บ้านดนตรีดุริยประณีต

สิงหาคม 9, 2018 
0


ผลงานจากค่ายสารคดี ครั้งที่ 14
งานภาพดีเด่น
ศิรินภา นรินทร์ : เรื่อง
ธีรพงษ์ ผลบุญ : ภาพ

เสียงบรรเลงเพลงปี่พาทย์ดังก้องกังวานออกมาจากบ้านหลังหนึ่งในซอยลำพู บ้านไม้สองชั้นที่ถูกต่อเติมให้ทันสมัย ประตูเหล็กสีครีมเปิดแง้มไว้เพียงเล็กน้อยดั่งเชิญชวนให้เข้ามาเยี่ยมชม ภายในบ้านเป็นใต้ถุนขนาดไม่ใหญ่นักรายล้อมไปด้วยเครื่องดนตรีไทยหลากหลายชนิด บรรยากาศครึกครื้นไปด้วยเสียงของเครื่องตี เครื่องดีด และเครื่องสายต่างๆ ที่เหล่าครูและนักเรียนต่างฝึกซ้อมกันอย่างสนุกสนาน ณ บ้านดนตรีแห่งนี้

บ้านดุริยประณีต หรือบ้านบางลำพู ชื่อเรียกสำนักดนตรีเก่าแก่ ก่อตั้งโดยครูศุข ดุริยประณีต ซึ่งเคยรับราชการเป็นนักดนตรีในคณะละครของเจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ (ม.ร.ว.หลาน กุญชร) สังกัดกรมโขน ก่อนที่จะมาตั้งวงดนตรีไทยของตนเองใช้ชื่อว่า “ดุริยประณีต” ตามนามสกุลที่ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยมีนางแถม ดุริยประณีต ภรรยาเป็นผู้ช่วย ทั้งสองได้ถ่ายทอดวิชาการดนตรีให้แก่ลูกหลานจนมีความเชี่ยวชาญทุกคน ปัจจุบันบ้านดุริยประณีตอยู่ในความดูแลของ ชยันตี ดุริยประณีต อนันตกุล หรือที่ทุกคนเรียกกันว่าครูน้อย ทายาทรุ่นที่ 3 บุตรคนเดียวของครูสุดจิตต์ ดุริยประณีต ศิลปินแห่งชาติสาขาศิลปะการแสดง (คีตศิลป์)

บ้านดุริยประณีตเป็นสำนักดนตรีเก่าแก่ของไทย แหล่งผลิตศิลปินที่มีชื่อเสียงมากมาย

ชยันตี ดุริยประณีต อนันตกุล หรือครูน้อย ทายาทรุ่นที่ 3 ของบ้านดุริยประณีต และเป็นประธานมูลนิธิดุริยประณีต

ครูสุดจิตต์ ดุริยประณีต ศิลปินแห่งชาติสาขาศิลปะการแสดง (คีตศิลป์) ทายาทรุ่นที่ 2 ลูกคนสุดท้องของบ้านดุริยประณีต

ครูน้อยเล่าให้เราฟังว่า เดิมทีนั้นตนทำงานประจำเป็นพนักงานธนาคาร เมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 ทำให้ในที่สุดธนาคารที่ทำงานอยู่ก็ปิดตัวลง

“พี่ไม่เคยคิดว่าจะมาทำงานตรงนี้เลยนะ เพราะแต่ก่อนทำงานประจำก็ไม่ได้มีความสนใจที่จะมาดูแล และอีกอย่างเรื่องดนตรีเราก็ไม่ได้เก่ง คุณแม่ก็ทำอยู่แล้ว พอตอนหลังคุณแม่ป่วยเราก็ต้องรับช่วงต่อ ก่อนเสียคุณแม่ก็สั่งไว้ เราเป็นลูกแม่ก็ต้องดูแล”

ครูน้อยเล่าย้อนให้ฟังว่าในย่านนี้ถือว่าเป็นย่านแห่งศิลปวัฒนธรรม มีโรงละคร โรงลิเกอยู่ในละแวกนี้ ครูศุข ดุริยประณีต ได้ตั้งวงดนตรีไทยของตัวเอง แต่ด้วยความที่มีลูกหลายคนจึงต้องหาอย่างอื่นทำเสริมไปด้วย โดยได้เริ่มทำเครื่องดนตรีไทยขายเป็นเจ้าแรกๆ ของประเทศ จนเก็บเงินซื้อบ้านหลังที่อยู่ปัจจุบันนี้ และสอนให้ลูกๆ ทุกคนเล่นดนตรีไทย ผู้หญิงฝึกร้องส่วนผู้ชายก็ฝึกตี

“ตอนที่พี่ยังเด็กอายุได้ 10 กว่าขวบ จนตอนนี้ 61 แล้ว จำได้ว่าที่บ้านเป็นเหมือนโรงเรียนกินนอน คนต่างจังหวัดส่งลูกหลานมาเรียนที่นี่ ไม่ได้เงินค่าสอนนะ แต่ได้เป็นข้าวสารอาหารแห้ง คุณยายก็เลี้ยง หางานให้ทำ ไปเล่นดนตรีตามงานวัดพอได้เงินก็แบ่งกันเป็นค่าขนม อยู่กันแบบนี้เป็นเดือนเป็นปีจนกลายเป็นเหมือนครอบครัว”

เมื่อบ้านดุริยประณีตเปิดเป็นมูลนิธิเมื่อปี 2546 ได้ทำการสอนแบบจริงจัง เปิดสอนเสาร์อาทิตย์ มีเรียนรำ เรียนปี่พาทย์ เครื่องสาย เครื่องตี ครูน้อยเล่าว่าครูที่มาสอนส่วนใหญ่เป็นลูกศิษย์ของครูสุดจิตต์ที่เคยคลุกคลีอยู่ด้วยกัน หรือลูกหลานซึ่งทุกคนล้วนเล่นดนตรีเป็นหมดมาช่วยกันสอน เพราะค่าตอบแทนไม่ได้เยอะเมื่อเทียบกับโรงเรียนสอนดนตรีทั่วไป ที่นี่เก็บค่าเรียนอยู่ที่เดือนละ 500 บาท ซึ่งนำเงินจำนวนนี้เข้ามูลนิธิและเป็นค่าน้ำค่าไฟรวมถึงค่าตอบแทนเล็กน้อยให้กับครูที่มาสอน

ในขณะที่เราฟังครูน้อยเล่าเรื่องราวต่างๆ ให้ฟัง เด็กๆ และครูยังคงบรรเลงเพลงกันอย่างต่อเนื่อง เสียงระนาดเอกในวงปี่พาทย์ดังกังวานจนเกือบจะกลบเสียงเครื่องดนตรีชนิดอื่น อาจเป็นเพราะมีจำนวนเด็กที่เล่นเครื่องดนตรีชนิดนี้มากกว่า ในส่วนของเครื่องตีอย่างขิมเห็นมีเล่นกันอยู่สามคน กำลังค่อยตีค่อยสอนกันไป ครูก็คอยปรับสายดูจังหวะการตี ในขณะที่เครื่องดีดอย่างจะเข้กำลังเล่นพลางมีครูคอยควบคุมการดีดอย่างเข้มงวด ดูจากสีหน้าที่จริงจังของทั้งสอง ลึกๆ ก็อ