เรื่อง : วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

“ในปี ค.ศ. ๑๙๒๕ เมื่อเราเริ่มจัดตั้งกลุ่มแกน ของพรรคอภิวัฒน์ในปารีส ข้าพเจ้ามีอายุเพียง ๒๕ ปีเท่านั้น หนุ่มมาก หนุ่มทีเดียว ขาดความจัดเจน แม้ว่าข้าพเจ้าได้รับปริญญาแล้วและได้คะแนนสูงสุด แต่ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าทางทฤษฎี ข้าพเจ้าไม่มีความจัดเจน และโดยปราศจากความจัดเจน บางครั้งข้าพเจ้าประยุกต์ทฤษฎีอย่างนักตำรา ข้าพเจ้าไม่ได้นำความเป็นจริง ในประเทศของข้าพเจ้ามาคำนึงด้วย ข้าพเจ้าติดต่อกับประชาชนไม่พอ ความรู้ทั้งหมดของข้าพเจ้าเป็นความรู้ตามหนังสือ ข้าพเจ้าไม่ได้เอาสาระสำคัญของมนุษย์ มาคำนึงด้วยให้มากเท่าที่ข้าพเจ้าควรจะมี ในปี ค.ศ. ๑๙๓๒ ข้าพเจ้าอายุ ๓๒ ปี พวกเราได้ทำการอภิวัฒน์ แต่ข้าพเจ้าก็ขาดความจัดเจน และครั้นข้าพเจ้ามีความจัดเจนมากขึ้น ข้าพเจ้าก็ไม่มีอำนาจ”

ปรีดี พนมยงค์
(ให้สัมภาษณ์ เอเชียวีค ๒๘ ธันวาคม ๒๕๒๓)

…..

เมื่อย่างเข้าสู่บั้นปลายของชีวิต จะมีผู้ใหญ่สักกี่คนกล้าพอที่จะวิพากษ์วิจารณ์ตนเองเฉกเช่นนายปรีดี พนมยงค์ สามัญชนที่องค์การยูเนสโกลงมติยกย่องให้เป็นบุคคลสำคัญของโลก จากคุณูปการทั้งหลาย ที่ท่านสร้างให้แก่ชาติบ้านเมือง แต่สังคมไทยเอง กลับปฏิบัติต่อท่านต่างออกไปโดยสิ้นเชิง ไม่เพียงแต่ไม่ยกย่องเท่านั้น แต่นายปรีดี พนมยงค์ กลับกลายเป็นบุคคลที่ถูกใส่ร้ายป้ายสีมากที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย

…..

ลูกชาวนาอยุธยา

ศุกร์ที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๔๔๓ ปรีดี พนมยงค์ ถือกำเนิดในเรือนแพหน้าวัดพนมยงค์ อำเภอกรุงเก่า จังหวัดพระนครศรีอยุธยา แม่ชื่อนางลูกจันทน์ พ่อชื่อนายเสียง เป็นคนเชื้อสายจีนแต้จิ๋ว ซึ่งมีบรรพบุรุษข้างปู่สัมพันธ์ญาติกับพระเจ้าตากสิน ขณะที่บรรพบุรุษข้างย่าของนายเสียงสืบเชื้อสายมาจากพระนมแห่งกษัตริย์องค์หนึ่งในสมัยกรุงศรีอยุธยาชื่อ “ประยงค์” ซึ่งเป็นผู้สร้างวัดเล็ก ๆ แห่งหนึ่งห่างจากกำแพงพระราชวังด้านตะวันตก ต่อมาวัดนี้เป็นที่รู้จักกันในชื่อวัด “พระนมยงค์” หรือ “พนมยงค์”

…..

ครั้นมีการประกาศพระราชบัญญัติขนานนามสกุล พ.ศ. ๒๔๕๖ ครอบครัวนี้จึงได้ใช้นามสกุลว่า “พนมยงค์”

ในช่วงเวลานั้นสังคมไทยกำลังเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศตกเป็นอาณานิคมของมหาอำนาจ สยามประเทศสูญเสียเอกราชทางการค้าจากการถูกบังคับให้เซ็นสัญญาบาวริงในปี ๒๓๙๘ ทั้งยังเสียดินแดนบางส่วนและสิทธิสภาพนอกอาณาเขต ในขณะเดียวกันชาวนาไทยซึ่งเป็นชนส่วนใหญ่ของประเทศก็ประสบปัญหายากจนมาโดยตลอด ดังบันทึกของพระยาสุริยานุวัติ เสนาบดีกระทรวงพระคลังมหาสมบัติในรัชกาลที่ ๖ ที่ว่า

“ชาวนาที่ยากจนขัดสนด้วยทุน ต้องออกแรงทำงานแต่ลำพังด้วยความเหน็ดเหนื่อยเพียงใด ย่อมจะเห็นปรากฏอยู่ทั่วไปแล้ว ในเวลาที่ทำนาอยู่ เสบียงอาหารและผ้านุ่งห่มไม่พอ ก็ต้องซื้อเชื่อเขาโดยต้องเสียราคาแพง หรือถ้าต้องกู้เงินเขาไปซื้อก็ต้องเสียดอกเบี้ยอย่างแพงเหมือนกัน เมื่อเกี่ยวข้าวได้ผลแล้ว ไม่มีกำลังและพาหนะพอจะขนไปจากลานนวดข้าวหรือไม่มียุ้งฉางสำหรับเก็บข้าวไว้ขาย เมื่อเวลาข้าวในตลาดจะขึ้นราคา ต้องจำเป็นขายข้าวเสียแต่เมื่ออยู่ในลานนั้นเอง จะได้ราคาต่ำสักเท่าใดก็ต้องจำใจขาย มิฉะนั้นจะไม่ได้เงินใช้หนี้เขาทันกำหนดสัญญา…”