สารคดี
· หน้าแรก
· เข้าสู่ระบบ
· เผยแพร่ข่าวสาร
· กระดานข่าว
· ค้นหา
· ติดต่อเรา
· นิตยสาร สารคดี ฉบับที่ 227 - ปัจจุบัน
· นิตยสาร สารคดี
   ฉบับที่ 166 - 226

· โลกรายเดือน
108 ซองคำถาม
ทำไมมุสลิมมีภรรยาได้สี่คน

เหตุใดศาลนาอิสลามอนุญาตให้ผู้ชายมีภรรยาได้มากกว่าหนึ่ง ไม่ทราบเป็นการกดขี่ผู้หญิงหรือเปล่า

อ่านต่อ

ธง แจ่มศรี เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย

หน้า: 1/5
(2106 คำในบทความ)
(4385 ครั้ง)   หน้าเอกสารสำหรับเครื่องพิมพ์




วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์, ธนาพล อิ๋วสกุล : สัมภาษณ์ 

 ในช่วงครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา
 หากจะถามว่า พรรคการเมืองในประเทศไทยพรรคใดมีประวัติการต่อสู้อันยาวนาน มีวินัยเข้มแข็ง จนสามารถจัดตั้งกองทัพยืนหยัดสู้รบกับรัฐบาลได้ในช่วงเวลาหนึ่ง
 คำตอบนั้นคงได้แก่ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย
 หากพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยดำเนินการทางการเมืองต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ก็จะกลายเป็นพรรคการเมืองเก่าแก่ที่สุดของประเทศ เพราะประกาศก่อตั้งพรรคมาตั้งแต่วันที่ ๑ ธันวาคม ๒๔๘๕
 อันที่จริงก่อนหน้านั้นคนเชื้อสายจีนและเวียดนามในประเทศผู้เลื่อมใสลัทธิมาร์กซ์ได้ร่วมกันจัดตั้งพรรคคอมมิวนิสต์สยามอย่างลับ ๆ ตั้งแต่ปี ๒๔๗๓ มีสมาชิกอยู่ไม่มาก ล้มลุกคลุกคลานมาตลอด ก่อนที่จะค่อย ๆ เติบโตขึ้นมาเป็นพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย 

 นโยบายหลักของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยก็ไม่ต่างจากพรรคคอมมิวนิสต์ทั่วโลก กล่าวโดยสรุปก็คือ สร้างสังคมใหม่ที่ผู้คนอยู่ด้วยกันอย่างเสมอภาค ไม่มีการแบ่งชนชั้น ไม่มีผู้กดขี่และผู้ถูกกดขี่
 พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยดำเนินงานทางการเมืองมาตลอดทั้งใต้ดินและบนดิน ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ราวปี ๒๔๘๘-๒๔๙๐  บรรยากาศทางการเมืองเป็นประชาธิปไตย พรรคสามารถออกมาเคลื่อนไหวได้เปิดเผย  สส. ของพรรคที่ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นคนแรก คือนายประเสริฐ ทรัพย์สุนทร  มีหนังสือพิมพ์เป็นกระบอกเสียงของตัวเอง คือ มหาชน รายสัปดาห์

 แต่ภายหลังการรัฐประหารเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๙๐ ที่ฝ่ายทหารได้ทำรัฐประหารล้มล้างรัฐบาลนายปรีดี พนมยงค์ สมาชิกพรรคจำนวนมากถูกจับ ทำให้พรรคยุติการเคลื่อนไหวอย่างเปิดเผย พลพรรคได้มุ่งสู่ชนบทเพื่อหาแนวร่วมจากประชาชนระดับล่าง  และในวันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๐๘ เกิดการปะทะกันระหว่างสมาชิกพรรคกับเจ้าหน้าที่ทหารตำรวจเป็นครั้งแรก ซึ่งต่อมาเรียกกันว่า วันเสียงปืนแตก นับเป็นจุดเริ่มต้นของการต่อสู้ด้วยอาวุธของพรรคกับรัฐบาล
 นับจากวันนั้น การต่อสู้ระหว่างคนไทยด้วยกันแต่ต่างอุดมการณ์ก็ดำเนินเรื่อยมา รัฐบาลใช้นโยบาย การทหารนำการเมือง มีการสู้รบกันอย่างรุนแรงทั่วทุกภาค หลังเหตุการณ์ล้อมปราบนักศึกษาภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เมื่อวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙  นักศึกษา ปัญญาชนหลายพันคนได้ตัดสินใจเข้าป่า เข้าร่วมการต่อสู้กับพรรค ส่งผลให้พรรคเข้มแข็ง มีพลพรรคเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ  ฝ่ายรัฐบาลประเมินว่าพรรคมีกองกำลังติดอาวุธถึงหมื่นกว่าคน

 แต่ในขณะเดียวกัน ภายในพรรคก็เกิดความแตกแยกทางความคิดอย่างรุนแรงระหว่างสมาชิกรุ่นเก่ากับสมาชิกรุ่นใหม่ขณะที่อีกด้านหนึ่งรัฐบาลก็แก้เกมทางการเมืองได้ทันท่วงที โดยหันไปสร้างความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับรัฐบาลจีน ผู้ให้การช่วยเหลือรายใหญ่ของพรรคในเวลานั้น ทำให้รัฐบาลจีนต้องยุติการช่วยเหลือแก่พรรค รัฐบาลไทยหันมาใช้นโยบายการเมืองนำการทหาร ประกาศนโยบาย ๖๖/๒๕๒๓ อันมีสาระสำคัญ ให้ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากันเพื่อพัฒนาชาติไทย ไม่เอาผิดกฎหมายกับคนที่เข้าป่าจับอาวุธสู้กับรัฐ มีโครงการแจกที่ดินทำกินให้แก่ชาวบ้านที่ออกมามอบตัว
 ส่งผลให้นักศึกษาและประชาชนออกมามอบตัวกันเกือบหมด ทำให้พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยตกต่ำและล่มสลายลงในเวลาอันรวดเร็วตั้งแต่ปี ๒๕๒๕ เป็นต้นมา
 สิ่งที่จะได้อ่านต่อไป นี้ถือเป็นการเปิดเผยข้อเท็จจริงบางส่วนของประวัติศาสตร์พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยเป็นครั้งแรก จากปากคำของผู้ที่มีส่วนรู้เห็นตั้งแต่การก่อตั้งพรรค จนถึงพรรคล่มสลาย และได้ก้าวสู่ตำแหน่งสูงสุด คือเป็นเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยคนล่าสุด

 ลุงธง แจ่มศรี ปีนี้อายุได้ ๘๓ ปีแล้ว เขาเป็นสมาชิกพรรคเยาว์วัยและอุทิศตัวเองให้แก่การปฏิวัติอย่างเด็ดเดี่ยวมาตลอดชีวิต ถูกทางการจับกุม เกือบถูกประหารชีวิต เมื่อออกจากคุกก็ยังทำงานเคลื่อนไหวต่อทั้งในเมืองและในป่า
 เมื่อพรรคล่มสลายลง ในฐานะผู้นำสูงสุดของพรรค เขาเป็นคนสุดท้ายที่ออกจากป่า ด้วยเหตุผลเพื่อปกป้องผู้คนในพรรคให้อยู่รอดปลอดภัยเสียก่อน
 ชีวิตของลุงธงและเสี้ยวหนึ่งของประวัติศาสตร์การเมืองไทยต่อไปนี้ อาจจะเป็นบทเรียนอันมีค่าต่อก้าวเดินของผู้คนในปัจจุบัน 

ชีวิตวัยเด็กเป็นอย่างไรครับ
ผมเกิดที่บ้านดง ตำบลป่ามะคาบ อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร  เกิดแรม ๓ ค่ำ เดือนอ้าย ปีระกา ตรงกับวันเสาร์ที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๔๖๔  บิดาชื่อนายเสา มารดาชื่อนางยอ เป็นคนไทยเชื้อสายเวียดนาม ผมมีพี่น้องด้วยกันสามคน ผมเป็นพี่คนโต  ตอนช่วงปลายรัชกาลที่ ๖ ทางการให้คนไทยจดทะเบียนนามสกุล  พ่อผมเป็นคนเอาการเอางาน ช่วยราชการที่นั่นหลายอย่างจนเจ้าเมืองไว้วางใจ ขนาดเวลาประหารนักโทษคดีประหารยังจะให้พ่อผมเป็นมือหนึ่ง แต่พ่อปฏิเสธเพราะรู้สึกเหี้ยมเกินไป ส่วนเรื่องนามสกุล เจ้าเมืองก็จะตั้งให้ แต่ทางครอบครัวพิจารณากันแล้วไม่เอา คิดตั้งนามสกุลกันง่าย ๆ  เอาชื่อของแม่แจ่ม คุณยายที่อาวุโสที่สุดในหมู่บ้าน กับชื่อของคุณครูประชาบาลประจำหมู่บ้านชื่อ แม่ศรี รวมกันเข้าเป็นนามสกุล แจ่มศรี  ตอนเล็ก ๆ ผมก็อยู่กับครอบครัว เลี้ยงวัวเลี้ยงควายไปตามเรื่อง อยู่มาจนอายุครบ ๙ ขวบ ประมาณปี ๒๔๗๓ แม่ผมก็ตกลงกับญาติพี่น้องเพื่อนฝูง ให้ส่งตัวผมไปอยู่อุดรธานีเพื่อจะได้ซึมซับอุดมการณ์รักชาติและสังคมนิยม เพราะขบวนการชาวเวียดนามรักชาติอยู่ที่อุดรฯ ตอนนั้นมีจำนวนมากกว่าที่อื่น

แสดงว่าพ่อแม่มีความสนใจเรื่องอุดมการณ์ทางการเมืองมาตลอด
ผมเองเริ่มต้นก็ไม่รู้หรอก ระยะหลังผมไปอ่านบันทึกของคุณแม่ถึงรู้ ท่านทั้งสองเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์สยามตั้งแต่ปี ๒๔๗๓ มาแล้ว เรียกว่ารุ่นแรกเลย ประวัติความเป็นมาของพรรคคอมมิวนิสต์สยาม แม้จะเป็นที่รู้กันบ้างแต่ก็ไม่ชัด ผมขอถือโอกาสนี้เล่าประวัติเท่าที่ทราบไว้ตรงนี้เลย  พรรคคอมมิวนิสต์สยามก่อตั้งโดยสหายโฮจิมินห์ ซึ่งเป็นตัวแทนของสากลที่สามมาติดต่อตัวแทนของชาวคอมมิวนิสต์เวียดนามในสยาม รวมทั้งชาวคอมมิวนิสต์จีนในสยาม คัดเลือกมารวมตัวกันก่อตั้งเป็นพรรคคอมมิวนิสต์สยามรุ่นแรกเมื่อวันที่ ๒๐ เมษายน ๒๔๗๓  สถานที่ประชุมคือโรงแรมตุ้นกี่ หน้าหัวลำโพง  ในระยะนั้นท่านมาในนามแฝง ใช้ชื่อว่าสหายซุง  ท่านเลือกตัวแทนพรรคไว้สามคน คือ คุณหลี เป็นชาวนครพนม ชื่อจริงคือโงจิ๊งก๊วก อยู่บ้านนาจอกที่เดี๋ยวนี้มีพิพิธภัณฑ์โฮจิมินห์ คุณหลีเป็นเลขาธิการพรรคคนแรก อีกคนหนึ่งคือคุณ ตัง ชื่อจริงคือ เจิ่นวันเจิ๋น และเหล่าโหงว หรืออู่จื้อจือ เป็นสหายจีนในเมืองไทย

สากลที่สามคืออะไรครับ
เรื่องมันยาวหากจะเล่าไปถึงสากลที่หนึ่งและสากลที่สอง  เอาอย่างย่อ ๆ ว่า เลนิน ผู้นำสหภาพโซเซียตในสมัยนั้น ได้เสนอให้ก่อตั้งสากลที่สาม หรือสากลคอมมิวนิสต์ที่สามขึ้น เมื่อ ค.ศ. ๑๙๑๙ เพื่อเผยแพร่อุดมการณ์ลัทธิคอมมิวนิสต์ ให้แพร่ออกไปสู่ประเทศเมืองขึ้น กึ่งเมืองขึ้น และประเทศโลกที่สามให้มากขึ้น เพราะแต่ก่อนอุดมการณ์ลัทธิคอมมิวนิสต์มีแต่ในยุโรป ในประเทศทุนนิยมที่เจริญแล้วเท่านั้น โดยเหตุนี้ ท่านโฮจิมินห์จึงเอาความคิดนี้มาก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์สยามขึ้น รวมทั้งพรรคมลายูด้วย  การก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์สยามมีลักษณะพิเศษ ต่างจากพรรคคอมมิวนิสต์ประเทศต่าง ๆ ที่มักจะก่อตั้งโดยปัญญาชนที่มีความตื่นตัวก้าวหน้า ไปรับความคิดสังคมนิยมจากประเทศในยุโรป มาเคลื่อนไหวในประเทศของตน อย่างชาวอินเดีย พม่า ก็รับมาจากอังกฤษ เวียดนามก็รับเอาจากฝรั่งเศส อินโดนีเซียก็รับจากฮอลแลนด์ แต่ประเทศไทยถึงแม้จะมีนักศึกษาปัญญาชนไปเรียนนอกมากก็จริง แต่ส่วนมากเป็นลูกท่านหลานเธอ เรียนกลับมาก็เพื่อรับใช้ระบอบสังคมเก่า แต่อาจจะมีต่างบ้าง อย่างเก่งก็คือ หม่อมเจ้าสกลวรรณากร วรวรรณ แกก็แสดงตัวเป็นสังคมนิยมแบบเฟเบียนมากกว่า
 
แสดงว่าสมาชิกพรรครุ่นแรกเป็นคนเวียดนามและคนจีนที่มาเคลื่อนไหวจัดตั้งให้
ใช่ อย่างที่บอกว่าพรรคคอมมิวนิสต์สยามก่อตั้งโดยโฮจิมินห์  คือแปรสภาพชาวจีนชาวเวียดนามก้าวหน้าที่อยู่เมืองไทย ให้ก่อตั้งเป็นพรรคคอมมิวนิสต์สยามขั้นเริ่มต้น เนื่องจากปัญญาชนไทยยังไม่มีใครมาเผยแพร่ทฤษฎี ก็ต้องศึกษาจากกรณีการต่อสู้ของเวียดนาม การต่อสู้ของชาวเรือฮ่องกงซึ่งสไตรก์กันเป็นเดือน ๆ อย่างนี้เป็นต้น  ความเป็นจริงพวกนี้ก็แพร่สะพัดเข้าไปในหมู่ลูกหลานจีน อย่างของเวียดนามก็มีเรื่องราวของนักปฏิวัติที่ถูกฝรั่งเศสจับกุมเข่นฆ่าทารุณ เขาก็เล่าถึงคนที่เขาถือเป็นวีรชนให้ฟัง ให้ศึกษาจิตใจที่ต่อสู้ของคนเหล่านี้ อย่างสหายจีนก็มาอยู่เมืองไทยเยอะหลังจากคอมมิวนิสต์ในจีนประสบความพ่ายแพ้ในปี ๒๔๒๗ ถูกปราบแล้วหลบออกนอกประเทศจำนวนมาก

เมื่อพ่อแม่เป็นสมาชิกพรรค ทำไมในวัยเด็กคุณลุงจึงถูกส่งมาอยู่ที่อีสาน
มูลเหตุที่พ่อแม่ไม่เอาผมไว้อยู่กับท่าน ก็เพราะพ่อของผมได้รับเลือกเป็นผู้แทนองค์การรักชาติในสยาม เดินทางไปประชุมที่จีน กลับมาถึงกรุงเทพฯ ก็ถูกสายลับของสถานทูตฝรั่งเศสประจำสยามสั่งจับตัวเมื่อ ค.ศ. ๑๙๓๐ แม่ผมจึงตัดสินใจส่งผมไปอยู่กับคนของพรรคที่อุดรธานี ผมก็เริ่มไปเรียนหนังสือที่โรงเรียนบ้านหนองบัว เดี๋ยวนี้กลายเป็นสถานีรถไฟ  ผมเรียนอยู่ที่นั่นจนจบประถมปีที่ ๓ จึงส่งผมไปสกลนครจนจบชั้นมัธยม ๑ แล้วก็ย้ายกลับไปเรียนที่โรงเรียนประจำจังหวัดอุดรฯ คือ โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล  เรียนอยู่จนถึงมัธยม ๓ มีเหตุให้ต้องออก เพราะว่าแกนนำของนักเรียนเป็นรุ่นพี่ชื่อเตรียม ซึ่งกำลังเรียนชั้น ม. ๕ แกไปทำหนังสือพิมพ์ใต้ดิน เผยแพร่แนวความคิดที่ก้าวหน้า ให้เพื่อนนักเรียนด้วยกันอ่าน ทางโรงเรียนจับได้จึงไล่ออก  นักเรียนทำใบปลิวประท้วงแต่ก็ไร้ผล  พอคุณเตรียมออกจากโรงเรียน ผมก็อยู่ไม่ได้ เพราะ ทางองค์กรส่งสหายเตรียมมาดูแลผมที่ยังเด็กอยู่ เมื่อแกไม่อยู่ผมก็อยู่ยาก เลยหนีออกจากโรงเรียนกลางคัน ตอนนั้นทางองค์กรให้ผมกลับมาอยู่ตามบ้านมวลชน พออายุ ๑๔ ปีก็ถูกส่งเข้ากรุงเทพฯ

แสดงว่าชีวิตในวัยเด็กไม่ค่อยได้อยู่กับพ่อแม่ แต่อยู่ในความดูแลของคนในพรรคคอมมิวนิสต์สยามตลอด
ครับ ผมเองรู้สึกว่าต้องเคลื่อนไหวอยู่กับขบวนปฏิวัติตลอดเวลา  เข้าโรงเรียนก็ต้องรับเอาทัศนะการปฏิวัติ คุณต้องเข้าใจว่า โรงเรียนบ้านหนองบัวที่อุดรฯ นอกจากสอนหนังสือไทยตั้งแต่ชั้นประถม ๑ แล้ว อาจารย์ที่สอนนอกเวลาคือ สหายหว่างวันฮวาน ที่ตอนหลังกลับไปเวียดนามได้เป็นกรมการเมือง (ตำแหน่งระดับสูงภายในพรรคคอมมิวนิสต์) เป็นคนใกล้ชิดท่านโฮจิมินห์ เป็นครูใหญ่โรงเรียนนี้ ให้การศึกษาอบรมนักเรียนเต็มที่เลย นักเรียนกินนอนต้องตื่นตีสี่ ทบทวนบทเรียนที่เรียนมาก่อนเข้าเรียนในชั้น เวลานอกก็ศึกษาประวัติศาสตร์การเคลื่อนไหวต่อสู้ของประชาชนของเวียด วันเสาร์อาทิตย์ก็มาอบรมเกี่ยวกับปัญหาคุณธรรม อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นในแง่นี้ก็ให้การศึกษา ปูพื้นให้ผมเป็นนักปฏิวัติเบื้องต้นมาตั้งแต่เล็ก ๆ แล้ว ที่สำคัญยังสร้างให้ผมมีความคิดจิตใจซึ่งเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับองค์การปฏิวัติตั้งแต่เด็กด้วย

ตอนอยู่กรุงเทพฯ ทำอะไรบ้างครับ
ตอนเข้ามากรุงเทพฯ ทางองค์การก็คิดจะให้เรียนต่อ แต่เนื่องจากหนีมา ไปขอใบประกาศนียบัตรอะไรไม่ได้ เมื่อเข้าโรงเรียนไทยไม่ได้ทางองค์การก็เข้าโรงเรียนจีน มันก็ง่ายไปอย่างคือเป็นโรงเรียนพวกก้าวหน้า ก็มีพวกอาจารย์ที่เป็นสมาชิกพรรคสอนอยู่ โดยเฉพาะสหายเตรียมที่หนีมาจากอุดรฯ ก็มาเป็นครูไทยที่นี่  โรงเรียนที่ผมเรียนก็คือโรงเรียนหัวเฉียวที่สะพานยศเส  ผมได้เรียนรู้อะไรมากขึ้น ได้เรียนภาษา วัฒนธรรมจีน ใกล้ชิดกับคนจีนมากขึ้น ทำให้สะดวกต่อการทำงานระยะหลัง  ต้องเข้าใจว่าพรรคคอมมิวนิสต์สยามในเวลานั้นยังไม่มีคอมมิวนิสต์คนไทย มีแต่ชาวจีนชาวเวียดนามเป็นคนก่อตั้ง เคลื่อนไหวรวบรวมคนมาเป็นฐานเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นหน้าที่ของกลุ่มนี้คือ หาสมาชิกที่เป็นคนไทย ชาวเวียดนามที่อยู่อีสานก็ต้องพยายามจัดตั้งคนอีสานให้ได้  ผมมาอยู่กรุงเทพฯ ได้รู้ภาษาจีน ก็สามารถเข้ากับสหายจีนได้มากขึ้น ต่อมาเกิดปัญหาคนเวียดนามถูกกวาดจับมากขึ้น ผลที่สุดผู้ที่เคลื่อนไหวก็มีแต่พวกลูกจีนหรือคนจีน ที่เป็นลูกหลานเวียดนามเหลือนับคนได้

ทราบว่าคุณลุงถูกจับเป็นครั้งแรกที่โรงเรียนหัวเฉียว
ผมมาอยู่โรงเรียนหัวเฉียวได้เพียงปีกว่าก็เกิดเหตุการณ์ คือผมเข้ามากรุงเทพฯ เขาให้เข้ามาช่วยงานเป็นเด็กรับใช้ในสำนักกลางของพรรคคอมมิวนิสต์ในเวลานั้น  กลางวันก็ไปโรงเรียน ตอนเย็นก็กลับมาทำงาน เดินสาร ส่งจดหมายไปต่างจังหวัด  ปรากฏว่าสำนักงานที่อยู่เสียลับ จำได้ว่าวันที่ ๑๙ เมษายน ๒๔๗๙ สันติบาลปิดล้อมจับพวกผู้นำ ผมก็เลยถูกจับในคดีนี้ คือเขาเตรียมก่อตั้ง สมาคมกรรมกรสีแดงกรุงเทพฯ พอดีทางสายสันติบาลรายงานว่าเป็นการประชุมใหญ่ของคอมมิวนิสต์ ก็เลยระดมกำลังกันครั้งใหญ่ ถูกจับทั้งหมด ๑๔ คน รวมทั้งผมด้วย  ความจริงผมไม่เกี่ยวกับการประชุมนี้ ตอนนั้นผมไปทิ้งจดหมายที่ไปรษณีย์กลาง หาอะไรกินแล้วก็จะกลับไปเล่นที่โรงเรียน พอไปถึงคนที่เฝ้าประตูอยู่ก็บอกให้ช่วยนั่งเฝ้าแทนหน่อย แกจะไปหาอะไรรองท้อง ก็เป็นเหตุให้โดนจับพอดี

ตอนนั้นมีกฎหมายคอมมิวนิสต์หรือยัง
กฎหมายคอมมิวนิสต์ออกตอนปี ๒๔๗๖ ตอนที่นายปรีดีถูกขับไปฝรั่งเศสก็ออกกฎหมายเพื่อเล่นงานนายปรีดีโดยเฉพาะ พระยามโนปกรณ์ธิติธาดาเป็นคนออก ยกเลิกรัฐธรรมนูญบางข้อ เท่ากับรัฐประหารย่อยๆ เพราะฉะนั้นคณะผู้ก่อการ ๒๔๗๕ เห็นท่าไม่ดี ผลที่สุดต้องรวมตัวกันยึดอำนาจคืน

คุณลุงจึงโดนติดคุกข้อหาคอมมิวนิสต์
โดนติดคุก ความจริงศาลตัดสินบอกว่าอายุยังน้อย ให้ผู้ปกครองมารับ ทำทัณฑ์บนแล้วให้ปล่อยตัวไป แต่ผมไม่มีผู้ปกครองมารับ เพราะแม่ผมก็ถูกจับที่ขอนแก่นติดคุกอยู่ เป็นคดีคอมมิวนิสต์เหมือนกัน
เมื่อไม่มีผู้ปกครองไปรับก็ต้องติดคุก ๓ ปี ๔ เดือน  แต่พวกสหายก็บอกว่าต้องสู้ เขียนอุทธรณ์สู้คดีเอง ถึงเวลานั้นต้องเรียนกฎหมายภาคปฏิบัติเอง ยื่นศาลไป ๘ เดือนเรื่องจึงตกลงมา เราต่อสู้คดีนี้ด้วยประเด็นว่าเป็นผู้เยาว์ ศาลก็เลยลดให้กึ่งหนึ่ง แต่ถูกขังมา ๑ ปี ๘ เดือนแล้ว ศาลก็เลยสั่งให้ปล่อยทันที  ตอนนั้นมีเหตุการณ์พิเศษคือ เมื่อรู้ข่าวแน่ว่าจะได้รับการปล่อยตัวในวันนั้น สหายนำที่ถูกจำขังในคดีนี้ด้วยกันก็ได้เปิดประชุมพิเศษ แล้วลงมติรับผมเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์สยาม ตอนนั้นผมอายุ ๑๗ ปี

   หน้าถัดไป (2/5) หน้าถัดไป

[ กลับไป ฉบับที่ 232 > มิถุนายน 47 ปีที่ 20 | สารบัญเรื่องพิเศษ ]
หน้าแรก นิตยสารสารคดี ห้องนักเขียนสารคดี ห้องภาพสารคดี แผนฝังเว็บไซต์ กระดานสนทนา ส่งข่าวสาร-บทความ ร้านหนังสือสารคดี Link

You can syndicate our news using the file backend.php or ultramode.txt
การสร้างหน้าเอกสาร: 0.04 วินาที
:: fiapplegreen 2.10 phpbb2 style by Daz :: PHP-Nuke theme by coldblooded www.nukemods.com :: Thai Edition by ThaiNuke.org ::