|
|
|
|
|
ข้าพเจ้าได้เห็นมา-กัมพูชา/และทางขึ้นปราสาทเขาพระวิหาร ทางด้านเขมรต่ำ/ขะแมร์กรอม (ขอม)
(2391 total words in this text) (1088 reads) 
เรื่องและภาพ : ชาญวิทย์ เกษตรศิริ  เสาธง ๓ เสาสูงลิบลิ่วบริเวณพลับพลาจัตุรมุข ติดทั้งธงชาติกัมพูชา ธงยูเนสโก และธงสหประชาชาติ ๑ ในช่วงปลายปี พ.ศ. ๒๕๕๑ และต้นปี ๒๕๕๒ ในขณะที่การเมืองสยามประเทศไทยที่แบ่งแยกกันเป็น “เสียมโป๊ยก๊ก” หลากสี-เหลือง-แดง-เขียว-ขาว-น้ำเงิน-ชมพู-ฯลฯ” กำลังต่อสู้ห้ำหั่นกันอย่างร้อนแรงและเอาเป็นเอาตายกันอยู่นั้น ข้าพเจ้าได้งานพิเศษไปสอนหนังสือ ณ กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา เป็นเวลา ๖ เดือน งานสอนครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของ “โครงการสมานฉันท์ เพื่อรู้จักเพื่อนบ้านอุษาคเนย์” (Southeast Asian Studies) ของศูนย์ขะแมร์ศึกษา (Center for Khmer Studies) ที่ได้รับเงินทุนสนับสนุนจากมูลนิธิร็อคกี้เฟลเลอร์ (Rockefeller Foundation) งานสอนนี้นอกจากจะจ่ายเงินเดือนงาม (ต่างกับเงินพอยังชีพที่ข้าพเจ้าได้รับจากธรรมศาสตร์) แล้วยังทำให้ข้าพเจ้ามีโอกาสได้รู้จักปัญญาชนคนหนุ่มคนสาว “ขอม/เขมร/ขะแมร์” รุ่นใหม่ [คำคำนี้ในภาษาไทยของเรายุ่งยาก ซับซ้อน และต้องการคำอธิบายยาวเหยียด แต่ในภาษาฝรั่งน่าจะเป็น Khmer หรือ Cambodian เพียงคำเดียว และข้าพเจ้าขอออกตัวว่าในทัศนะของข้าพเจ้าเอง “ขอมคือเขมร” และ “เขมรคือขอม” คำคำนี้ภาษาพูดไทย-ลาว (ขอให้แยกระหว่างภาษาพูดกับภาษาเขียน) ที่น่าจะพูดเพี้ยนมาจากคำโบราณ คือ ขะแมร์กรอม หรือ เนี้ยกอีกรอม คำว่า “กรอม” ที่แปลว่า “ใต้” หรือ “ต่ำ” นั้น ลิ้นไทย-ลาวออกเสียงพูดเพี้ยนเป็น “กะหลอม” หรือ “ก๋อม” และท้ายที่สุดเป็น “ขอม” เหมือนๆ กับคำว่า “นคร” หรือ “นะ-คะ-ระ” ที่ลิ้นไทยออกเสียงพูดเป็น “นะคอน” หรือ “คอน” นั่นเอง] คนหนุ่มสาวเหล่านี้กลายมาเป็นลูกศิษย์ลูกหาของข้าพเจ้าเกือบ ๒๐ คน คนเหล่านี้ดูจะไม่ต่างจากลูกศิษย์ลูกหาจำนวนมากที่ข้าพเจ้ามีที่ธรรมศาสตร์ ฯลฯ และบางคนก็ดูจะ “ชาตินิยมกัมพูชาจ๋า” (เหมือนลูกศิษย์ไทยที่ก็ “ชาตินิยมไทยจ๋า”) ต้องปรับความเข้าใจกันนาน ข้าพเจ้าตั้งชื่อโครงการนี้เล่นๆ เป็นภาษาอังกฤษว่า Make Love not War with ASEAN Neighbors, especially Cambodia (and Laos) Project ทำอย่างไรที่เราจะทำให้ “คนไทย” คิดว่าตนเป็นทั้ง “คนไทย” และ “คนอาเซียน/อุษาคเนย์” ทำอย่างไรที่เราจะทำให้ “คนลาว-คนเขมร” เป็นทั้ง “คนลาว-คนเขมร” และเป็น “คนอาเซียน/อุษาคเนย์” และทำอย่างไรให้ทั้งเขาและเธอ และ ฯลฯ สามารถนำตัวตนข้าม “พรมแดนรัฐชาติ” ของตนไปทำความ “รู้จักและเข้าใจ” เพื่อนบ้านของตนให้จงได้ นี่น่าจะเป็นปัญหาของประชากร ๖๐๐ ล้านคนที่อยู่ในองค์การอาเซียน (ASEAN) แห่งอุษาคเนย์ ที่ก่อตั้งมานานแสนนานแล้วกว่า ๔๐ ปี นี่เป็นปัญหาที่ประชากรของเรา (และโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้กุมอำนาจรัฐ/รัฐบาล) ที่จะสามารถมี “วุฒิภาวะ” ได้เหมือนๆ หรือใกล้เคียงกับ EU ดังนั้น แม้จะได้รับการทัดทานท้วงติงจากญาติและมิตรสหาย ที่เป็นห่วงเป็นใยในสถานการณ์ของการปลุกระดม “ลัทธิ (เชื้อ) ชาตินิยม” กรณีของปราสาทเขาพระวิหารมาเยือน (เนื่องในโอกาสกัมพูชาเสนอเป็นมรดกโลกต่อยูเนสโกเพียงฝ่ายเดียว) จนกระทั่ง รมต. กระทรวงการต่างประเทศ นพดล ปัทมะ ต้องลาออกจากตำแหน่ง และอดีต รมต.กต.ปองพล อดิเรกสาร ต้องถูกส่งไปประท้วงเรื่องการขึ้นทะเบียนมรดกโลก แต่ก็ไร้ผลนั้น ข้าพเจ้าก็ตัดสินใจว่าต้องไปกรุงพนมเปญ เพราะนี่เป็นประสบการณ์ที่น่าจะหายากที่สุด โอกาสที่ตนเองจะเรียนรู้จักประเทศเพื่อนบ้านในยามไม่ปรกติเช่นนี้ น่าจะมีค่าที่จะทำให้ข้าพเจ้าได้ตระหนักถึงพุทธภาษิตที่ว่า “นตฺถิ ปญฺญาสมา อาภา” หรือ “แสงสว่าง เสมอด้วยปัญญา ไม่มี” ๒ ดังนั้น ในช่วง ๖ เดือนดังกล่าว ข้าพเจ้าก็บินไปบินมาระหว่างกรุงเทพฯ กับกรุงพนมเปญ ซึ่งแต่ละครั้งบินไม่ถึง ๑ ชั่วโมงด้วยซ้ำไป (ใกล้กว่าบินไปเชียงใหม่หรือไปอุบลฯ) ศูนย์ขะแมร์ศึกษาเช่าห้องให้ข้าพเจ้าอยู่ที่โรงแรมสองดาวชื่อ Golden Gate ที่เจ้าของเป็นคนขะแมร์เชื้อสายเวียด (ที่ไม่ชอบคำว่าญวน เพราะในภาษาขะแมร์ คำนี้มีความหมายดูถูกเหยียดหยามทางเชื้อชาติเหมือนๆ กับคำว่า “เจ๊ก” ในภาษาไทย) โรงแรมนี้อยู่ในย่านที่เปรียบเสมือน “ถนนข้าวสาร” ของเรา คือใกล้ๆ กับ “วัดลังกา” เลยไปหน่อยเดียวก็คือ “วิมานเอกราช” หรืออนุสาวรีย์เอกราชกัมพูชา ที่จำลองปราสาทพนมบากองมาตั้งไว้ตระหง่านกลางกรุงพนมเปญ ประกาศ “ลัทธิปราสาทศิลาชาตินิยม” ให้เห็นเป็นรูปธรรม งานสอนของข้าพเจ้า (สอนเป็นภาษาอังกฤษ) ดำเนินไปด้วยดี ในขณะที่ข้าพเจ้าก็ฉวยโอกาสไปเรียนภาษาขอม/เขมร/ขะแมร์ สัปดาห์ละ ๒-๓ ครั้ง ครั้งละ ๑ ชั่วโมง เรียนเสร็จจ่ายเงินให้ “โล้กครู” ๕ ดอลลาร์ทุกครั้ง ภาษาขอม/เขมร/ขะแมร์ snake/snake-fish/fish ของข้าพเจ้า ทำให้ชีวิตในกรุงพนมเปญและที่อื่นๆ ในกัมพูชา (ที่ลูกศิษย์พาไปทัวร์) เช่น อังกอร์บอเรย พนมดา กำปอต (เมืองพริกไทยดี และเมืองของต้นตระกูลเวชชาชีวะที่มีเชื้อสายเวียดจากเวียดนามใต้) ตลอดจนฝั่งขวาของบันทายมาศ (ฮาเตียน) ในเวียดนามใต้ ซึ่งดูจะเป็น Unseen Cambodia นั้น กลายเป็นเรื่องสนุกและประเทืองปัญญา (ทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี) เป็นอย่างยิ่ง แน่นอน ข้าพเจ้าก็มิได้พลาดโอกาสในการข้ามไปจนถึง “เมืองออกแก้ว” (Oc Eo) หรือฟูนัน/ฝูหนานโบราณ ที่เคยอ่านแล้วอ่านอีกจากงานของ ม.จ.สุภัทรดิศ ดิศกุล และนักวิชาการของสำนักฝรั่งเศสแห่งปลายบูรพาทิศ (École française d’ex-trême orient) และท้ายที่สุดข้าพเจ้าก็ได้ไปขึ้นปราสาทเขาพระวิหารทางฝั่งของกัมพูชา หรือ “เขมรต่ำ” สมใจ พร้อมๆ กับการได้แวะเยือนปราสาทสัมโบร์ไพรกุก กับวิทยาลัยกำปงเฌอเตียล ที่เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามที่จะ “สมานฉันท์” ระหว่างไทยสยามกับกัมพูชา ที่ได้รับความสนับสนุนและร่วมกันเปิดโดย “สองสมเด็จฯ” คือ สมเด็จพระเทพ-รัตนฯ และสมเด็จฮุนเซน เมื่อวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘ (๒๐๐๕)  ปราสาทสัมโบร์ไพรกุก  ผล "ทโลก" หรือหมัน ไม้มงคลที่เกี่ยวข้องกับกำเนิดของทั้งอาณาจักรนครวัด นครธม และอาณาจักรอยุธยา ๓ พฤหัสบดี ๒๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๒ (๒๐๐๙) พนมเปญ-กำปงธม-พระวิหาร ๐๘:๐๐ เรา ๕ ชีวิต ประกอบด้วยอาจารย์และศิษย์ชาวไทยสยาม-ขอม/เขมร/ขะแมร์ รวมกับอีก ๑ โชเฟอร์ ออกเดินทางจากพนมเปญด้วยรถจี๊ปปาเจโร ที่ว่าจ้างกันมาวันละ ๑๐๐ ดอลลาร์สหรัฐ (รวมค่าน้ำมัน) จากเมืองหลวงของกัมพูชาถึงเขต (จังหวัด) พระวิหาร (Khet Preah Vihear) ป้ายเหนือถนนบอกว่าระยะทาง ๒๙๔ กม. เราใช้ถนนหมายเลข ๖ มุ่งหน้าขึ้นเหนือสู่เมืองกำปงธมที่อยู่ห่างไป ๑๖๐ กม. ถนนลาดยางสภาพดีพอใช้ โชเฟอร์ของเราเป็นคนสุภาพ เคยมาทำมาหากินในเมืองไทย และพูดได้ทั้งขะแมร์/ไทย/อังกฤษ แต่บางครั้ง ขับอยู่ดีๆ ก็เปิดเทปฟังรายการนายก-รัฐมนตรีฮุนเซนปราศรัยด่า รมต.กต. กษิต ภิรมย์ ของไทยหน้าตาเฉย ทำให้เราต้องขบคิดหนัก แต่ก็ตีความไม่ออกจนถึงทุกวันนี้ ๑๑:๑๕ กลางทางเราแวะพักรถและถ่าย (ถอด) รูปที่พนมซ็อนตุก (Phnom Santuk) หมู่บ้านเล็กๆ ที่เป็นแหล่งแกะรูปสลักหิน ที่ละลานตาไปด้วยพระพุทธรูป เทพเจ้า และพระพิฆเนศ สอบถามได้ความว่าหินทรายสีน้ำเงินนั้นนำมาไกลจากเทือกเขาจังหวัดพระวิหาร ส่วนหินทรายสีแดงมาจากเทือกเขาที่ พนมซ็อนตุกนี่เอง ๑๑:๓๐ ถึงเมืองกำปงธม (Kampong Thom) เมืองนี้แต่เดิมก่อนฝรั่งเศสเข้าครอบครอง เรียกกันว่ากำปงสวาย และเมืองนี้เรสิเดนต์ฝรั่งเศส คือผู้ที่ขึ้นไปรับเสด็จสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ อภิรัฐมนตรีของรัชกาลที่ ๗ เมื่อครั้งเสด็จเยือนปราสาทเขาพระวิหาร เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๒ (การเสด็จครั้งนั้นสรุปได้ว่า สยามประเทศ สมัยรัชกาลที่ ๕ ถึงรัชกาลที่ ๗ ยอมรับว่าปราสาทเขาพระวิหารอยู่ในพรมแดนอินโดจีนของฝรั่งเศส แต่ ประเทศไทย (เปลี่ยนนามประเทศเมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๒) สมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม และจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ รวมทั้งทนายฝ่ายไทย คือ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ไม่ยอมรับเส้นเขตแดนนั้น จนเป็นคดีต้องตัดสินความโดยศาลโลกเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๕) ที่นี่เราแวะรับประทานอาหารกลางวันที่ร้านพรหมบายน จ่ายค่าข้าวสุก ผัดเปรี้ยวหวาน แกงส้ม และปลาทอดเนื้ออ่อนไปทั้งหมด ๑๐ ดอลลาร์ อากาศร้อน (กะเดาๆๆ) จริงๆ ผู้คนคึกคักเพราะมีตลาดสดอยู่ใกล้ๆ หลังอาหารเราแวะไปชมสะพานเก่ารุ่นฝรั่งเศสเหนือแม่น้ำแสน (Sen River) แม่น้ำแสนไหลมาจากพนมดงรัก แถบอีสานใต้ และเลยไปตกลงในตนเลซับ แม่น้ำแสนนี้เคยเป็นเส้นพรมแดนระหว่างสยามสมัยรัชกาลที่ ๕ กับฝรั่งเศสในอินโดจีน ตอนช่วงสนธิสัญญา ค.ศ. ๑๙๐๔ แต่จะเปลี่ยนเส้นพรมแดนไปอีกในสนธิสัญญา ค.ศ. ๑๙๐๗ ที่มีการลงนามสัตยาบันกันระหว่างรัชกาลที่ ๕ กับประธานาธิบดีของฝรั่งเศส ในครั้งที่เสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ ๒ หรือ “ไกลบ้าน” และก็นำมาซึ่งการขีดเส้นพรมแดนในแผนที่ให้ปราสาทเขาพระวิหารอยู่ในเขตอินโดจีนของฝรั่งเศสในปีถัดมา คือ ค.ศ. ๑๙๐๘ หรือ พ.ศ. ๒๔๕๑ หรือเมื่อเกือบจะสิ้นรัชสมัยรัชกาลที่ ๕ ๑๓:๔๕ คณะของเราแวะเยี่ยมชมปราสาทสัมโบร์ไพรกุก (Sambor Prei Kuk) นี่เป็นกลุ่มปราสาทที่สร้างด้วยอิฐเป็นส่วนใหญ่ ๓ กลุ่มด้วยกัน แต่ประกอบเป็นปราสาทเล็กปราสาทน้อยตั้งกว่า ๑๐๐ หลัง และนี่เป็นยุคก่อนเมืองพระนคร (pre-Angkorian) มีอายุราวคริสต์ศตวรรษที่ ๗ หรือพุทธศตวรรษที่ ๑๓ หรือ ๑,๓๐๐ ปีมาแล้ว หรือก่อนสุโขทัย ๕๐๐ ปี และก็เชื่อกันว่า นี่เป็นเมืองเอกของอาณาจักรเจนละที่สืบต่อมาจากฟูนัน เดิมเรียกว่า อีศานปุระ ตั้งแต่สมัยของพระเจ้าอีศานวรมัน และก็เป็นเมืองสำคัญอยู่เรื่อยมาในฐานะศูนย์กลางทางศิลปวิทยาการในสมัยเมืองพระนครหลวง(นครวัด-นครธม) ที่นี่ เราได้เก็บผล “ทโลก” (ต้นหมัน) ขนาดใหญ่ติดมือมาด้วย “ทโลก” หรือต้นหมัน เป็นไม้มงคลของทั้งขอม/เขมรโบราณและของกรุงศรีอยุธยา เราใช้เวลาชมสัมโบร์ไพรกุกกว่า ๓ ชั่วโมง  วิทยาลัยกำปงเฌอเตียล  ป้ายหินอ่อนตรงทางเข้าวิทยาลัย ๑๖:๔๕ เราแวะไปเยี่ยมชมวิทยาลัยกำปงเฌอเตียล (Kampong Chheuteal High School) ตรงทางเข้ามีป้ายหินอ่อนขนาดใหญ่พร้อมด้วยคำจารึกภาษาไทย-กัมพูชา-อังกฤษว่า “สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราช-กุมารี แห่งราชอาณาจักรไทย ทรงก่อตั้งวิทยาลัยกำปงเฌอเตียล และประกอบพิธีเปิดวิทยาลัย ร่วมกับสมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา เมื่อวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘” (๒๐๐๕) หรือเมื่อไม่นานมานี้เอง วิทยาลัยแห่งนี้มีพื้นที่ใหญ่โตกว่า ๑๐๐ ไร่ อาคารชั้นเดียวสองชั้นกว้างขวาง สะอาดงดงามมาก เพื่อนของลูกศิษย์ที่มารับเราพานำชม เมื่อย่างเท้าเข้าไปในห้องประชุมโถงใหญ่โปร่ง นักเรียนชายรัวพิณพาทย์ตระสาธุการ ฟังแล้วขนลุก นึกว่าเขามาเล่นต้อนรับเรา ที่ไหนได้ ถามได้ความว่าเขาซ้อมของเขาเป็นประจำอย่างนี้แหละ วิทยาลัยกำปงเฌอเตียลมีนักเรียนจำนวนกว่า ๑,๓๐๐ คน มีครู ๗๕ คน เปิดสอน ๔ หลักสูตร คือ ปศุสัตว์ เกษตร ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ ได้ความว่ามีอาสาสมัครจากเมืองไทยมาช่วยงานอยู่หลายคน เสียดายว่าวันที่เราแวะไป ดร.ภูมิจิต เรืองเดช จากมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ กลับไปเมืองไทย เลยคลาดกัน เราเดินเวียนชมบริเวณวิทยาลัยด้วยความประทับใจในภูมิทัศน์ แวะเข้าไปที่สหกรณ์ ซื้อหนังสือเรียนภาษาขะแมร์มาหลายเล่ม เหนืออาคารแถบนั้น หลังหนึ่งมีลายพระหัตถ์ของสมเด็จพระเทพฯ ลายพระหัตถ์อักษรขอมไม่งามเท่ากับที่ทรงตัวเขียนภาษาจีน แต่นี่น่าจะเป็นตัวอย่างของความพยายามสมานฉันท์เพื่อนบ้านอุษาคเนย์ (ที่มวลชนและสื่อมวลชนกระแสหลักมักจะถูกกระทำให้ละเลยทั้งโดยตั้งใจและไม่ได้ตั้งใจ) อ่านได้ความว่า “สหปฺรติบตฺติการณ” หรือ “สหปฏิบัติการ” หมายถึง “การทำงานร่วมกัน” ๑๗:๐๕ เราออกเดินทางต่อ ช่วงนี้ถนนหนทางไม่ดีเลย บางแห่งเป็นหลุมเป็นบ่อและเป็นโคลน ยิ่งค่ำก็ยิ่งดูน่ากลัว บางช่วงผ่านป่าที่มืดทึบ นานๆ ทีจะมีรถสวนมาสักคัน ต้องยอมรับว่าอดเสียวสันหลังไม่ได้ ว่าจะมีโจรโผล่ออกมาปล้นตามข้างทาง แต่ศิษย์ขะแมร์ดูจะไม่ประหวั่นพรั่นพรึงเท่าไร เราปอกกล้วยที่ซื้อติดมือมากินกันหิว ศิษย์นายหนึ่งยังคึกคักเข้มแข็ง ตะโกนด่ารถที่สวนทางมาแล้วไม่หรี่ไฟสูงว่า “อาอัปรีย์” หรือไม่ก็ “อาเจี๊ยดจะแก” ๒๑:๐๐ กว่าจะได้กินข้าวเย็นที่ร้านดาราสมบัติ (หมดเงินไป ๒๐ เหรียญสหรัฐ) และเข้าพักที่โรงแรมเฮงเฮง (Heng Heng Hotel)อำเภอเมืองของเขต(จังหวัด)พระวิหาร ห้องละ ๑๖ เหรียญ ก็ดึกพอสมควร คืนนั้นในห้องนอนที่อากาศแอร์เย็นฉ่ำ มีโปสเตอร์อิงก์เจ็ตรูปปราสาทเขาพระวิหารตั้งติดเต็มทั้งผนัง หันไปทางไหนก็หนีไม่พ้น รัฐบาลกัมพูชาของ นรม.ฮุนเซนถือว่า “ปราสาทเขาพระวิหาร” เป็น “วาระแห่งชาติ” มีโปสเตอร์ติดเต็มทั้งประเทศ ออกจากสนามบินพนมเปญก็เจอ หยิบธนบัตรใบละ ๒,๐๐๐ รีลก็เจอ ซื้อแสตมป์ส่งจดหมายก็เจอ และนี่ก็คือ “ปราสาทศิลาชาตินิยม” ของกัมพูชาอีกเช่นกัน  เขาพระวิหารมองจากบริเวณใกล้จะถึงภูมิโกมุย บางมุมเป็นยอดแหลมขึ้นไปในลักษณะของ "เขาพระสุเมรุ" หรือ "ศิขเรศวร" ที่ประทับขององค์อิศวร ศิวะเทพผู้เป็นใหญ่สูงสุดในศาสนาฮินดู พรามหณ์ นี่เป็นจุดที่ดูแล้วเกิดความรู้สึกศรัทธาในความศักดิ์สิทธิ์ขององค์ศิวะเทพ  ถนนลูกรังและโคลนบนเส้นทางใกล้ภูมิโกมุย มีป้ายมรดกโลกและยูเนสโกปักเต็มไปตามทาง และสถานที่ที่กำลังก่อสร้างสำนักงานของ Cambodian National Commission for UNESCO ๔ ศุกร์ ๒๒ พฤษภาคม พระวิหาร/ตะแบงมีชัย-ภูมิโกมุย-ปราสาทเขาพระวิหาร ๐๗:๑๕ ออกจากโรงแรมเฮงเฮง แวะที่ตลาดและกินก๋วยเตี๋ยวไก่เป็นอาหารเช้า ผู้คนหนาตา กินไปดูรายการทีวีไป สักเก้าโมงได้ เราก็ออกเดินทางมุ่งขึ้นเหนือต่อ เบื้องหน้าของเราคือภูเขาลูกใหญ่ “พนมตะแบงมีชัย” ทอดทาบขวางกั้น ก่อนที่จะถึงเทือกพนมดงรักและเขาพระวิหาร ระยะทางช่วงนี้ ๑๑๕ กม. ใช้เวลาเกือบ ๓ ชั่วโมง ทางไม่ดีเลย ก่อนที่จะถึง “ภูมิโกมุย” (ภูมิ = บ้าน ในภาษาไทย) ที่ตั้งอยู่เชิงเขาพระวิหาร (ภูมิโกมุย น่าจะเป็นบ้านวงศาคณาญาติของ “บ้านภูมิซรอล” ทางฝั่งไทย) ถนนเป็นลูกรัง ฝุ่นตลบเป็นสีแดง มีการสร้างสะพาน มีรถกระบะ รถบด รถขุดรถตัก ขวักไขว่ไปหมดตลอดระยะทาง นี่น่าจะเป็นส่วนหนึ่งของ “แผน” โครงสร้างพื้นฐานสู่ “เมืองมรดกโลก ปราสาทเขาพระวิหาร” ๑๑:๑๕ คณะของเราเดินทางผ่านจุดตรวจเขตพระวิหาร แถบนี้เริ่มมีทหารหนาตา เราถูกกระซิบว่าห้ามถ่ายรูป โดยเฉพาะตรงบริเวณที่บอกว่าคือค่ายของทหาร รปภ.ของสมเด็จฮุนเซน ที่ย้ายบรรดาอดีตเขมรแดงจำนวนมากมาประชิดพรมแดนพนมดงรักด้านสยามประเทศไทย กล่าวกันว่านี่คือกองทหารที่ชำนาญภูมิประเทศแถบพนมดงรักมากที่สุด เพราะเคยพำนักอาศัยอยู่กินสู้รบกันในสมัยสงครามกลางเมือง ๑๐ ปี ระหว่าง พ.ศ. ๒๕๒๒-๒๕๓๒ (ค.ศ. ๑๙๗๙-๑๙๘๙) ระหว่างเขมร ๔ ฝ่าย สามฝ่ายแรกเป็นพันธมิตรกัน คือ เขมรแดง-เขมรสีหนุ-เขมรซอนซานน์ ที่ได้รับการรับรองจากสหประชาชาติ และที่ได้รับทั้งเงินทุนกับอาวุธยุทโธ-ปกรณ์จากสหรัฐฯ จากจีน และจากไทย (สมัยรัฐบาลพลเอก เปรม ติณสูลานนท์) มีค่ายผู้ลี้ภัยตลอดชายแดนไทยจากอีสานใต้ ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ ไล่ลงมาถึงสระแก้ว จันทบุรี และตราด กล่าวกันว่า “กับระเบิด” มหากาฬที่เห็นภาพความสยดสยองได้ชัดอย่างในหนังเรื่อง The Killing Fields นั้น ส่วนใหญ่เป็นผลิตภัณฑ์ made in China ส่วนเขมรฝ่ายที่ ๔ ก็คือ เขมรเฮงสัมริน-ฮุนเซน ที่เป็นอดีต “เขมรแดง” แต่แตกกลุ่มออกไป และได้ความสนับสนุนให้เข้ามายึดกรุงพนมเปญเมื่อวันคริสต์มาสปี ค.ศ. ๑๙๗๘ (๒๕๒๑) เขมรฝ่ายนี้แหละที่ได้รับชัยชนะในบั้นปลาย รัฐบาลชาติชาย ชุณหะวัณ ต้องปรับนโยบายจากสมัยพลเอกเปรม “เปลี่ยนสนามรบให้เป็นตลาดการค้า” รับรองรัฐบาลฮุนเซน และร่วมกับสหประชาชาติในการจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปในปี ค.ศ. ๑๙๙๓ (๒๕๓๖) เรารับประทานอาหารกลางวันที่ร้านอาหารชาวบ้าน (ที่ดูจะไม่กังวล หรือไม่ก็ชาชินกับเหตุการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่มีการปะทะกันของทหารทั้งสองฝ่าย และอาจปะทุเป็นการสู้รบหรือสงครามได้ไม่ยากนัก) “ภูมิโกมุย” คำคำนี้แปลว่า “โคปุระที่ ๑” คือเป็นจุดที่เห็นปรางค์ปราสาทประธานที่อยู่เกือบถึงปลายสุดของหน้าผาเป้ยตาดี เมื่อมองจากด้านกัมพูชา นี่คือปราสาทหลังที่ ๑ หาใช่หลังที่ ๔ อย่างที่มองจากสยามประเทศไทยไม่ ณ จุดนี้คือทางขึ้นปราสาทเขาพระวิหารด้านเขมรต่ำ ๑๓:๐๐ หลังอาหาร เราพบว่าโชเฟอร์ของเรา เจ้าของปาเจโร ไม่อยากจะเอารถของเขาขึ้นไป กลัวเครื่องพังเพราะทางลาดชันมาก ฝนตกหยิมๆ ถนนลื่น แต่ลูกศิษย์ลูกหาขะแมร์ผู้รอบคอบก็เจรจาจนได้โตโยต้ากระบะโฟร์วีล ราคา ๒๐ เหรียญ (ที่โชเฟอร์จะต้องจ่ายให้เรา) ศิษย์ขอมขะแมร์/ไทยสยามโดดขึ้นท้ายกระบะอย่างลิงโลด ตื่นเต้นกับถนนซีเมนต์อย่างดียาว ๓ กม. กว่าๆ ที่ไต่ลดเลี้ยวเคี้ยวคดขึ้นไปยังปราสาทเขาพระวิหาร ใช้เวลาเพียง ๑๕ นาที ตรงทางขึ้นมีป้าย “มรดกโลกของยูเนสโก” ติดไว้หรา (เราถูกบอกว่านี่ได้งบมาจาก UNESCO) ตลอดระยะทางฝนโปรยปราย แต่ก็มีทหารแต่งตัวตามสบายโบกรถขอโดยสารขึ้นลงตลอดทาง บ้างถือผักผลไม้ หรือไม่ก็ไก่เป็นๆ มาด้วย ตลอดเส้นทาง (ซึ่งในทัศนะของไทยก็คือ “พื้นที่ทับซ้อน ๔.๖ ตร.กม.”) เต็มไปด้วยเต็นท์ทหารเป็นระยะๆ หนาหูหนาตา จนกระทั่งถึง “วัดแก้วศิขรคีรีศวร” (ที่ดูหน้าตาน่าจะเป็นเพียงสำนักสงฆ์เท่านั้น) และไปสุดที่ “พลับพลาจัตุรมุข” หรือ “โคปุระที่ ๔” (แต่เป็นโคปุระที่ ๑ ถ้ามองจากกรอบทัศนะของคนไทย) บรรยากาศดูจะไม่ตึงเครียดหรือมีสถานการณ์สู้รบอย่างที่เคยคิดเมื่ออยู่ กทม. หรืออยู่พนมเปญ เมื่อขึ้นไปถึงปราสาทเขาพระวิหาร ตรงบริเวณพลับพลาจัตุรมุขหรือโคปุระที่ ๔ (หรือ ๑) นั้น เป็นลานหินธรรมชาติขนาดใหญ่ จอดรถได้สบายๆ ตรงนั้นกัมพูชาสร้างเสาธงใหม่ ๓ เสา สูงลิบลิ่ว ชักธง ๓ ธง ธงหนึ่งเป็นธงชาติกัมพูชา อีก ๒ ธงเป็นสีฟ้า น่าจะเป็นธงยูเนสโกและธงสหประชาชาติ สูงเด่นตระหง่าน ให้ความรู้สึกว่ากัมพูชาเล่น “เกม” ปราสาทศิลาชาตินิยมพร้อมๆ กันไปกับ “สากลนิยม” ที่น่าแปลกใจก็คือ ทันทีที่เราลงจากรถ ศิษย์ขะแมร์คนหนึ่งหิ้วกล้วยมาด้วย ๑ หวี ณ บริเวณลานหินนั้นเต็มไปด้วยเหล่าทหารชาวขอม/ขะแมร์ ผิวพรรณดำคล้ำ รูปทรงชะลูดเกร็งแบบชาวชนบทและทหารเกณฑ์ทั่วไป ต่างก็กรูกันเข้ามา สร้างความตื่นตระหนกให้แก่เราชาวกรุงเทพฯ และกรุงพนมเปญ ที่หน้าตาท่าทางขาวอวบน้ำหนักเกิน ที่ดูจะเป็น จปม. จปล. และ จปข. ไม่น้อย ไต่ถามได้ความว่า ทหารขอมเขมรเหล่านั้นอยากเป็นไกด์นำเที่ยว แน่นอนเรารีบตอบรับบริการ ให้พาทัวร์แบบชนิดเกือบจะช่วยอุ้มประคองเราขึ้นลงตรงไปยังปราสาทประธาน ไปที่วิวงามเป้ยตาดี ชี้ชวนให้เราดูว่าข้างล่างด้านขวาคือ “ภูมิโกมุย” ที่มีถนนตรงไปยังอัลลองเว็ง (ที่เคยเป็นฐานที่มั่นของพอลพต) ติดกับด่านช่องสะงำ ที่ตอนนี้มีถนนอย่างดีลาดยางหมายเลข ๖๗ ระยะทาง ๑๕๐ กม. จากพรมแดนศรีสะเกษไปจนถึงนครวัดนครธมได้ภายในครึ่งวัน ส่วนทางด้านซ้ายคืออำเภอจอมกระสาน บ้านเมืองเก่าแก่ (สมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ ที่ไทยเข้ามายึดครองดินแดนแถบนี้อยู่ ๕ ปีนั้น บริเวณนี้ถูกนำไปขึ้นอยู่กับการปกครองของจังหวัดนครจำปาสักที่ก็ถูกยึดมาพร้อมๆ กับ “ปราสาทวัดพู”) คำบอกเล่าและการนำชมโดยไกด์ทหารขะแมร์ ช่างให้ความรู้สึกของ Militarism กับ Tourism เป็นอย่างดี ที่น่าสนใจคือทหารระดับล่างเหล่านี้ ไม่ยักถูกผู้บังคับบัญชาเข้ามาเข้มงวดห้ามปรามที่เล่นบทเป็นไกด์สมัครเล่น แถมยังอาจสามารถพาเราไปดูฐานที่ตั้งปืนยิงจรวดที่ส่องตรงลงไปยังผามออีแดงด้านฝั่งไทยด้วยซ้ำไป และนี่ก็ทำให้เราเข้าใจว่า ในแง่ของภูมิประเทศนั้น ตัวภูเขาพระวิหารเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญเอามากๆ มองไปเห็นได้รอบทั่ว วันไหนฟ้าใสก็สามารถมองไปได้ไกลถึงพนมกุเลน แหล่งตัดหินใกล้เมืองเสียมเรียบหรือนครวัดนครธมนั่นเอง ไกด์ทหารขอมเขมรพาเราเดินลงมาที่บันไดนาค (หัวลิง) ตรงนั้นมีรอยกระสุน ๒ รอยเป็นรูเล็กๆ ที่ทางฝ่ายเขมรกล่าวหาว่ายิงมาจากทางไทย เราถูกพาลงไปจนสุดขั้นบันไดทางขึ้น ที่ทางด้านขวามือ (หรือซ้ายถ้าเข้ามาจากฝั่งไทย) เคยเป็นร้านค้าของที่ระลึกหลายสิบร้าน ที่ถูกเผาราบเรียบไปเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา (๒๕๕๒) ฝ่ายกัมพูชากล่าวหาว่าฝ่ายทหารไทยเผา เรียกค่าเสียหาย ๗๐ กว่าล้านบาท ฝ่ายทหารไทยปฏิเสธ เรื่องนี้เป็นข่าวใหญ่มากในพนมเปญ (แต่เกือบไม่เป็นข่าวในสื่อกระแสหลักของเมืองไทย) มีการรณรงค์บริจาคเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยทั้งในและนอกประเทศกัมพูชา (และขึ้นไว้เป็นเว็บไซต์ด้วย) ข่าวล่าสุดคือสมเด็จฮุนเซนให้ที่ดินและเงินสนับสนุนให้พ่อค้าแม่ขายเหล่านี้ตั้งร้านและรกรากได้ใหม่ในแถบเขาพระวิหาร ทำนองเดียวกับการให้ที่ดินตั้งนิคมสร้างตนเองบนเส้นทางสู่เขาพระวิหารที่กล่าวมาแล้วข้างต้น เราถูกพาไปจนสุดบริเวณที่เรียกว่า “เขตแดน” ระหว่างกัมพูชาและไทย ตรงนั้นคือประตูเหล็กกั้นที่เคยเปิดให้เดินลงมาจากทางฝั่งไทยจากด้านวิหารพระ หรือมออีแดง แต่ตรงนั้นตอนนี้มีแต่ลวดหนามเป็นวงๆ สุมกั้นไว้เป็นกองท่วมหัว บริเวณตรงนี้แหละที่เคยเป็นทางเข้าออกของนักท่องเที่ยวจากเมืองไทยที่มีประมาณปีละกว่า ๖ หมื่นคน (สถิติล่าสุดของปี ๒๕๕๐ ก่อนการปลุกระดมลัทธิชาตินิยมจนต้องปิดพรมแดนกัน) ที่นี่เงินทองจากการท่องเที่ยวมากมหาศาล คิดเพียงแค่ค่าผ่านเข้าชม ทางไทยเก็บ ๒๐ บาท ทางกัมพูชาเก็บอีก ๕๐ บาท รวมเป็น ๗๐ บาท ก็ตกปีละกว่า ๔ ล้านบาทแล้ว นี่ยังไม่นับรวมชาวต่างประเทศ (ถูกเก็บ ๒๐๐ บาท) และไม่นับรวมเงินที่จะต้องซื้อหาของกินของฝากที่ระลึกอีก และดังนั้น “ลัทธิชาตินิยม” หรือ Nationalism ก็กลายเป็นศัตรูของ “ลัทธิการท่องเที่ยว” หรือ Tourism สร้างความพินาศฉิบหายให้แก่ชาวบ้านคนตัวเล็กตัวน้อยทั้งสองฝั่งฟากของเขตแดนในจังหวัดศรีสะเกษและเขต (จังหวัด) พระวิหาร (อันเป็นผลพวงที่ผู้มีอำนาจในกรุงทั้ง กทม. และพนมเปญ ในส่วนกลางเป็นผู้กำหนด) เราแวะเข้าไปไหว้พระตรงปราสาทประธาน ศิษย์คนที่ถือกล้วยมา ๑ หวีนำเข้าไปวางแล้วกราบ ตรงนั้นใครที่คุ้นเคยกับปราสาทเขาพระวิหารคงจะทราบว่าปรางค์ประธานนั้นล้มระเนระนาดมานานแล้ว เหลือแต่อาคารหน้ามุขที่มี “ศิวนาฏราช” ทรงร่ายรำเพื่อทำลายล้างเมื่อถึง “กาลียุค” รูปสลักนั้นยังอยู่ในสภาพดีทีเดียว ทหารที่ยืนยามดูแลอยู่บอกว่า พวกเสียม/สยาม/ไทยขึ้นมาทำลาย ฟังแล้วน่าตกใจ นี่น่าจะเป็นเวอร์ชันใหม่ของการอธิบาย ที่แต่ก่อนเรามักจะได้ยินคำเล่าทำนองนี้ว่า ที่ใดที่มีรอยกระสุนพรุนไปหมด ที่โน่นที่นี่ ที่องค์อัปสร หรือองค์ทวารบาล อย่างที่ปราสาทพนมบาแค็ง หรือสัมโบร์ไพรกุก ก็เป็นฝีมือของ “ญวน” (เวียด) ทั้งสิ้น แต่ ณ บัดนี้ในมุขปาฐะ “ศัตรู” เปลี่ยนเชื้อชาติและสัญชาติไปเรียบร้อยแล้ว คณะของเราใช้เวลาอยู่ทัวร์เกือบ ๓ ชั่วโมง เดินชมไปจนทั่วปราสาทเขาพระวิหารยังคงเหมือนเดิม แม้ไม่คึกคักยั้วเยี้ยไปด้วยนักท่องเที่ยวชาวเสียม/ไทย แต่ก็เต็มไปด้วยทหารเขมรถืออาวุธเดินไปเดินมา บ้างนั่งยองๆ ดูเรานักท่องเที่ยวผ่านไปอย่างสนอกสนใจ แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปมากก็เห็นจะเป็นป้ายขนาดเขื่องหลายป้ายที่ตั้งเรียงรายตลอดแนว นี่คือป้ายของมรดกโลกและยูเนสโก แหล่งสนับสนุน “สากลนิยม” ของ นรม.ฮุนเซนนั่นเอง และที่เห็นเด่นชัดสุดในแง่ของความเปลี่ยนแปลง ก็คือบันไดไม้ขนาดเขื่อง สร้างทับทางขึ้นโคปุระหลายแห่ง ทำให้เดินขึ้นลงสะดวกสบายมาก(แต่หมดรสชาติของการปีนป่าย) เข้าใจว่านี่เป็นบันไดที่ทำขึ้นเพื่อรับการมาเยือนของมาดามบุนรานี ศรีภริยาของ นรม.ฮุนเซน ที่พาคณะพรรคจำนวนเป็นร้อยขึ้นมาทำพิธีบวงสรวงภายหลังที่พรรคของสามีเธอชนะการเลือกตั้งอย่างขาดลอย เมื่อ ๒๗ กรกฎาคม ค.ศ. ๒๐๐๘ (๒๕๕๑) หรือ ๒๐ วันภายหลังที่ปราสาทเขาพระวิหารได้ขึ้นเป็นมรดกโลก เพื่อเป็นการตอบแทนน้ำใจของไกด์ทหารทั้งหลายเหล่านั้นเกือบ ๑๐ นาย เราสมนาคุณด้วยการซื้อบุหรี่แจกไป ๑ แถว คิดเป็นเงิน ๖.๕๐ เหรียญ และก่อนกลับ จะลืมเสียมิได้เลยก็คือ การถ่ายรูปรวมทั้งทหารขะแมร์และคณะผู้สำรวจ พร้อมทั้งให้ทิปไปอีก ๑๐ เหรียญ สร้างความชื่นใจให้แก่ทั้งผู้ให้และผู้รับ ๑๖:๐๐ เรานั่งโฟร์วีลลงจากปราสาทเขาพระวิหาร แวะถ่ายรูปวัดแก้วศิขรคีรีศวรหน่อยหนึ่ง ที่ภูมิโกมุย เราเปลี่ยนขึ้นรถปาเจโรคันเก่า แล้วตีกลับไปพักที่โรงแรมเฮงเฮง อำเภอเมืองพระวิหาร หรือตะแบงมีชัย คืนนั้น ต้องนอนดูอิงก์เจ็ตรูปปราสาทเขาพระวิหารขนาดมโหฬารนั้นอีก ๑ คืนเต็มๆ ๕ เสาร์ ๒๓ พฤษภาคม เขตพระวิหาร -กำปงธม-กำปงจาม-พนมเปญ ๐๗:๑๕ ออกเดินทางจากโรงแรมเฮงเฮง รายการเดินทางกลับวันนี้สบายๆ และโล่งอกโล่งใจ เราจอดรถซื้อผลไม้และของกินที่ชาวบ้านนำมาตั้งขายอยู่ข้างทาง ตอนนี้เห็นจะเป็นฤดูของ “โป้ด” หรือข้าวโพด ศิษย์ชาวขะแมร์ของเราดูจะให้ความสนใจมากเป็นพิเศษ เห็นซื้อไปเป็นกระสอบๆ เลย เราพยายามแวะเข้าไปชม “ปราสาทพระขรรค์” ที่กำปงสวาย แต่ถนนลูกรังเฉอะแฉะจนน่ากลัวว่ารถจะติดหล่ม ต้องเลิกล้มความตั้งใจ ปราสาทหลังนี้ชาวบ้านเรียกเป็นชื่อเดียวกับปราสาทที่เสียมเรียบ แต่เป็นคนละหลัง ๐๙:๒๕ ระหว่างการเดินทางนั้น รถปาเจโรพาหนะของเราเกิดยางแตก เข้าใจว่าเพราะใช้งานหนักติดต่อกันยาวนาน โชเฟอร์เปลี่ยนยางได้ในเวลาอันรวดเร็ว ในขณะที่เราลงไปคุยกับเด็กชาวบ้านที่ดูจะหวาดกลัวคนแปลกหน้า ที่นั่น ศิษย์ขะแมร์คนที่เป็นลูกชาวนามาก่อน สาธยายให้ฟังถึงการเลี้ยงวัวของเขา เขาบอกว่าวัวเป็นสัตว์ที่กลัวผีมาก โดยเฉพาะตอนค่ำๆ จะตื่นตกใจได้ง่าย ๑๑:๔๕ ตอนนี้พวกเราผ่านไปในเขตที่ไม่มีบ้านเรือนผู้คนอยู่อาศัย ทุกคนเริ่มหิว เราจอดรถข้างทางและในที่สุดก็ได้โป้ด (ข้าวโพด) และเจก (กล้วย) ช่วยบรรเทาทุกข์พวกเราเอาไว้ ๑๓.๓๐ เราแวะกินอาหารกลางวันที่ร้านพรหมบายน ร้านเดิมที่เมืองกำปงธม แล้วตีรถออกเส้นทิศตะวันออก มุ่งไปสู่เมืองกำปงจาม(Kampong Cham) ริมฝั่งแม่น้ำโขง เมืองนี้ในสมัยอาณานิคมฝรั่งเศสถือเป็นเมืองสำคัญ มีเรือโดยสารขนาดใหญ่ขึ้นลงจากไซ่ง่อนและพนมเปญ ไปจนถึงชายแดนลาว ใกล้กับน้ำตกคอนพะเพ็ง ที่จะต้องเปลี่ยนเรืออีกครั้งเพื่อที่จะขึ้นไปปากเซ ไปนครพนม และไปจนถึงเวียงจันทน์ เมื่อครั้ง “นิราศนครวัด” สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงฯ ก็เสด็จมาเมืองนี้ ๑๗.๐๐ เราถึงเมืองกำปงจาม ที่นั่นมีสะพานข้ามแม่น้ำโขงขนาดใหญ่ยาวที่ญี่ปุ่นมาช่วยสร้าง นี่เป็นเขตบ้านเกิดของ นรม.ฮุนเซน และนี่เป็นเมืองใหญ่ประชากรหนาแน่น มี ส.ส. จำนวนมากสุด คือ ๑๘ ที่นั่ง และเป็นฐานเสียงของพรรครัฐบาล (CPP-Cambodian People’s Party) น่าแปลกใจที่ว่ามองไปรอบๆ เมืองไม่เห็นมัสยิดเลย ทั้งๆ ที่เป็นเมืองของมุสลิมจาม (จากอาณาจักรโบราณในเวียดนามกลาง) ถามได้ความว่ามุสลิมจามตั้งบ้านเรือนอยู่นอกเมืองเสียมากกว่า ๑๗.๑๕ เราแวะไปจุดสุดท้ายของการเดินทาง คือ “ปราสาทวัดนคร”(Wat Nokor Temple) นี่เป็น Unseen Cambodia และเป็นวัดที่เรามักจะเห็นจากภาพถ่ายในหนังสือ ที่ว่าตรงทางเข้าด้านหลังมีตาลโตนดสูงสง่าเด่นเป็นสองแถว ให้ภาพของวัดอย่างงดงาม วัดนี้เป็นปราสาทมหายานของพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ที่ถูกดัดแปลงเป็นพุทธหินยาน แม้กระทั่งปรางค์องค์กลางก็ถูกเปลี่ยนเป็นเจดีย์ทรงลังกาครอบทับไว้ ลมยางรถปาเจโรของเราเริ่มมีปัญหา ต้องแวะจอดที่กำปงเสียม (Kampong Siem) เพื่อเติมลม แต่น่าแปลกใจ เพราะที่นี่ชื่อว่า “กำปงเสียม” ก็จริง ถามไถ่กลับได้ความว่าไม่มีพวกเสียม/สยาม/ไทยอาศัยอยู่เลยสักคน ๒๑:๐๐ กลับถึงพนมเปญโดยสวัสดิภาพ เหนื่อยแต่ก็อิ่มใจ ๖ กล่าวโดยย่อ มี “ทางขึ้น” ปราสาทเขาพระวิหารทางด้านฝั่งกัมพูชา แม้จะไม่สะดวกง่ายดายอย่างทางฝั่งไทย แต่สิ่งที่เราเห็นก็คือ ในระยะเวลาอีกไม่นานนี้ เส้นทางจากพนมเปญเกือบ ๓๐๐ กม. ถึงปราสาทเขาพระวิหาร ก็คงได้รับการพัฒนาเป็นอย่างดี ปราสาทเขาพระวิหารน่าจะกลายเป็น “สามเหลี่ยมการท่องเที่ยว” ของกัมพูชา คือระหว่างพนมเปญไปนครวัดนครธม แล้วก็ไปปราสาทเขาพระวิหาร เส้นทางนี้จะผ่านปราสาทที่เป็น Unseen Cambodia อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเกาะแกร์ บึงมาลา สัมโบร์ไพรกุก เรื่องนี้ดูจะตรงกันข้ามกับความรับรู้ในสังคมไทยของเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับของชนชั้นผู้นำหรือผู้กุมอำนาจรัฐหรือรัฐบาล ที่เชื่อนักเชื่อหนาว่า “ทางขึ้นอยู่ฝั่งไทยเท่านั้น” อันเป็นผลที่ทำให้คนไทยหรือสังคมไทยหลงเชื่อในมายาคตินี้ ในหนังสือของ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ซึ่งเป็นอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตนายกรัฐมนตรีหลายสมัย ที่เขียนและตีพิมพ์เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๕ เรื่อง คดีเขาพระวิหาร หนา ๒๑๖ หน้า ราคา ๑๐ บาท รายได้สมทบทุนคดีเขาพระวิหาร (และมีจำหน่ายกันทั่วไปใน มธ.ท่าพระจันทร์ โดยเฉพาะให้กับนักศึกษาคณะนิติศาสตร์ที่ ม.ร.ว.เสนีย์เป็นอาจารย์บรรยาย) นั้น ท่านทนายฝ่ายไทย ม.ร.ว.เสนีย์เขียนไว้ในคำนำด้วยความมั่นใจว่าไทยต้องชนะคดี ลงวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ คือประมาณ ๔ เดือนก่อนคำพิพากษาของศาลโลก ดังนี้ “สมัยที่ฝรั่งเศสเข้ามาล่าเมืองขึ้นในตะวันออกไกล และไทยต้องเสียเขมรให้แก่ฝรั่งเศส ว่ากันเฉพาะที่ภูเขาดงรักตรงเขาพระวิหารนี้ ไทยก็เสียไปแต่เพียงดินแดนที่เขมรต่ำเท่านั้น ไม่ได้เสียดินแดนเขาพระวิหารบนไทยสูงอันเป็นที่ตั้งของตัวปราสาทไปด้วย ทั้งนี้เพราะสนธิสัญญาปี ค.ศ. ๑๙๐๔ ที่ไทยทำกับฝรั่งเศส กำหนดให้แบ่งพรมแดนที่ภูเขาดงรักตามเส้นสันปันน้ำ เมื่อปราสาทเขาพระวิหารตั้งอยู่ภายในเส้นสันปันน้ำทางฝ่ายไทย ปราสาทจึงยังเป็นของไทยอยู่ดังเดิม นี่เป็นประเด็นแพ้ชนะในคดี” โปรดสังเกตว่า ม.ร.ว.เสนีย์อ้าง “สันปันน้ำ” ซึ่งหมายถึงทางขึ้นอยู่ทางฝั่งไทย และการอ้างเพียงสนธิสัญญา ค.ศ. ๑๙๐๔ แต่มิได้กล่าวถึงสนธิสัญญา ค.ศ. ๑๙๐๗ ที่รัชกาลที่ ๕ เสด็จฯ ไปให้สัตยาบันกับประธานาธิบดีฝรั่งเศสที่กรุงปารีส และทำให้มีการปักปันเขตแดนทำแผนที่ในปี ค.ศ. ๑๙๐๘ ถัดมา น่าสนใจที่ในคำอภิปรายไม่ไว้วางใจต่อรัฐมนตรีในคณะของ นรม.สมัคร สุนทรเวช เมื่อ ๒๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๐ หรืออีก ๔๕ ปีต่อมาของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ก่อนที่จะได้เป็น นรม. ก็สะท้อนความเชื่อเดิมเช่นนี้ที่ยังฝังแน่นอยู่ ดังคำอภิปรายบางตอน “ปัญหาที่เกิดขึ้น คือ ประเทศไทยมีสนธิสัญญา ยึดถือว่าเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา เราใช้สิ่งที่เรียกว่า สันปันน้ำ...แต่กัมพูชาไปอ้างแผนที่ ... ทางเข้าที่ง่ายที่สุดและน่าจะเป็นทางเข้าที่ใช้ปราสาทนี้คือทางทิศเหนือครับ ที่เรียกบันไดนาค เพราะถ้าท่านจะไปขึ้นทางอื่น ท่านก็ต้องปีนหน้าผาขึ้นไปนะครับ และหน้าผานี้ก็ไม่ใช่เตี้ยๆ นะครับ สมัยนั้นเขาเปรียบเทียบให้ฝรั่งเห็น เขาบอกว่าหน้าผานั้นสูงกว่าตึกเอ็มไพร์สเตต... ข้อต่อสู้หลักของเราก็คือ เราไม่ยอมรับแผนที่ครับ” ในกัมพูชา ปราสาทเขาพระวิหารดูจะเป็นส่วนหนึ่งที่แนบแน่นระหว่าง “ลัทธิชาตินิยม” กับ “ลัทธิการท่องเที่ยว”(Nationalism and Tourism) ในขณะที่ในแง่ของการเมือง รัฐบาลกัมพูชาอาศัย “ปราสาทศิลา” ในการปลุกระดมจิตสำนึกของความเป็นชาติ “กัมพูชา” ในความเป็นเชื้อชาติ “ขะแมร์” ในแง่ของเศรษฐกิจและการต่างประเทศ รัฐบาลก็ผนวก “ลัทธิการท่องเที่ยว” หาเงินหาทอง และหาความสนับสนุนจาก “สากลนิยม” หรือยูเนสโก ไปในเวลาเดียวกัน ดังจะเห็นได้กับการออกข่าวเตรียมแผนว่าจะเสนอ “ปราสาท” อีกหลายหลัง เช่นสัมโบร์ไพรกุก หรือเกาะแกร์/บึงมาลา เป็นมรดกโลก ในขณะเดียวกันก็ทุ่มงบประมาณของกระทรวงกลาโหมลงไปกับการทุ่มงบประมาณพัฒนาเขต (จังหวัด) พระวิหารและตัวปราสาทเขาพระวิหาร กล่าวโดยย่อ กัมพูชาได้เปรียบทั้งในด้านการเมือง (ภายในและต่างประเทศ) ทั้งในด้านเศรษฐกิจ(การท่องเที่ยว) ทั้งในด้านสังคมและวัฒนธรรม (สร้างความสามัคคีในชาติด้วย “กรณีปราสาทเขาพระวิหาร”) ที่ดูจะเป็นปึกแผ่นมากที่สุดนับตั้งแต่ความแตกแยกและสงครามกลางเมืองเป็นเวลายาวนานถึงกว่า ๒๐ ปี ระหว่างทศวรรษ ๑๙๗๐ ถึง ๑๙๙๐ ก่อนที่ นรม.ฮุนเซนจะผงาดขึ้นมามีอำนาจนำสูงสุด (นรม. ฮุนเซนน่าจะเป็นผู้นำที่อยู่ยืนยาวมากที่สุดคนหนึ่งในโลก และทั้งได้ผ่านและได้พบนายกรัฐมนตรีของไทยมาสัก ๑๐ นายได้กระมัง ตั้งแต่ ชาติชาย ชุณหะวัณ จนถึง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และก็น่าเชื่อว่า รมต.กต.ฮอร์นัมฮงของกัมพูชา ก็ได้ผ่าน รมต.กระทรวงการต่างประเทศของไทยมากว่า ๑๐ นายเช่นกัน จนกระทั่งถึง กษิต ภิรมย์ “เขาคงจะรู้เรา มากกว่าเรารู้เขา” เป็นแม่นมั่น) ในทางตรงกันข้าม “กรณีปราสาทเขาพระวิหาร” ที่กลับมาเยือนในปี พ.ศ. ๒๕๕๑ ในการเมืองไทยกลายเป็น “ศึกระหว่างเสื้อเหลืองกับเสื้อแดง” และในช่วงของการล้ม “ระบอบทักษิณ” กับ “นอมินี” อย่าง “สมัคร-สมชาย-นพดล” นั้น กลับกลายเป็นผลลบต่อทั้งการเมือง-เศรษฐกิจ-สังคมและวัฒนธรรมของไทยอย่างชนิดที่ไม่เคยมีมาก่อนในบ้านนี้เมืองนี้ เราเห็นได้ชัดว่าในแง่ของการเมืองภายในก็เกิดความแตกแยก แตกเป็นก๊กเป็นเหล่าเสียมากกว่าหลังการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ ๒ พ.ศ. ๒๓๑๐ ด้วยซ้ำไป ในแง่ของการเมืองระหว่างประเทศ ไทยเราดูจะเสียเครดิต กลายเป็นเสมือนไม่ยอมรับมติของศาลโลก ๙ ต่อ ๓ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๕ หรือบิดพลิ้วไม่ยอมรับมติของคณะกรรมการมรดกโลกสากล ๒๑ ประเทศ ที่ประชุมที่เมืองควิเบก ประเทศแคนาดา ที่มีความเห็นเอกฉันท์ให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก เมื่อ ๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ทำให้การต่างประเทศหรือการทูตของสยามประเทศไทยที่มีเกียรติประวัติอันดีงาม เป็นชาติเดียวในอุษาคเนย์ที่รักษาเอกราชมาได้ในยุคล่าอาณานิคม ต้องกลายเป็นประเทศที่จะต้องถูกมองว่า “เกรดต่ำ” ขาดสิ่งที่เรียกว่า finess หรือความเป็น “ผู้ดี” อย่างในกรณีของ รมต.กต. อย่างน่าใจหาย น่าประหลาดใจอีกเช่นกันว่า ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกของยูเนสโกครั้งล่าในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๒ ที่ประเทศสเปนนั้น รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็นำเรื่องนี้กลับขึ้นมาอีกจนได้ ทำการส่งนายสุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน ส.ส. ขอนแก่น รมต.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ไปท้วงติงเรื่องการขึ้นทะเบียนมรดกโลกให้กัมพูชาแต่ฝ่ายเดียว แทนที่จะส่งนายกษิต ภิรมย์ รมต.กระทรวงการต่างประเทศ ตามธรรมเนียมปฏิบัติ สิ่งที่น่าสนใจและประหลาดใจก็คือ ข่าวที่ขัดแย้งกันเป็นขาวเป็นดำโดยสิ้นเชิง ในขณะที่ รมต.สุวิทย์กลับมาแถลงข่าวว่าประสบความสำเร็จที่ทำให้ กก.มรดกโลกเลื่อนการขึ้นทะเบียนไปอีก ๑ ปีนั้น ทางฝ่ายกัมพูชาก็แถลงว่าไม่มีการเลื่อนแต่อย่างใด แถม รมต. ของไทยก็มิได้รับเกียรติให้เข้าชี้แจงต่อที่ประชุม ในขณะที่นายปองพล อดิเรกสาร อดีตประธานคณะกรรมการมรดกโลกฝ่ายไทยที่ถูกตั้งโดย นรม. สมัคร สุนทรเวช และถูกปลดออกโดยรัฐบาลอภิสิทธิ์ ก็แถลงโต้นายสุวิทย์ว่าไม่มีหลักฐานของการเลื่อนการขึ้นทะเบียนแต่อย่างใด หากจะคลิกดูจากเว็บไซต์ของยูเนสโก http://whc.unesco.org/en/statesparties/kh ก็ปรากฏว่ามี Properties inscribed on the World Heritage List คือ http://whc.unesco.org/en/list/668 (๑๙๙๒) และ http://whc.unesco.org/en/list/1224 (๒๐๐๘) เรื่องนี้มีความหมายลึกซึ้งและละเอียดอ่อนมาก เพราะการไปยื่นเรื่องท้วงติงต่อยูเนสโก ณ ที่ประชุมในประเทศสเปนอีกครั้งนั้น ทำให้เรื่องของไทยและกัมพูชา แทนที่จะเป็น “ทวิภาคี” คือระหว่าง ๒ ประเทศ อันเป็นนโยบายของรัฐบาลไทยมาตลอด กลับกลายเป็น “พหุภาคี” คืออีกตั้ง ๒๑ ประเทศเข้ามาเกี่ยวข้อง และเมื่อบวกไทยกับกัมพูชาก็กลายเป็น ๒๓ ประเทศ และข้อสำคัญคือข้อมูลที่แถลงโดยนายสุวิทย์นั้นจริงหรือเท็จ หรือขึ้นอยู่กับการตีความเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองเฉพาะหน้า ที่สำคัญคือ ในแง่ของการทูตและการระหว่างประเทศ ไทยเรามิถูกมองว่าเป็นประเทศใหญ่ มีประชากรตั้งกว่า ๖๐ ล้านคน มีเศรษฐกิจและฐานะความเป็นอยู่ดีกว่า กำลังรังแกประเทศเล็กที่มีประชากรเพียง ๑๔ ล้านคน ทั้งยังยากจนและมาตรฐานการครองชีพต่ำ เรานำความแค้นที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นมาให้มีต่อฝรั่งเศส (ซึ่งตอนนี้ก็มิได้สนใจเรื่องปราสาทเขาพระวิหารหรือพรมแดนอีกต่อไปแล้ว) นำมาใช้กับประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา ครับ การทูตของเราตกต่ำจริงๆ ในแง่ของเศรษฐกิจดูเหมือนว่ามีกัมพูชาเพียงประเทศเดียวที่ไทยได้ดุลการค้า รอบๆ บ้านเราเสียดุลการค้ากับพม่า กับลาว และกับมาเลเซีย แต่ความได้เปรียบการค้าขายทั้งระดับชาติและระดับชายแดนกำลังหลุดลอยไป และเวียดนามเองก็รุกเข้ามาอย่างหนักหน่วง เพียงแค่บนโต๊ะอาหารในกัมพูชา เราก็จะเห็นขวดซอสขวดน้ำจิ้มเป็นผลิตภัณฑ์จากไทยและเวียดนามเผชิญหน้ากันอยู่ และโอกาสที่ผลิตภัณฑ์ไทยจะถูกเบียดตกโต๊ะไปนั้นก็มีสูง มิจำเป็นจะต้องกล่าวว่า ธนาคารไทยพาณิชย์ที่อยู่เมืองไทย มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Siam Commercial Bank (ถูกบังคับให้เปลี่ยนชื่อจากสยามเป็นไทยพาณิชย์ เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๒ แต่ยังรักษาชื่อเดิมในภาษาอังกฤษว่า Siam เอาไว้ได้) และเมื่อไปเปิดกิจการในกัมพูชา ก็จำต้องเปลี่ยนเป็น Cambodia Commercial Bank ธนาคารนี้มีสาขาอยู่ทั่วกัมพูชา ดำเนินกิจการมาด้วยดี แต่ในบรรยากาศของความขัดแย้งนี้กำลังถูกการเงินการธนาคารของเวียดนามรุกไล่อย่างหนักหน่วง ท้ายที่สุด ในแง่ของสังคมและวัฒนธรรม นี่เป็นการสร้างและการผลิตซ้ำแล้วซ้ำอีก ตอกย้ำทัศนคติที่เป็นลบอย่างที่ไม่สามารถจะประเมินเป็นตัวเลขได้ เราถูกสอนให้มีมายาคติว่า “ขอมไม่ใช่เขมร” ดังนั้นเขมรก็ไม่มีสิทธิในบรรดาปราสาทขอมทั้งหลาย เราถูกสอนให้เชื่อว่าไทยสยามเรา “เสียค่าโง่” และสิ่งที่บรรพชนได้ทำไว้แต่สมัยรัชกาลที่ ๕ สมัยสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงฯ (มหาดไทย) สมัยสมเด็จฯ กรมพระยาเทวะวงศ์ฯ (การต่างประเทศ) นั้นผิดพลาด ทำให้ “เสียดินแดน” (เสียแล้วเสียอีกตั้ง ๑๕ ครั้ง แต่ไม่มีเรื่อง “การได้ดินแดน” แม้แต่ครั้งเดียว) เราถูกสอนๆๆๆ ให้เชื่อว่า “ฝรั่งเศสทำแผนที่แต่ฝ่ายเดียว” สยามสมัยรัชกาลที่ ๕ ไม่ได้รับรู้ด้วย (ถูกหลอก หรือไม่รู้ประสีประสา)และเราก็ถูกสอนให้เชื่อว่า “ทางขึ้นปราสาทมีแต่ทางด้านเมืองไทยทางเดียว” ทั้งหลายทั้งปวงเป็นมายาคติ และ “อวิชชา” ที่เต็มไปด้วย “โลภ โกรธ หลง” (โลภเพราะอยากได้ โกรธเพราะไม่ได้ หลงเพราะคิดว่าจะได้) ใช่หรือไม่ และนี่เป็น “ประวัติศาสตร์” ของ “ความบาดหมาง” ของ “แผลเก่า” ของ “การตัดตอน” ของ “ด้านเดียว” ที่เป็น “หลุมดำ” เป็น “หีบพยนต์” ที่หากไม่ได้รับการเยียวยาแก้ไข กลับไปเปิดแล้วเปิดอีก ตอกย้ำแล้วตอกย้ำอีก ไม่ว่าจะด้วย “ชาตินิยมสยามไทย” ในเวอร์ชันของ “ราชาธิปไตย” หรือ “อำมาตยาธิปไตย” หรือของกัมพูชาในเวอร์ชันของ “ปราสาทศิลาชาตินิยม” อนาคตของทั้งสองประเทศ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งของสยามประเทศไทยเรา ดูจะไม่สดใสเสียเลย ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่เราชาวไทยสยาม โดยชนชั้นสูงและชนชั้นกลาง ผู้มีฐานะอันจะกิน ผู้มีการศึกษาสูงทั้งจากในและนอกประเทศ ผู้กุมอำนาจรัฐและรัฐบาลในกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ๆ จะต้องล้างอคติ มายาคติ และอวิชชา ที่สั่งสมกันมาเกือบ ๑ ศตวรรษ และที่สำคัญยิ่งจะต้องทำใจยอมรับให้ได้ว่าวิมานสถาน “บ้านทรายทอง” นั้น เจ้าคุณปู่เจ้าคุณตาสมัยรัชกาลที่ ๕ ของสยามกับประธานาธิบดีฝรั่งเศส ได้ตกลงยกให้แก่ทางฝ่ายสายสกุลพินิตนันท์ไปแล้ว ดังนั้นก็ต้องตกเป็นของพจมานเธอวันยังค่ำ ส่วนทางฝ่ายสายสกุลสว่างวงศ์ ณ อยุธยา อย่างหม่อมแม่และหญิงเล็กนั้น เพียงแต่เข้าไปอยู่อาศัยชั่วคราว เลยหลงว่าเป็นของตน ตอนนี้เจ้าของจริงเธอมาเอาคืนไปแล้ว หากอยากจะอยู่ร่วมกันกับเธอให้ได้ด้วยดี ก็ต้องได้ด้วย “ความรัก” ครับ ความเกลียดความแค้นใช้ไม่ได้หรอก ทางที่ดีต้องมีชายกลางมาเป็นคนกลาง (ร่วมด้วยช่วยกันกับหญิงใหญ่และชายน้อยของ “พี่พจมาน”) พจมานเธอถึงจะกลายเป็นทั้งพินิตนันท์ และเป็นทั้งสว่างวงศ์ ณ อยุธยา อยู่กินกันด้วยสันติสุข ครับ Make Love not War with Thy neighbors ปลูกต้นรักกับเพื่อนบ้านกัมพูชากันดีกว่า |
[ Back to ฉบับที่ 296 > ตุลาคม 52 ปีที่ 25 | Sections Index ] |
|
|
|
|
|