สารคดี
· หน้าแรก
· เรื่องทั้งหมด
· ยอดฮิตติดอันดับ
· เข้าสู่ระบบ
· เผยแพร่ข่าวสาร
· ค้นหา
· ติดต่อเรา
· นิตยสาร สารคดี ฉบับที่ 227 - ปัจจุบัน
· นิตยสาร สารคดี
   ฉบับที่ 166 - 226

· โลกรายเดือน

เชิญชม นิทรรศการภาพถ่าย“เปลี่ยนโลกได้ด้วยใจอาสา”   (16/07/10)


  roundaboutARTS - เสือไทยนิรนาม

ตัวอย่างVDO : สารคดี : KATSUSHIKA HOKUSAI ชอง BBC (05/11/09)


  Oneton - วันชัย ตัน

เมื่อไทยฝันจะเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก (22/07/10)


  อุษาคเนย์ - สุเจน

สงครามที่ริมน้ำเทิน (31/01/10)


  เขียนข้างเปล - จันทร์ส่งแสง

เรียนอนุบาลที่บ้าน (23/07/10)


  Free as a Birds - รุ่งโรจน

เขตปลอดนกพิราบ (23/02/10)


  Bike is All Around - เสือจุ่น

24 ชั่วโมง จักรยานจะไปได้ไกลถึงไหน ในถนนประชาธิปไตย  (11/05/10)


  รอยต่อแห่งยุคสมัย -Pyramid

นักท่องเที่ยวกับคนทำมาหากิน (02/08/09)


  ยังมีที่ว่างรอให้เติมเต็ม -ยัติภังค์

ฝันโคตรโคตร -จุดจบคือการเริ่มต้น – การเริ่มต้นคือจุดจบ (11/11/09)


· รับสมัครเว็บมาสเตอร์ มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์[ 0 comments - 224 reads ]
· นิทรรศการภาพถ่าย “เปลี่ยนโลกได้ด้วยใจอาสา”[ 0 comments - 594 reads ]
· งานเสวนา "นักเขียน (สารคดี) เรียนกันได้ !?"[ 0 comments - 896 reads ]
· รางวัล “สารคดี”เกียรติยศครั้งที่ ๑ แด่คนเก็บอดีต ชื่อ เอนก นาวิกมูล [ 0 comments - 1045 reads ]
· ปลุกจิตอาสา กับภาพชนะการประกวด "เปลี่ยนโลกได้ด้วยใจอาสา"[ 0 comments - 703 reads ]

[ More in News Section ]
สารคดีพิเศษ : ตามรอยปริศนาอียิปต์โบราณ

(2645 total words in this text)
(17868 reads)   Printer Friendly Page




เรื่องและภาพ : วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์


ตามรอยอารยธรรมอียิปต์โบราณ อาณาจักรอียิปต์โบราณ (๓๑๕๐-๓๐ ปีก่อนคริสต์ศักราช)


ยุคต้นราชวงศ์ (๓๑๐๐-๒๖๘๖ ปีก่อนคริสต์ศักราช)

อียิปต์ในสมัยนั้นแบ่งเป็น ๒ อาณาจักร คืออียิปต์ตอนบนและอียิปต์ตอนล่าง นาร์เมอร์ผู้ปกครองอียิปต์ตอนบนเป็นกษัตริย์องค์แรกที่รวมอาณาจักรทั้งสองเข้าด้วยกัน แล้วสถาปนาราชวงศ์ที่ ๑ และ ๒ และตั้งเมืองเมมฟิสเป็นเมืองหลวงแห่งแรก ยุคนี้มีการพัฒนาอักษรภาพฮีโรกลิฟฟิก ในภาพเป็นถาดหินเก่าแก่อายุ ๕,๐๐๐ ปีแสดงภาพนาร์เมอร์กำลังฆ่าศัตรู

 
ราชอาณาจักรเก่า (๒๖๘๖-๒๑๘๑ ปีก่อนคริสต์ศักราช)ยุคแห่งการสร้างพีระมิด
 
ในยุคนี้กษัตริย์ได้รับยกย่องให้เป็นเทพเจ้า โซเซอร์ ฟาโรห์แห่งราชวงศ์ที่ ๓ ทรงสร้างพีระมิดเป็นครั้งแรกของโลก เพื่อเป็นที่บรรจุพระศพหรือมัมมี่ ต่อมาคูฟูแห่งราชวงศ์ที่ ๔ ฟาโรห์ผู้มีอำนาจมากที่สุดทรงสร้างมหาพีระมิดคูฟูที่เมืองกิซา ฟาโรห์องค์ต่อมาคือคาฟราทรงสร้างพีระมิดคาฟรา และเมนคาอูเรทรงสร้างพีระมิดเมนคาอูเร จนกลายเป็นกลุ่มพีระมิดที่มีชื่อเสียงและงดงามที่สุดในโลก

ช่วงปลายราชอาณาจักร ฟาโรห์ได้รับการท้าทายจากบรรดาหัวเมืองต่างๆ เกิดการแก่งแย่งอำนาจกัน เกิดสงครามกลางเมืองและความไม่สงบสุขยาวนาน เรียกช่วงเวลานี้ว่า ช่วงต่อที่หนึ่ง (๒๑๘๑-๒๐๔๐ ปีก่อนคริสต์ศักราช)

    


ราชอาณาจักรกลาง (๒๐๔๐-๑๗๘๒ ปีก่อนคริสต์ศักราช) การรุกรานจากต่างชาติ

 
ในสมัยราชวงศ์ที่ ๑๑ ฟาโรห์กลับมามีอำนาจอีกครั้งหนึ่ง ฟาโรห์เมนทูโฮเตปที่ ๒ สามารถรวบรวมอาณาจักรให้เป็นปึกแผ่นอีกครั้งหนึ่ง และสมัยราชวงศ์ที่ ๑๒ อียิปต์เริ่มกลายเป็นชาติมหาอำนาจสามารถตีอาณาจักรนูเบียได้

ช่วงปลายราชอาณาจักร เกิดความไม่สงบขึ้นอีกครั้ง ชาวฮิกซอสชาวต่างชาติที่เข้ามาจากด้านเหนือของแหลมซีนายได้เรืองอำนาจขึ้น เกิดสงคราม บ้านเมืองถูกทำลายย่อยยับ เรียกยุคนี้ว่า ช่วงต่อที่สอง (๑๗๘๒-๑๕๗๐ ปีก่อนคริสต์ศักราช)

 
ราชอาณาจักรใหม่ (๑๕๗๐-๑๐๗๐ ปีก่อนคริสต์ศักราช) ยุคแห่งจักรวรรดิ


ทุตโมซิสที่ ๓ ฟาโรห์แห่งราชวงศ์ที่ ๑๘ ได้รวมประเทศอีกครั้งหนึ่ง ขับไล่พวกฮิกซอสออกไป และย้ายเมืองหลวงมาที่เมืองธีบส์ (ลักซอร์) เป็นยุคแห่งมหาอำนาจอย่างแท้จริง พระองค์ทรงทำสงคราม ๑๗ ครั้ง ขยายอาณาจักรออกไปทั่วซีเรีย เมโสโปเตเมีย นูเบีย และลิเบีย เช่นเดียวกับรามเสสที่ ๒ ฟาโรห์ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นกษัตริย์นักรบผู้เกรียงไกรที่สุด

คนอียิปต์ยุคนี้ไม่นิยมสร้างพีระมิด หากจะทำสุสานเจาะเข้าไปในภูเขาเพื่อฝังพระศพของฟาโรห์ในหุบเขากษัตริย์ สุสานที่โด่งดังที่สุดคือสุสานของตุตันคาเมน ในยุคนี้คนอียิปต์หันมาบูชาเทพเจ้า โดยเฉพาะเทพอามุน-รา เทพเจ้าสูงสุดของคนอียิปต์ จึงนิยมสร้างวิหารขนาดใหญ่เพื่อบูชาเทพ อาทิ มหาวิหารคาร์นัก วิหารลักซอร์ วิหารอาบูซิมเบล ฯลฯ ส่งผลให้บรรดาพระนักบวชกลายเป็นผู้มีอิทธิพลขึ้นมาในราชสำนัก

ช่วงปลายราชอาณาจักร นักบวชมีอำนาจและทรัพย์สมบัติมากขึ้น ขณะที่อำนาจของฟาโรห์อ่อนแอลงเรื่อยๆ จนอาณาจักรถูกชาวลิเบียบุกรุก เรียกช่วงเวลานี้ว่า ช่วงต่อที่สาม (๑๐๖๙-๕๒๕ ปีก่อนคริสต์ศักราช)


ยุคปลายและจักรวรรดิปโตเลมี (๕๒๕-๓๐ ปีก่อนคริสต์ศักราช) การปกครองของต่างชาติ


กษัตริย์จากเปอร์เซียเข้ามาปกครองอียิปต์ กลายเป็นมณฑลหนึ่งของจักรวรรดิเปอร์เซีย และ ๓๓๒ ปีก่อนคริสต์ศักราช พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชแห่งกรีกได้กรีฑาทัพมายึดอียิปต์ สร้างเมืองอเล็กซานเดรียเป็นเมืองหลวง ต่อมาปโตเลมีนายพลกรีกได้ตั้งราชวงศ์ปโตเลมีขึ้นมาปกครอง มีพระนางคลีโอพัตราที่ ๗ เป็นกษัตริย์องค์สุดท้ายของอียิปต์ ก่อนจะแพ้สงครามต่อกองทัพโรมันของจักรพรรดิออกเตเวียส


ตามรอยปริศนาอียิปต์โบราณ
เรื่องและภาพ : วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

คติความเชื่อของคนอียิปต์สมัยราชอาณาจักรเก่าเมื่อประมาณ ๕,๐๐๐ ปีก่อน
นิยมสร้างพีระมิดให้ใหญ่โตเพื่อแสดงพระราชอำนาจและความยิ่งใหญ่ของฟาโรห์ในสมัยนั้น
มหาพีระมิดคูฟู สร้างในสมัยฟาโรห์คูฟูผู้ปกครองอียิปต์ระหว่าง ๒๕๘๖-๒๕๖๖ ปีก่อนคริสต์ศักราช เป็นพีระมิดใหญ่ที่สุดในโลก ฐานพีระมิดเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัสยาวด้านละ ๒๓๐ เมตร ประกอบด้วยก้อนหินปูน ๒.๓ ล้านก้อนมาเรียงต่อกัน แต่ละก้อนมีน้ำหนัก ๒.๕ ตัน ก้อนหนักที่สุดหนัก ๑๕ ตัน เรียงต่อกันขึ้นไปจนถึงยอดความสูง ๑๔๗ เมตร ทำให้มหาพีระมิดนี้มีน้ำหนักรวมกันถึง ๖.๕ ล้านตัน)

บนประตูทางเข้าอาคารพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรุงไคโร ประเทศอียิปต์ มีข้อความจารึกเอาไว้ว่า

“ไม่มีอะไรใหม่อีกต่อไป ภายใต้ดวงอาทิตย์นี้” ผมอ่านแล้วงงๆ เพื่อนคนหนึ่งที่ร่วมเดินทางมาด้วยจึงอธิบายให้ฟังว่า

“หมายความว่า ทุกอย่างที่คนรุ่นเราคิดว่าใหม่นั้น เอาเข้าจริงคนโบราณ โดยเฉพาะคนอียิปต์ ได้ค้นพบมานานแล้ว อารยธรรมอียิปต์ลุ่มน้ำไนล์เริ่มขึ้นเมื่อประมาณ ๕,๐๐๐ ปีก่อน เจริญรุ่งเรืองมาก่อนดินแดนอื่นใดในโลก แม้แต่อารยธรรมจีนที่คนยุโรปต้องลอกเลียนความรู้ก็มีอายุอ่อนกว่าอียิปต์เกือบ ๓,๐๐๐ ปี”

ผมฟังแล้วเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แต่ ๒ สัปดาห์ของการเดินทางในอียิปต์เมื่อต้นปีที่ผ่านมานั้น ทำให้ผมต้องยอมรับว่า คำพูดนั้นดูจะไม่เกินความจริง เพราะที่ผ่านมาเรามัวแต่ไปสนใจความรู้ของฝรั่งตะวันตกที่ถือว่าเป็นศูนย์กลางความเจริญรุ่งเรือง โดยเฉพาะอารยธรรมกรีก-โรมัน ฐานความรู้สำคัญของฝรั่งตะวันตก โดยหารู้ไม่ว่าอารยธรรมกรีก-โรมันล้วนแต่ได้รับอิทธิพลความรู้มาจากอียิปต์สมัยโบราณทั้งสิ้น

นักเดินทางหลายคนอาจประทับใจกับความงดงามของทัชมาฮาลของอินเดีย อายุ ๔๐๐ ปี ความมหัศจรรย์ของนครวัดแห่งขอม อายุ ๘๐๐ ปี ความยิ่งใหญ่ของโคลอสเซียมแห่งโรมัน อายุ ๑,๘๐๐ ปี ความลึกลับของสุสานจิ๋นซีฮ่องเต้ จักรพรรดิจีนผู้เกรียงไกร อายุ ๒,๒๐๐ ปี และความเก่าแก่ของวิหารพาร์เทนอนแห่งกรีก อายุ ๒,๔๐๐ ปี

แต่สำหรับผู้ที่อยากจะรู้จักรากเหง้าของมนุษยชาติ รู้จักรากฐานอารยธรรมของโลก ครั้งหนึ่งในชีวิต อียิปต์โบราณอายุร่วม ๕,๐๐๐ ปีเป็นสิ่งที่พลาดไม่ได้จริงๆ

เมืองลักซอร์
บรรยากาศร้านค้าในเมืองลักซอร์ จะเห็นตำรวจท่องเที่ยวเดินตรวจการณ์ คุ้มกันความปลอดภัยให้นักท่องเที่ยว เนื่องจากที่ผ่านมากลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงได้สังหารชีวิตนักท่องเที่ยวไปแล้วหลายสิบคน หวังให้เศรษฐกิจของอียิปต์พังพินาศ จากเดิมมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเมืองลักซอร์ถึงปีละ ๖ ล้านคน ปัจจุบันลดเหลือเพียง ๒ ล้านคน
- วัยรุ่นอียิปต์แต่งกายด้วยชุดทันสมัยในเมืองอเล็กซานเดรีย เมืองใหญ่อันดับ ๒ ของอียิปต์
- ร้านขายผลไม้กลางซอยในกรุงไคโร
- วันสำคัญของคนอียิปต์จะมีการเชือดแกะจำนวนมากมาทำอาหาร ในภาพเป็นกองซากแกะที่ตลาดข้างถนน

อียิปต์บนและอียิปต์ล่าง


ระยะเวลา ๘ ชั่วโมงจากกรุงเทพฯ ถึงไคโร พอๆ กับการเดินทางไปหลายประเทศในทวีปยุโรป แต่น่าแปลกใจที่นักท่องเที่ยวไทยส่วนใหญ่มักจะคิดว่าการเดินทางไปอียิปต์ ที่อยู่ทางตอนเหนือของทวีปแอฟริกาค่อนข้างลำบาก และระยะทางไกลกว่าไปยุโรป ดังนั้นอียิปต์จึงไม่ใช่จุดหมายที่น่าดึงดูดของนักท่องเที่ยวไทย

เมื่อได้สัมผัสอียิปต์เป็นครั้งแรก หลายคนอาจไม่ค่อยประทับใจเท่าไร เพราะขณะที่เราออกจากสนามบิน นั่งรถมุ่งหน้าเข้ากรุงไคโร เพื่อนคนไทยที่มาเยือนอียิปต์หลายครั้งกล่าวติดตลกว่า

“หากใครคิดว่าแน่จริง พอไปถึงกลางกรุงไคโรขอให้สูดอากาศเข้าเต็มปอด” ผมถามถึงสาเหตุขณะมองออกไปนอกหน้าต่างดูบรรยากาศอันขมุกขมัวที่ปกคลุมเมืองหลวงอันเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

“องค์การอนามัยโลกเคยประกาศว่า กรุงไคโรเป็นเมืองที่มีมลพิษทางอากาศสูงติดอันดับโลก คือสูงกว่าอากาศระดับปรกติถึง ๕ เท่า”

เพื่อนอธิบายต่อว่า ไคโรเป็นเมืองหลวงอยู่ใกล้ทะเลทรายซาฮารา ทะเลทรายผืนใหญ่ที่สุดในโลก ดังนั้นแต่ละวันจะมีฝุ่นพัดมาจากทะเลทรายจำนวนมาก ยังไม่นับมลพิษจากรถยนต์ที่มีปริมาณมหาศาลในเมืองหลวงแห่งนี้ รวมถึงมลพิษจากการขุดเจาะน้ำมัน ส่งผลให้ชาวเมืองไคโรป่วยด้วยโรคทางเดินหายใจปีละกว่า ๕ แสนคน

เราใช้เวลาเดินทางชั่วโมงกว่าๆ ฝ่าการจราจรที่คับคั่งไม่ต่างจากกรุงเทพมหานคร เข้าสู่ใจกลางกรุงไคโร ตามท้องถนนสังเกตว่ารถยนต์ส่วนใหญ่เป็นรถยุโรปยี่ห้อเปอโยต์ เฟียต และโฟล์ก แต่เกือบทั้งหมดเป็นรถเก่าอายุไม่ต่ำกว่า ๓๐ ปี สภาพทรุดโทรมมาก ควันดำจากท่อไอเสียรถยนต์จำนวน ๒ ล้านกว่าคันในกรุงไคโร เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้มลพิษทางอากาศในเมืองหลวงแห่งนี้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
 
“ตอนนี้รถฮุนได รถแดวูของเกาหลีใต้กำลังมาแรงเพราะราคาถูก ส่วนรถญี่ปุ่นยังมีน้อย ถือเป็นรถหรูราคาแพงสำหรับคนที่นี่” เพื่อนตะโกนแข่งกับเสียงดังสนั่นของแตรรถ ดูเหมือนว่าการขับรถของชาวอียิปต์ใช้แตรรถมากกว่าการเหยียบเบรก

มลพิษทางอากาศไม่ได้เป็นปัญหาเฉพาะกับคนอียิปต์เท่านั้น แต่กำลังเป็นปัญหาใหญ่ของโบราณสถานหลายแห่งในอียิปต์ด้วย

เราเดินทางต่อไปยังเมืองเมมฟิส เมืองหลวงเก่าแก่ที่สุดในอียิปต์ ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำไนล์ ห่างจากกรุงไคโรไปทางใต้เพียง ๒๔ กิโลเมตร กล่าวกันว่าดินแดนแห่งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของอารยธรรมอียิปต์ ผู้ก่อตั้งคือฟาโรห์นาร์เมอร์ ปฐมกษัตริย์แห่งราชอาณาจักรอียิปต์ ผู้รวบรวมอียิปต์ให้เป็นปึกแผ่นและปกครองดินแดนแห่งลุ่มน้ำไนล์เมื่อ ๕,๐๐๐ ปีก่อน

ก่อนหน้านี้ ดินแดนอียิปต์แบ่งเป็นอาณาจักรอียิปต์ตอนบน มีนกแร้งเป็นสัญลักษณ์ และอาณาจักรอียิปต์ตอนล่าง มีงูเห่าเป็นสัญลักษณ์ ทั้งสองอาณาจักรเป็นอิสระไม่ขึ้นต่อกัน ตั้งชุมชนอยู่ริมฝั่งแม่น้ำไนล์ แม่น้ำสายยาวที่สุดในโลก มีความยาวถึง ๖,๘๒๕ กิโลเมตร และไหลจากใต้ขึ้นเหนือ มิใช่เหนือลงใต้อย่างที่เราคุ้นเคยกัน
 
แม่น้ำไนล์มีต้นกำเนิดอยู่กลางทวีปแอฟริกา ไหลจากที่ราบสูงเอธิโอเปียขึ้นไป ผ่านแก่งน้ำตกของอาณาจักรนูเบียชนพื้นเมืองหนึ่งในทวีปแอฟริกา ปัจจุบันอยู่ในประเทศซูดาน ผ่านอาณาจักรอียิปต์ตอนบน บริเวณนี้เป็นหุบเขาขนาดใหญ่แต่แห้งแล้ง มีเนินทรายสีแดงสุดลูกหูลูกตา จึงเรียกว่าแผ่นดินสีแดง ก่อนจะไหลผ่านอาณาจักรอียิปต์ตอนล่างที่มีพื้นที่เล็กกว่า ตั้งอยู่บริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำ และไหลออกทะเลเมดิเตอร์เรเนียนทางตอนเหนือ บริเวณนี้ในแต่ละปีน้ำจะเอ่อท่วมล้นตลิ่งและพัดพาตะกอนดินดำใหม่ๆ เข้ามายังเขตที่น้ำท่วมถึง ทำให้บริเวณนี้มีความอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูกมากกว่าอียิปต์ตอนบน จึงเรียกดินแดนแถบนี้ว่าเคเมต แปลว่าแผ่นดินสีดำ ปัจจุบันทั้งสีแดงและสีดำของดินแดนทั้งสองได้กลายเป็นสีของธงชาติประเทศอียิปต์
 
ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาจะพบว่า รัฐที่มีดินแดนแห้งแล้งมักมีความเข้มแข็งทางการทหาร และมักจะเป็นฝ่ายรุกรานดินแดนที่อุดมสมบูรณ์กว่า อาทิ ชนเผ่าพม่า ในอดีตเมื่อกว่า ๑,๐๐๐ ปีก่อนเป็นนักรบอาศัยอยู่ทางตอนเหนือที่มีสภาพพื้นที่แห้งแล้งกึ่งทะเลทราย ก่อนจะยกทัพลงมาตีชนชาติมอญที่อาศัยในพื้นที่อุดมสมบูรณ์กว่าและมีอารยธรรมก้าวหน้ากว่ามาก หรือบรรดานักรบมองโกลสมัยเจงกิสข่านที่อาศัยอยู่ในทะเลทราย แต่มีฝีมือการรบเป็นยอดสามารถบุกตีดินแดนต่างๆ ในเอเชียได้เกือบทั้งหมด และยังรุกรานไปถึงยุโรปและอาหรับอีกหลายประเทศ

เช่นเดียวกับอียิปต์เมื่อประมาณ ๓๑๐๐ ปีก่อนคริสต์ศักราช นาร์เมอร์ผู้ปกครองอียิปต์ตอนบนได้กรีฑาทัพเข้าโจมตีอียิปต์ตอนล่าง ผนวกดินแดนเป็นหนึ่งเดียวกัน และสถาปนาพระองค์ขึ้นเป็นกษัตริย์แห่งราชวงศ์ที่ ๑ ตั้ง เมมฟิสเป็นเมืองหลวงแห่งแรกของอาณาจักรอียิปต์

ประมาณ ๓๑๐๐ ปีก่อนคริสต์ศักราช นาร์เมอร์ได้รวบรวมอียิปต์บนและอียิปต์ล่างเข้าด้วยกันและสถาปนาเปมฟิสเป็นเมืองหลวง

ปัจจุบันเมืองเมมฟิสไม่มีร่องรอยหรือหลักฐานใดๆ ในสมัยนั้นหลงเหลืออยู่ เว้นแต่ดงต้นอินทผลัม พืชเฉพาะถิ่นที่ชาวอียิปต์ปลูกกันมาตั้งแต่สมัยนั้นขึ้นหนาแน่นเป็นพิเศษ อินทผลัมเป็นพืชตระกูลปาล์มชนิดหนึ่ง ทนแล้งได้ดีเป็นพิเศษแม้ในทะเลทราย จารึกอายุ ๕,๕๐๐ ปีบันทึกไว้ว่า ชาวอียิปต์โบราณได้นำต้นอินทผลัมมาปลูก เช่นเดียวกับข้าวสาลี มะกอก องุ่น ซึ่งถือเป็นพืชชนิดแรกๆ ของโลกที่มนุษย์รู้จักนำมาเพาะปลูก อินทผลัมเป็นพืชอันทรงคุณค่าของชาวอียิปต์มาทุกยุคทุกสมัย กล่าวกันว่าสมัยก่อนชาวอียิปต์วัดฐานะความร่ำรวยกันด้วยจำนวนต้นอินทผลัม

เราลองซื้ออินทผลัมลูกสีแดงสดที่พ่อค้ามาเร่ขายกินเป็นครั้งแรก รสชาติหวานกรอบ อร่อยไม่เลวทีเดียว นักโภชนาการพบว่าผลไม้ชนิดนี้มีคุณค่าทางโภชนาการสูงมาก ทั้งยังเป็นต้นไม้สารพัดประโยชน์ นอกจากเอาผลมากินแล้ว ลำต้นยังนำมาใช้ในการก่อสร้าง ใบนำมาทำเฟอร์นิเจอร์ มุงหลังคา เส้นใยนำมาสานเป็นตะกร้า เชือก และที่กรองกาแฟได้อีกด้วย

ในอดีตคนอียิปต์เฝ้าสังเกตว่าพระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออก ลับขอบฟ้าทางทิศตะวันตกอันเป็นสัญญาณเริ่มต้นแห่งรัตติกาล และพอรุ่งเช้าพระอาทิตย์ก็จะทอแสงอีกครั้ง ปรากฏการณ์ธรรมชาตินี้ได้กลายเป็นหลักคิดสำคัญทำให้คนอียิปต์เชื่อว่าทิศตะวันออกเป็นทิศของคนเป็น และทิศตะวันตกเป็นทิศของคนตาย คนอียิปต์ส่วนใหญ่จึงนิยมตั้งบ้านเรือนทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำไนล์ ส่วนฝั่งตะวันตกเป็นที่ตั้งของสุสาน ด้วยเหตุนี้จึงไม่น่าแปลกใจที่สุสานของฟาโรห์หรือพีระมิดที่มีอยู่ประมาณ ๘๐-๙๐ แห่ง ทั้งหมดนี้ตั้งอยู่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำไนล์

เมืองซักการาที่เรามุ่งหน้ามาถึงนี้ก็เช่นกัน ได้ชื่อว่าเป็นเมืองสุสานของฟาโรห์ บริเวณนี้เป็นที่ตั้งของพีระมิดแห่งแรกของโลกและถือว่าเป็นบิดาต้นแบบแห่งพีระมิดทั้งมวล คือพีระมิดขั้นบันไดของโซเซอร์ ฟาโรห์แห่งราชวงศ์ที่ ๓ ผู้ปกครองอียิปต์ในช่วง ๒๖๖๘-๒๖๔๙ ปีก่อนคริสต์ศักราช

ซักการา พีระมิดแห่งแรกของโลก และถือว่าเป็นบิดาต้นแบบแห่งพีระมิดทั้งมวล คือพีระมิดขั้นบันไดของโซเซอร์ ฟาโรห์แห่งราชวงศ์ที่ ๓ ผู้ปกครองอียิปต์ในช่วง ๒๖๖๘-๒๖๔๙ ปีก่อนคริสต์ศักราชาช

คนอียิปต์โบราณมีความเชื่อว่า คนตายแล้วจะกลับคืนชีพมาใหม่ เหมือนดวงอาทิตย์ที่หายลับขอบฟ้าในยามเย็น และกลับขึ้นมาใหม่ในวันรุ่ง จากการที่ดวงอาทิตย์มีอิทธิพลกับวิถีชีวิตของคนอียิปต์มาก ดังนั้นสุริยเทพนามว่า รา จึงได้รับการบูชาให้เป็นเทพสูงสุดเหนือเทพทั้งปวงของชาวอียิปต์ และฟาโรห์ทุกพระองค์ผู้ปกครองแผ่นดินอียิปต์ล้วนถือว่าเป็นโอรสแห่งสุริยเทพที่ถูกส่งมาปกครองโลกมนุษย์

การสร้างสุสานหรือการทำมัมมี่ให้แก่ฟาโรห์จึงถือเป็นเรื่องใหญ่โต ด้วยเพราะความเชื่อว่าพระองค์จะกลับคืนชีพขึ้นมาใหม่อีกครั้งในโลกหน้า จึงจำเป็นต้องรักษาร่างกายไม่ให้เน่าเปื่อยผุพัง และสร้างที่เก็บรักษาพระศพไว้เป็นอย่างดี ที่เรียกว่าพีระมิด

พีระมิดจึงเป็นที่ฝังศพแบบหนึ่งของฟาโรห์ในยุคแรกๆ นักโบราณคดีสันนิษฐานว่า พีระมิดนั้นแรกเริ่มเดิมทีมาจากเนินดินที่กลบทับหลุมศพ ต่อมาเมื่อบ้านเมืองมีความเจริญมากขึ้น ชาวอียิปต์นิยมนำเครื่องประดับของมีค่าใส่ลงไปในหลุมศพด้วย ทำให้ต้องสร้างหลุมศพให้มีความมั่นคงแข็งแรงขึ้น โดยนำหินมาก่อเรียงเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าไว้โดยรอบ ให้แต่ละด้านเอียงเข้าหากัน จนค่อยๆ พัฒนาสูงขึ้นๆ เป็นรูปทรงพีระมิด เพื่อให้ศพได้เข้าใกล้สวรรค์บนท้องฟ้ามากขึ้น

พีระมิดขั้นบันไดของโซเซอร์ ถือว่าเป็นงานสถาปัตยกรรมสำคัญแห่งแรกของอาณาจักรอียิปต์โบราณ โดยอิมโฮเทป สถาปนิกผู้ดำรงตำแหน่งเทียบเท่าอัครเสนาบดีเป็นผู้ออกแบบให้สุสานของฟาโรห์โซเซอร์ยิ่งใหญ่เหนือฟาโรห์องค์อื่นใดในอียิปต์

ทางเข้าพีระมิดเป็นป้อมปราการหินสีส้มขนาดใหญ่ ผ่านเข้าไปจะเป็นกลุ่มอาคารหินปูนที่ยังสมบูรณ์ยืนทนแดดทนฝนมานานถึง ๔,๖๐๐ กว่าปีอย่างไม่น่าเชื่อ ถือว่าเป็นกลุ่มอาคารหินแห่งแรกของโลก เริ่มจากห้องโถงมีเสาหินขนาดใหญ่ แต่ละเสาสลักลวดลายเลียนแบบต้นอ้อแห่งแม่น้ำไนล์ ถัดมาจะเห็นวิหารหิน ประกอบด้วยช่องประตูจำนวน ๔๒ ช่อง ที่เรียกว่า โนม อันเปรียบเสมือนตัวแทนของรัฐต่างๆ ในอียิปต์บนและอียิปต์ล่างรวมกัน ๔๒ รัฐ สร้างไว้เพื่อใช้ในการประกอบพิธีศพของฟาโรห์ รวมทั้งพิธีครองราชย์ครบ ๓๐ ปี ที่เรียกว่าพิธีเฮบ เสด กล่าวกันว่าในพิธีนี้ฟาโรห์จะต้องวิ่งรอบโนมทั้ง ๔๒ โนม เพื่อเป็นเครื่องยืนยันว่ามีพระพลานามัยแข็งแรงพอที่จะปกครองแผ่นดินได้

“หากฟาโรห์วิ่งไม่ไหวก็จะมีการเลือกฟาโรห์องค์ใหม่ และในพิธีเฮบ เสด ฟาโรห์ยังต้องแสดงความสามารถอีกหลายอย่าง เล่ากันว่าบางองค์ต้องสู้กับสิงโตด้วย จึงสามารถทำพิธีขึ้นครองราชย์เป็นฟาโรห์ปกครองอาณาจักรอียิปต์บนและอียิปต์ล่างต่อไปได้” ไกด์ของเราเล่าเกร็ดประวัติศาสตร์ให้ฟัง

พอพ้นอาคารหิน ข้างหน้าคือพีระมิดแห่งแรกของโลก รูปทรงเหมือนขั้นบันได ความสูง ๖๐ เมตร นักโบราณคดีสันนิษฐานว่าสถาปนิกต้องการออกแบบให้เป็นเสมือนบันไดไต่ขึ้นสู่สวรรค์ โดยใช้หินปูนมาเรียงขึ้นเป็นรูปขั้นบันได ๖ ขั้น และเรียงหินให้มีแนวเฉียงเข้าหาศูนย์กลางพีระมิดประมาณ ๑๕ องศา เพื่อความมั่นคงแข็งแรงในการรับน้ำหนักของพีระมิดขนาด ๘๕๐,๐๐๐ ตัน

ในปี ค.ศ. ๑๖๕๒ ฌอง เดอ เทเวโนต์ นักสำรวจชาวฝรั่งเศสคนแรกที่เดินทางมาถึงพีระมิดแห่งนี้ และมีโอกาสเข้าไปสำรวจด้านในของพีระมิด เขาพบห้องลับแห่งหนึ่งอยู่ด้านล่างสุด ภายในมีไหบรรจุซากนกที่ทำเป็นมัมมี่จำนวนมาก และอีกห้องหนึ่งเขาพบหีบศพ ๒ ใบ ในบันทึกของเขาเล่าไว้ว่า

“ในหีบศพเราพบแต่ความว่างเปล่า จึงทิ้งเอาไว้ทั้งหมด”

น่าเสียดายที่ทางการอนุญาตให้เดินดูแค่รอบๆ พีระมิดเท่านั้น ไม่สามารถเข้าไปภายในได้ เราเดินมาด้านหนึ่งของพีระมิด มีห้องเล็กๆ ก่อด้วยหิน เป็นห้องทึบไม่มีประตูหน้าต่างนอกจากรูเล็กๆ ๒ รูระดับสายตาไว้ให้ถ้ำมอง พอมองลอดเข้าไป เราเห็นรูปสลักหินฟาโรห์ตั้งอยู่กลางห้อง เป็นรูปสลักหินอันงดงามของฟาโรห์โซเซอร์ในท่าประทับนั่ง ซึ่งถือว่าเป็นประติมากรรมหินเก่าแก่ที่สุดของโลกด้วย

ห้องนี้คือห้องเซอร์ดับ หรือห้องประดิษฐานรูปปั้น เป็นห้องที่สร้างขึ้นตามความเชื่อดั้งเดิมของชาวอียิปต์โบราณที่ว่า เมื่อตายไปแล้ว วิญญาณของผู้ตายหรือที่เรียกว่า “คา” จะกลับเข้าร่างฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง แต่หากเกิดความเสียหายแก่ร่างของผู้ตายแล้ว “คา” จะไม่สามารถกลับเข้าร่างได้ ดังนั้นจึงต้องมีรูปสลักหินอันเปรียบเสมือนตัวแทนของผู้ตายไว้แทน

แต่เรามารู้ภายหลังว่ารูปสลักหินที่เห็นนั้นเป็นรูปจำลอง ก็เมื่อมาเห็นของจริงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรุงไคโร เพราะแม้ว่ารูปสลักหินเก่าแก่มูลค่ามิอาจประเมินได้จะรอดพ้นการโจรกรรมมาได้หลายพันปี แต่ทางการอียิปต์ก็มิอาจประมาทฝีมือหัวขโมยไฮเทคในปัจจุบันได้ จึงต้องย้ายมาอยู่ในที่ปลอดภัยเสียก่อน

กลุ่มพีระมิดแห่งเมืองกิซา กลุ่มพีระมิดที่มีชื่อเสียงอายุประมาณ ๔,๕๐๐ ปี ในปี ค.ศ. ๑๗๙๘ บริเวณนี้เป็นสนามรบนองเลือดระหว่างกองทัพฝรั่งเศส ๔ หมื่นคน นำโดยนายพลนโปเลียน กับนักรบมัมลุกชาวอาหรับพื้นเมือง ๑ แสนคน)

กลุ่มพีระมิดแห่งเมืองกิซา


วันต่อมาเราเดินทางไปยังเมืองกิซา ห่างจากกรุงไคโรประมาณ ๑๐ กว่ากิโลเมตร เพื่อมาชมกลุ่มพีระมิดแห่งเมืองกิซา อันเป็นกลุ่มพีระมิดที่มีชื่อเสียงและงดงามที่สุดในโลก ประกอบด้วยพีระมิด ๓ พีระมิดตั้งอยู่เรียงกัน คือ มหาพีระมิดคูฟู พีระมิดคาฟรา และพีระมิดเมนคาอูเร โดยเฉพาะมหาพีระมิดคูฟู ได้รับการยกย่องว่าเป็น ๑ ใน ๗ สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณ

มหาพีระมิดคูฟู สร้างในสมัยฟาโรห์คูฟู ผู้ปกครองอียิปต์ระหว่าง ๒๕๘๖-๒๕๖๖ ปีก่อนคริสต์ศักราช พระองค์เป็นกษัตริย์องค์ที่ ๒ แห่งราชวงศ์ที่ ๔ ทรงสร้างพีระมิดใหญ่ที่สุดในโลก ฐานพีระมิดเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัสยาวด้านละ ๒๓๐ เมตร ประกอบด้วยก้อนหินปูนหนัก ๒.๕ ตัน จำนวน ๒.๓ ล้านก้อนเรียงต่อกัน ก้อนหินที่หนักที่สุดหนัก ๑๕ ตัน เรียงต่อกันขึ้นไปจนถึงยอด รวมความสูง ๑๔๗ เมตร ทำให้มหาพีระมิดนี้มีน้ำหนักรวมกันถึง ๖.๕ ล้านตัน

ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน นับได้ว่ามหาพีระมิดแห่งนี้เป็นสิ่งก่อสร้างที่หนักที่สุดในโลก มีน้ำหนักมากกว่าตึกเอ็มไพร์สเตตถึง ๑๖ เท่า และยังมีขนาดกว้างขวางพอที่จะบรรจุมหาวิหารเซนต์ปอลและอาคารสภาผู้แทนราษฎรในกรุงลอนดอนได้สบายๆ นอกจากนี้หากนำก้อนหินหนา ๓๐ เซนติเมตร สูง ๓ เมตร มาตั้งเรียงกัน จะสามารถก่อเป็นแนวกำแพงล้อมรอบชายแดนของประเทศฝรั่งเศสได้ทั้งหมด

โชคดีที่เรามาถึงมหาพีระมิดในช่วงที่อากาศแจ่มใส แสงแดดยามบ่ายส่องสะท้อนตัวพีระมิดจนเป็นสีทองอร่ามตัดกับสีฟ้าเข้มของท้องฟ้า เป็นความงดงามที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตที่ได้เคยเห็นมา สิ่งก่อสร้างเมื่อ ๔,๕๐๐ ปีก่อนตั้งตระหง่านต่อหน้าเรา เป็นโบราณสถานที่มีหลักฐานชัดเจนว่า เป็นจุดเริ่มต้นของสถานที่ท่องเที่ยวแห่งแรกของโลก ที่ผู้คนจากทั่วสารทิศในอดีตนับแต่พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช เพลโต อริสโตเติล อาร์คิมีดีส จักรพรรดินโปเลียน จนถึงคนรุ่นปัจจุบัน เดินทางมาเยี่ยมชมอย่างต่อเนื่อง ด้วยชื่อเสียงความยิ่งใหญ่และลึกลับของพีระมิดนี้

เราเดินสำรวจดูรอบๆ พีระมิด นักท่องเที่ยวบางคนพากันแอบปีนขึ้นไปบนก้อนหินแต่ละก้อนสูงท่วมหัวคน ซึ่งถูกวางเรียงต่อกันขึ้นไปเรื่อยๆ หินแต่ละก้อนเรียบสนิท ไม่มีใครรู้ว่าคนโบราณใช้เทคโนโลยีอันใดมาตัดก้อนหินให้เรียบได้เพียงนี้ และเมื่อนำก้อนหินมาวางเรียงซ้อนกันแนบสนิท จะมีรอยต่อห่างกันเพียง ๑/๑๒๗ เซนติเมตรจนมิอาจสอดกระดาษสักแผ่นเข้าไปได้

พอแหงนหน้ามองขึ้นไปข้างบน พีระมิดทั้งหมดเอียงทำมุมประมาณ ๕๐ องศา ส่วนยอดที่เรียกว่าเอเพ็กซ์ เป็นส่วนศักดิ์สิทธิ์ เชื่อว่าทำด้วยทองคำแต่ได้สูญหายไปนานแล้ว ความรู้สึกเวลานั้นคงไม่ต่างกับผู้คนจำนวนมากที่มาเยือนสถานที่แห่งนี้ คือตื่นตะลึงว่าชาวอียิปต์โบราณสร้างพีระมิดขึ้นมาได้อย่างไรกัน เอาก้อนหินขึ้นไปเรียงได้อย่างไร ทั้งๆ ที่เทคโนโลยีของมนุษย์ในเวลานั้นยังล้าหลังมาก ไม่มีแม้แต่ล้อ รอก หรือเครื่องทุ่นแรงอื่นใด นอกจากเลื่อย ค้อนหิน คานงัด ลูกตุ้มหิน และแรงงานคนล้วนๆ

ทุกวันนี้การก่อสร้างพีระมิดยังเป็นปริศนาลึกลับ ที่น่าประหลาดก็คือ คนอียิปต์โบราณได้บันทึกเรื่องราวความรู้ต่างๆ จำนวนมาก จารึกบนแผ่นหินหรือกระดาษปาปิรุส แต่ไม่เคยมีบันทึกใดเปิดเผยกรรมวิธีการก่อสร้างพีระมิดเลย นักโบราณคดีจึงได้แต่สันนิษฐานไปต่างๆ นานา ความจริงที่ว่าคนอียิปต์สร้างพีระมิดอย่างไรนั้นยังเป็นปริศนาลึกลับมาตลอดหลายพันปี


เฮโรโดตัส นักประวัติศาสตร์ชาวกรีกผู้มาเยือนพีระมิดเมื่อประมาณ ๔๕๐ ปีก่อนคริสต์ศักราช ได้บันทึกว่า

“คนงานกลุ่มหนึ่งทำหน้าที่ไปตัดหินจากแหล่งหินและนำลงแพล่องไปตามแม่น้ำไนล์ โดยมีการเกณฑ์แรงงาน ๑ แสนคน มาทำงานครั้งละ ๓ เดือน และปล่อยให้พักหมุนเวียนแรงงานกลุ่มอื่นมาทำแทนเพื่อให้การก่อสร้างไม่ขาดตอน...พวกเขาใช้เวลา ๑๐ ปีในการตัดถนนและเคลื่อนย้ายก้อนหินไปถึงบริเวณที่จะก่อสร้างพีระมิด และใช้เวลาอีก ๒๐ ปีในการสร้างพีระมิด”

มีทฤษฎีมากมายเกี่ยวกับการก่อสร้างพีระมิด ตั้งแต่ว่าใครเป็นผู้สร้างไปจนถึงเทคโนโลยีในการก่อสร้าง บางทฤษฎีเชื่อว่ามนุษย์ต่างดาวเป็นผู้สร้างหรือถ่ายทอดเทคโนโลยีให้ หรือทฤษฎีแอตแลนติสซึ่งเชื่อว่าเมื่อหลายหมื่นปีก่อน คนบนเกาะแอตแลนติสที่ตั้งอยู่กลางมหาสมุทรแอตแลนติกมีอารยธรรมและความเจริญก้าวหน้ามาก ต่อมาเกาะนี้ได้เกิดแผ่นดินไหวจมน้ำหายไปอย่างลึกลับ แต่มีชาวเมืองแอตแลนติสจำนวนหนึ่งหนีรอดมาได้ และเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้เทคโนโลย์ในการสร้างพีระมิดให้แก่ชาวอียิปต์

แต่หากพีระมิดสร้างด้วยฝีมือของชาวอียิปต์โบราณแล้ว ทฤษฎีการก่อสร้างพีระมิดที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดคือ การสร้างทางลาดโอบบริเวณที่จะก่อสร้าง และลากเอาก้อนหินขึ้นไปเรียงเป็นทรงพีระมิด เมื่อพีระมิดสูงขึ้น ก็สร้างทางลาดให้ยาวขึ้น และมีฐานกว้างมากขึ้น เมื่อเรียงไปจนถึงยอดแล้ว ก็ค่อยๆ รื้อทางลาดลงมา

บริเวณพีระมิดแห่งเมืองกิซายังมีตำนานมากมาย โดยเฉพาะเป็นฉากสมรภูมิรบครั้งประวัติศาสตร์ระหว่างกองทัพฝรั่งเศสกับกองทัพชาวนูเบีย

๑๙ พฤษภาคม ๑๗๙๘ กองทัพฝรั่งเศสนำโดยนายพล นโปเลียน โบนาปาร์ต พร้อมเรือ ๒๐๐ ลำ บรรทุกทหาร ๔ หมื่นคน ได้เคลื่อนพลออกจากท่าเรือในประเทศอิตาลี และยกพลขึ้นบกเข้ายึดเมืองอเล็กซานเดรียในอียิปต์ มุ่งหน้ามายังกรุงไคโรซึ่งเวลานั้นอยู่ภายใต้การปกครองของพวกมัมลุก ชาวอาหรับพื้นเมือง พอถึงวันที่ ๒๑ กรกฎาคม ทหารม้ากองทัพมัมลุกเกือบ ๑ แสนคนได้เคลื่อนทัพมาเผชิญหน้ากองทัพฝรั่งเศสใกล้ๆ พีระมิดแห่งเมืองกิซา จนเกิดสงครามใหญ่ที่เรียกว่า สมรภูมิรบแห่งพีระมิด

วันนั้นเองนโปเลียนได้พูดปลุกใจเหล่าทหารที่มีกำลังพลน้อยกว่าต่อหน้าพีระมิดว่า

“ทหารทั้งหลาย ประวัติศาสตร์ ๔,๐๐๐ ปี กำลังจ้องมองพวกท่านอยู่จากพีระมิดเหล่านี้”

กองทหารม้ามัมลุกผู้มีดาบโค้งเป็นอาวุธได้ควบม้าเข้าโจมตีแถวทหารฝรั่งเศสที่ตั้งรับด้วยยุทธวิธีและอาวุธทันสมัยกว่าคือปืนยาว พร้อมกับยิงปืนใหญ่ถล่มไม่ขาดสาย ทหารมัมลุกบุกเข้าไปยังไม่ทันจะใช้ดาบฟันข้าศึกก็ล้มตายจากคมกระสุนราวใบไม้ร่วงเกลื่อนพื้นทะเลทราย ไม่กี่ชั่วโมงผ่านไป ทหารมัมลุกร่วมแสนคนตายเกือบหมด เหลือรอดกลับไปไม่กี่ร้อยคน ขณะที่ทหารฝรั่งเศสสูญเสียน้อยมาก นับเป็นการนองเลือดครั้งใหญ่ที่สุดต่อหน้ามหาพีระมิด ผลของศึกครั้งนั้นนายพลนโปเลียนสามารถยึดอียิปต์ได้เบ็ดเสร็จ และกลายเป็นวีรบุรุษของชาวฝรั่งเศส ส่งผลให้เมื่อเดินทางกลับประเทศก็ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นจักรพรรดินโปเลียนที่ ๑ หลังจากนั้นไม่นาน

ในเวลานั้นเองบรรดานักสำรวจต่างๆ ที่ติดตามกองทัพฝรั่งเศสเข้ามาได้ทำการสำรวจพีระมิดอย่างละเอียด ทำให้โลกตะวันตกได้รับรู้ถึงความเร้นลับแห่งพีระมิดเป็นครั้งแรก และมีการบันทึกว่าเมื่อวันที่ ๑๒ สิงหาคม ค.ศ. ๑๗๙๙ นายพลนโปเลียนได้เข้ามานอนในห้องเก็บพระศพของฟาโรห์แต่เพียงลำพัง เลียนแบบพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชผู้เคยเข้ามาบรรทมแต่เพียงพระองค์เดียวเมื่อ ๒,๐๐๐ กว่าปีก่อน พอรุ่งเช้านายพลนโปเลียนออกมาด้วยความอ่อนเพลีย หน้าซีด ราวกับเจอความน่าสะพรึงกลัวบางอย่าง แต่ท่านไม่ยอมปริปากพูดอะไรตลอดชีวิต และปริศนาในคืนนั้นก็ยังเป็นความลี้ลับตราบจนทุกวันนี้

เราเดินต่อมาที่พีระมิดคาฟราบริเวณใกล้เคียงกัน ผู้สร้างคือฟาโรห์คาฟรา โอรสของฟาโรห์คูฟู ครองราชย์ระหว่าง ๒๕๕๘-๒๕๓๒ ปีก่อนคริสต์ศักราช พระองค์ได้สร้างพีระมิดคาฟราใหญ่เกือบเท่ากับพีระมิดคูฟู คือมีความสูง ๑๓๖.๔ เมตร

ซาวารี นักสำรวจชาวฝรั่งเศสผู้เดินทางมาอียิปต์ในระหว่างปี ค.ศ. ๑๗๗๖-๑๗๗๙ ได้บันทึกเหตุการณ์ขณะเข้าไปสำรวจในพีระมิดว่า

“เวลาตีสามกว่า เรามาถึงปากทางเข้าพีระมิด แต่ละคนถือคบไฟแล้วค่อยๆ คุกเข่าคลานลงไปในอุโมงค์ช่องทางเดินแคบๆ เหมือนงูเลื้อย บางคนเอามือแตะกำแพง แต่บางคนเสียการทรงตัวลื่นไหลลงไป พอเราเข้าไปได้ประมาณครึ่งทาง ผมยิงปืนออกไปหนึ่งนัด ปรากฏเสียงดังกึกก้องสะท้อนไปมาจนแก้วหูแทบแตก และทำให้ค้างคาวนับพันตัวในพีระมิดตื่นตกใจ พากันบินว่อนออกมาโจมตีเราที่ใบหน้าและลำตัว จนคบไฟที่ถือในมือหลุดไปหลายอัน...”

ไกด์นำเราเข้าไปภายในพีระมิด ทางเข้ามีเพียงช่องเดียวอยู่ตรงกึ่งกลางของพีระมิด เป็นอุโมงค์ทางเดินแคบๆ เหมือนอย่างที่ซาวารีบันทึกไว้ เพดานเตี้ยมากจนแทบจะคลาน อุโมงค์ลาดลงและไต่สูงขึ้น ยิ่งลึกเข้าไปยิ่งรู้สึกร้อน อากาศยิ่งเบาบาง และต้องรีบเดินเพราะมีนักท่องเที่ยวเดินไล่หลังอยู่เป็นจำนวนมาก สักพักก็มาถึงห้องห้องหนึ่ง ตรงกลางเป็นแท่นหินแกรนิตทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ภายในว่างเปล่า นี่คือห้องเก็บพระศพของฟาโรห์คาฟรา เรามีเวลาดูแผล็บเดียว เจ้าหน้าที่ตรงนั้นก็โบกมือให้รีบออกไป เพราะมีคนด้านหลังรอเข้าชมอย่างต่อเนื่อง

เมื่อประมาณ ๓๐ ปีก่อน มีนักสำรวจชาวอเมริกันได้ใช้อุปกรณ์ไฮเทคมาสำรวจภายในพีระมิดแห่งนี้ เพื่อจะค้นว่ามีห้องลึกลับภายในพีระมิดนี้อีกหรือไม่ เพราะพีระมิดคาฟรามีขนาดใหญ่ น่าจะมีห้องอื่นๆ อีก ปรากฏว่าพวกเขาใช้เวลา ๔ ปีในการสำรวจ แต่ไม่พบอะไรเลย และที่น่าแปลกคือ อุปกรณ์ไฮเทคและเครื่องวัดต่างๆ เกิดอาการรวน หรือให้ค่าแปลกๆ ทุกครั้งเมื่อเข้ามาตรวจวัดภายในพีระมิด จนต้องยุติการค้นหา และยังคงเป็นปริศนามาจนถึงทุกวันนี้ว่า เหตุใดอุปกรณ์เหล่านี้จึงพร้อมใจกันออกอาการผิดปรกติ

ที่น่าสนใจอีกประการคือ ช่องระบายอากาศและทางเดินที่เจาะออกสู่ภายนอกพีระมิดทั้งสามนั้น ล้วนเล็งอยู่ในแนวเดียวกับเข็มขัดของนายพรานในกลุ่มดาวนายพรานหรือกลุ่มดาวโอไรออนบนท้องฟ้า ซึ่งยังเป็นความลับว่าพีระมิดและกลุ่มดาวโอไรออนมีความสัมพันธ์กันอย่างไร

จากพีระมิดเราเดินไปดูประติมากรรมลอยตัวชิ้นแรกของโลกที่สามารถมองเห็นได้รอบทิศกลางทะเลทราย

สฟิงซ์ขนาดยักษ์ สูง ๒๐ เมตร ลำตัวยาว ๗๔ เมตร นอนหมอบเฝ้าอยู่หน้าพีระมิดคาฟรา ไม่มีใครรู้ว่าเจ้าสฟิงซ์ที่มีลำตัวเป็นสิงโต หัวเป็นคนตัวนี้ นอนหมอบกลางทะเลทรายมาช้านานเพียงใด นักอียิปต์วิทยาบางคนเชื่อว่าสฟิงซ์เป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจ พละกำลังคือสิงโต ผสมผสานกับปัญญาความรู้คือใบหน้ามนุษย์ และสันนิษฐานว่าสร้างมาพร้อมกับการก่อสร้างพีระมิดนี้ เพราะใบหน้าของสฟิงซ์ละม้ายกับฟาโรห์คาฟรา แต่เมื่อมีการศึกษาหินปูนที่ใช้ก่อสร้างสฟิงซ์ตัวนี้กลับพบว่ามีอายุประมาณ ๙,๐๐๐ ปี หรืออาจจะยาวนานกว่านั้น นั่นหมายความว่าสฟิงซ์ตัวนี้สร้างมาก่อนพีระมิดคาฟราที่มีอายุเพียง ๔,๕๐๐ ปี

นักอียิปต์วิทยาบางคนยังเชื่อว่า สฟิงซ์เป็นสิ่งก่อสร้างที่ชาวแอตแลนติสสร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งความยิ่งใหญ่ทิ้งไว้ให้แก่มนุษย์แถบนี้เมื่อหมื่นกว่าปีก่อน และยังเชื่อว่าลึกลงไปใต้เท้าซ้ายของสฟิงซ์มีโพรงถ้ำหลายแห่งซึ่งมีความรู้ของชาวแอตแลนติสฝังอยู่ แต่ยังไม่มีผู้ใดพบ ล่าสุดเมื่อ ๒๐ กว่าปีก่อน มีการขุดอุโมงค์ลงไปสำรวจใต้ตัวสฟิงซ์เป็นครั้งแรก แต่ก็ไม่พบอะไรทั้งสิ้น

สำหรับชาวอียิปต์แล้ว มีตำนานเล่าว่าสฟิงซ์ตัวนี้คือเทพเจ้าฮาร์มาคิส มีหัวเป็นมนุษย์ ร่างกายเป็นสิงโต นอนอยู่กลางทะเลทรายมาช้านาน จนเมื่อ ๓,๐๐๐ กว่าปีก่อน เจ้าชายทุตโมซิสแห่งราชวงศ์ที่ ๑๘ ได้เสด็จมาล่าสัตว์แถบพีระมิด และนอนหลับใต้รูปสฟิงซ์ที่โผล่ขึ้นมาแต่หัว ส่วนลำตัวจมอยู่ใต้ทะเลทราย เทพเจ้าองค์นี้ได้มาเข้าฝัน ทำนายว่าพระองค์จะได้เป็นฟาโรห์ และหากวันนั้นมาถึง ขอให้พระองค์มาขุดทรายที่ทับถมมาช้านาน ปรากฏว่าคำทำนายนั้นเป็นจริง พระองค์ได้ขึ้นครองราชย์เป็นทุตโมซิสที่ ๔ ฟาโรห์ผู้มีชื่อเสียงองค์หนึ่งของอียิปต์ หลังจากนั้นพระองค์ได้เสด็จพร้อมไพร่พลจำนวนมาก มาขุดทรายรอบๆ สฟิงซ์ออกจนส่วนที่เป็นลำตัวโผล่พ้นดินขึ้นมา ฟาโรห์ทุตโมซิสที่ ๔ ยังได้สร้างแท่งศิลาจารึกยักษ์หนัก ๑๕ ตัน บันทึกเรื่องราวที่พระองค์ฝัน ตั้งอยู่หน้าตัวสฟิงซ์ ยังปรากฏอยู่จนทุกวันนี้

บริเวณด้านหน้าของสฟิงซ์เป็นจุดที่สวยที่สุด มีพีระมิดคาฟราและพระอาทิตย์ตกดินเป็นฉากหลัง เชื่อว่าตลอดระยะเวลา ๓,๐๐๐ ปีที่ผู้คนนับร้อยล้านหลั่งไหลมาเที่ยวชมพีระมิด ตรงนี้น่าจะเป็นมุมที่มีคนมายืนดูมากที่สุด น่าเสียดายที่จมูกของสฟิงซ์แตกหักเสียหายเหมือนถูกทุบจนจมูกบี้แบน เรื่องนี้ชาวอียิปต์โกรธมากและกล่าวหาว่าเป็นเพราะทหารฝรั่งเศสยิงปืนใหญ่ไปโดนใบหน้าของสฟิงซ์เมื่อครั้งทำสงครามกับกองทหารมัมลุก แต่นักอียิปต์วิทยาสันนิษฐานว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สฟิงซ์คงเป็นที่ซ้อมยิงปืนยาวและปืนใหญ่ของบรรดานักรบหลายชาติ ตั้งแต่พวกมัมลุก พวกอาหรับ และชนชาติยุโรปที่เวียนมาปกครองอียิปต์มากกว่า ส่วนเคราของสฟิงซ์ที่หลุดหายไป ปัจจุบันอยู่ในพิพิธภัณฑ์บริติชมิวเซียม กรุงลอนดอน

ตลอดเวลาที่ผ่านมาสฟิงซ์ตัวนี้ได้รับความเสียหายทั้งจากลมพายุทะเลทรายที่กัดกร่อนหินปูนและมลพิษทางอากาศจากการขยายตัวของเมือง สังเกตได้จากภาพถ่ายเมื่อประมาณ ๒๐ ปีก่อน บริเวณรอบๆ กลุ่มพีระมิดและสฟิงซ์ล้วนแต่เป็นทะเลทรายอันเวิ้งว้าง ขณะที่ปัจจุบันจะมองเห็นการขยายตัวของเมืองเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

สิ่งมหัศจรรย์อันดับ ๑ ของโลกยุคโบราณ กำลังถูกเมืองล้อมเอาไว้หมดทุกด้านแล้ว

บริเวณหุบเขากษัตริย์ ภูผาทะเลทรายฝั่งตะวันตกของแม่น้ำไนล์ มีการพบสุสานของฟาโรห์ ๖๒ แห่ง

ฝั่งตะวันตก ดินแดนแห่งความตายและหุบเขากษัตริย์

วันต่อมาเรานั่งเครื่องบินลงใต้ไปตามแม่น้ำไนล์ประมาณ ๖๗๕ กิโลเมตร ถึงเมืองลักซอร์ อันมีความหมายถึงพระราชวัง เมืองโบราณที่ยังคงร่องรอยของอารยธรรมอียิปต์มากที่สุด เห็นทหารและตำรวจท่องเที่ยวชุดสีดำพร้อมปืนกลเอ็ม ๑๖ ยืนรักษาการณ์ทุกสี่แยกมุมเมือง ไม่ต่างกับบรรยากาศหลังการรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ที่เราเห็นทหารยืนรักษาการณ์ตามจุดสำคัญในกรุงเทพฯ ทางเข้าโรงแรมและสถานที่ท่องเที่ยวทุกแห่งมีเครื่องสแกนวัตถุระเบิดตั้งอยู่ พร้อมตำรวจหลายสิบนายคอยให้ความคุ้มกันนักท่องเที่ยวอย่างเต็มที่

ราว ๑๐ กว่าปีที่ผ่านมา ฝ่ายมุสลิมหัวรุนแรงในอียิปต์ไม่พอใจที่รัฐบาลอียิปต์มีนโยบายใกล้ชิดกับสหรัฐอเมริกามากเกินไป จึงต้องการก่อความวุ่นวายในประเทศเพื่อให้เศรษฐกิจพังพินาศ พวกมุสลิมหัวรุนแรงรู้ดีว่ารายได้หลักของอียิปต์มาจากการท่องเที่ยว จึงใช้วิธีกราดยิงและวางระเบิดรถนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่ผ่านมานักท่องเที่ยวจึงโดนลูกหลงตกเป็นเหยื่อความขัดแย้งของผู้คนในประเทศ

ในปี ค.ศ. ๑๙๙๗ ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอียิปต์กลางกรุงไคโร พวกมุสลิมหัวรุนแรงวางระเบิดรถทัวร์ สังหารนักท่องเที่ยวบาดเจ็บล้มตายหลายคน และห่างกันแค่ ๒-๓ สัปดาห์ที่เมืองลักซอร์ บรรดามุสลิมหัวรุนแรงได้ใช้ปืนกลกราดยิงสังหารหมู่นักท่องเที่ยวต่างชาติที่กำลังมุ่งหน้าไปยังสุสานพระราชินี ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง ๕๘ คน เป็นข่าวดังไปทั่วโลก

ปรากฏว่านักท่องเที่ยวที่เคยมาเมืองลักซอร์ถึงปีละ ๖ ล้านคน ลดเหลือเพียง ๒ ล้านคน รัฐบาลต้องส่งทหารและตำรวจมาดูแลนักท่องเที่ยวอย่างเต็มที่ แต่จำนวนนักท่องเที่ยวก็ยังไม่ฟื้นกลับมา เศรษฐกิจของอียิปต์ก็ไม่กระเตื้องขึ้น

“รายได้หลักของประเทศมาจากการท่องเที่ยว ทางการจึงดูแลพวกคุณมากกว่าคนอียิปต์เสียอีก” ไกด์กล่าวประชดเล็กน้อย

ภายในเมืองลักซอร์คือที่ตั้งของนครธีบส์ในอดีต ธีบส์เป็นคำที่ชาวกรีกซึ่งเข้ามาปกครองอียิปต์ในเวลาต่อมา เรียกชื่อเลียนแบบชื่อเมืองธีบส์ในกรีก ขณะที่คนอียิปต์เรียกเมืองนี้ว่า วาเส็ต อันเป็นเมืองหลวงของอียิปต์ยุคราชอาณาจักรใหม่ (๑๕๗๐-๑๐๗๐ ปีก่อนคริสต์ศักราช) ซึ่งเป็นยุครุ่งเรืองที่สุดของอียิปต์โบราณ นครโบราณนี้ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำไนล์ตามหลักที่เชื่อว่าเป็นฝั่งของคนมีชีวิต ขณะที่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำไนล์นั้นเป็นสุสานของฟาโรห์แห่งนครธีบส์ ที่เรียกว่าหุบเขากษัตริย์

เราข้ามแม่น้ำไนล์มุ่งหน้าไปยังหุบเขากษัตริย์ ปากทางเข้าเป็นรูปปั้นยักษ์มหึมา ๒ ตนนั่งอยู่กลางทะเลทราย เรียกว่ารูปปั้นเมมนอน ขนาดสูง ๑๘ เมตร เปรียบเสมือนผู้พิทักษ์สุสานฝั่งตะวันตก

ต้องเข้าใจว่าฟาโรห์ในยุคราชอาณาจักรใหม่ที่ครองอียิปต์เมื่อประมาณ ๓,๐๐๐ ปีก่อน ไม่นิยมสร้างพีระมิดเป็นที่ฝังศพอีกต่อไป เนื่องจากสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายมหาศาล และอีกเหตุผลหนึ่งคือ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาพีระมิดทุกแห่งล้วนแล้วแต่ถูกบรรดาโจรลักลอบเข้าไปขุดขโมยของมีค่าในหลุมฝังศพกันจนหมด ฟาโรห์รุ่นหลังจึงคิดทำสุสานโดยเจาะเป็นอุโมงค์เข้าไปในภูเขา หวังว่าจะรักษาความปลอดภัยได้ดีกว่า ไม่ให้มีใครเข้ามาโจรกรรมได้ เมื่อฟาโรห์องค์ใดขึ้นครองราชย์ก็มักจะมีบัญชาให้สร้างสุสานอันเป็นสถานที่เตรียมตัวสำหรับการเกิดใหม่ตามความเชื่อของคนอียิปต์ และการก่อสร้างสุสานจะใหญ่โตเพียงใดก็ขึ้นอยู่กับพระราชอำนาจและอายุการครองราชย์ของฟาโรห์องค์นั้น

ภูผาทะเลทรายฝั่งตะวันตกทอดตัวยาวประมาณ ๔ กิโลเมตร จึงมีลักษณะคล้ายกับฮวงซุ้ย สุสานขนาดใหญ่ของคนจีน คือเต็มไปด้วยสุสานจำนวนมาก แต่ที่แตกต่างคือสุสานแต่ละแห่งเจาะเป็นอุโมงค์ลึกเข้าไปในภูเขาความยาวหลายร้อยเมตรก่อนจะพบห้องบรรจุหีบศพ

ปากทางเข้าสุสานแห่งหุบเขากษัตริย์เป็นตัวอาคาร ภายในมีโมเดลแสดงที่ตั้งของสุสานจำนวน ๖๒ แห่งที่ขุดพบ สุสานหลายแห่งไม่อนุญาตให้เข้าชม ปิดเพื่อซ่อมแซม หรืออยู่ในระหว่างการสำรวจ พอเดินออกจากอาคาร เรานั่งรถไฟฟ้าเข้าไปในหุบเขา และเดินเท้าเข้าไปในหุบเขาทะเลทรายที่ไม่มีต้นไม้สักต้น สองข้างทางเป็นภูเขา ไกลออกไปเห็นยอดเขาหนึ่งมีรูปทรงเป็นยอดแหลมคล้ายพีระมิด คนอียิปต์เลือกหุบเขาบริเวณนี้เป็นสุสานก็เพราะมียอดเขาลูกนี้เป็นสัญลักษณ์ของพีระมิดด้วย

สุสานแต่ละแห่งจะมีตัวอักษร KV ย่อมาจาก Kings Valley หรือหุบเขากษัตริย์ เป็นรหัสนำหน้า สุสานที่ค้นพบอันดับแรกคือ KV 1 เป็นหลุมศพของฟาโรห์รามเสสที่ ๗ ผู้ครองราชย์ระหว่าง ๑๑๓๖-๑๑๒๙ ปีก่อนคริสต์ศักราช ที่น่าสนใจคือสุสานแห่งนี้ถูกค้นพบเป็นครั้งแรกตั้งแต่สมัยพวกกรีก-โรมันยึดครองอียิปต์เมื่อราว ๒,๐๐๐ ปีก่อน หลังจากนั้นบริเวณหุบเขากษัตริย์ก็ถูกรบกวนจากบรรดาโจรที่ลักลอบเข้ามาขุดหาสมบัติเรื่อยมาจนบริเวณนี้มีรูพรุนเต็มไปหมด สุสานฟาโรห์หลายแห่งที่บรรดานักโบราณคดีมาขุดพบภายหลัง เมื่อเข้าไปสำรวจภายในแล้วแทบไม่พบอะไรเลย

อันที่จริงมีหลักฐานบันทึกไว้ว่า การขุดล่าหาสมบัติมีมาตั้งแต่เมื่อครั้ง ๓,๐๐๐ ปีมาแล้ว คือภายหลังจากฟาโรห์แต่ละองค์สิ้นพระชนม์ สุสานแต่ละแห่งจะมีกองทหารคอยอารักขา แต่พอนานเข้าๆ ก็มีการติดสินบนทหาร หรือเมื่อเกิดการผลัดแผ่นดินแล้ว สุสานฟาโรห์หลายแห่งไม่ได้รับการดูแลเช่นเดิม จึงเปิดโอกาสให้มีการลักลอบเข้าไปขุด ในบางครั้งก็เป็นฝีมือของขุนนางที่ดูแลสุสานฟาโรห์เสียเองด้วยซ้ำไป

ครั้งหนึ่งนักอียิปต์วิทยาได้ถอดความคำสารภาพของบรรดาโจรต่อเจ้าหน้าที่ในสมัยนั้น ตอนหนึ่งจากบันทึกบนกระดาษปาปิรุสอายุเก่าแก่ฉบับหนึ่งมีใจความว่า

“เราเปิดหีบพระศพและผ้าคลุมพระองค์ มีรายการเครื่องรางและเครื่องประดับมากมายทำด้วยทองที่พระศอ พระเศียรมีหน้ากากทองปิดอยู่ มัมมี่ของฟาโรห์ผู้ยิ่งใหญ่พระองค์นี้มีทองตีแผ่ทาบไว้โดยตลอด เครื่องหุ้มห่อประดับด้วยทองและเงินทั้งภายในและภายนอก กับฝังด้วยอัญมณีมีค่าทุกชนิด... เราเอาไฟเผาเครื่องหุ้มห่อ เราขโมยเครื่องใช้ที่เราพบ”

นอกจากการลักลอบขโมยสมบัติในสุสานแล้ว การขโมยมัมมี่ยังได้รับความนิยมเสมอมา โดยเฉพาะในช่วงระหว่างสงครามครูเสดเมื่อราว ๑,๐๐๐ ปีก่อน มีการลักลอบขุดเอามัมมี่ไปขายในยุโรปนับหมื่นๆ ศพ ด้วยความเชื่อว่า ผ้าห่อมัมมี่และตัวมัมมี่เองเป็นส่วนผสมของยาอายุวัฒนะและยารักษาโรคหลายชนิด

ไกด์เล่าให้ฟังว่า สุสานแห่งหนึ่งของฟาโรห์อาเมนโฮเทปที่ ๒ หรือ KV 35 ถูกค้นพบในปี ค.ศ. ๑๘๙๘ นักโบราณคดีได้พบมัมมี่ของฟาโรห์และเชื้อพระวงศ์ถึง ๑๓ พระองค์ สันนิษฐานว่าคนในสมัยนั้นได้นำเอามัมมี่จากสุสานหลายแห่งมาไว้รวมกันที่นี่เพื่อความปลอดภัย และป้องกันการขุดลักขโมยตามสุสานหลวงต่างๆ แต่เมื่อเวลาผ่านไป สุสานแห่งนี้ก็ถูกโจรบุกเข้ามาขโมยจนได้ นักโบราณคดีไม่พบสมบัติชิ้นใดๆ หลงเหลือ โชคดีที่มัมมี่เหล่านั้นยังคงอยู่

เราเดินเข้าไปในสุสานของฟาโรห์รามเสสที่ ๓ กษัตริย์นักรบสำคัญองค์หนึ่งของอียิปต์ ครองราชย์ระหว่าง ๑๑๘๔-๑๑๕๓ ปีก่อนคริสต์ศักราช อุโมงค์ภายในยาวถึง ๑๒๕ เมตร ตามกำแพงมีภาพวาดสีอันงดงามยิ่ง สีที่ใช้มักจะเป็นสีขาว แดง น้ำเงิน ฟ้า เขียว เหลือง และดำ ส่วนใหญ่ยังสดใสไม่หมองคล้ำไปตามกาลเวลาราวกับเพิ่งวาดภาพสีเสร็จไม่นาน จากการศึกษาพบว่าชาวอียิปต์โบราณใช้แร่เป็นส่วนผสมสีจึงทำให้สีมีอายุคงทนถาวร อาทิ สีขาวจะมีส่วนผสมของดินสอพองหรือชอล์กและบางครั้งอาจมียิปซัมปนอยู่ด้วย สีแดงและสีเหลืองได้จากแร่โอเคอร์ สีน้ำเงินและสีเขียวได้จากทองแดงหรือโคบอลต์ และสีดำได้จากผงคาร์บอน

เนื้อหาของภาพวาดมักจะเป็นเรื่องราวชีวิตหลังความตาย เมื่อคาหรือวิญญาณของผู้ตายได้ออกจากร่างมัมมี่แล้ว เทพอนูบิส เทพแห่งความตาย ผู้มีรูปร่างเป็นคน ศีรษะเป็นสุนัข จะเป็นผู้ดูแลรักษาศพไม่ให้เปื่อยเน่า และเทพไอซิสจะมาต้อนรับและพานั่งเรือข้ามแม่น้ำไปสู่แดนมรณะที่ซึ่งมีเทพโอซิริส เทพเจ้าแห่งแดนมรณะ เป็นผู้ตัดสินว่าใครจะได้ไปสู่สรวงสวรรค์ โดยการนำหัวใจไปชั่งกับตาชั่งที่ด้านหนึ่งเป็นขนนก หากหัวใจเบากว่าขนนกถือว่าคนคนนั้นเป็นคนดี จะได้ไปเกิดใหม่เป็นนิรันดร์

เขียนถึงเทพโอซิริสแล้วขอขยายรายละเอียดว่า เป็นเทพเจ้าที่คนอียิปต์นับถือมากที่สุด พอๆ กับเทพรา หรือสุริยเทพ เพราะเรื่องราวของเทพโอซิริสเป็นโศกนาฏกรรมที่สะเทือนใจผู้คนมาทุกยุคทุกสมัย

โอซิริสเป็นเทพเจ้าองค์หนึ่ง แต่แบ่งภาคมาเกิดเป็นมนุษย์และเป็นกษัตริย์ของอียิปต์ ทรงมีเทพไอซิสน้องสาวแท้ๆ เป็นพระชายา และมีพระโอรสคือเทพฮอรัส ทั้งสองพระองค์ปกครองแผ่นดินด้วยความสงบสุขร่มเย็นมาช้านาน สร้างความอิจฉาริษยาให้แก่เทพเซธพระอนุชาแท้ๆ จนในที่สุดวันหนึ่งได้วางแผนให้โอซิริสมาร่วมงานเลี้ยง และออกอุบายให้พี่ชายลงไปนอนในโลงศพ จากนั้นก็ปิดฝาโลงแน่นหนาเอาใส่เรือโยนลงไปในแม่น้ำไนล์ แล้วสถาปนาตัวเองขึ้นเป็นกษัตริย์ปกครองอียิปต์ ส่วนเทพไอซิสได้ออกตามหาศพของพระสวามี เพราะวิญญาณของพระองค์จะไม่สามารถขึ้นสู่สรวงสวรรค์ได้หากไม่ได้รับการประกอบพิธีตามประเพณี ต่อมาเทพไอซิสตามไปจนพบโลงศพใกล้เมืองบิบลอส ปัจจุบันอยู่ในประเทศเลบานอน ไม่ทันไรเทพเซธก็ตามมาทัน และหั่นร่างของเทพโอซิริสเป็น ๑๔ ส่วน นำไปโยนทั่วอียิปต์ แต่เทพไอซิสก็ไม่ลดละความพยายาม ใช้เวลาหลายปีดั้นด้นติดตามหาชิ้นส่วนมาจนเกือบครบ ขาดแต่อวัยวะเพศที่ถูกปลาในแม่น้ำไนล์กัดกิน เทพไอซิสจึงร่ายพระเวทให้อวัยวะนั้นกลับคืนมาใหม่ และประกอบพิธีฝังศพเทพโอซิริสบนเกาะฟิเลอันศักดิ์สิทธิ์ ทำให้วิญญาณของพระองค์เข้าสู่แดนมรณะได้ กลายเป็นเทพเจ้าผู้ตัดสินความตายและการกลับฟื้นคืนชีพ ส่วนเทพฮอรัสได้ทำสงครามกับเทพเซธ สู้รบกันเป็นเวลานาน สุดท้ายก็สามารถสังหารเทพเซธและขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์ปกครองแผ่นดินด้วยความสงบสุข ถือว่าฮอรัสเป็นเทพเจ้าองค์สุดท้ายที่แปลงร่างมาเป็นกษัตริย์ปกครองอียิปต์ก่อนที่จะให้มนุษย์ปกครองกันเอง

ตลอดระยะเวลา ๕,๐๐๐ ปี เทพโอซิริสผู้มีลักษณะเหมือนกษัตริย์ มีเครา ถือแส้และคทาหัวขอ เทพไอซิสผู้มีรูปร่างเป็นสตรี สวมหมวกรูปบัลลังก์ และเทพฮอรัสผู้มีศีรษะเป็นเหยี่ยว ได้รับความนับถือสูงสุด และกลายเป็นประเพณีว่าฟาโรห์ผู้สิ้นพระชนม์ก็คือเทพโอซิริส ราชินีคือเทพไอซิส เห็นได้จากโลงศพของฟาโรห์และราชินีจะแกะสลักเป็นรูปของเทพเจ้าทั้งสององค์ และพระโอรสที่ขึ้นครองราชย์เป็นฟาโรห์องค์ต่อไปคือเทพฮอรัส

ปัจจุบันเทพโอซิริส เทพไอซิส และเทพฮอรัส ได้รับการนับถือบูชาอย่างแพร่หลาย ไม่เฉพาะชาวอียิปต์เท่านั้น แต่กำลังได้รับความนิยมในต่างประเทศมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยเหตุว่าเป็นเทพเจ้าที่ตำนานของพระองค์มีชีวิตชีวาและมีสีสันมากที่สุด

“คุณดูสิ ตามร้านขายของที่ระลึกมีแต่รูปปั้นเทพทั้งสามวางขาย ส่วนเทพองค์อื่นๆ แทบจะไม่มีเลย” ไกด์ของเราให้ข้อสังเกตทางการตลาดเป็นดัชนีชี้วัดความนิยมในเทพเจ้าของอียิปต์

สุสานตุตันคาเมน ตุตันคาเมนเป็นฟาโรห์แห่งอียิปต์ ครองราชย์ระหว่าง ๑๓๓๖-๑๓๒๗ ปีก่อนคริสต์ศักราช เมื่อมีการขุดพบสุสานแห่งนี้ราว ๘๐ กว่าปีก่อน ได้พบกรุสมบัติมากมายถึง ๕,๐๐๐ กว่ารายการ รวมถึงหน้ากากทองคำและโลงศพทองคำ จนทำให้กลายเป็นสุสานที่โด่งดังที่สุดในหุบเขากษัตริย์)

ตุตันคาเมนและหน้ากากทองคำ


สุสานที่เราเข้าไปสำรวจเป็นลำดับถัดมาคือสุสานที่เพิ่งมีการค้นพบล่าสุด มีชื่อว่า KV 62 เป็นสุสานอันโด่งดังที่สุดแห่งหุบเขากษัตริย์ คือสุสานตุตันคาเมน ฟาโรห์แห่งอียิปต์ผู้ครองราชย์ระหว่าง ๑๓๓๖-๑๓๒๗ ปีก่อนคริสต์ศักราช

ในประวัติศาสตร์ของอียิปต์โบราณ ตุตันคาเมนเป็นฟาโรห์ที่ไม่มีบทบาทมากนัก และสิ้นพระชนม์ตั้งแต่พระชนมายุ ๑๘ พรรษา แต่สุสานของพระองค์โด่งดังไปทั่วโลก เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาการขุดพบสุสานฟาโรห์มักไม่ค่อยพบอะไรหลงเหลืออยู่แล้ว ส่วนมากมักถูกบรรดาโจรลักลอบเอาของมีค่าออกไปจนหมดสิ้น ยกเว้นสุสานตุตันคาเมนที่ได้เปิดเผยสู่ชาวโลกเป็นครั้งแรกเมื่อ ๘๐ กว่าปีก่อน พร้อมด้วยหน้ากากทองคำ โลงศพทองคำ และทรัพย์สินของมีค่าต่างๆ ถึงกว่า ๕,๐๐๐ รายการ นับว่าเป็นการค้นพบกรุสมบัติมากที่สุดตั้งแต่มีการขุดพบหลุมศพของฟาโรห์เลยทีเดียว

นี่ขนาดตุตันคาเมนครองราชย์เพียง ๙ ปี และไม่ได้มีบทบาทโดดเด่นเท่าไร ยังมีทรัพย์สมบัติมากมายถึงเพียงนี้ หากเปรียบเทียบกับสุสานของฟาโรห์ผู้ยิ่งใหญ่ในหุบเขากษัตริย์อีกหลายพระองค์ อาทิ อาเมนโฮเทปที่ ๓, เซติที่ ๑, รามเสสที่ ๒ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าคงมีทรัพย์สมบัติมากกว่ามหาศาล แต่ได้ถูกโจรกรรมไปจนหมดสิ้นก่อนหน้าที่จะมีการขุดพบเสียอีก

ที่สำคัญคือ การขุดพบครั้งนี้เป็นหลักฐานสำคัญที่ทำให้โลกได้เข้าใจถึงความรู้และสติปัญญาของคนอียิปต์เมื่อ ๓,๐๐๐ กว่าปีก่อน ว่ามีความเจริญก้าวหน้าเพียงใด

โฮเวิร์ด คาร์เตอร์ จิตรกรชาวอังกฤษที่กลายมาเป็นนักอียิปต์วิทยาผู้โด่งดัง ได้พบหลักฐานหลายอย่างระบุว่าสุสานของตุตันคาเมนจะต้องอยู่ที่ใดที่หนึ่งภายในหุบเขากษัตริย์ ภายใต้การสนับสนุนแหล่งเงินทุนจากลอร์ดคาร์นาร์วอน ชาวอังกฤษ คาร์เตอร์ใช้เวลาถึง ๗ ปี ทำการจ้างแรงงานอียิปต์จำนวนมากขุดหินขุดดินหลายพันตัน พยายามเจาะเข้าไปในหินผา แต่ก็ไม่พบหลักฐานหรือช่องทางใดๆ กระทั่งเงินทุนร่อยหรอลง แต่แล้วสิ่งที่น่าประหลาดก็เกิดขึ้นในช่วงสุดท้ายก่อนจะยุติการขุดค้น คาร์เตอร์สั่งให้ขุดลงไปในบริเวณที่พบกระท่อมของคนงานก่อสร้างสุสานฟาโรห์รามเสสที่ ๖ และเป็นพื้นที่เดียวในบริเวณนั้นที่ยังไม่ได้สำรวจ พอถึงวันที่ ๔ พฤศจิกายน ค.ศ. ๑๙๒๒ คาร์เตอร์ก็ขุดพบปากทางเข้าสุสาน พอขุดไปเรื่อยๆ จึงพบตราประทับของฟาโรห์ตุตันคาเมน เป็นการยืนยันการค้นพบสุสานฟาโรห์ครั้งสำคัญที่สุด ซึ่งเขาบันทึกไว้ว่า

“...เราถึงกับอ้าปากค้างด้วยความพิศวง เมื่อสายตาไปปะทะเข้ากับความงามสง่าของรูปจำลองกษัตริย์หนุ่มที่ทำจากทอง ด้วยฝีมืออันประณีตวิจิตรที่สุด...”

เมื่อคาร์เตอร์เดินลงไปตามทางเขาก็ได้พบห้อง ๔ ห้อง สามห้องแรกอัดแน่นไปด้วยเครื่องมือ เครื่องใช้จำนวนมาก อาทิ รถศึก พระบัลลังก์ พระแท่นบรรทมทองคำ รูปปั้นขนาดเท่าคนจริงถือหอกเหมือนทหารยามยืนรักษาการณ์ หีบทองประดับด้วยงาช้าง แจกัน คนโท พระแสงชนิดต่างๆ ฉลองพระบาท และสิ่งของอีกจำนวนมาก ส่วนห้องสุดท้ายที่เขาพบคือห้องบรรจุโลงหิน ฝาโลงทำด้วยหินแกรนิตสีชมพู แกะสลักนูนสูงตรงมุมเป็นรูปเทพธิดาเซลคิทสยายปีกคอยปกป้อง ภายในมีโลงพระศพ ๓ ชั้น สองชั้นแรกเป็นหีบพระศพแกะสลักจากไม้ท่อนฉาบทองคำ ก่อนที่จะถึงหีบพระศพทองคำมัมมี่ของฟาโรห์ แต่ละชั้นสลักลวดลายวิจิตรพิสดารงดงามยิ่งนัก

เราเดินย้อนลงไปตามทางที่คาร์เตอร์เป็นผู้บุกเบิกเมื่อ ๘๐ กว่าปีก่อน ตลอดสองข้างทางบนฝาผนังเต็มไปด้วยภาพวาดสีของคนโบราณเกี่ยวกับความเชื่อหลังความตาย ส่วนใหญ่ยังคงสีสันงดงามแม้กาลเวลาจะผ่านไปหลายพันปี เราเห็นภาพวาดของเทพอนูบิสมารับฟาโรห์ตุตันคาเมนเพื่อเตรียมตัวเดินทางสู่แดนมรณะ ภาพของเทพโอซิริสกำลังพิพากษาฟาโรห์ ส่วนห้องแต่ละห้องที่เคยมีทรัพย์สมบัติอยู่นั้นกลายเป็นห้องโล่งๆ ของทั้งหมดได้ถูกขนออกไปเก็บรักษาและตั้งแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรุงไคโร

ภายในสุดคือห้องโลงพระศพ เรามองผ่านกระจกเข้าไปเห็นโลงพระศพไม้ฉาบทองคำ ฝังด้วยอัญมณีและแก้วหลากสีทั้งโมราสีแดงและสีฟ้าเทอร์คอยส์ ภายในมีมัมมี่ของฟาโรห์ตุตันคาเมนนอนสงบนิ่งอยู่ แตกต่างจากมัมมี่ของฟาโรห์องค์อื่นๆ ที่เมื่อถูกค้นพบมักจะไปอยู่ตามพิพิธภัณฑ์ต่างๆ ทั้งในอียิปต์และต่างประเทศ แต่สำหรับฟาโรห์องค์นี้ เป็นความประสงค์ของคาร์เตอร์ที่ปรารถนาให้พระองค์บรรทมสงบนิ่งเหมือนเมื่อ ๓,๐๐๐ ปีก่อน ไม่ต้องไปถูกตั้งโชว์อยู่ตามที่ต่างๆ บางคนกล่าวว่าภายหลังการขุดพบสุสานแห่งนี้ คาร์เตอร์เองก็รู้สึกกังวลใจไม่น้อยที่ไปรบกวนความสงบสุขของกษัตริย์หนุ่ม

หลายวันต่อมาเราได้ตามไปดูทรัพย์สมบัติที่ขนย้ายจากสุสานของตุตันตาเมนจำนวน ๕,๐๐๐ กว่ารายการ มาอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติกลางกรุงไคโร สิ่งที่โดดเด่นและมีชื่อเสียงที่สุดคือหน้ากากทองคำตีเข้ารูปของกษัตริย์หนุ่ม หนักประมาณ ๑๔ กิโลกรัม ยังคงแวววาวเปล่งประกายมาตลอดกว่า ๓,๐๐๐ ปี บนพระนลาฏมีรูปงูเห่าและนกแร้งสัญลักษณ์ของอียิปต์ทั้งสองอาณาจักรที่ทรงปกครอง ตกแต่งด้วยเพชรพลอยอัญมณีมีค่าเท่าที่จะหาได้

โลงพระศพชั้นในสุดทำด้วยทองคำบริสุทธิ์หนักกว่า ๑๐๐ กิโลกรัม เป็นที่บรรจุมัมมี่ยาว ๖ ฟุต พระรูปบรรทม สลักเป็นเทพโอซิริสสัญลักษณ์ของฟาโรห์ รอบพระศอทรงสร้อย ๒ ชั้นทำด้วยทองสีแดงและสีเหลือง พระหัตถ์ที่ไขว้อยู่บนพระอุระทรงกุมแส้และพระคทาหัวขอสัญลักษณ์ของเทพโอซิริส ผิวหน้าโลงทองคำทั้งหมดสลักเป็นลวดลายขนนกอย่างละเอียดงดงาม แพรวพราวด้วยอัญมณีและแก้วสีนานาชนิด

เรายังเห็นเครื่องประดับอีกมายมายที่แสดงถึงความสามารถ ความประณีต และความคิดสร้างสรรค์ของช่างอียิปต์โบราณอย่างน่าอัศจรรย์ อาทิ กรองพระศอเป็นรูปนกแร้ง ทำด้วยทองคำชิ้นเล็กๆ ๒๕๖ ชิ้น ฝังเรียงกับแก้วหลากสี กล่องน้ำหอมของฟาโรห์ทำด้วยทองคำและเงิน กำไลพระกร ทับทรวงที่ออกแบบอย่างวิจิตรพิสดาร ลวดลายหลายชนิดยังเป็นเครื่องประดับที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันจนทำให้อดคิดไม่ได้ว่า การออกแบบลวดลายเครื่องประดับต่างๆ ในวงการแฟชั่นที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งมีกำเนิดและพัฒนาต่อยอดมาจากศิลปะการออกแบบของคนอียิปต์โบราณนั่นเอง

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ยังมีห้องพิเศษห้องหนึ่งจัดแสดงเฉพาะมัมมี่ของฟาโรห์และเชื้อพระวงศ์ชั้นสูงของอียิปต์กว่า ๑๐ องค์ ส่วนใหญ่ขุดพบจากสุสานในหุบเขากษัตริย์ มัมมี่นอนสงบอยู่ในตู้กระจกขนาดใหญ่ที่ควบคุมอุณหภูมิและความชื้น

กรรมวิธีการทำมัมมี่มีขั้นตอนยุ่งยาก แต่พอจะสรุปได้ว่า เมื่อฟาโรห์สิ้นพระชนม์แล้ว เหล่าขุนนางข้าราชบริพารจะนำพระศพมาทำความสะอาดให้หมดจด จากนั้นใช้ตะขอเกี่ยวเอาสมองออกมาทางโพรงจมูก ควักลูกตาออกแทนด้วยลูกแก้ว รวมทั้งผ่าเอาตับไตลำไส้กระเพาะออกมาบรรจุในโถคาโนปิก แล้วเอาน้ำมันสีดำอัดแทนที่เข้าไปเพื่อไม่ให้ร่างกายยุบ ต่อมาจึงนำร่างกายไปแช่น้ำยานาตรอนเป็นเวลา ๗๐ วัน จนร่างกายแห้งสนิทไม่เน่าเปื่อย แล้วจึงพันด้วยผ้าลินินชุบน้ำยานาตรอนตลอดทั้งร่างยกเว้นใบหน้า ประดับด้วยเพชรพลอยต่างๆ ก่อนจะนำมาใส่ในโลงที่แกะจากไม้หรือหิน และนำไปเก็บไว้ในห้องบรรจุพระศพต่อไป

มัมมี่ของฟาโรห์รามเสสที่ ๒ ดูจะได้รับความสนใจเป็นพิเศษ พระองค์เป็นกษัตริย์แห่งราชวงศ์ที่ ๑๙ ผู้เกรียงไกรที่สุดของอียิปต์ ครองราชย์ระหว่าง ๑๒๗๙-๑๒๑๒ ปีก่อนคริสต์ศักราช เป็นฟาโรห์ที่ครองบัลลังก์ยาวนานถึง ๖๗ ปี และสิ้นพระชนม์เมื่อพระชนมายุ ๙๒ พรรษา พระศพของพระองค์ได้ถูกห่อเป็นมัมมี่ ตบแต่งด้วยทองคำและเพชรพลอยจำนวนมาก แล้วถูกนำไปฝังไว้ในสุสานของพระองค์ในหุบเขากษัตริย์

สองร้อยปีต่อมา สุสานของพระองค์ถูกบรรดาขโมยบุกเข้าไปลักลอบเอาของมีค่าที่ประดับพระองค์ออกไปจนหมด บรรดาขุนนางสมัยนั้นจึงได้เคลื่อนย้ายพระองค์ไปซ่อนไว้ในที่ลับแห่งหนึ่งในหุบเขากษัตริย์ ต่อมาในปี ค.ศ. ๑๘๘๑ คนท้องถิ่นได้พบพระองค์เข้าโดยบังเอิญ และนักอียิปต์วิทยาได้พบว่ามัมมี่เริ่มเปื่อยลงโดยไม่ทราบสาเหตุ จนกระทั่งในปี ค.ศ. ๑๙๗๖ พระองค์ได้ถูกส่งไปยังกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส มีการระดมนักวิทยาศาสตร์ ๑๐๒ คนมาช่วยทำการรักษาสภาพมัมมี่อายุ ๓,๐๐๐ กว่าปี ในที่สุดนักวิทยาศาสตร์ก็พบว่าสาเหตุการเปื่อยสลายของมัมมี่มาจากเชื้อราชนิดหนึ่ง พวกเขารักษาโดยการฉายรังสีแกมมา และยังมีการเอกซเรย์พบเม็ดพริกไทยซ่อนในโพรงจมูก จึงต้องมีการแต่งจมูกเสียใหม่ รวมทั้งห่อมัมมี่ด้วยผ้าลินินผืนใหม่ บรรจุในโลงไม้ซิดาร์ก่อนนำกลับสู่บ้านเกิด

ที่น่าสนใจคือ ตอนที่มัมมี่ของฟาโรห์รามเสสที่ ๒ เดินทางไปถึงท่าอากาศยานกรุงปารีส พระองค์ได้รับการต้อนรับเยี่ยงกษัตริย์ มีกองทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์และวงดุริยางค์มาถวายการต้อนรับเต็มรูปแบบ เช่นเดียวกับที่เมื่อกลับถึงกรุงไคโร ก็มีพิธีต้อนรับอย่างสมพระเกียรติฟาโรห์แห่งอียิปต์ แม้ว่าพระองค์จะสิ้นพระชนม์ไปแล้วเมื่อ ๓,๒๐๐ ปีก่อน

มหาวิหารคาร์นัก เป็นมหาวิหารที่มีขนาดใหญ่โตที่สุดในโลกที่มนุษย์เคยสร้างมานับแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน มีความยาว ๑.๕ กิโลเมตร กว้าง ๘๐๐ เมตร สร้างกันมาตั้งแต่ ๑๖๐๐ ปีก่อนคริสต์ศักราช โดยฟาโรห์ไม่ต่ำกว่า ๓๐ พระองค์ได้สร้างต่อเติมขึ้นมาเรื่อยๆ ภายในมีสิ่งก่อสร้างหลายแห่งและวิหาร ๒๐ แห่ง

ฝั่งตะวันออก ดินแดนของคนเป็น และมหาวิหารคาร์นัก


สารภาพว่าก่อนไปอียิปต์เราแทบจะไม่เคยได้ยินชื่อคาร์นักมาก่อนเลย จนเมื่อเดินทางมาเยือนสถานที่ซึ่งตั้งอยู่ริมฝั่งตะวันออกของแม่น้ำไนล์อันเป็นดินแดนของคนมีชีวิต อยู่ห่างจากเมืองลักซอร์ ๓ กิโลเมตร จึงเพิ่งเข้าใจว่า เหตุใดมหาวิหารคาร์นักจึงได้รับยกย่องให้เป็นโบราณสถานที่มีคนมาเยือนมากที่สุด รองจากกลุ่มพีระมิดแห่งเมืองกิซา

ปากทางเข้าฝั่งตะวันออกมีสฟิงซ์รูปแพะนับสิบตัวตั้งเรียงราย ข้างหน้าตรงทางเข้าวิหารคือซุ้มประตูทำเป็นหอขนาดใหญ่เรียกว่า ไพลอน เป็นกำแพงขนาดมหึมาสูงหลายร้อยฟุตประมาณตึก ๒๐ ชั้น หนาทึบหลายสิบฟุต เดินลึกเข้าไปเห็นเสาไพลอนขนาดมหึมาแบบเดียวกัน ๖ เสา และมองไปซ้ายขวาตามแกนเหนือ-ใต้ เห็นเสาไพลอนอีก ๔ เสา เสาไพลอนทั้งสิบรายล้อมวิหารต่างๆ ลานตา รวมถึงห้องโถงมากมายเป็นอาณาบริเวณสุดลูกหูลูกตา

คาร์นักเป็นมหาวิหารที่มีขนาดใหญ่โตที่สุดในโลกที่มนุษย์เคยสร้างมานับแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ตั้งอยู่ตามแนวแกนตะวันออก-ตะวันตก เพื่อให้แสงอาทิตย์สามารถลอดเข้าไปได้ลึกที่สุด สิ่งก่อสร้างขนาดมหึมา ความยาว ๑.๕ กิโลเมตร กว้าง ๘๐๐ เมตร สร้างกันมาตั้งแต่ ๑๖๐๐ ปีก่อนคริสต์ศักราช โดยฟาโรห์ไม่ต่ำกว่า ๓๐ พระองค์ได้สร้างต่อเติมขึ้นมาเรื่อยๆ ภายในมีสิ่งก่อสร้างหลายแห่งและวิหาร ๒๐ แห่ง แต่ที่เป็นหัวใจสำคัญคือ วิหารอามุน-รา

ตามที่กล่าวมาแล้วว่า คนอียิปต์รุ่นต่อมาไม่นิยมสร้างพีระมิด ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความศรัทธาที่มีต่อองค์ฟาโรห์ได้ลดน้อยถอยลง คนในยุคนั้นจึงหันมาบูชาเทพเจ้าแทน โดยนิยมสร้างมหาวิหารเพื่อบูชาเทพเจ้า และเชื่อว่าจะเป็นที่สถิตของเทพองค์ต่างๆ ด้วย จึงต้องสร้างให้ใหญ่โตมโหฬารเข้าไว้

อันที่จริงก่อนหน้านี้ อามุนเป็นแค่เทพท้องถิ่นประจำเมืองธีบส์ แต่ภายหลังเมื่อนครธีบส์กลายเป็นเมืองหลวงแห่งยุคราชอาณาจักรใหม่และกลายเป็นศูนย์กลางอำนาจแห่งอียิปต์ เทพอามุนจึงได้รับการยกย่องนับถือ หรือพูดภาษาชาวบ้านก็คือได้รับการอัปเกรดขึ้นทัดเทียมกับเทพรา สุริยเทพผู้เป็นเทพเจ้าสูงสุดแห่งเทพทั้งปวง และมีชื่อใหม่ว่าเทพอามุน-รา ทรงมีพระชายาชื่อเทพมัต และพระโอรสชื่อเทพคอนซู ทั้ง ๓ พระองค์จึงเป็นครอบครัวเทพเจ้าประจำเมืองธีบส์ ชาวเมืองธีบส์ได้สร้างวิหารอามุน-ราขนาดใหญ่โตไว้บูชาเทพองค์นี้ ใช้คนงานก่อสร้างประมาณ ๘ หมื่นคน สร้างต่อกันมาหลายยุค จนแล้วเสร็จในสมัยของฟาโรห์รามเสสที่ ๒

ช่วงเวลานี้บรรดานักบวชแห่งมหาวิหารคาร์นักได้กลายเป็นผู้มีบารมี มีอำนาจและอิทธิพลสูงสุดทั้งในทางศาสนจักรและอาณาจักร จนหลายยุคต่อมาได้สร้างความอึดอัดให้แก่ฟาโรห์หลายพระองค์

ภายในวิหารอามุน-รามีห้องโถงขนาดใหญ่ที่น่าสนใจ เรียกว่ามหาห้องโถงแบบไฮโปสไตล์ ปากทางเข้ามีรูปปั้นมหึมาของฟาโรห์รามเสสที่ ๒ ประทับยืนอยู่ พอเดินเข้าไปภายในห้องโถง ประกอบด้วยเสาหินทรงกลมเรียกว่าเสาหินต้นปาปิรุส ใหญ่ขนาดสิบคนโอบ จำนวน ๑๓๗ ต้น แต่ละต้นสูง ๒๓ เมตร เพื่อรับน้ำหนักคานหินขนาดยักษ์หลายร้อยตันข้างบน จนได้รับการยกย่องว่าเป็นงานสถาปัตยกรรมยิ่งใหญ่ชิ้นหนึ่งของโลก ห้องโถงนี้มีพื้นที่ถึง ๖,๐๐๐ ตารางเมตร ถือได้ว่าเป็นห้องโถงขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดาวิหารทั้งหมดในโลก ใหญ่พอจะบรรจุโบสถ์เซนต์ปอลในกรุงลอนดอนและโบสถ์เซนต์ปีเตอร์ในกรุงโรมมาไว้ที่ห้องโถงแห่งนี้พร้อมกัน

เราพากันตื่นตะลึงกับความยิ่งใหญ่ของเสาปาปิรุสที่ทำด้วยหินทราย ราวกับพลัดหลงเข้าไปในดงปาปิรุสยักษ์ เสาแต่ละต้นสลักลวดลายงดงาม เป็นภาพสีนูนสูงนูนต่ำเล่าเรื่องราวของเทพเจ้าต่างๆ รูปฟาโรห์รามเสสที่ ๒ บนรถศึกกำลังทำสงครามกับศัตรู ผนังบางแห่งมีอักษรฮีโรกลิฟฟิก อักษรที่เก่าแก่ที่สุดในโลกอายุกว่า ๕,๐๐๐ ปีสลักเต็มเสา แม้ว่าสีจะซีดจางไปตามกาลเวลากว่า ๓,๐๐๐ ปี แต่หลายภาพยังคงเห็นสีเหลือง สีแดง สีฟ้า โดยเฉพาะในส่วนที่ไม่โดนแสงแดดจะเห็นภาพสีชัดเจนมาก ภายในมหาวิหารยังแบ่งเป็นห้องต่างๆ กำแพงแต่ละห้องก็เต็มไปด้วยอักษรภาพสลักเล่าเรื่องราวความรู้ต่างๆ

เอฟ. กริฟฟิท นักโบราณคดีได้เคยถอดความหมายจากอักษรภาพฮีโรกลิฟฟิกที่เขียนบนกระดาษปาปิรุสอายุ ๓,๐๐๐ กว่าปี พบความรู้เรื่องการแพทย์ต่างๆ อาทิ ความรู้เกี่ยวกับเชื้อโรค การรักษาโรคหลายชนิด การตั้งครรภ์ การคลอดลูก และวิธีการผ่าตัด รวมถึงภาพวาดเครื่องมือผ่าตัดชนิดต่างๆ อันแสดงถึงความก้าวหน้าของวงการแพทย์ในสมัยนั้นทีเดียว

ถัดออกมาเราเห็นเสาหินสี่เหลี่ยมเป็นแท่งสูงเสียดฟ้า ยอดปลายแหลมคล้ายดินสอ เรียกว่าโอบีลิสก์ เป็นภาษาละตินแปลว่าเสาหินตัดแท่งเดียว ไม่มีรอยต่อ เสาที่เห็นทำด้วยหินแกรนิตสีชมพู คนอียิปต์สร้างขึ้นเพื่อบันทึกเหตุการณ์สำคัญหรือเป็นที่ระลึกแก่บุคคลสำคัญ โอบีลิสก์ได้รับการแกะสลักด้วยอักษรภาพฮีโรกลิฟฟิก มีความสูง ๒๕ เมตร และหนักหลายร้อยตัน เชื่อกันว่าเสาหินนี้ในอียิปต์มีนับร้อยต้น แต่ปัจจุบันเหลืออยู่เพียง ๑๕ ต้น ส่วนที่เหลือถูกชาติอื่นๆ ที่มารุกราน คือกรีก-โรมัน เรื่อยมาจนถึงอังกฤษ ฝรั่งเศส ขนกลับประเทศของตัวเอง ดังนั้นโอบีลิสก์ที่เห็นในปารีส ฟลอเรนซ์ ลอนดอน อิสตันบูล เอเธนส์ หรือนิวยอร์กนั้นล้วนแต่นำมาจากประเทศอียิปต์ทั้งสิ้น

กว่าที่มหาวิหารแห่งนี้จะตั้งตระหง่านเด่นขึ้นมานั้นมันเคยหักพังลงมาตามกาลเวลาและถูกทำลายด้วยฝีมือผู้ครองนครจากชาติอื่น มหาวิหารคาร์นักจึงถูกทิ้งร้างเป็นเวลาหลายพันปี บางส่วนจมอยู่ใต้กองทรายจากพายุทะเลทราย กระทั่งประมาณ ๔๐๐ กว่าปีที่ผ่านมา บรรดานักสำรวจชาวตะวันตกที่เคยหยุดการสำรวจอยู่แค่พีระมิดในเมืองกิซา ได้เริ่มล่องแม่น้ำไนล์ เดินทางลึกเข้าไปในอียิปต์ตอนบน และมาพบมหาวิหารขนาดยักษ์ถูกทิ้งร้างเอาไว้ หลังจากนั้นชื่อเสียงของมหาวิหารแห่งนี้ก็เป็นที่รู้จักกันดี แต่ไม่ค่อยมีใครกล้าเข้าไปสำรวจเพราะพื้นที่แถบนั้นเสี่ยงอันตรายจากโจรผู้ร้าย

ปี ค.ศ. ๑๘๕๘ บรรดานักโบราณคดีได้เริ่มเข้าไปสำรวจและบูรณะมหาวิหารอย่างจริงจัง พวกเขาค่อยๆ ขุดทรายหลายพันตันขึ้นมา ค้นพบรูปปั้นฟาโรห์และรูปปั้นเทพเจ้าต่างๆ จำนวนมาก และใช้ความพยายามต่อเสาหินยักษ์ที่ล้มลงมาหลายต้นให้กลับตั้งขึ้นไปใหม่ คนเหล่านี้ต้องใช้ความอดทนอย่างยิ่งยวด เพราะเป็นงานที่ยากแสนสาหัส ต้องเปลี่ยนรุ่นกันเป็นทอดๆ กว่าเสาหินยักษ์จะตั้งขึ้นไปได้ใหม่ก็ใช้เวลาในการทำงานกว่า ๑๐๐ ปี จนถึงปัจจุบันก็ยังมีการขุดค้นหาโบราณสถานกันอยู่ เพราะมหาวิหารคาร์นักมีพื้นที่กว้างขวางถึง ๗๐๐ กว่าไร่ แต่ที่ผ่านมานักโบราณคดีสามารถขุดไปได้เพียง ๖๐ กว่าไร่เท่านั้น

วิหารอาบูซิมเบล วิหารหินทรายอายุกว่า ๓,๐๐๐ ปี เจาะเข้าไปในภูเขา ด้านหน้าเป็นหน้าผาหินแกะสลักเป็นรูปปั้นมหึมาของฟาโรห์รามเสสที่ ๒ สูง ๒๐ เมตร จำนวน ๔ รูปประทับนั่งตระหง่านอยู่ตรงปากทางเข้า ในระหว่างปี ค.ศ. ๑๙๖๓-๑๙๖๘ วิหารแห่งนี้ถูกเคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่เดิมที่ถูกน้ำท่วมจากการสร้างเขื่อนอัสวาน

อัสวานและอาบูซิมเบล


จากเมืองลักซอร์เราเดินทางเลียบแม่น้ำไนล์ลงใต้ต่อไปเป็นระยะทาง ๒๑๕ กิโลเมตร จนถึงเมืองอัสวาน แหล่งเหมืองหินแกรนิตสีชมพูที่นำเอาไปสร้างเสาหินโอบีลิสก์เกือบทั้งหมด

เราได้มาดูแหล่งหินแกรนิตที่ยังมีเสาโอบีลิสก์ต้นหนึ่งวางโผล่ขึ้นเหนือพื้นดิน เสาหินต้นนี้ยังสร้างไม่เสร็จเพราะเกิดรอยร้าวเสียหายก่อนจึงถูกทิ้งเอาไว้ แต่ยังเห็นเป็นแท่งสี่เหลี่ยมยาวกว่า ๒๐ เมตร มีผิวเรียบสนิท ซึ่งยังคงเป็นปริศนามาจนถึงทุกวันนี้ว่าคนโบราณเมื่อ ๓,๐๐๐ กว่าปีก่อนใช้เทคโนโลยีใดในการตัดหินแกรนิตได้เรียบถึงเพียงนั้น

เช่นเดียวกับปริศนาที่ว่า คนอียิปต์เคลื่อนย้ายเสาหินหนักหลายร้อยตันไปที่มหาวิหารคาร์นัก และตั้งเสาให้ตรงได้อย่างไร มีทฤษฎีหลายข้อ อาทิ ชาวอียิปต์ลากเสาหินที่อยู่ใกล้แม่น้ำลงบนแพ และถ่อแพทวนน้ำขึ้นไปตามแม่น้ำไนล์ ๒๐๐ กว่ากิโลเมตร พอไปถึงก็รอเวลาให้ถึงฤดูน้ำหลาก เมื่อน้ำเอ่อล้นท่วมตลิ่งก็ถ่อแพขึ้นไปจนถึงจุดที่ต้องการปักเสา เอาโคนเสาจ่อหลุมที่ขุดเตรียมไว้ รอให้น้ำลดโคนเสาก็จะตกไปในหลุม หรืออีกทฤษฎีบอกไว้ว่า พอลำเลียงเสาหินมาถึงมหาวิหารแล้ว ก็เอาวางบนท่อนซุงหลายสิบท่อนซึ่งทำหน้าที่แทนล้อ แล้วค่อยๆ ลากขึ้นมาตามทางลาดที่สร้างขึ้นมาเรื่อยๆ จนถึงหลุมที่ขุดเอาไว้ และเอาเชือกคล้องปลายเสา ใช้แรงงานคนดึงขึ้นมาจนโคนเสาตกลงไปในหลุม

ทั้งหมดนั้นเป็นเพียงความเชื่อของคนรุ่นปัจจุบัน เพราะยังไม่เคยมีการบันทึกไว้ว่า คนอียิปต์โบราณสร้างเสาหินโอบีลิสก์กันอย่างไร

อย่างไรก็ตาม ทั่วโลกไม่ได้รู้จักอัสวานในฐานะแหล่งสร้างเสาหินโอบีลิสก์ แต่อัสวานโด่งดังขึ้นมาเมื่อมีการสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำไนล์ในสมัยประธานาธิบดีนัสเซอร์ ซึ่งความนิยมในการสร้างเขื่อน สัญลักษณ์แห่งการพัฒนาแพร่หลายไปทั่วโลก เขื่อนอัสวานถูกสร้างขึ้นเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้ารองรับอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโตในเวลานั้น และเพื่อรองรับพื้นที่เกษตรกรรมอีกนับล้านเอเคอร์

เขื่อนอัสวานใช้เวลาก่อสร้างร่วมสิบปี แล้วเสร็จในปี ค.ศ. ๑๙๗๒ ใช้คนงานก่อสร้าง ๓ หมื่นคน เป็นเขื่อนกั้นแม่น้ำไนล์ ขนาดยาว ๓,๘๓๐ เมตร สูง ๑๑๑ เมตร ส่งผลให้พื้นที่กว่า ๓,๗๕๐,๐๐๐ ไร่จมอยู่ใต้น้ำ เกิดเป็นทะเลสาบนัสเซอร์ยาว ๕๐๐ กิโลเมตร ชาวนูเบียซึ่งเป็นชนเผ่าพื้นเมืองอาศัยอยู่ในบริเวณนี้ตั้งแต่เมื่อ ๔,๐๐๐-๕,๐๐๐ ปีก่อน ต้องอพยพออกไปเป็นจำนวนนับแสนคน

แม้เขื่อนอัสวานจะส่งผลให้อียิปต์มีพื้นที่ชลประทานเพิ่มขึ้นอีก ๔ เท่า แต่ในขณะเดียวกัน อียิปต์ได้กลายเป็นประเทศที่มีการใช้สารเคมีเพื่อการเกษตรทั้งปุ๋ยและยาฆ่าแมลงสูงติดอันดับโลก เพราะความอุดมสมบูรณ์จากตะกอนดินที่แม่น้ำไนล์พัดพามาสู่บริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำได้หายไปหลังมีการสร้างเขื่อน

แต่ที่เป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลกคือ เขื่อนอัสวานได้ส่งผลให้โบราณสถาน ๒๓ แห่งในดินแดนของนูเบียต้องจมอยู่ใต้น้ำ นานาชาติจึงยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือในการย้ายเทวสถานให้ทันเวลาก่อนที่น้ำจะท่วม แต่ก็สามารถย้ายเทวสถานได้เพียง ๑๔ แห่ง ที่เหลือถูกปล่อยให้จมอยู่ใต้น้ำ และเทวสถานที่ได้รอดพ้นจากเขื่อนที่รู้จักกันดีคือ วิหารอาบูซิมเบล

จากเมืองอัสวานเรามาเข้าขบวนรถทัวร์ที่จอดรออยู่ ๑๐ กว่าคัน โดยมีรถตำรวจติดปืนกลนำหน้าและปิดท้ายด้วยขบวนคอนวอย เพื่อป้องกันการซุ่มโจมตีจากผู้ไม่หวังดีตลอดระยะทางที่ผ่านทะเลทราย ๒๘๐ กิโลเมตร มุ่งหน้าสู่อาบูซิมเบล เพราะล่าสุดเมื่อ ๓-๔ ปีก่อน นักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นโดนระเบิดเสียชีวิตทั้งคันรถ และนักท่องเที่ยวชาวเยอรมัน ๕ คนก็ถูกจับไปเรียกค่าไถ่

การเดินทางมาตามรอยอารยธรรมแห่งแดนไอยคุปต์จึงให้รสชาติและความตื่นเต้นตลอดเวลา

อาบูซิมเบลเป็นวิหารหินทรายอายุกว่า ๓,๐๐๐ ปีที่สวยที่สุดแห่งหนึ่ง สร้างขึ้นในสมัยฟาโรห์รามเสสที่ ๒ เพื่อเป็นวิหารบูชาเทพอามุน-รา วิหารแห่งนี้เจาะเข้าไปในภูเขา ด้านหน้าเป็นหน้าผาหินแกะสลักเป็นรูปปั้นมหึมาสูง ๒๐ เมตรของฟาโรห์รามเสสที่ ๒ ๔ รูปประทับนั่งตระหง่านอยู่ตรงปากทางเข้า พอเดินเข้าไปในห้องโถงใหญ่มีรูปปั้นฟาโรห์ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด ๘ รูปประทับยืนขนาบสองข้างทาง กำแพงเป็นภาพวาดและอักษรภาพฮีโรกลิฟฟิกเล่าเรื่องสดุดีวีรกรรมของกษัตริย์นักรบที่ขี่รถม้าศึกทำสงครามเอาชนะพวกคาเดช

ลึกเข้าไปจากทางเข้า ๖๕ เมตร มีห้องเล็กๆ เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในวิหาร มีรูปปั้นเทพ ๔ องค์ คือ เทพทาห์แห่งเมมฟิส เทพอามุน-รา ฟาโรห์รามเสสที่ ๒ เทพรา-ฮาริกเทแห่งเฮลิโอโปลิส ประดิษฐานอยู่

วิหารแห่งนี้ถูกทิ้งร้างและถูกพายุทรายพัดกลบมาหลายพันปี จนกระทั่งในปี ค.ศ. ๑๘๑๓ โจฮัน ลุกวิก เบอร์กฮาร์ต นักสำรวจชาวสวิสได้พบรูปปั้นยักษ์โผล่พ้นทรายโดยบังเอิญ หลังจากนั้นจึงมีนักสำรวจได้หาทางเข้าไปสำรวจภายในวิหารได้สำเร็จ จนกระทั่งเมื่อมีการสร้างเขื่อนอัสวานจึงมีโครงการย้ายวิหารอาบูซิมเบลออกไปก่อนจะจมน้ำ โดยใช้เงิน ๔๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐ ระดมผู้เชี่ยวชาญ ๒๐๐ คนจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์และแรงงานท้องถิ่นนับพันคน สกัดวิหารออกมา ๑,๐๖๘ ชิ้น รูปปั้นหินถูกตัดออกเป็นชิ้น บางชิ้นหนักถึง ๑๕ ตัน แต่ละชิ้นเจาะรู ๔ รูผูกด้วยสลิง ทั้งหมดได้ย้ายห่างจากที่เดิม ๗๐๐ เมตรและสูงขึ้นจากที่เดิม ๖๕ เมตร

การเคลื่อนย้ายมาอยู่บนพื้นที่ใหม่นั้น ตำแหน่งต่างๆ ต้องเหมือนเดิมทุกประการ ไม่ว่าจะเป็นทิศทางแสงและทิศทางลม ผู้เชี่ยวชาญจึงพยายามย้ายชิ้นส่วนทั้งหมดในตำแหน่งเดิมออก ยกเว้นส่วนที่เป็นภูเขา พวกเขาได้สร้างภูเขาเทียมเป็นคอนกรีตเสริมโครงเหล็ก ภายนอกตกแต่งด้วยหินและดินที่บางส่วนนำมาจากที่เก่า ส่วนภายในภูเขาเป็นอุโมงค์จัดทำเป็นห้องพิพิธภัณฑ์และนิทรรศการแสดงเบื้องหลังการขนย้ายวิหารอาบูซิมเบล

แต่สิ่งที่บรรดาผู้เชี่ยวชาญพากันลุ้นตัวโก่งมากที่สุดก็คือ เมื่อย้ายวิหารมายังตำแหน่งใหม่แล้ว ปรากฏการณ์ที่มีลำแสงอาทิตย์จากอรุณรุ่งพุ่งเข้าไปกระทบรูปปั้นทั้ง ๔ ที่อยู่ลึกเข้าไปในวิหาร ๖๕ เมตร เป็นแสงสว่างเรืองรองประมาณ ๕ นาที อันเป็นปรากฏการณ์ศักดิ์สิทธิ์ที่เกิดขึ้นปีละ ๒ ครั้ง ในวันที่ ๒๒ ของเดือนกุมภาพันธ์และเดือนตุลาคมอย่างต่อเนื่องทุกปี มาตลอดเวลากว่า ๓,๐๐๐ ปีนั้นจะยังเกิดขึ้นอีกหรือไม่ ปรากฏว่าแม้เมื่อย้ายวิหารมาแล้ว ลำแสงอาทิตย์ก็ยังพุ่งมากระทบรูปปั้นทั้ง ๔ ราวกับปลุกวิหารอาบูซิมเบลให้กลับเปล่งปลั่งคืนชีวิตอีกครั้งหนึ่ง

ความลึกลับของแสงอาทิตย์ที่ส่องทะลุเข้ามาถึงรูปปั้นตรงเวลาปีละ ๒ ครั้ง ยังคงเป็นปริศนาลึกลับเช่นเดียวกับปริศนาการก่อสร้างพีระมิด สุสานกษัตริย์ มหาวิหาร หลายร้อยแห่งในยุคอียิปต์โบราณซึ่งอยู่ในช่วง ๓๐๐๐ ปีก่อนคริสต์ศักราช ที่มนุษย์ปัจจุบันยังไม่รู้คำตอบที่ชัดเจน

ใต้ผืนทะเลทรายแห่งลุ่มน้ำไนล์ มีศาสตร์ความรู้และความลี้ลับอีกมากมายของชาวอียิปต์โบราณนิทราอยู่เป็นนิรันดร์


บรรณานุกรม :

ภาษาอังกฤษ
Carpiceci, Alberto. Art and History of Egypt. Florence: Bonechi.
Maxwell, Virginia. Egypt. Victoria: Lonely planet publications Pty Ltd., 2006.
Vercoutter, Jean. The Search for Ancient Egypt. London: Thames&Hudson, 1986.
Seidel, Matthias. Precious Egypt. Cairo: The American University in Cairo Press, 2005.
ภาษาไทย
ชลิตดา. ตำนานอียิปต์โบราณ. กรุงเทพฯ : พิมพ์คำสำนักพิมพ์, ๒๕๔๘.
สมลักษณ์ วงษ์รัตน์. คิดถึงอียิปต์. กรุงเทพฯ : บริษัทบุญศิริการพิมพ์ จำกัด, ๒๕๔๗.
อภิชา ภาอารยพัฒน์. การก่อสร้างพีระมิดแห่งอาณาจักรอียิปต์โบราณ. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๕.
เฮาเวิร์ด คาร์เทอร์. สุสานของ ตุต. อังค์. อาเมน. แปลโดย กิ่งแก้ว อัตถากร. กรุงเทพฯ : อัมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง, ๒๕๔๙.

ขอขอบคุณ :
มูลนิธิสานแสงอรุณ
คุณสุภาพ ดีรัตนา
ดร. บัญชา ธนบุญสมบัติ
  

[ Back to ฉบับที่ 266 > เมษายน 50 ปีที่ 23 | Sections Index ]
ติดต่อ เว็บไซต์ และ นิตยสาร สารคดี : บริษัทวิริยะธุรกิจ จำกัด
28-30 ถนนปรินายก แขวงบ้านพานถม เขตพระนคร กรุงเทพฯ 10200
โทร: 02-281 6110 (อัตโนมัติ), Fax: +66 (0) 2282 7003 E-mail : contact@sarakadee.com
© CopyRight, All Rights reserved. สงวนลิขสิทธิ์ ในนามบริษัทวิริยะธุรกิจ จำกัด 


Page Generation: 0.09 Seconds
:: fiapplegreen 2.10 phpbb2 style by Daz :: PHP-Nuke theme by coldblooded www.nukemods.com :: Thai Edition by ThaiNuke.org ::