งานจากค่ายสารคดีครั้งที่ 12
งานเขียนดีเด่น
เรื่อง : กรรทิชา เหลืองสอาด

ภาพ : โศภิษาฐ์ สู่ทรัพย์

Navy Documentary

พวงมาลัยหลายพวง ถูกแขวนไว้บนเตาอบขนมขนาดใหญ่ ตั้งเรียงรายกันอยู่ภายในครัว ครัวที่มีกลิ่นอายของความเป็นร้านเบเกอรี่ Homemade แบบเก่าแก่ราว 50-60 ปีก่อน อาจฟังดูไม่น่าเชื่อว่าครัวลักษณะนี้คือส่วนหนึ่งของร้าน ปั้นลี่เบเกอรี่ ร้านเบเกอรี่ชื่อดังย่านเจริญกรุง เขตบางรัก ที่หน้าร้านถูกจัดแต่งแบบร่วมสมัย แต่นี่คือสิ่งที่เราเห็น คือเบื้องหลังของเบเกอรี่นับร้อยชนิดที่วางอยู่ในร้านร่วมสมัยนี้ คือจุดกำเนิดกลิ่นหอมอบอวลของเนย น้ำตาล แป้งทำขนม และอื่นๆที่แพร่ผ่านกันไปมาลอยวนอยู่ในอากาศ ทุกสิ่งที่กล่าวมาถูกส่งต่อมาจากในครัว

สมุดรายการอาหารของทางร้าน บอกเล่าเรื่องราวความเป็นมาของร้านปั้นลี่เบเกอรี่ ร้านเบเกอรี่ 4 รุ่น ให้เราได้ทราบ ปั้นลี่เบเกอรี่เป็นร้านขนมปังเก่าแก่ตั้งแต่รุ่นคุณปู่คุณย่าที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นมากว่า 60 ปี เรื่องนี้จึงพอจะไขข้อสงสัยได้บ้างว่าทำไมครัวของร้าน จึงมีลักษณะดั้งเดิม แฝงความเป็นHomemadeแบบจีนๆ อย่าง ตี่จู้เอี้ย และยันสีแดงลงลายอักษรจีนที่ติดอยู่กับผนัง

เมื่อได้พบกับคุณชินภัทร วัฒนเตพงศ์ หรือ คุณอู๋ เจ้าของร้านปั้นลี่เบเกอรี่แห่งนี้ ก็ทำให้เราเกิดข้อสงสัยข้อใหม่ขึ้นมาทันที ชายวัยทำงาน ท่าทางทันสมัยคนนี้ ยังคงมีความเชื่อเรื่องเทพเจ้าต่างๆอยู่หรือ การไหว้เทพเจ้าแห่งเตาด้วยพวงมาลัยนั่น เขาเชื่อจริงหรือไม่ หรือความจริงแล้วเทพเจ้าคือผู้ที่ช่วยให้ร้านเบเกอรี่ร้านนี้ยั่งยืนสืบต่อจากรุ่นสู่รุ่นมากว่า 60 ปี หรือนี่คือเคล็ดลับเบื้องหลังแห่งความสำเร็จที่ยาวนาน

Navy Documentary Navy Documentary Navy Documentary

เทพเจ้าแห่งเตา

ชาวจีนมีความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องความศรัทธาในเทพเจ้าและการเคารพนับถือบรรพบุรุษ เป็นชนชาติที่ให้ความสำคัญกับการแสดงความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ และเชื่อว่าทุกสิ่งที่มีส่วนช่วยให้ประสบความสำเร็จล้วนเป็นสิ่งที่พึงนับถือ ซึ่งก็ไม่ได้ต่างจากคติความเชื่อของคนไทยนัก

การไหว้เทพเจ้าแห่งเตาของร้านปั้นลี่เบเกอรี่ เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความเชื่อของบรรพบุรุษที่ส่งต่อมารุ่นสู่รุ่น แม้ว่าจะเป็นร้านที่มีลักษณะความเชื่อแบบจีนในเรื่องเกี่ยวกับเทพเจ้า แต่ก็คล้ายคลึงกับความเชื่อของไทย คนไทยที่ทำอาชีพประมง ต้องใช้เรือในการประกอบอาชีพก็จะไหว้แม่ย่านางเรือ ถ้าปลูกข้าวก็ไหว้แม่โพสพ ร้านเบเกอรี่แห่งนี้ก็เช่นกัน แม้จะเป็นความเชื่อเกี่ยวกับเทพเจ้าของจีน แต่ก็เป็นการไหว้สิ่งที่เป็นเครื่องมือในการประกอบอาชีพและทำมาหากิน

เทพเจ้าแห่งเตาเป็นเทพองค์หนึ่งตามความเชื่อของชาวจีน ที่อาศัยอยู่ในเตาฟืน แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไป ครัวของหลายบ้านเปลี่ยนแปลงไปตามเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เริ่มเข้ามา จากการก่อฟืนเปลี่ยนเป็นการใช้ไฟฟ้า จากเตาฟืนเปลี่ยนเป็นเตาอบ ดังนั้นจากที่ไหว้เตาฟืนจึงเปลี่ยนมาไหว้เตาอบแทน คุณอู๋กล่าวว่า ”การไหว้นั้นบางบ้านจะไหว้เฉพาะในวันสำคัญของจีน แต่ร้านของเราใช้เตาในการทำมาหากินทุกวัน เราจึงไหว้ทุกวัน”

คุณอู๋เล่าถึงจุดกำเนิดของความเชื่อที่ส่งต่อจากบรรพบุรุษมายังตัวเขาให้ฟัง “รุ่นคุณปู่คุณย่าเป็นคนจีน ที่มาจากเมืองจีนเลย ตอนนั้นท่านคงไม่ได้คิดอะไร นอกจากการหาสิ่งหนึ่งไว้ยึดเหนี่ยวจิตใจ และสิ่งที่ใกล้ตัวที่สุดสำหรับตอนนั้นก็คือเตา ท่านก็ไหว้ทั้งบรรพบุรุษ ไหว้เทพเจ้าบนสวรรค์ แล้วก็เทพเจ้าเตาด้วย เพราะเตาเป็นเครื่องมือทำมาหากิน”

แม้ว่าบางวันคุณอู๋จะไม่ได้เป็นผู้ทำการไหว้ด้วยตัวเอง แต่ก็ได้มอบหมายหน้าที่ไว้กับพนักงานในร้านปั้นลี่ให้ซื้อของและพวงมาลัยมาไหว้อยู่เสมอ “พนักงานที่นี่หลายคนทำงานมาเป็นสิบๆปี เป็นพนักงานรุ่นเก่ารุ่นแก่ หลายคนรู้วิธีในการไหว้”คุณอู๋บอกเพิ่มเติม และเมื่อได้พูดคุยกับคุณลุงพนักงานคนหนึ่ง คุณลุงบอกว่า “พวกหนูเป็นคนรุ่นใหม่ คงไม่เชื่อเรื่องเทพเจ้าหรอก แต่ความเชื่อใครความเชื่อมัน อย่าลบหลู่กันนะ บางอย่างพิสูจน์ไม่ได้ก็ใช่ว่าจะไม่มีจริง”

นี่ทำให้เราเห็นถึงกรรมวิธีการทำขนมที่ไม่ใช่เพียงการนวดแป้ง การตั้งเวลา การปรับอุณหภูมิแล้วใส่แป้งเข้าไปในเตาอบ จากนั้นก็รอให้เตาร้องเสียงดัง “ติ๊ง” แล้วก็ยกขนมปังหอมๆ ออกมาจากเตา แต่เป็นกรรมวิธีที่มาก่อนสิ่งอื่นใด คือกรรมวิธีแห่งความเชื่อและความศรัทธา หลายครั้งที่คนเราทำสิ่งต่างๆขึ้นมาแล้วประสบความสำเร็จได้โดยมีจุดเริ่มต้นมาจากความเชื่อ เชื่อว่าคนเราจะบินได้ เชื่อว่าโลกไม่ได้แบนจึงกล้าล่องเรือไปค้นพบทวีปใหม่ เชื่อว่าวันหนึ่งเท้าเล็กๆ ของมนุษย์จะไปเหยียบพื้นผิวของดวงจันทร์ในสักวัน

Navy Documentary Navy Documentary Navy Documentary Navy Documentary

คำบอกเล่าจากรุ่นที่สาม

คุณพ่อและคุณแม่ของคุณอู๋ คือผู้ดูแลกิจการร้านปั้นลี่รุ่นที่สาม เมื่อได้พบกับคุณวรยุทธิ์ วัฒนเตพงศ์ คุณพ่อของคุณอู๋ จึงได้พูดคุยเกี่ยวกับเรื่องความเชื่อและความศรัทธาเหล่านี้ เพราะอดสงสัยไม่ได้ว่า คนรุ่นเก่าจะใช้วิธีใดสอนคนรุ่นใหม่ให้ปฏิบัติตาม อย่างที่เราได้เห็นตัวอย่างจากคุณอู๋ที่ยังคงมีความเชื่อและทำตามที่บรรพบุรุษเคยทำมา “ลูกจะไม่เชื่อก็ไม่เป็นไร เรามีหน้าที่แค่ทำให้เห็นก็พอ เราไม่ต้องไปสอนว่าให้เขาทำอย่างนั้นอย่างนี้หรอก ก็ทำไปทุกวัน เขาก็จะเห็นเอง”

คุณอู๋เองเล่าว่า “ทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณพ่อคุณแม่ทำ เขาไม่ได้มานั่งสอนเราว่า ต้องทำอย่างนั้นนะ อย่างนี้นะ แต่เขาใช้วิธีการทำให้เราเห็น ทำทุกวันจนเราซึมซับไปด้วย ไม่ใช่แค่เรื่องความเชื่อการไหว้เทพเจ้านะ แต่มันรวมไปถึงการทำกิจการเบเกอรี่นี้ด้วย เขาไม่ได้มาบอกเราว่าให้เราขยันแต่เราเองที่เห็นเขาทำงานทุกวัน ปีหนึ่งก็ทำ 365 วันเลย เขาไม่เคยหยุดทำงาน เขาตื่นแต่เช้าเสมอ ไม่ใช่แค่ความเชื่อความศรัทธาแต่คือทุกอย่างที่เขาทำให้เราเห็นทุกวัน มันจึงส่งต่อมาถึงเราในตอนนี้”

ปั้นลี่เบเกอรี่ ไม่ได้ส่งต่อเพียงสูตรขนมในร้าน แต่ความเป็นhomemadeได้ส่งต่อทุกสิ่งทุกอย่างจากรุ่นสู่รุ่น จากบรรพบุรุษรุ่นแล้วรุ่นเล่า ส่งต่อความผูกพันของเจ้าของกิจการกับร้านแห่งนี้ ส่งต่อความเชื่อเรื่องเทพเจ้าสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ ส่งต่อการปฏิบัติตนของเจ้าของกิจการ ส่งต่อเวลาตื่น ส่งต่อเวลาทำงาน ถ่ายทอดจากคนรุ่นหนึ่งไปยังคนอีกรุ่นหนึ่งผ่านกาลเวลากว่า 60 ปีได้อย่างครบถ้วน

สูดกลิ่นหอมของสังขยาสีเขียวอ่อน หมูหยอง และหมูแดงที่ซ่อนตัวอยู่ในขนมปังเนื้อนุ่มในมือ คงรู้สึกเสียดาย ถ้าวันนี้เราไม่มีโอกาสได้ลองชิม ถ้าปั้นลี่สิ้นสุดกิจการตั้งแต่รุ่นที่1 รุ่นที่2 หรือรุ่นที่3 แต่เป็นโชคดีที่ร้านนี้สืบทอดมาจนถึงปัจจุบันเพราะการที่คนคนหนึ่งจะมาดูแลกิจการของครอบครัว เป็นสิ่งที่บังคับจิตใจกันไม่ได้จริงๆ คุณพ่อของคุณอู๋บอกเราว่า “ลูกเราเขาจะทำต่อหรือไม่ทำต่อ มันเป็นเรื่องของจังหวะและช่วงชีวิตของคน เราจะไปบังคับเขาให้มาทำต่อมันไม่ได้ ถ้าเขาจะไม่ทำเราก็ไม่ว่า แต่ที่เขาเห็นเราทำ แล้วเขาอยากทำต่อ เราก็ดีใจ”

ภายในร้านมีรูปถ่ายที่บันทึกเรื่องราวในอดีต เก็บภาพแห่งความทรงจำ ครั้งหนึ่งของบางสิ่ง ที่มาของบางอย่าง ร้านเบเกอรี่แห่งนี้ ปัจจุบันหน้าร้านทาด้วยสีแดง โลโก้ร้านเป็นรูปอาหมวยผูกผมจุกสองข้าง ทุกอย่างเดินทางผ่านกาลเวลามาหลายสิบปี ป้ายชื่อร้านอันเก่ายังคงถูกแขวนไว้เสมือนเป็นอนุสรณ์ระลึกความหลังสำหรับลูกค้าที่อาจเคยถูกแม่จูงมือเข้ามาในร้านตอนเด็กๆ สำหรับคุณอู๋เจ้าของกิจการรุ่นที่สี่ สำหรับใครสักคนที่เป็นส่วนหนึ่งในห้วงเวลานั้น ตัวร้านขยายกว้างขึ้นจากห้องหนึ่งคูหาเป็นสองคูหา ขนมปังใส่โหลใหญ่ๆ เปลี่ยนเป็นขนมปังและเบเกอรี่หลากหลายแยกชิ้นใส่ในบรรจุภัณฑ์ทันสมัย บางอย่างเปลี่ยนแปลงไปตามความเหมาะสม แต่บางอย่างก็ต้องคงอยู่ตามความสมควร

 

สืบทอดความศรัทธา

ความเชื่อและความศรัทธาต่อเทพเจ้าคือสิ่งหนึ่งที่ยังคงอยู่ คือสิ่งหนึ่งที่เดินทางข้ามผ่านกาลเวลามากว่า 60 ปี แตกต่างจากสีของร้าน ป้ายชื่อร้าน หรือบรรจุภัณฑ์ และสิ่งอื่นๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปแล้ว และแน่นอนว่ายังมีอีกหนึ่งข้อสงสัยทำไมคุณอู๋จึงเลือกที่จะเชื่อเช่นเดียวกับบรรพบุรุษ ทำไมความเชื่อจึงดำรงอยู่ยาวนานกว่าป้ายชื่อร้านอันเก่า…

“เราใช้เหตุและผลว่าสิ่งไหนควรเปลี่ยน สิ่งไหนยังคงต้องมีอยู่ ครัวหลังร้านของเราก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรมาก สิ่งที่ใช้ได้ก็ใช้ต่อไปจนกว่ามันจะพัง อย่างเตาอบเราก็ใช้อย่างคุ้มค่า ใช้จนกว่าจะใช้ไม่ได้อีกจึงค่อยเปลี่ยน แต่หน้าร้านเราเพิ่มมุมกาแฟเข้าไป มีเบเกอรี่ก็มีกาแฟด้วย ติดเครื่องปรับอากาศ ให้คนได้เข้ามานั่งเพราะคนรุ่นใหม่ชอบนั่งร้านกาแฟ ใช้เหตุผลลองคุยกับคุณพ่อคุณแม่ว่าถ้าเปลี่ยนสิ่งนี้จะดีอย่างไร แล้วก็ใช้เวลาพิสูจน์ให้เขาเห็นว่ามันดีจริง” เหตุผลของการไหว้เทพเจ้าแห่งเตาที่คุณอู๋ยังคงปฏิบัติมาจนถึงทุกวันนี้ “เราเห็นมาว่าบรรพบุรุษเราทำมาตลอดทุกวัน คนรุ่นใหม่บางคนพอรู้เรื่องความเชื่อแบบนี้ก็จะบอกว่า ไม่เห็นว่าการไหว้เจ้ามันจะดียังไง แต่เราเองก็อยากบอกว่า จนถึงทุกวันนี้…ก็ยังไม่เห็นว่าการไม่ไหว้เจ้ามันจะดียังไง ในเมื่อตอนนี้เราไหว้มันก็ดีอยู่แล้ว เราไม่ได้เดือดร้อนอะไร ก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องเลิกทำ มันอาจจะพิสูจน์ไม่ได้ว่าไหว้แล้วมันดีจริงๆ แต่มันก็ยังพิสูจน์ไม่ได้เหมือนกันว่าถ้าไม่ไหว้แล้วมันจะดี”

หากการเปลี่ยนแปลงดำเนินไปด้วยเหตุและผล สิ่งใดควรอยู่ สิ่งใดควรเปลี่ยน ทายาทรุ่นต่อๆ ไปของร้านปั้นลี่เบเกอรี่แห่งนี้ จะยังคงใช้เหตุผลเช่นเดียวกับทายาทรุ่นก่อนหรือไม่ จะยังคงเห็นคุณค่าของสิ่งที่คุณอู๋บอกกับเราว่า “ความเชื่อและความศรัทธาต่อเทพเจ้าหรือสิ่งต่างๆ มันเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจให้เรามีความมั่นใจที่จะทำสิ่งต่างๆ มากขึ้น” พวกเขาจะเชื่อเช่นนี้หรือไม่ พวงมาลัยที่เตาจะยังคงสดเพราะเปลี่ยนพวงใหม่อยู่เสมอ หรืออาจหลงเหลือเพียงรูปถ่ายไว้ให้เห็นภายในร้าน ว่าครั้งหนึ่งเคยมีพวงมาลัยพวงนั้นแขวนอยู่ “เราก็คงทำแบบเดียวกับที่รุ่นพ่อแม่ของเราทำคือทำให้เขาเห็น ถ้าวันหนึ่งรุ่นต่อไปจะไม่ทำหรือไม่เชื่อในแบบที่เราเชื่อ ก็ไม่เป็นไร เครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของเขาอาจเปลี่ยนรูปแบบไป อาจไม่เหมือนเรา แค่ขอให้เขามีสักอย่างไว้ยึดเหนี่ยวจิตใจก็พอ”

ร้านเบเกอรี่นับพันนับหมื่นร้านทั่วประเทศทั้งเก่าและใหม่ต่างแข่งขันกันเปิดกิจการ เพิ่มจำนวนขึ้นทุกวัน สิ่งใดทำให้ร้านสองคูหาแห่งนี้คงอยู่มานานกว่า 60 ปี มีเหตุผลหลายประการ ทั้งความซื่อสัตย์ต่อลูกค้า ที่คุณอู๋กล่าวว่า“ขายแบบที่เราอยู่ได้ แล้วลูกค้าก็ต้องอยู่ได้ด้วย” ความคิดสร้างสรรค์ที่ต้องมีเพื่อนำมาพัฒนาร้าน ตามให้ทันเทคโนโลยีสมัยใหม่ “ทางร้านเรามีช่องทางโซเชียลเน็ตเวิร์คให้ลูกค้าได้ติดต่อ มันทำให้เรามีช่องทางที่กว้างขึ้น เมื่อก่อนกว่าคนจะกินแล้วรู้สึกว่าอร่อย กว่าที่คนนั้นจะไปบอกต่อคนหนึ่งคน คนหนึ่งคนจะตัดสินใจมาซื้อแล้วไปบอกต่อคนต่อไป แต่ตอนนี้ถ้าคนมากินขนมร้านเราแล้วชอบ โซเชียลเน็ตเวิร์คจะขยายข่าวสารเหล่านี้ไปอย่างรวดเร็ว แต่เราก็ต้องระวังข้อผิดพลาด เพราะถ้าผิดพลาดก็จะมีอีกหลายคนที่รับรู้ ทำให้เราต้องรอบคอบมากขึ้นด้วย” และความพยายามในการรักษาราคาสินค้าให้คนทุกระดับสามารถซื้อได้ ไม่แพงจนเกินไป

เหตุผลอีกประการหนึ่งที่ลืมไม่ได้ก็คือความเชื่อและความศรัทธา ไม่ว่าจะเชื่อในสิ่งใดก็ตาม หากเรามีความเชื่อ ก็จะสามารถทำสิ่งนั้นได้อย่างมั่นใจมากขึ้น มาถึงตอนนี้ ไม่มีใครรู้ว่าเทพเจ้าแห่งเตามีจริงหรือไม่ แต่สิ่งที่มีอยู่จริงคือความสำเร็จอันเกิดจากความเชื่อเหล่านี้ ความสำเร็จที่ส่งต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ความสำเร็จที่อยู่ในทุกอณูของเนื้อขนมปัง ความสำเร็จที่ลูกค้าคนหนึ่งจับต้องได้ ผ่านปลายลิ้นที่กำลังรับรสหวานๆ และจมูกที่ได้กลิ่นหอมๆ นี้อยู่

หลายคนตัดสินความเชื่อและความศรัทธาของคนอื่นว่าเป็นความงมงาย จนลืมมองว่าหลายสิ่งหลายอย่างบนโลกใบนี้ดำเนินไปด้วยความเชื่อ เพราะมันเป็นสิ่งหนึ่งที่ช่วยให้มนุษย์มีเครื่องยึดเหนี่ยวทางใจ และไม่ว่าเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของเราจะมีรูปแบบที่ต่างกัน ถ้าเราใช้มันอย่างถูกต้อง ก็จะนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่เหมือนกันคือ…ความสำเร็จ ซึ่งถ้าคุณได้รับความสำเร็จแล้ว คุณจะเข้าใจว่าไม่มีสิ่งใดงมงายถ้าเราเลือกที่จะใช้มันอย่างถูกต้อง

banner-camp-12-for-web