พระไพศาล วิสาโล
ภาพประกอบ : อ้อย กาญจนะวณิชย์

ไม่ว่ามนุษย์เราสร้างอะไรขึ้นมาก็ตาม ในที่สุดสิ่งนั้นก็กลับมา “สร้าง” เรา หรือมีอิทธิพลต่อความรู้สึกนึกคิด พฤติกรรม และวิถีชีวิตของเรา เราสร้างเทคโนโลยีขึ้นมา และแล้วทุกวันนี้เทคโนโลยีก็มากำหนดชีวิตของเรา ตั้งแต่การกินอยู่ การใช้เวลาว่าง และการวางเป้าหมายของชีวิต (เช่น ตั้งเป้าว่าจะมีรถของตัวเองก่อนอายุ ๓๐ ปี) แม้แต่การแสดงความรักหรือมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ในทำนองเดียวกัน มนุษย์เรากำหนดมูลค่าของทองขึ้นมา แล้วในที่สุดทองก็กลายเป็นสิ่งวัดมูลค่าของตัวเราและคนอื่น (ไปงานราตรีสโมสรแล้วไม่มีทองหรือเพชรใส่สักเส้น จะรู้สึกอย่างไร)

ภาษาเป็นประดิษฐกรรมอย่างหนึ่งของมนุษย์ แต่ในเวลาเดียวกันเราก็เป็นประดิษฐกรรมของภาษา โลกทัศน์และความรู้สึกนึกคิดของเราถูกกำหนดโดยภาษามาก เพียงแค่คำว่า “ไอ้” หรือ “ท่าน” ย่อมให้ความรู้สึกแก่เราต่างกัน หากเราเป็นฝ่ายถูกเรียกด้วยสองคำนั้น แต่อิทธิพลของภาษามีมากกว่านั้น มันยังกำหนดวิธีคิดหรือทัศนะของเราต่อชีวิตและโลกอย่างลึกซึ้งและไม่รู้ตัว

คงมีคำไม่กี่คำที่มีอิทธิพลต่อเราอย่างลึกซึ้งเท่ากับคำว่า “ของ” เรามักเรียกสิ่งต่าง ๆ ที่เรามีว่าเป็น “ของ” เรา คำคำนี้ชวนให้เข้าใจว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นของเราจริง ๆ คืออยู่ในอำนาจของเรา สามารถบังคับบัญชาให้เป็นไปตามใจเราได้ และสามารถจะอยู่กับเราไปชั่วฟ้าดินสลาย แต่ความจริงก็คือไม่ใช่ทั้งเพ แต่นั่นก็ไม่ร้ายเท่ากับข้อที่ว่า อะไรก็ตามที่เราคิดว่าเป็น “ของ” เรา แท้จริงแล้วเราต่างหากที่เป็น “ของ” มัน

เมื่อเราซื้อรถคันใหม่มา และคิดว่ามันเป็นของเรา เราก็ตกอยู่ในอำนาจของมันทันที คือต้องคอยเป็นห่วงมัน เฝ้าประคบประหงมมัน ถ้าจอดไว้ข้างถนนที่เปลี่ยว ก็อยู่ไม่เป็นสุข เพราะเฝ้ากังวลถึงมัน เจอรอยขีดข่วนเมื่อไร ก็หงุดหงิดอารมณ์เสียไปทั้งวัน ถ้ารู้ว่าเป็นฝีมือของลูกเมีย เป็นต้องระเบิดอารมณ์ใส่ ยิ่งถ้ารถเกิดหายไป ก็กินไม่ได้นอนไม่หลับเลยทีเดียว

อะไรก็ตามที่เราคิดว่าเป็นของเรา ในความเป็นจริง มันต่างหากที่เป็นนายเรา ทันทีที่คิดว่าเงินเป็นของเรา เราก็กลายเป็นข้ารับใช้มันไปโดยไม่รู้ตัว เราต้องคอยปกปักรักษามันเอาไว้ บางทีถึงกับเอาชีวิตเข้าแลกเพราะกลัวโจรเอาไป หาไม่ก็ต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำเพื่อให้มันมีปริมาณเพิ่มพูนมากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ต่างจากทาสที่สละหยาดเหงื่อแรงงานเพื่อเติมคลังสมบัติของเจ้านายให้เต็ม แม้จะมีมากมายมหาศาล ก็หยุดหาเงินไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่กินสิบชาติก็ไม่หมด กลายเป็นว่าแทนที่จะได้ใช้มัน มันกลับใช้เรา เศรษฐีบางคนร่ำรวยสุดจะพรรณนา แต่อยู่อย่างอัตคัดราวยาจกเพียงเพราะเสียดายเงิน

แม้แต่บุคคลที่เราคิดว่าเป็นของเรา ถ้าเผลอเมื่อไร เราก็กลายเป็นของเขาไปทันที เพราะชะตาชีวิตของเรากลับไปขึ้นอยู่กับเขา เราจะสุขหรือทุกข์ขึ้นอยู่กับว่าเขาคิดหรือพูดกับเราอย่างไร ถ้าเขาไม่พูดด้วยหรือทำท่ามึนตึง ก็แทบจะอยู่ไม่ได้เอาเลย ที่ฆ่าตัวตายก็มีไม่น้อย ทั้งหมดนี้เริ่มต้นจากการยึดมั่นว่าเขาเป็นของฉัน ไม่ว่าคนรักของฉัน พ่อแม่ของฉัน หรือลูกของฉันก็ตาม แม่บางคนต่อว่าลูกที่เอาแต่เล่นเกมคอมพิวเตอร์จนไม่เป็นอันกินอันนอนหรือเล่าเรียน ส่วนลูกก็รำคาญแม่จนไม่พูดด้วย ยังคงขลุกอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์อย่างเดียว แม่ไม่พอใจมากจึงยื่นคำขาดกับลูกว่า ถ้าลูกไม่คุยกับแม่ แม่จะฆ่าตัวตาย ลูกได้ยินก็ยังเฉย แม่ทั้งผิดหวังและน้อยใจอย่างรุนแรง จึงโดดลงจากตึกทันที

ยิ่งยึดมั่นว่าเป็นลูกของเรามากเท่าไร ก็ยิ่งคาดหวังให้เขาอยู่ในอำนาจของเรามากเท่านั้น แต่หารู้ไม่ว่ายิ่งคาดหวังเช่นนั้นมากเท่าไร เรากลับยิ่งอยู่ในอำนาจของลูกมากเท่านั้น ดังนั้นชีวิตจึงเป็นทุกข์เพราะท่าทีหรือพฤติกรรมบางอย่างของเขา ใช่หรือไม่ว่าเมื่อยึดใครว่าเป็นคนรักของเรา เราก็กลับตกอยู่ในอำนาจของเขา จนอาจเผลอทำร้ายตนเองหรือทำร้ายผู้อื่นโดยไม่รู้ตัว

มองดูให้ดี ไม่มีอะไรเลยที่เมื่อยึดมั่นว่าเป็นของเราแล้ว เราไม่กลับเป็นของมัน แม้กระทั่งความคิด ความคิดใดก็ตามเมื่อเกิดขึ้นมาในใจแล้ว เรามักคิดว่ามันเป็นของเรา แต่ในความเป็นจริงมันไม่ยอมอยู่ในอำนาจของเราเลย มีหลายเรื่องที่เราไม่อยากคิด แต่มันกลับผุดขึ้นมาเอง ไม่เชื่อก็ลองนั่งสมาธิทำใจสงบดู หรือเวลาเกลียดใครสักคน แล้วไม่อยากคิดถึงหมอนั่น ไม่ช้าไม่นานเราจะเผลอคิดถึงเขา แล้วก็จะคิดไม่หยุด บางทีกินก็คิด นอนก็คิด ทั้ง ๆ ที่ไม่อยากคิดเลย

ความคิดนั้นเมื่อเกิดขึ้นมาแล้ว มันดูเหมือนจะมีชีวิตของมันเอง เช่น ต้องการดำรงอยู่ต่อไปเรื่อยๆ ไม่ยอมตาย ดังนั้นมันจึงพยายามกระตุ้นให้เราคิดถึงมันอยู่บ่อย ๆ เพราะถ้าไม่คิดถึงมัน มันก็จะตายไปในที่สุด เหมือนไฟที่ไม่มีเชื้อ ยิ่งคิดก็เท่ากับเติมชีวิตให้มัน เสมือนเติมเชื้อเพลิงให้กองไฟ สังเกตได้เวลาอยู่ในที่เงียบ ๆ หรือหลีกเร้น ความคิดต่าง ๆ จะพรั่งพรูออกมาเพื่อหลอกล่อหรือยั่วยุให้เราคิดถึงมันเรื่อย ๆ

ใช่แต่เท่านั้น มันยังต้องการให้เราปกปักรักษามัน หรือเผยแพร่มันไปเรื่อยๆ เราจึงอยู่เฉยไม่ได้เมื่อใครก็ตามพยายามหักล้างหรือขัดขวางความคิด (ที่หลงคิดว่าเป็น) ของเรา ต้องไปเถียงหรือทะเลาะกับเขา จนอาจถึงขั้นทำร้ายกัน บางทีถึงกับทำสงครามกันเพื่อปกป้องความคิดซึ่งอาจมาในรูปของศาสนาหรืออุดมการณ์ทางการเมือง การที่เรายอมให้ความคิดผลักดันเราไปตายหรือไปฆ่าคนอื่น แสดงว่ามันอยู่ในอำนาจของเรา หรือเราอยู่ในอำนาจของมันกันแน่

น่าแปลกก็คือพอไปยึดมั่นว่าเป็นความคิดของเราแล้ว มันสามารถผลักดันให้เราทำอะไรได้ร้อยแปด ทั้ง ๆ ที่เป็นผลเสียกับเราเอง (แม้ไม่ถึงขั้นพาไปตายก็ตาม) ชายคนหนึ่งรักและหวงแหนสนามหญ้ามาก พยายามดูแลรักษามันทั้งเช้า-เย็น ทั้งฉีดยาและใส่ปุ๋ยอย่างดี ใครมาเดินเหยียบก็ไม่ยอม เป็นต้องทะเลาะกัน (ตกลงสนามหญ้าเป็นของเขา หรือเขาเป็นของสนามหญ้ากันแน่) แล้ววันหนึ่งเขาก็พบว่ามีตุ่นมาขุดรูทำรังอยู่ใต้สนามหญ้า นับวันรูตุ่นก็ขยายเป็นเครือข่ายกว้างขวาง ทำให้สนามหญ้ามีรอยนูนไปทั่ว เขาเห็นแล้วก็ทนไม่ได้ พยายามกำจัดมันหลายวิธีแต่ก็ไร้ผล นับวันก็ยิ่งอุอั่งคั่งแค้นเจ้าตุ่น ทั้งวันทั้งคืนคิดแต่จะหาทางเอาชนะเจ้าตุ่นนรกให้ได้ แล้วในที่สุดเขาก็พบวิธีเผด็จศึก

วันรุ่งขึ้นเขาเอาน้ำมันฉีดอัดเข้าไปในรูตุ่น จนกระทั่งแน่ใจว่าน้ำมันท่วมรูตุ่นทุกชั้นและทั้งเครือข่ายแล้ว เขาก็โยนไม้ขีดไฟใส่เข้าไปในรู ไม่นานไฟก็ไหม้ลามตามรูตุ่นจนทั่วหมด ไม่มีตุ่นตัวไหนมีชีวิตรอด แต่ผลที่เกิดขึ้นตามมาก็คือสนามหญ้าแสนรักแสนหวงของเขาก็พังพินาศด้วย

เมื่อคิดจะเอาชนะใครสักคน (หรือสักตัว) ความคิดนั้นก็สามารถผลักดันให้เราทำทุกอย่างเพื่อจะได้ชัยชนะ โดยไม่สนใจหรือเผื่อใจคิดว่าจะสูญเสียอะไรบ้าง ใช่หรือไม่ว่าบ่อยครั้งสิ่งที่เราสูญเสียไปก็คือสิ่งที่เราแสนรักแสนหวงและหมายจะปกป้องนั่นเอง

ไม่ว่าทรัพย์สมบัติ บุคคล ความคิด รวมไปถึงชื่อเสียงเกียรติยศ หรืออะไรก็ตาม เมื่อใดที่เราถือว่ามันเป็นของเรา เมื่อนั้นเราก็กลายเป็นของมันทันที ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ? คำตอบก็คือเป็นเพราะความยึดมั่นนั่นเอง เมื่อเรายึดมั่นอะไรก็ตาม ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเอาสุขหรือทุกข์ของเราไปขึ้นอยู่กับสิ่งนั้น ถ้ามันเป็นไปตามใจเรา เราก็สุข แต่ถ้ามันไม่เป็นไปตามใจเรา เราก็ต้องทุกข์ ดังนั้นเราจึงพยายามที่จะควบคุมบังคับมันให้เป็นไปตามใจเราให้ได้ แต่ในโลกนี้มีอะไรบ้างที่เราสามารถควบคุมบังคับได้อย่างแท้จริง อย่าว่าแต่ร่างกายเลย แม้แต่จิตใจ เรายังไม่รู้เลยว่าอีกหนึ่งนาทีข้างหน้าจะคิดอะไรบ้าง ยังไม่ต้องพูดถึงการบังคับให้นิ่งสงบ ดังนั้นยิ่งพยายามควบคุมบังคับให้เป็นไปตามใจ เราก็ยิ่งทุกข์ แม้บางครั้งจะสุข (เพราะมันเป็นไปตามใจเรา) แต่ก็ชั่วคราวเท่านั้น ในที่สุดก็ต้องกลับมาทุกข์ใหม่

น่าแปลกก็คือเราชอบยึดอะไรต่ออะไรเป็นของเรา ทั้ง ๆ ที่บางอย่างก็ไม่น่ายึด เช่น ศัตรูของเรา ศัตรูนั้นเป็นสิ่งที่น่ามีน่าเอาอย่างนั้นหรือ แต่ทำไมจึงยึดมาเป็นของเรา ที่สำคัญกว่านั้นก็คือไม่มีศัตรูคนไหนที่อยู่ในบังคับบัญชาของเราได้เลย แต่พอเรายึดมาเป็นของเรา เราก็ตกอยู่ในอำนาจของเขาทันที ถ้าเขาด่า เราก็ทุกข์ หากเขาโจมตี เราก็โกรธแค้น ยามเขาได้ดี เราก็อิจฉา คำถามคือ ทำอย่างไรเราจึงจะไม่อยู่ในอำนาจของเขา คำตอบง่าย ๆ ก็คือ เลิกยึดมั่นว่าเขาเป็นศัตรูของเรา

ที่จริงไม่ใช่แค่ศัตรูเท่านั้น แม้แต่คนรัก ทรัพย์สมบัติ ชื่อเสียงเกียรติยศ หรือสิ่งทั้งปวง ก็น่าคลายความยึดมั่น ไม่ถือว่าเป็นของเรา พูดเช่นนี้ไม่ได้หมายความว่าต้องสละทุกสิ่งทุกอย่าง เราจะมีอะไรก็มีได้ แต่น่าจะมีให้เป็น คือไม่ยึดมั่นว่าเป็นของเรา เพราะความจริงก็เป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว คือไม่มีอะไรที่เป็นของเราจริง ๆ ทรัพย์สมบัติก็เป็นเพียงสิ่งที่เรามีอยู่ชั่วคราว สักวันหนึ่งก็ต้องไปอยู่ในมือของคนอื่น จะโดยความยินยอมของเราหรือไม่ก็แล้วแต่ ดังนั้นแทนที่จะยึดมั่นว่าเป็นของเรา (แล้วต้องทุกข์เมื่อมันหลุดจากมือเราไปหรือกลายสภาพไป) ก็ให้ถือว่าของเหล่านี้มาอยู่ในความดูแลของเราชั่วคราว จะเรียกว่ายืมมาใช้ชั่วขณะก็ได้

การที่พูดว่าทรัพย์สมบัติเป็นเพียงสิ่งที่ยืมมาใช้ชั่วคราว ไม่ได้หมายความให้ละทิ้งความรับผิดชอบ เวลาเรายืมของของใครมา ไม่ว่าโทรศัพท์ นาฬิกา รถยนต์ ใช่หรือไม่ว่าเรามีหน้าที่ช่วยดูแลรักษาให้ดี เพื่อคืนแก่เจ้าของเดิมในสภาพที่ใกล้เคียงของเดิมมากที่สุด แต่หากมันมีอันเป็นไป ก็ต้องพร้อมทำใจ

มีเรื่องเล่าว่า สมเด็จพระสังฆราชเจ้าพระองค์หนึ่งได้รับแจกันลายครามอายุหลายร้อยปีและมีราคาแพงมากจากผู้ศรัทธา เวลาศิษย์วัดทำความสะอาดพระตำหนัก พระองค์จะคอยกวดขันดูแลศิษย์ให้ระมัดระวังแจกันนั้นเป็นพิเศษ เวลาศิษย์ขยับแจกัน พระองค์ก็กำชับให้ค่อย ๆ จับ เป็นเช่นนี้ทุกครั้ง แล้ววันหนึ่งศิษย์ก็เผลอทำแจกันตกจากโต๊ะ แตกเสียงดังสนั่น พระองค์อยู่ตรงนั้นพอดี เมื่อได้ยินเช่นนั้น แทนที่จะโกรธหรือเสียใจ พระองค์กลับบอกว่า “เออ หมดภาระไปเสียที”

สมเด็จพระสังฆราชเจ้าพระองค์นี้ไม่ได้มีความหวงแหนแจกัน แต่พระองค์ถือว่าเป็นความรับผิดชอบของพระองค์ที่จะต้องดูแลแจกันนี้ให้ดีที่สุด แต่เมื่อมีอันเป็นไป ก็ปล่อยวางได้ เพราะพระองค์ไม่ได้ยึดมั่นถือมั่นแจกันนี้มาแต่แรก

พุทธศาสนาไม่ได้ปฏิเสธการมีทรัพย์ พระพุทธองค์ยอมรับความสุขจากการมีทรัพย์ และการใช้ทรัพย์ให้เกิดประโยชน์ แต่ขณะเดียวกันพระองค์ก็แนะว่า จะต้องมีและใช้ทรัพย์อย่างรู้เท่าทัน สามารถรักษาใจให้เป็นอิสระหรือเป็นนายเหนือทรัพย์ด้วย มิใช่สยบมัวเมาหรือเป็นทาสมัน

กับร่างกายก็เช่นเดียวกัน แทนที่จะยึดมั่นว่ามันเป็นของเรา ควรมองว่ากายนี้เป็นสิ่งที่เราหยิบยืมมา สักวันหนึ่งก็ต้องคืนให้แก่ธรรมชาติไป ในขณะที่อยู่ในความดูแลของเรา เรามีหน้าที่รักษาให้ดีเพื่อใช้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด เมื่อเจ็บป่วยก็ต้องรักษา เหมือนเรือที่ยืมมา หากรั่วก็ต้องซ่อม เพื่อรอวันคืนเจ้าของ

คนรัก ลูกหลาน พ่อแม่ มิตรสหาย เขาก็มีชีวิตของเขา เป็นตัวเขาเอง เขาไม่ใช่ของเรา มิอาจอยู่ในบังคับบัญชาของเราได้ ยิ่งยึดมั่นว่าเป็นของเรามากเท่าไร นอกจากเราจะทุกข์แล้ว การยึดมั่นของเราอาจผลักเขาให้อยู่ไกลจากเราเท่านั้น ใช่หรือไม่ว่ายิ่งพยายามครอบครอง ก็ยิ่งสูญเสีย ยิ่งอยากให้เขารัก เขาก็ยิ่งหน่ายแหนง

แม้แต่งานการที่เราทำมากับมือ ก็หาใช่ของเราจริง ๆ ไม่ เราเป็นเพียงองค์ประกอบส่วนหนึ่งที่ทำให้งานสำเร็จ แม้จะเป็นองค์ประกอบที่สำคัญ แต่ความสำเร็จนั้นล้วนเกิดจากเหตุปัจจัยต่าง ๆ มากมาย ซึ่งส่วนใหญ่ไม่อยู่ในวิสัยที่เราจะควบคุมได้ ดังมีภาษิตจีนกล่าวว่า “การกระทำเป็นของมนุษย์ แต่ความสำเร็จเป็นของฟ้า” พูดอีกอย่างก็ได้ว่า “ความพยายามเป็นของมนุษย์ แต่ความสำเร็จเป็นของธรรมชาติ” ธรรมชาติในที่นี้หมายถึงกระแสแห่งเหตุปัจจัยซึ่งเชื่อมโยงสัมพันธ์กัน ถ้าเราทำงานโดยหมั่นยกผลงานให้เป็นของธรรมชาติ เราจะทุกข์น้อยลงเวลาคนตำหนิหรือวิจารณ์ผลงานดังกล่าว ขณะเดียวกันจะเปิดใจรับฟังได้มากขึ้น และพร้อมจะแก้ไขปรับปรุง ในทางตรงกันข้ามเมื่อมีคนชม ก็ไม่เหลิงจนลืมตัว

เมื่อใดก็ตามที่เรายึดมั่นถือมั่นในผลงานว่าเป็นของเรา “ตัวกู ของกู” จะเกิดขึ้นทันที ผลที่ตามมาก็คือเมื่องานนั้นถูกวิจารณ์ “ตัวกู” ก็จะถูกกระทบอย่างจัง ทำให้เกิดความขุ่นเคืองและไม่อยากรับฟังคำวิจารณ์นั้นต่อไป ในทำนองเดียวกันเมื่อยึดมั่นความคิดว่าเป็นของเรา ใครที่วิจารณ์ความคิด “ของกู” ก็เท่ากับเล่นงาน “ตัวกู” ความไม่พอใจหรือความเป็นปฏิปักษ์จะเกิดขึ้นทันที ส่วนสติและปัญญาจะหายไป ทีนี้จะไม่สนใจแล้วว่าสิ่งที่เขาพูดมานั้นถูกต้องหรือไม่ แต่จะคิดหาทางตอบโต้มากกว่า

ถึงที่สุดแล้ว ความยึดมั่นว่าเป็นของเราเกิดขึ้นได้เมื่อมี “ตัวกู ของกู” ผุดมาเป็นเจ้าของสิ่งต่าง ๆ เมื่อมี “ตัวกู ของกู” เกิดขึ้น ทุกอย่างก็ถูกดึงมาสนองกิเลส (หรือความหลง) ตัวนี้ แต่ยิ่งดึงสิ่งต่าง ๆ เข้ามาเป็น “ตัวกู ของกู” มากเท่าไร เราก็ยิ่งถูกผลักเข้าไปอยู่ในอำนาจของสิ่งเหล่านั้นมากเท่านั้น กลายเป็นทาสของมันไปโดยไม่รู้ตัว วิธีเดียวที่จะเป็นอิสระจากสิ่งเหล่านั้น คือไม่ยึดมันมาเป็นของเรา ซึ่งหมายถึงการรู้เท่าทัน “ตัวกู ของกู” ไม่ปล่อยให้มันมีอำนาจเหนือเรา

เมื่อไม่ยึดสิ่งต่าง ๆ มาเป็นของเราแล้ว นอกจากเราจะเป็นอิสระจากสิ่งต่าง ๆ ไม่สุขหรือทุกข์ไปตามอำนาจหรืออาการของสิ่งต่าง ๆ แล้ว เรายังจะกลับเป็นนายเหนือสิ่งต่าง ๆ คือสามารถใช้มันให้เกิดประโยชน์แก่เราอย่างแท้จริง มีเงินก็ใช้เงินได้อย่างอิสระ มีชื่อเสียงก็ใช้ชื่อเสียงให้เกิดประโยชน์ โดยไม่ทุกข์เมื่อเงินหายหรือชื่อเสียงหด

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อคลายความยึดมั่น หรือสละสิ่งต่าง ๆ ออกไป มันกลับหลั่งไหลเข้ามา นักบวชที่สละทรัพย์สมบัติและชื่อเสียงเกียรติยศ จะพบว่าทรัพย์สมบัติและชื่อเสียงเกียรติยศกลับเข้ามาสยบอยู่แทบเท้า เห็นได้จากพระป่าจำนวนมากที่บรรลุธรรมขั้นสูงและเคร่งครัดในธรรมวินัย คานธีเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของคนทียิ่งสละโลก แต่กลับมีอำนาจเหนือโลก ในคริสต์ศาสนามีนักบุญจำนวนไม่น้อยที่สละทุกอย่าง เช่น นักบุญฟรานซิสแห่งอัสซีซิ หรือนักบุญเบเนดิกต์ แต่ในเวลาไม่นานผู้คนก็พากันสละทรัพย์สมบัติและที่ดินให้แก่ท่านมากมาย จนคณะของท่านมีความมั่งคั่งอย่างยิ่ง แต่ทันทีที่นักบวชรุ่นหลังหมายมั่นเป็นเจ้าของทรัพย์เหล่านั้น ก็กลับกลายเป็นทาสของสิ่งเหล่านั้นไป เช่นเดียวกับพระภิกษุจำนวนไม่น้อยที่ได้รับอานิสงส์จากครูบาอาจารย์ที่สละโลก แต่แล้วกลับเป็นทาสของโลกไปในที่สุด

ยิ่งอยากได้ ก็ยิ่งสูญเสีย ยิ่งยึดมั่นเป็นเจ้าของ ก็ยิ่งกลับเป็นทาส แต่เมื่อสละไป กลับได้มา เมื่อไม่ยึดมั่นเป็นเจ้าของสิ่งใด สิ่งนั้นก็กลับมาเป็นของเรา เมื่อคืนทุกอย่างให้แก่โลก ทุกอย่างในโลกก็กลับเป็นของเรา นี้คือความจริงของโลกที่ดูเหมือนเล่นตลกกับเรา