นักโชว์หนา ลงหนังสือพิมพ์น่ะ มันแค่วันเดียวเท่านั้น ข้ามคืนก็เป็นกระดาษเช็ดตูดได้แล้ว ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียม ทุกคนควรได้แสดงออกทางความคิด ถ้ามันเหยียดหยามเรา เราสังหารมันเลย !”

นี่เดทของฝรั่ง แล้วการนำเสนอของเขาจะไปถ่ายรูปตามป่าช้า

“ไอ้พวกรัฐมนตรีวันหนึ่งมันก็ลงหลุมเหมือนกันแหละ อย่ามาสมมุติเลย” คือโต้กลับในเรื่องของกฎเกณฑ์ที่นักการเมืองสร้างขึ้นครอบคลุมความคิด เขาจะแหกกรอบไปเลย ทำนองว่า “เฮ่ย อย่ามาหลอกกันเลย อย่ามาวางมาด เรารู้อยู่ เพียงแต่เราไม่มีอำนาจเท่านั้นเอง”

ภาพลักษณ์ที่ออกมา ไม่มีหรอกที่หรูๆ เขาจะใส่ชุดดำ อยู่ในป่าช้ามั่ง นอนในหลุมมั่ง เพื่อที่จะบอกสังคมว่าโลกทุกวันนี้คุณต้องตื่นตัวได้แล้ว อย่าไปไหลตามสังคม ไม่งั้นคุณเสร็จมัน ถ้าคุณปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ คุณเป็นทาสมันจนตาย แต่กูไม่เอาด้วยแล้ว

ก็เกิดการแหกคอกกันทางฟากฝรั่ง มีวงเกิดขึ้นเป็นหมื่นๆ วง แล้วฝีมือนี่ไม่ต้องพูดถึง สุดยอด ! ปรัชญาก็สุดยอด ! แล้วก็มีแฟนเพลงทั่วโลก

พอปรัชญาเดทเกิดขึ้นแล้ว ก็เกิดแบล็กเมทัล (black metal) ติดตามมา

แบล็กเมทัลบอกว่า “อย่าไปพูดถึงเรื่องตายเรื่องเดียว ในช่วงชีวิตคนมันยังมีอะไรอีกเยอะ อย่างอะไรต่างๆ ที่มันกรอกสมองเราจนจะบ้าตาย ! อย่างเรื่องศาสนานี่ เผามันสิ ! ไป ไปเผาโบสถ์กัน !”

คือมีการตอบโต้สังคม เดทพูดถึงเรื่องความตาย แต่แบล็กเน้นไปที่การทำลายกำแพงความคิด ปรัชญาต่างๆ ที่มันคุมเราอยู่ ก่อนที่เราจะตายห่า--พวกนี้ค่อนข้างจะโหด แต่ดนตรีออกมางดงามมากๆ แบล็กเมทัลมีการเสริมคีย์บอร์ดเข้าไป เสริมความเวิ้งว้างด้วยเสียงดนตรีอันโหยหวน แต่ลุ่มลึกด้วยเมโลดี้ที่สวยงาม

ฟังแล้วหลุดออกไปนอกโลกได้โดยไม่ต้องเสพยา

อย่างวง Metallica ยุคแรกเขาสุดโหด ดนตรีของเขาจะดำอย่างสิ้นเชิง ขณะที่ดนตรีที่โลกยอมรับในช่วงนั้นขาวสะอาด แต่ Metallica โผล่มาเล่นดนตรีถอดเสื้อ แก้ผ้า ไม่ต้องแต่งตัว ใส่กีตาร์อย่างเดียว แล้วไม่อะไรมาก เล่นแฉ่ๆๆๆ อย่างเดียว ขากน้ำลายถ่มถุยไปบ้าง อะไรอย่างนี้ เพื่อให้ดนตรีเกิดรสชาติใหม่ แทรกเข้าไปในพื้นที่ซึ่งขนมหวานกำลังเต็มไปหมด แล้วความขมโผล่เข้าไปนิดหนึ่ง ก็เกิดการช็อกทั่วโลก ขณะที่นักดนตรีทั่วโลกกำลังตีบตันว่าดนตรีจะไปทางไหนกัน

แล้วมือกีตาร์ของวงนี้จะต่อต้านวง Bon Jovi มาก ภาพพจน์ของ Bon Jovi เป็นดาราสุดหรู หล่อ เท่ ใส่ตุ้มหู วัยรุ่นหลงใหล ผู้หญิงบ้าคลั่ง แต่มือกีตาร์คนนี้จะต่อต้านมาก กีตาร์ของเขาจะลบยี่ห้อออก แล้วเขียนขึ้นเองใหม่ “KILL BON JOVI—ฆ่ามัน” โจ่งแจ้งเลย คือวัดกันไปเลยว่า กึ๋นข้าที่อยู่ในมุมมืดแบบนี้ กับกึ๋นของแก ใครจะเหนือกว่าใคร ฝรั่งมันห้ำหั่นกันแบบสุดๆ เลย

ดนตรีของ Metallica ไม่อยู่กับที่ จะเปลี่ยนตลอด มีการเอาออร์เคสตร้าเข้ามาเสริม ทำลายระบบดนตรีเดิม เพื่อที่จะบอกว่าดนตรีอย่าย่ำอยู่กับที่ อย่าเอาแต่ธุรกิจ ต้องเป็นบันไดศิลปะ

สุดท้ายเขาก็นำภาพด้านมืดของผู้คนเข้าไปผงาดในวงการเพลงของโลก Metallica ได้รับรางวัล Grammy Awards พอไปถึงระดับนั้นแล้วก็กุมบังเหียนได้ทั่วโลก แล้วก็มีวงที่ตามมาเป็นดอกเห็ดทั่วโลกด้วยบารมีของ Metallica

“แล้วเป็นแรงบันดาลใจของวงดอนผีบินด้วยไหม ?” ประเวช เพื่อนช่างภาพของข้าพเจ้า คงจับประเด็นเอาจากเรื่องที่ครูเล่า ย้อนถามครูแบบไม่อ้อมค้อม

“ส่วนหนึ่งก็ศึกษาและดู เหมือนเป็นแรงบันดาลใจ” หัวหน้าวงดอนผีบินยอมรับ

“ชอบที่เขาเข้าท่า ฟังเพลงเขามาก็ดีจริง เขาทำอะไรเป็นแบบอย่างมาตลอด ยอมรับว่าดีมากๆ เขาแหกคอกระดับโลก เราแหกคอกในประเทศไทย แล้ววันหนึ่ง Metallica มาเล่นที่เมืองไทย ตอนนั้นดอนผีบินเพิ่งทำเพลงชุดแรกออกมา ก็เอาไปวางทางเข้างาน เอาไปนำเสนอข้างถนน แฟนเพลงยังไม่รู้จัก ไม่เคยเห็น ก็ลองซื้อไปฟังกัน ปรากฏว่าช็อกวงการ เพราะเราแหกกฎ”

บางช่วงที่พูดไปถึงรายละเอียดเรื่องลูกเล่นทางดนตรี ครูสมบัติจะลุกขึ้นยืน เอนตัวแอ่นหน้า-แอ่นหลัง มือทำท่าเหมือนกำลังมีกีตาร์อยู่กับตัว และเดินย่ำกลับไปกลับมาราวกับบนดินแฉะชื้นฝนนั้นเป็นพื้นเวที

ครูสมบัติ แก้วทิตย์ ในภาคของศิลปิน เขาคือหัวหน้าวงดอนผีบิน ภาพเล็กๆ สองแถวในกรอบสี่เหลี่ยมล่าง เป็นภาพสมาชิกสามพี่น้องในวง กับหนึ่งศิลปินรับเชิญ ครูสมบัติ (พี่ชายคนโต) เป็นมือกีตาร์ สมศักดิ์ (น้องคนกลาง) ตำแหน่งกลอง สมคิด (น้องคนเล็ก) นักร้องนำ ส่วนมือเบส (สวมเสื้อกั๊กหนังทับเสื้อยืดแขนกุด) เป็นนักดนตรีรับเชิญที่ครูสมบัติยกย่องในฝีมือ ภาพที่เปี่ยมในลีลาอารมณ์ชุดนี้ บันทึกจากเวทีคอนเสิร์ต Return to the Nature ซึ่งหัวหน้าวงกล่าวว่า สำหรับแฟนเพลงตัวจริง การได้มาร่วมอยู่ในการแสดงสดนั้น เหมือนกับได้ไปเหยียบดวงจันทร์เลยทีเดียว (ภาพ : ดอนผีบิน)
เดทเมทัลฟังเผินๆ อาจน่ากลัว หยาบ โหด แต่ถ้าเจาะเข้าไปในบทเพลง จะสวยเหมือนบทกวี งดงามอย่างสุดซึ้ง ฟังแล้วหลุดออกไปนอกโลกได้โดยไม่ต้องเสพยา
VIIII “ในที่สุดเราก็สร้างฐานที่ดีจนขึ้นไปต่อรองกับบริษัทเทปได้ เรามีเครดิตพอ ถึงขั้นที่เขายอมให้เราทำเพลงเองตั้งแต่เนื้อ ดนตรี จนถึงปกเทป”

หัวหน้าวงข้ามไปสู่ช่วงที่ดอนผีบินออกเทปชุดที่ ๔ แล้วต่อด้วยคำวิพากษ์วิจารณ์ศิลปินในกระแสและค่ายเพลงในภาพรวม

“คนโดยมากมันมาตายตรงนั้น โดยเฉพาะคนหนุ่ม พอเจอเงินมาวาง ความเป็นตัวเองหายหมด การตลาดเข้ามามีบทบาท เขาเอาเงินมาล่อ ไม่ทันไรก็ขายวิญญาณไปแล้ว ถ้าคงศักยภาพของตัวเองไว้ ไม่ยอมไปตามกระแสธุรกิจ ซึ่งถ้ามันได้น้อยก็ต้องยอมรับตัวเองว่า เราได้เท่านี้ เราศรัทธาในสิ่งที่เราคิด และเราต้องไม่มองแค่วันนี้พรุ่งนี้ แต่มองไปถึงเวลาข้างหน้า บริษัทอาจบอกว่าจะได้ถึง ๑๐ ล้าน ถ้าคุณยอมเปลี่ยนตรงนั้นตรงนี้ แต่ความจริงไม่มีใครรู้หรอก ให้คนอื่นมาต่อยอด มาเปลี่ยนมาปรับ โดยไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร มันเหมือนลบหลู่จิตวิญญาณ คนเราถ้าไม่นับถือจิตวิญญาณของตัวเองก็ไม่มีความหมายแล้ว สร้างทำอะไรมาด้วยลำแข้ง แล้วจู่ๆ ก็ยกไปให้คนอื่นตัดต่อตรงนั้นตรงนี้ นั่นเท่ากับคุณไม่เคารพตัวเองแล้ว”

พูดถึงวงการแล้วหัวหน้าวงดอนผีบินก็กลับมามองดูตัวเองต่อ

เราทำมา ๖ ชุด เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับธรรมชาติสุดๆ แล้ว จะทำต่ออีกก็เหมือนเหยียบรอยเท้าเดิม จึงหยุดพักแล้วไปคลี่คลายปัญหาในจิตวิญญาณ ก็อย่างที่ออกมาทำอยู่ทุกวันนี้ วางหมดเลย กีตาร์ ดนตรี ออกมาค้นหาวัตถุดิบใหม่ ที่ลึกขึ้น ละเอียด สุขุมขึ้น

ขุดดิน ปลูกข้าวโพดไป เขียนเพลง วันเดียวอาจได้ ๓ เพลง บางทีทั้งปีไม่ได้สักเพลง ก็ปล่อยไป สุดแท้แต่ธรรมชาติจะให้ ไม่บีบคั้นบังคับ นี่ ๕ ปีล่วงเลยมายังไม่เสร็จ ไม่ต้องรีบออก ไม่ห่วงธุรกิจ ไม่ห่วงเงิน ไม่ห่วงชื่อเสียง แฟนเพลงจะล้มตายไปก็ไม่ห่วง ถ้าจริงใจต้องอดทนรอ แม้แต่คนผลิตงานก็อดทน พี่น้องในวงก็ทำมาหากินไป เขารู้ว่าจะมาหวังเป็นดารา หวังเงินมากอง ไม่ได้ อย่าหวังโว้ย ! แต่เรามีความงดงามที่ความอิสระ

งานชุดใหม่ ตอนนี้ทำเสร็จไปราว ๗๐ เปอร์เซ็นต์แล้ว แนวธรรมชาติเหมือนเดิม เป็นดอนผีบินเหมือนเดิม แต่เยือกเย็นขึ้นตามวัย ซับซ้อนละเอียดอ่อนขึ้น ความหนักหน่วงอาจแยบยลขึ้น เนื้อดนตรีสดใส งดงาม สุขุม

เราตั้งใจว่าจะวางงานสัก ๓ ร้านก็พอ ตามร้านเทปใหญ่ๆ ในกรุงเทพฯ ที่เรารู้จัก ถ้าไปเข้ากับบริษัทยักษ์ใหญ่ เขาอาจปั๊มเท่าไรก็ได้ เราตรวจสอบจำนวนไม่ได้ เรารวบรวมงานมา ๕-๖ ปี แต่เขาอาจปั๊มได้ในนาทีเดียว เราก็เลยจะผลิตเองขายเอง เราไม่พะวงกับยอดขาย ขายได้สักหมื่นแผ่นก็ภูมิใจในลิขสิทธิ์จิตวิญญาณที่เราทุ่มเท ภูมิใจว่าเลือดเราไม่ถูกสูบ ลิขสิทธิ์ยังเป็นของเรา ลูกหลานต้องสืบทอด เงินสิบล้าน แป๊บเดียวก็ใช้หมด แต่ลิขสิทธิ์มันสำคัญมาก เพื่อนมาหามาเยี่ยมได้แจกเพื่อน มันมีคุณค่ากว่า

“พี่น้องในวงเขาใช้ชีวิตส่วนตัวเหมือนครูไหม ?” ฉัตรชัย เพื่อนในทีมของเราอีกคนถามขึ้นกลางความเงียบ

คำถามของเขาเป็นประโยชน์มาก ตั้งแต่พูดคุยกันมา หัวหน้าวงยังไม่ได้เอ่ยถึงมือกลอง (น้องคนกลาง) กับนักร้องนำ (น้องสุดท้อง) อย่างเป็นเรื่องเป็นราวเลย

พี่ชายคนโตพูดถึงน้องๆ ทีละคน

ตอนที่ผมมาอยู่ที่กระท่อมนี่ใหม่ๆ มือกลองเคยมาเยี่ยม มาเห็นสภาพที่ผมอยู่ก็ว่า “อยู่ได้อย่างไร มันจะปลอดภัยไหม” เพราะตัวเขาออกจากบ้านไปใช้ชีวิตในเมืองตั้งแต่หลังจบ ป. ๖ ไปอยู่โรงเรียนประจำในตัวจังหวัด จบ ม.ศ. ๕ ก็สอบเอนทรานซ์เข้าเรียนมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ปัจจุบันแต่งงานตั้งรกรากอยู่ในเมืองเชียงใหม่ เขาฟังเพลงฝรั่งได้เหมือนเพลงไทย

ส่วนนักร้อง-น้องคนเล็ก ก็ชอบศึกษาเรียนรู้ เขาเข้าใจเรื่องเทคโนโลยี ตอนนี้อยู่ในกรุงเทพฯ ภาษาฝรั่งเขาก็โอเค

ผมเองอยู่ในหมู่บ้านกับพวกญาติพี่น้องผู้ใหญ่มาตลอด อยู่กับป่า เก็บเห็ด ทำนา ผมรับมาจากธรรมชาติโดยตรง

เลิกฟังเพลงมาราว ๗ ปีแล้ว ในบ้านไม่มีเทปคนอื่น เพราะไม่ได้ฟัง เมื่อก่อนฟังเพื่อศึกษาวิธีการ แต่ตอนนี้ เรามีเส้นทางของเรา แต่ถ้าจะซื้อหามาฟังหรือให้นั่งฟังก็จะฟังลูกทุ่ง เพลงอีสานเป็นส่วนใหญ่ เพราะความเป็นศิลปะพื้นบ้านจะเต็มร้อย ชัด ไม่ได้ลอกใครมา นี่ทำให้เราชอบ

ทีวีไม่เคยดูเลย นั่งดูทีวี เวลาหายไปๆ ยิ่งวัยเราขนาดนี้ เวลามีค่ามาก

หนังสือ หลังจากมีลูกไม่ได้อ่านเลย เพราะตาเริ่มอ่านไม่ได้ และไม่ค่อยมีเวลาอ่าน วาดรูปนี่ยังทำสม่ำเสมอ และต้องปั้นวัยรุ่นมาสืบทอดเจตนารมณ์

ภารกิจของดอนผีบิน คือระบบนิเวศที่เราต้องดำรงชีวิตอยู่ ก็จะทำภารกิจนี้ไป ใช้ดนตรีเป็นสื่อในการอนุรักษ์ การพูดถึงความหนักหน่วงความมืดมนในสังคมจะมีอยู่เท่าเดิม แต่ดนตรีอาจแปลกออกไป เนื่องจากผ่านวันวัย มีความคิดละเอียดขึ้น ดนตรีก็อาจะมีการเสริมให้แน่นขึ้น นี่เป็นจุดหนึ่งที่ทำให้เราระวังในการออกงานใหม่

ออกมา ๖ ชุดเป็นเรื่องสิ่งแวดล้อมหมด ถ้าไม่มีข้อมูลใหม่ หรือวิถีของโลกที่เปลี่ยนไปใหม่ๆ ไม่ศึกษาดีพอ ก็จะมาตายตรงนี้ จะทำอย่างไรให้ไม่เหยียบรอยเท้าเดิม

ในแง่ของศิลปิน มันต้องหนีตัวเองอยู่เรื่อยๆ ถ้าไม่หนี จะอยู่จุดเดิม แล้วจะรู้เลยว่ามันไม่ลึก สู้ของเก่าไม่ได้ เพราะฉะนั้นถ้าข้อมูลเราไม่เต็มไม่พอ เวลาไม่สามารถมาควบคุมจิตวิญญาณเราได้ ความคิดที่ว่าแก่แล้วนะต้องรีบคิดนะ ความคิดพวกนี้ไม่มีทางมาครอบคลุมความคิดจิตวิญญาณสร้างสรรค์ได้

ถึงมีเพลงอยู่ ก็ไม่คิดว่าต้องรีบบันทึก แฟนเพลงรออยู่ ต้องรีบขาย นี่ไม่คิด แต่คิดว่า ๕ ปีไม่ออก ไม่เป็นไร ๑๐ ปีก็ไม่เป็นไร ก่อนตายออกอีกเพียงชุดเดียวก็ไม่เป็นไร

นี่เป็นปรัชญาของวงที่ไม่ค่อยได้พูดบ่อยนัก ไม่ค่อยมีใครถาม อาจเพราะกลัวหรือเกรงใจ หรือคิดว่าละลาบละล้วงเยอะไป แต่ถ้าได้คุยกันก็ไม่มีอะไร พูดคุยกันง่ายๆ สบายๆ มีอะไรถามก็คุยกัน

พอได้ชื่อว่าเป็นศิลปิน บางคนทำตัวให้เข้าถึงได้ยาก อาจเป็นการสร้างภาพให้ดูขลัง ทุกวันนี้ดูกันแต่เปลือก สำคัญที่สุดมันต้องดูกันที่งาน งานที่เข็นออกมาจากภายใน จากจิตวิญญาณ ความเป็นตัวตนของคนคนนั้นจริงๆ อย่าง ไมเคิล แองเจโล วันๆ อยู่แต่กับการแกะหิน หนวดเครารุงรัง แต่ตัวงาน โอ้โห ! ออกมาระดับโลก อยู่ได้เป็นพันๆ ปี เป็นอมตะ

อย่างที่คุณเห็น—ผมอยู่กับวิถีง่ายๆ พูดคุยกับคนได้ทุกชั้น เป็นพี่น้อง เป็นเพื่อนกันได้ สำคัญอยู่ที่เราพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดกันได้

อาจมีแฟนเพลงนึกภาพไปว่า มือกีตาร์ฝีมือระดับดอนผีบินคงต้องอยู่คฤหาสน์ ไม่มาเห็นคงไม่เชื่อว่ามือกีตาร์ยังแบกจอบ ขุดดินอยู่เลย ไม่แน่คอนเสิร์ตครั้งต่อไป ผมอาจใส่ชุดทำสวนขึ้นเวที เอาจอบเอาเสียมขึ้นไปด้วย ทำงานแบบนี้ก็ต้องแสดงออกแบบนี้ มันจริงใจดี

X ไม่เฉพาะแต่ถ้อยคำที่เขาพูด ในบุคลิก ท่าที ตลอดถึงวิถีชีวิตประจำวันที่ได้เห็นในช่วงเกือบสัปดาห์ที่ได้คลุกคลีกันมา ข้าพเจ้ากับเพื่อนเห็นในความสมถะเรียบง่ายของเขา ฉัตรชัยพูดซ้ำอยู่หลายครั้งว่า ถ้าแฟนเพลงมาเห็นจะตกใจไหมที่เห็นมือกีตาร์ขวัญใจของเขา แต่งตัว กิน อยู่ แบบนี้ ส่วนประเวชนั้นติดใจในงานประติมากรรมขนาดยักษ์ใต้เพิงหลังสูงด้านหน้าบ้าน ที่คนภูไพรทำเตรียมไปตั้งไว้ตามสี่แยก ปลูกจิตสำนึกเรื่องการต่อต้านสุรา

เป็นอีกเรื่องที่ข้าพเจ้าเพิ่งนึกขึ้นได้--พบกันหนนี้ไม่มีเหล้า

ข้าพเจ้าเลี่ยงไปถามถึงสุขภาพของเขา

“ไม่ดื่มเหล้าแล้ว นอนดึกก็ไม่ไหว อาหารเน้นไปทางผัก ปลูกเองกินเอง เราต้องถนอมสุขภาพ กลัวไม่มีแรงทำงาน ใจนั้นยังพุ่ง แต่กำลังอาจไม่ค่อยเต็มที่”

ชีวิตประจำวันของ สมบัติ แก้วทิตย์ ในทุกวันนี้ ไม่มีงานประจำ นั่นหมายถึงว่าเขาก็ไม่มีรายได้ประจำด้วย

“อาศัยค่าตอบแทนจากการรับงานทำป้าย พออยู่ได้ไปเป็นเดือนๆ ลูกยังเล็ก เมียก็อยู่กับบ้าน ไม่ได้มีค่าใช้จ่ายอะไรมาก ก็คิดอยู่เหมือนกันว่า ในอนาคตถ้าลูกโต ต้องมีค่าเล่าเรียนเยอะขึ้น เราคงต้องเตรียมรับ ถึงตอนนั้นวิถีทางของเราก็คงต้องเปลี่ยนไป”

แต่ลึกๆ ครูก็เชื่อว่า การที่เราทำทุกอย่างในวันนี้อย่างดีที่สุด ทั้งต่อตนเองและต่อสังคม มันก็น่าจะเป็นฐานอันเอื้อต่ออนาคตที่ดีอยู่โดยตัวของมันเอง--ใช่ไหม ?

“ผมไม่มีบ้านถาวรที่ใหญ่โตโอ่อ่า ไม่มีรถหรูๆ ผมคิดว่าการดำรงชีวิตที่ดีไม่จำเป็นต้องอยู่บ้านเลิศหรู การหลับนอน กินอยู่ ไม่มีความหมาย ให้ชีวิตวันๆ ผ่านไปอย่างมีค่า ก็ตามปรัชญาที่ผมเขียนไว้ว่า ศรัทธายึดมั่นในวิถีธรรมา เป็นคนภูไพร ไม่มีอะไรหรูหรา เป็นทางที่เลือกแล้ว ไม่คิดอะไรมากกว่านี้”

XI เช้าวันต้นเดือนสิงหาคม ๒๕๔๙

ข้าพเจ้ากับเพื่อนควบม้าดีเซล นิสสัน เทอราโน เลียบลงมาตามฝั่งลำน้ำน่าน จากหมู่บ้านดอนตัน ผ่านตัวจังหวัดน่านและอำเภอเวียงสา มาสู่ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๑๑ ที่เด่นชัย มุ่งหน้าสู่เมืองหลวง

ครูสมบัติออกมาส่งเราที่หน้าประตูรั้วบ้านก่อนจะไปสู่งานการประจำวันของเขา

ขณะที่ข้าพเจ้ากำลังปลูกดินสอบนหน้ากระดาษ-เขียนถึงเขาอยู่นี้ ชายร่างสูงโปร่งผมยาวคนนั้นคงง่วนอยู่กับงานปลูกจิตสำนึกผ่านการสอนศิลปะให้แก่เด็กๆ อยู่ที่ไหนสักแห่ง หรือไม่ก็อาจกำลังขุดดินปลูกต้นไม้อยู่แถวดอยยาว-ต้นแม่น้ำน่าน

ยามได้อยู่กับงานที่รักอย่างนั้น--คนภูไพรจะดูสง่างามที่สุด


ใต้เพิงหลังคาด้านหลังบ้าน ที่หมู่บ้านดอนตัน (ท่าวังผา) เป็นที่สำหรับทำงานศิลปะ ด้านหนึ่งจัดแสดงภาพ โปสเตอร์ และแผ่นป้ายข่าวสารข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับงานดนตรี รวมถึงจดหมายจากแฟนเพลงเป็นพันๆ ฉบับที่เห็นอยู่ในกระบะไม้ แต่หลังเหตุการณ์อุทกภัยครั้งร้ายแรงที่ท่าวังผาเมื่อปลายเดือนสิงหาคม (๒๕๔๙) ทุกสิ่งที่เห็นในภาพไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย
XII ปลายเดือนสิงหาคม ๒๕๔๙ ข้าพเจ้าได้ข่าวอุทกภัยแถบริมฝั่งน้ำน่าน ตั้งแต่ตอนบนของจังหวัดเรื่อยลงมาจนถึงอำเภอเวียงสา

ข้าพเจ้าโทรศัพท์หาครูสมบัติหลายครั้งในช่วงหลายวันนั้น แต่ไม่สามารถติดต่อกันได้ ก็ยังนิ่งนอนใจว่าคงไม่มีอะไรร้ายแรง ข่าวไม่รายงานความรุนแรงถึงขั้นมีคนสูญเสียชีวิต อีกอย่างหมู่บ้านของครูและชุมชนอื่นๆ ในแถบนั้นก็ตั้งอยู่บนเนินดอนสูงขึ้นจากที่ราบลุ่มฝั่งแม่น้ำ

ท้ายสุดข้าพเจ้าติดต่อกับแม่ของครูได้

ข้าพเจ้าบอกว่าอยากขอพูดสายกับเขา

โทรศัพท์ถูกส่งถึงมือครูในทันที เขาอยู่ที่บ้านของแม่แล้ว

“เป็นไงบ้าง อยู่ที่กรุงเทพฯ คงสบายดีนะ” น้ำเสียงครูรื่นเริงเหมือนเคย

“ครับ แล้วครูเป็นอย่างไรบ้างครับ ผมได้ข่าวน้ำท่วมที่ท่าวังผา ?”

“อือ ในศูนย์ฯ ที่มาเห็นน่ะ ตอนนี้ไม่มีอะไรเหลือแล้วนะ”

“......”

“น้ำพาไปหมด ศูนย์ฯ เหมือนเป็นบ้านร้าง”

ข้าพเจ้าอึ้งขณะฟังครูเล่าเหตุการณ์ไปเรื่อยในน้ำเสียงเป็นปรกติ น้ำเริ่มมาราวช่วงตีสอง เอ่อขึ้นมาถึงถนนหน้าหมู่บ้าน แต่นั่นถือเป็นเหตุการณ์ปรกติที่เกิดขึ้นเป็นประจำแทบทุกฤดูฝน ครูยังไม่นึกเอะใจ คิดไปว่าเดี๋ยวมันก็คงลดเหมือนอย่างปีก่อนๆ แต่ปีนี้ไม่อย่างนั้น ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ไหลหลากเข้ามาในบ้านอย่างรวดเร็ว หยิบจับเอาอะไรไม่ทัน ครูคว้าได้แต่กีตาร์ ๒ ตัว พาลูกเมียไปพึ่งบ้านแม่ ซึ่งครูเล่าว่าเหลืออีกราวสักศอกน้ำก็จะท่วมถึงชั้นสอง

“หมดเลย ข้อมูลทุกอย่างที่ทำรวบรวมสะสมไว้ ไม่มีอะไรเหลือสักอย่าง รถจอดจมน้ำอยู่ ๓-๔ วัน เทป ซีดี แม้แต่กระเป๋าสตางค์ โทรศัพท์มือถือก็หยิบมาไม่ทัน” เสียงครูไหลมาตามสายโทรศัพท์ของแม่

ครูได้เห็นภาพที่ไม่เคยเห็น แม้แต่คนแก่คนเฒ่าของหมู่บ้านก็ยืนยันว่านับแต่ปี ๒๔๙๐ เป็นต้นมา ไม่เคยมีน้ำท่วมใหญ่อย่างนี้ กระแสน้ำสีโคลนขุ่นคลั่กไหลบ่าไปทั้งทุ่ง ลามขึ้นมาถึงในหมู่บ้าน ท่วมนองข้ามวันข้ามคืน ต้นข้าวอ่อนในนาที่กำลังแตกกอหายวับไปกับกระแสน้ำเกรี้ยวกราด ถนนเลียบแม่น้ำจากอำเภอท่าวังผาลงมายังหมู่บ้านถูกตัดขาด ชาวบ้านอดอยากต้องพึ่งปลากระป๋อง ของแห้ง อาหารซอง ที่มีคนนำเข้ามาช่วยเหลือ เคราะห์ยังดีอยู่บ้างก็ตรงที่เหตุการณ์ไม่ร้ายแรงถึงขั้นมีคนเสียชีวิต

อุบัติการณ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นนี้เป็นเหมือนตอนตัวอย่างของการล่มสลายใหญ่หลวงดังขุมนรกที่ดอนผีบินพร่ำพูดและร่ำร้องผ่านบทเพลงมานานนับทศวรรษ

ภาพที่เขาเฝ้าพร่ำบอกได้เกิดให้เห็นจริงแล้ว

และก็เช่นเดียวกับการลงทัณฑ์ทุกครั้ง ธรรมชาติไม่เคยเลือกหน้าว่าผู้รับโทษทัณฑ์อาจเป็นผู้ที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่อะไรด้วย และไม่ละเว้นแม้แต่กับคนที่ทำงานเพื่อปกป้องธรรมชาติมาเกือบครึ่งค่อนชีวิต

“จากนี้คงต้องเริ่มต้นจากศูนย์ใหม่ทั้งหมด เพลงชุดใหม่ที่ทำเสร็จไปแล้วราว ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ก็หายไปกับเครื่องคอมฯ ที่ว่าอาจจะออกชุดใหม่ได้ในช่วงปลายปีนี้ก็จะไม่มีแล้ว”

“พี่น้องในวงเขาว่าอย่างไรกันบ้างครับ ?” ข้าพเจ้าถาม--อย่างไม่รู้จะพูดอะไรดี

“ไม่ว่าอะไร เป็นที่รู้กันอยู่แล้ว ดอนผีบินเป็นแบบนี้ ทุกอย่างขึ้นกับธรรมชาติ”

“ขอเป็นกำลังใจให้ด้วยนะครับ”

ข้าพเจ้าพูดกับคนภูไพร-ผู้ยึดมั่นในวิถีธรรมาได้เท่านั้น--และมั่นใจว่าหลังจากนี้ เขาจะยังคงเดินไปตามเส้นทางทั้งสองสาย ทั้งบนหนทางการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและบนถนนดนตรี

ข้าพเจ้ารับรู้ถึงปณิธานของเขา จากคำประกาศในบทเพลง “ผ่านวัน”

เหนื่อยเหน็ดเพียงไหน ใจคนยังทนอยู่ บนพื้นดิน ฟ้ากว้าง

สร้างวันสร้างฝัน ร่วมกันฟันฝ่า ฝันไม่เคยโรยรา จากใจคน

และแล้ววันคืนเริ่มจากฟ้า และแล้วเวลาลาจากจร ใจคนทอดถอน ถึงวัน

เส้นทางสร้างฝัน มันดูแสนสั้น ชีวิตคนร้อยพัน สับสน ดิ้นรน ตามกระแส ท่ามกลางสายธารความผันแปร ไม่มีแพ้พ่าย

โอ...ไม่มีคน ไม่มีใครหยุดยั้ง ยังคงก้าวไป

ไกลสุดเพียงไหน ผ่านวันทุกข์ทนปานใด ไม่หวั่น
ความรักของซาตาน

แนวเพลงส่วนใหญ่ของดอนผีบินจะออกไปในทางหนักหน่วง ดุดัน บางทีก็รุนแรงไปถึงขั้นที่เปรียบกันว่าชะโงกหน้าเข้าไปเห็นขุมนรก และก็มีสาวกบางส่วนเรียกขานพวกเขาว่า “ซาตาน” อย่างเต็มปากเต็มคำ

สมบัติ แก้วทิตย์ (มือกีตาร์ หัวหน้าวง) บอกว่าบรรยากาศที่หลอกหลอน เกรี้ยวกราดอย่างน่าหวาดกลัวในบทเพลงนั้น เป็นสภาพการณ์ของสังคมที่เขามองเห็น และกำลังสื่อสารสะท้อนภาพเหล่านั้นกลับไปให้สังคมรับรู้ โดยตัวตนที่แท้จริงของเขาคือความสดใส นุ่มนวล อยู่ในโลกธรรมชาติที่เงียบสงบ เหมือนภาพศิลปะของเขาที่ล้วนสะท้อนความงดงามเยือกเย็นของธรรมชาติ และหลายประโยคถัดจากนี้เป็นมุมมองในเรื่องความรักตามทัศนะของเขา

“มุมมองของความรัก เมื่อยังไม่เจอกันเป็นเรื่องน่าโรแมนติก แต่นั่นคือเปลือก ความรักในความเป็นจริงเมื่อได้สัมผัสและอยู่ร่วมกัน จะพบว่าความรักที่แท้คือร่วมทุกข์ร่วมสุข เป็นตาย เจ็บป่วย ทดแทน ต่อสู้ร่วมกันจนถึงที่สุด นั่นคือความรักที่แท้จริง เรื่องความสวยงามนั้นเป็นสิ่งที่หลอกลวงเรา

“ชีวิตที่เดินทางพเนจรอิสระของผม ไม่ค้นหาตัวเลือก ผมมีความเชื่อว่าบนวิถีทาง กาลเวลาที่เดินไป สักวันหนึ่งคนที่ใช่จะเข้ามา อาจมาตอนเราอายุ ๒๐ หรือ ๕๐ หรือบางทีอาจไม่เจอก็ได้ เจอคนที่ไม่ใช่ แต่งงานกันไปไม่มีประโยชน์เดี๋ยวก็แยกกันอีก

“ผมไม่เคยคิดว่าพร้อมแล้ว จะต้องมีครอบครัวแล้วนะ มุ่งแต่ทำงาน บังเอิญมาประจวบเหมาะเจอคนที่เข้ากันได้ทางแนวคิด พูดคุยกันได้ ก็เลยตกลงกัน

“ไม่มีการแต่งงาน ไม่มีการทำพิธี ไม่จดทะเบียน อยู่ด้วยใจกันมาเรื่อยๆ ความจริง ปรัชญาการดำรงชีวิตของเราไม่ต้องการสิ่งเหล่านั้นอยู่แล้ว อยู่ที่ใจอย่างเดียว ไม่ยุ่งกับหลักฐานอะไร

“เราจะแหกจะหลุดออกจากเรื่องกฎเกณฑ์สังคม วัฒนธรรม ประเพณี เราไม่แคร์เรื่องที่ใครกล่าวหา เราหลุดออกไปหมดเลย ไม่เครียด ไม่กังวลกับสิ่งเหล่านี้ ถ้าเราไปยึดติดก็จะเป็นกังวลและทำให้เราพุ่งเป้าไปได้ช้าเพราะปัญหาพวกนี้

“เราค้นหาสิ่งที่นอกเหนือทางโลก เป็นพลังที่ใสบริสุทธิ์ ปลดปลง และว่างเปล่า ไม่มีกฎเกณฑ์การวางแผนและการครอบงำ”
  

[ Back to ฉบับที่ 259 > กันยายน 49 ปีที่ 22 | Sections Index ]
ติดต่อ เว็บไซต์ และ นิตยสาร สารคดี : บริษัทวิริยะธุรกิจ จำกัด
28-30 ถนนปรินายก แขวงบ้านพานถม เขตพระนคร กรุงเทพฯ 10200
โทร: 02-281 6110 (อัตโนมัติ), Fax: +66 (0) 2282 7003 E-mail : contact@sarakadee.com
© CopyRight, All Rights reserved. สงวนลิขสิทธิ์ ในนามบริษัทวิริยะธุรกิจ จำกัด 


Page Generation: 0.12 Seconds
:: fiapplegreen 2.10 phpbb2 style by Daz :: PHP-Nuke theme by coldblooded www.nukemods.com :: Thai Edition by ThaiNuke.org ::