จอมYouth – สองปีกของความฝัน

ตุลาคม 11, 2016 
1


เรื่อง : รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์
ภาพ : นัฐพงษ์ แสงทองล้วน

ton-ayuwat01

“ความสุขคือเราได้ออกไปเที่ยว ได้อยู่กับธรรมชาติ เวลาอยู่กับธรรมชาติทำให้เราใช้ชีวิตละเอียดขึ้น ได้สังเกตตัวเองพร้อม ๆ กับสังเกตธรรมชาติ”

ท้องฟ้ามืดสนิท มีเพียงแสงไฟประดิษฐ์ที่ส่องสว่างใจกลางกรุงเทพมหานคร เด็กหนุ่มตรงหน้าใช้เวลาหัวค่ำหยิบสมุดปกหนังสีดำ ค้นหาไฟล์ภาพนกหลายชนิดที่บันทึกไว้ด้วยกล้องถ่ายรูปคู่กาย เขาหยุดที่ภาพนกตัวกระจิริดในเงาไม้สีเขียวครึ้ม ก่อนจะลากเส้นดินสอบนหน้ากระดาษอย่างใจเย็น ถ่ายทอดรายละเอียดทั้งปลายปีก ขนหาง จะงอยปาก และท่าทางการเกาะจับกิ่งก้านอย่างทะมัดทะแมง

ไม่ถึง ๑๐ นาที เจ้านกตัวน้อยจากหน้าจอก็มีคู่แฝดลายเส้นขยุกขยิกแบบภาพสเกตช์ เด็กหนุ่มวางดินสอลงข้างกาย สลับเป็นพู่กันหลากขนาดกับจานสีน้ำที่ผ่านการใช้งานอย่างโชกโชน แตะน้ำบาง ๆ ละลายสีที่จับเป็นก้อน ผสมอย่างเชี่ยวชาญ แล้วระบายอย่างเชื่องช้าเช่นเดียวกับทำนองเพลงที่ลอยอ้อยอิ่งในอากาศ

เจ้านกน้อยผลัดขนจากสีขาวสะอาดเป็นน้ำตาลอ่อนก่อนจะถูกถมทับเป็นริ้วน้ำตาลเข้ม รูปหน้าจากเส้นดินสอถูกแต่งแต้มด้วยสีดำจากปลายพู่กันเบอร์เล็ก เสร็จสิ้นเป็นนัยน์ตาใสจ้องมองมาราวกับมีชีวิต เขาตวัดปลายพู่กันอย่างเพลิดเพลิน เสริมสร้างแสงเงา ขัดเกลารายละเอียดของปลายหางและริ้วปีก ขีดเส้นเล็ก ๆ จนเจ้านกน้อยดูนุ่มเนียนน่าสัมผัส ปิดท้ายด้วยการระบายสีเขียวเข้มลงบนก้านที่เจ้านกเกาะ เป็นอันเสร็จกระบวนการ

ผมหันไปมองนาฬิกา เข็มยาวบอกผมว่า ต้น-อายุวัต เจียรวัฒนกนก ใช้เวลาเพียง ๔๐ นาที เปลี่ยนกระดาษว่างเปล่าเป็นนกกระจ้อยเหลืองไพรที่ลายเส้นราวกับมีชีวิต

ton-ayuwat02

วันกะเทาะเปลือก

“เราเป็นโรคขี้เบื่อ เวลาวาดอะไรจะวาดไปเรื่อย ๆ เบื่อก็เปลี่ยน แต่พอได้วาดรูปนก เราไม่รู้สึกเบื่อ เพราะยิ่งวาดรูปนก ก็เหมือนว่ามีนกให้เราต้องออกไปตามหามากขึ้นเรื่อย ๆ”

อายุวัตเล่าว่า เขาเกิดและเติบโตมาในอ้อมกอดของหุบเขาจังหวัดเชียงใหม่ คนในครอบครัวไม่มีใครสนใจดูนก แต่พอเขาเริ่มหัดดูนก ก็ได้รับของขวัญเป็นกล้องสองตาตัวเล็กที่พ่อซื้อมาฝากจากญี่ปุ่น

“เราเริ่มดูนกเพราะหมอหม่อง* ที่บ้านไม่เคยว่าที่เราทุ่มเทเวลาให้การดูนกหรือวาดรูปนก เพราะการเรียนเราไม่มีปัญหา ช่วงเรียนเราตั้งใจในห้อง สอบออกมาก็คะแนนดี”

นอกจากดูนกในธรรมชาติ เขายังชื่นชอบการอ่านคู่มือดูนกทั้งไทยและต่างประเทศขนาดที่เจ้าตัวใช้คำว่า “เข้าขั้นบ้า” และมีฝีมือเทียบชั้นนักดูนกรุ่นใหญ่ ถึงกับเคยชนะในเวทีประกวดแฟนพันธุ์แท้นักดูนกตั้งแต่ยังเรียนมัธยมฯ ปลาย

พื้นที่ชั้นหนังสือในห้องที่ส่วนใหญ่ถูกยึดครองโดยคู่มือดูนกบอกผมว่า อายุวัตยังคงหลงใหลการดูนกไม่ต่างจากครั้งเยาว์วัย

“สำหรับเรา ดูนกก็เหมือนงานอดิเรกอื่น ๆ เหมือนนักสะสมแสตมป์ สะสมผีเสื้อ สำหรับคนดูนก เราต้องได้เห็น ได้ถ่ายรูปเก็บเอาไว้ ความสุขคือเราได้ออกไปเที่ยว ได้อยู่กับธรรมชาติ เวลาอยู่กับธรรมชาติทำให้เราใช้ชีวิตละเอียดขึ้น ได้สังเกตตัวเองพร้อม ๆ กับสังเกตธรรมชาติ”
ton-ayuwat04

ชั่วโมงหัดบิน

อายุวัตไม่ได้เรียนศิลปะมาโดยตรง เพียงมีพื้นฐานจากการวาดสีน้ำในวัยเด็ก และไม่เคยคิดจะยึดการวาดรูปนกเป็นอาชีพ แต่เขายังวาดรูปนกอย่างสม่ำเสมอ จนวันหนึ่งขณะเรียนระดับปริญญาตรีมีคนติดต่อขอซื้อภาพวาดสี่ภาพ ภาพละราว ๆ ๔,๐๐๐ บาท ตัวเลขที่ชวนให้ผมสงสัยว่าเขามีเทคนิคในการวาดรูปอย่างไร

“การวาดนกจะไม่ใช้ไม้บรรทัดมาวัดเทียบอย่างการวาดภาพพวกต้นไม้ ดอกไม้ หรือหอย เพราะนอกจากความถูกต้อง สิ่งสำคัญอีกอย่างคือภาพที่ได้ต้องมีชีวิตชีวาเหมือนที่เราเห็นในธรรมชาติ

“ความยากของการวาดรูปนกไม่ใช่การลงสี แต่อยู่ที่การวาดให้ได้รูปทรงที่คนดูนกเห็นแล้วรู้สึกว่าใช่ เวลาเราดูปฏิทินที่ไม่ใช่นักดูนกวาด จะรู้สึกขัด ๆ เพราะรูปทรง วิธีการเกาะ ไม่ถูกต้อง คือก่อนวาดรูปเราต้องศึกษาคร่าว ๆ ว่านกมีกระดูก มีอวัยวะส่วนไหนบ้าง ที่ขาดไม่ได้สำหรับนักวาดภาพนกคือต้องดูนกอย่างสม่ำเสมอเพื่อศึกษาท่าทางของนกในธรรมชาติ”

เขาเล่าถึงประสบการณ์การดูนกทั้งในประเทศไทยโดยเฉพาะภาคเหนือที่ตนคุ้นเคย ไปจนถึงการดูนกในต่างประเทศ อย่างอินเดีย เยอรมนี ญี่ปุ่น และหลายประเทศในภูมิภาคอาเซียน รวมถึงเป็นตัวแทนประเทศไทยไปแข่งขันดูนกที่บอร์เนียว (Borneo Bird Race) เมื่อปี ๒๕๕๗

ระหว่างเล่าเรื่องเจ้าตัวหยิบภาพนกขนาด A3 ออกมาเรียงทีละภาพ ผมไล่สายตาผ่านภาพส่วนใหญ่ที่เป็นภาพวาดแบบวิทยาศาสตร์ คือเน้นสัดส่วนและรายละเอียดสมจริง ก่อนจะสะดุดกับภาพนกนางนวลแกลบท้องดำที่เขาบอกว่าเป็นงาน “ทดลอง” โดยเลือกใช้พื้นดำสนิทของผืนน้ำและผืนฟ้าตัดกับเจ้านางนวลแกลบท้องดำกางปีกขาวสะอาด

ผมมองภาพเบื้องหน้าอย่างเพลิดเพลิน ไม่อยากจะเชื่อว่านี่คือผลงานของเด็กหนุ่มวัยเพียง ๒๕ ปี

ton-ayuwat03

เวลาจากรัง

หลังจบการศึกษาทั้งปริญญาตรีและปริญญาโทจากต่างประเทศ อายุวัตกลับมาอยู่บ้านเกิดไม่นานก่อนจะพาตัวเองเข้าสู่กรุงเทพฯ ในฐานะนักวิจัย เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เขาตัดสินใจบินออกจาก “ความมั่นคง” โดยลาออกจากงานประจำมาทำงานในฐานะ “นักดูนก” เต็มเวลา

“เราอายุแค่ ๒๕ ถ้ามันจะเฟลก็เฟลตอนนี้ดีกว่า เลยออกมาลอง ช่วงแรก ๆ ยอมรับว่าเครียด รู้เลยว่าเงินในกระเป๋ามันหายไป แต่เราก็ได้รายได้จากการสอนวาดรูป มีทั้งเปิดคอร์สเอง ไปบรรยายที่สตูดิโอและที่มหาวิทยาลัยมหิดล กาญจนบุรี ตอนหลังได้ไปจัดนิทรรศการภาพที่ร้านเฮือนอีแหม่ ก็มีคนติดต่อซื้อภาพมากขึ้น”

ผมฟังราคาขายภาพของเขาแล้วอดเสียดายที่ตอนเด็ก ๆ ตัวเองไม่ได้หัดวาดสีน้ำ เพราะภาพนกเหล่านี้ราคาเริ่มต้นที่ ๘,๐๐๐ บาท เขากระซิบว่าบางภาพซึ่งขนาดใหญ่กว่าขายได้ในราคาสูงถึง ๒ หมื่นบาท ยังไม่นับโครงการวาดรูปประกอบหนังสือคู่มือนกนํ้า The New Shorebirds : A Handbook of Shorebird of the World ที่รวบรวมนกน้ำกว่า ๒๐๐ สปีชีส์ ด้วยค่าตัวที่หากตีเป็นเงินไทยคิดเป็นตัวเลขเจ็ดหลัก !

“ตอนนี้เรามีความสุขมาก ที่บ้านก็พอใจเพราะเห็นว่าเราอยู่ได้ แต่มีปัญหาอยู่เหมือนกัน เพราะเราใช้เวลาดูนกมากกว่าทำงาน พอไม่มีภาระต้องเข้าออฟฟิศ เวลาได้ข่าวนกในโซเชียลมีเดีย เราก็ไปเลย พอเที่ยวเยอะ ๆ เราก็รู้สึกผิด”

เขาหัวเราะเบา ๆ พลางหยิบสมาร์ตโฟนมาไล่เรียงเหตุการณ์ผ่านภาพถ่ายบนเฟซบุ๊ก ทริปตะลุยดูนกจากภาคเหนือจดอีสาน ที่ทำให้เกือบทั้งเดือนมกราคมแทบไม่ได้จับพู่กัน

“ส่วนเรื่องอนาคต บอกตามตรงว่าเรายังไม่รู้ ไหลไปเรื่อย ๆ ไม่มีแผน แต่สักวันถ้ารูปขายได้ราคากว่านี้ ก็อยากจะกลับบ้าน ไปอยู่เชียงใหม่”

เชิงอรรถ

* นายแพทย์รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์




ผู้ดูแล และลงข้อมูลประจำเวบไซต์ sarakadee.com








พรไพลิน จิระอดุลย์วงค์ งานเขียนจากคอร์สเขียนสารคดีกับมืออาชีพ “สมัยก่อนก็ส่งของอยู่สำเพ็ง อยู่จักรวรรดิ ส่งเสื้อผ้า ถ้วยชาม เครื่องเคลือบ กระทะ กะละมัง ส่งไปทุกจังหวัด ก็เราเป็นลูกจ้างเขา...” น้ำเสียงเล่าเรื่องราวอย่างง่ายๆ ถึงอาชีพในสมัยเด็กถูกบอกเล่าผ่านชายชราที่บัดนี้มีผมขาวแกมดำแตกต่างจากเมื่อ 20
หัวตะเข้ เขตลาดกระบัง ชุมชนริมน้ำย่านชานกรุงเทพฯ เป็นพื้นที่เก็บข้อมูลเรียนรู้สร้าง “งานชิ้นแรก” ของค่ายสารคดี ครั้งที่ 13 จาก 25 นักเขียน 25 ช่างภาพ จับคู่กันสร้างสรรค์ผลงานคู่ละเรื่อง ต่อจากนี้คือผลงานผ่านคมเลนส์และปลายปากกาของผู้ได้ชื่อว่าเป็นคลื่นลูกใหม่แห่งค่าย
Khon Thai 4.0 คนไทยยุคโอกาสสร้างตัวบนโลกออนไลน์ ปี ๒๕๕๙ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศโมเดลพัฒนาเศรษฐกิจที่เรียกว่าไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) ซึ่งมาพร้อมกับแนวคิดการพัฒนาพลเมืองให้กลายเป็นคนไทย ๔.๐ ที่ถูกนิยามว่าใช้เทคโนโลยีช่วยให้ทำงานน้อยลง
ผลงานจากค่ายสารคดีครั้งที่ 12 งานถ่ายภาพดีเด่น เรื่อง : ศรุตยา สายเมฆ ภาพ : ณัฐพล ศิลปชัย [caption id="attachment_20426" align="aligncenter" width="800"]
ผลงานจากค่ายสารคดีครั้งที่ 12 งานภาพดีเด่น เรื่อง : วรัญญา เชาว์สุโข ภาพ : ปัญญวัฒน์ เอื้ออิฐผล ห้องแถวไม้โบราณขนาดห้าคนยืนเรียงเบียด ทว่าสะอาดสะอ้าน ใกล้กันกับกรงไก่ลวดผูกสีเขียวที่ตั้งอยู่หน้าร้าน คือป้ายอาสาสมัครสาธารณสุขประจำชุมชน