ปลดปล่อยแม่ปลาหน้าน้ำแดง ก่อนห่วงโซ่อาหารจะขาดสาย

พฤษภาคม 25, 2019 
0


เรื่อง รัศมิ์ลภัส กวีวัจน์
ภาพ รัศมิ์ลภัส กวีวัจน์, นวพล นวกิจพิพัฒน์

ปลาน้ำจืด สารพัดชนิด ปลากะมัง ปลากด ปลายี่สก ปลาสร้อย อีกทั้งลูกปลาเล็กปลาน้อยไล่ไปจนถึงแม่ปลาตัวโตไข่เต็มท้องที่เพิ่งได้จากชาวประมงมาสด ๆ ใหม่ ๆ วางนอนเรียงรายในตลาดสดห้าเชื้อชาติ หรือตลาดสดสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี รอให้ชาวบ้านซื้อไปทำกินที่บ้าน ร้านอาหารซื้อไปปรุงเป็นอาหารหลากเมนูตามรายการแนะนำต้อนรับนักท่องเที่ยว ก่อนที่หน้าตาและรสชาติของต้ม ผัด แกง ทอด อันเย้ายวนชวนน้ำลายสอจะได้รับการปรุงแต่งด้วยตัวอักษรเป็นรีวิวอาหารยอดนิยมบนหน้าจอสี่เหลี่ยมในโลกออนไลน์

กลางปี เมฆฝนตั้งเค้ากลั่นตัวเป็นหยดน้ำโปรยปรายลงมาไม่ขาดสาย บ่งบอกการเข้าสู่วสันตฤดูอันชุ่มฉ่ำ และเข็มนาฬิกาก็หมุนพาคนจากทั่วสารทิศเดินทางมาท่องเที่ยว ทำงานอาสาฯ สัมผัสธรรมชาติและวิถีชีวิตหลากวัฒนธรรมของชาวไทย มอญ กะเหรี่ยง ฯลฯ ในโลกจริงริมฝั่งน้ำสุดขอบตะวันตกของประเทศ

ช่วงต้นฤดูฝนของทุกปี ตามลำห้วยสาขารอบเขื่อนเขาแหลมหรือเขื่อนวชิราลงกรณ จังหวัดกาญจนบุรี จะเต็มไปด้วยคนล่าปลา เพราะนอกจากจะเป็นช่วงที่มีปลาชุกชุมแล้ว บรรดาร้านอาหารก็ต้องการปลาปริมาณมากไว้รองรับท้องของเหล่าทัพนักเดินทาง แต่การจับปลาจำนวนมากขนาดนี้ดูจะสวนทางกับประกาศจากกรมประมงว่า “ห้ามล่า” อย่างชัดเจน

จะมีใครอยากปล่อยให้ขุมทรัพย์ตรงหน้าไหลไปกับสายธารา-คว้าแต่น้ำเหลวกลับบ้าน !

ปลาตะเพียนตัวใหญ่ไม่ต่ำกว่า ๒ กิโลกรัมติดตาข่ายพันรัดแน่น ภารกิจสำคัญคือการตัดตาข่ายช่วยชีวิตปลาให้เร็วที่สุด
ส่วนหนึ่งของปลาที่ไม่อาจรอดชีวิต

ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว

“ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว มันเป็นวาทกรรมในอดีตไปแล้ว”

อำพล ฐาปนพันธ์นิติกุล เลขานุการมูลนิธิอนุรักษ์ป่าตะวันตก หัวหน้า “โครงการสนับสนุนงานป้องกันฤดูปลาวางไข่”
(Fishery Patrol Reinforcement Project) เอ่ยขึ้นขณะที่เรากำลัง
นั่งเรือเร็วตรวจการประมงน้ำจืดเขื่อนเขาแหลมหมายเลข ๑๓ ออกจากอำเภอทองผาภูมิมุ่งสู่อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี

แม้ตะวันจะลับขอบฟ้าไปแล้วแต่ก็ยังพอมีแสงให้มองเห็นเรือชาวบ้านวิ่งไปบนเวิ้งน้ำกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา กลางผืนน้ำมี
แสงไฟสีเขียวบนแพไม้ล่อปลาให้มาติดยอที่ชาวบ้านวางไว้ และหากเพ่งมองไปทางตีนเขาก็จะเห็นบ้านแพเรียงรายอยู่เป็นระยะ ๆ

“ปลาเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญของมนุษยชาติ มีส่วนสร้างอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่มาตั้งแต่อดีต อย่างอาณาจักรนครวัดที่มีโตน เลสาบ ประเทศสหรัฐอเมริกามีหน่วยงานอย่าง Fish and Wildlife Service ซึ่งเขามองว่าปลาเป็นความมั่นคงทางอาหารของชาติ
ที่ใดมีความมั่งคั่งทางอาหาร ที่นั่นก็จะเจริญ”

อำพลเปล่งเสียงแข่งกับเครื่องยนต์เรือและเล่าต่อว่า

“สังขละบุรีเป็นอำเภอเล็ก ๆ มีรายได้หลักจากการท่องเที่ยว แบบสำรวจสอบถามนักท่องเที่ยวว่ามาเที่ยวสังขละบุรีโปรดปรานอาหารใดมากที่สุด ส่วนมากก็ตอบว่าปลา ปลาจึงเป็นส่วนเสริมธุรกิจท่องเที่ยวที่สำคัญของที่นี่ ซึ่งแต่ละปีมีรายได้จากการท่องเที่ยวนับพันล้าน มาที่นี่คงไม่มีใครอยากกินหมู ใครมาก็อยากกินปลาเขื่อนทั้งนั้น”

อ่างเก็บน้ำของเขื่อนใหญ่แห่งนี้เป็นแหล่งอาศัยของปลานานาพันธุ์ แต่ช่วงไม่กี่ปีหลังมานี้ปริมาณปลากลับลดลงอย่างรวดเร็ว วิทยา สวนตะโก หัวหน้ากลุ่มปฏิบัติงานสำนักบริหารจัดการประมงน้ำจืดเขื่อนวชิราลงกรณ ผู้ที่เกิดและเติบโตในพื้นที่ริมแม่น้ำซองกาเลีย
เคยให้สัมภาษณ์รายการคนมันส์พันธุ์อาสาถึงความเปลี่ยนแปลงของทรัพยากรปลาในเขื่อนเท่าที่เขาสังเกตมาตลอดชีวิตว่า

“แต่ก่อนแม่น้ำบีคลี่มีปลาตลอดลำน้ำ ยิ่งช่วงวางไข่ปลาจะชุกชุมมาก ชาวบ้านหากันแบบไม่คิดว่าจะหมด วันหนึ่งหาได้เป็น ร้อยกิโลต่อลำ ทั้งชอร์ตทั้งระเบิด ตอนหลังก็มีพ่อแม่พันธุ์ปลามาติดข่าย เรารู้ว่าปลาจะหมด แล้วมันก็หมดจริง ๆ”

“ถ้ารักษาบีคลี่ไว้ไม่ได้ ปลาทั้งเขื่อนจะล่มสลาย” คือคำพูดของ ประเสริฐ มากทรัพย์ อดีตหัวหน้าหน่วยประมง ผู้เป็นแรงบันดาลใจให้อำพลจัดทำโครงการสนับสนุนงานป้องกันฤดูปลาวางไข่ขึ้นในปี ๒๕๕๔ ร่วมกับ “กลุ่มคนอาสาเพื่อแผ่นดิน” ซึ่งเป็นองค์กรอิสระ ศูนย์บริหารจัดการประมงน้ำจืดภาคตะวันตก กรมประมง และ “กลุ่มใบไม้” อาสาสมัครรุ่นใหม่ของนิสิตนักศึกษามหาวิทยาลัยที่เพิ่งเข้ามาร่วมทำงานกับเจ้าหน้าที่เป็นปีแรก

บีคลี่เป็นแหล่งวางไข่และเพาะพันธุ์ปลาน้ำจืดที่สำคัญเป็นอันดับต้น ๆ ของประเทศ ต้นแม่น้ำบีคลี่ไหลมาจากเทือกเขาทางฝั่งเมืองพญาตองซู ประเทศเมียนมา ก่อนมาบรรจบกับลำน้ำอีกสองสาย คือแม่น้ำซองกาเลียและแม่น้ำรันตีที่ไหลมาจากผืนป่าทุ่งใหญ่-นเรศวรฝั่งตะวันตก รวมกันเป็นสามประสบตรงบริเวณโบสถ์จมน้ำหรือวัดวังก์วิเวการามเดิม ลำน้ำทั้งสามสายช่วยเติมเต็มผืนน้ำ ๒ แสนกว่าไร่ของอ่างเก็บน้ำเขื่อนเขาแหลมซึ่งครอบคลุมพื้นที่ในเขตอำเภอสังขละบุรีไปจนถึงอำเภอทองผาภูมิ ก่อนจะไหลไปรวมกับแม่น้ำแควน้อยลงสู่แม่น้ำแม่กลอง นับว่าเป็นสายน้ำที่หล่อเลี้ยงทั้งชีวิตปลาและปากท้องของคนอีกทอดหนึ่งอย่างแท้จริง

ลูกครอกหรือลูกปลาชะโดตัวแดงแจ๋ฝูงใหญ่ว่ายน้ำเล่นตามแม่ปลาชะโดระหว่างฝนตก

ยิ่งในช่วง “ฤดูน้ำแดง” ที่น้ำฝนตกชะล้างหน้าดินพัดพาตะกอนและแร่ธาตุลงมาตามสายน้ำ ทำให้น้ำมีสีขุ่นแดงอุดมด้วยสารอาหารสำคัญของสัตว์น้ำ สายน้ำที่ไหลแรงช่วยเพิ่มออกซิเจนในน้ำ ขณะที่อุณหภูมิน้ำลดต่ำเป็นปัจจัยกระตุ้นให้พ่อแม่พันธุ์ปลาและสัตว์น้ำต่าง ๆ ผสมพันธุ์กัน เมื่อแม่ปลาเริ่มตั้งท้องและมีไข่นับล้านรอการฟักตัว แม่ปลาจะอุ้มท้องว่ายทวนกระแสน้ำไปวางไข่ยังต้นน้ำตามเนวิเกเตอร์จากสัญชาตญาณความเป็นแม่ มันจะกะตำแหน่งวางไข่ในจุดที่เหมาะสม ฤดูน้ำแดงจึงเป็นดั่งสวรรค์ของเหล่าสัตว์น้ำ และเป็นเวลาทองของชาวประมงน้ำจืดรอบเขื่อน

ตามกฎหมาย การจับปลากินยังชีพนั้นยังคงทำได้ตลอดทั้งปีแม้ในช่วงฤดูน้ำแดง ยกเว้นบริเวณลำน้ำที่ห้ามเด็ดขาดสามแห่ง คือบริเวณสันเขื่อน ห้วยบ้านไร่ และห้วยบีคลี่ ซึ่งห้ามล่าตลอดทั้งปี แต่ก็เปิดโอกาสให้จับปลาด้วยเครื่องมือพื้นบ้านที่ไม่ทำลายพันธุ์สัตว์น้ำรุนแรง เช่น เบ็ด (ยกเว้นเบ็ดราว) สวิง ไซ อีจู้ โทง เป็นต้น ผู้ฝ่าฝืนมีโทษปรับตั้งแต่ ๕,๐๐๐-๕๐,๐๐๐ บาท และหากใครใช้เครื่องมือประมงผิดกฎหมาย เช่น เครื่องชอร์ตปลา ระเบิด ตามพระราชกำหนดประมงฉบับใหม่ปี ๒๕๕๘ จะมีโทษปรับถึง ๑๐๐,๐๐๐-๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท

โครงการสนับสนุนงานป้องกันฤดูปลาวางไข่จึงมีภารกิจหลักสามอย่าง หนึ่ง ประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความเข้าใจกับชาวบ้านรอบเขื่อนเรื่องกฎหมายและความสำคัญของการหลีกเลี่ยงจับปลาในช่วงฤดูวางไข่ สอง การเก็บกู้ตาข่ายและอุปกรณ์ลักลอบจับสัตว์น้ำที่ผิดกฎหมาย และสาม การออกลาดตระเวนป้องปรามการลักลอบจับสัตว์น้ำทั้งเวลากลางวันและกลางคืน เพื่อรักษาแหล่งปลาวางไข่ซึ่งครอบคลุมพื้นที่อ่างเก็บน้ำในเขื่อนศรีนครินทร์และเขื่อนวชิราลงกรณ์ กินระยะเวลาราว ๔ เดือน ตั้งแต่วันที่ ๑๕ พฤษภาคมถึง ๑๕ กันยายนของทุกปี เพื่อให้พ่อแม่พันธุ์ปลาได้ออกไข่ขยายพันธุ์ตามธรรมชาติ

“เป็นโครงการที่บังคับใช้กฎหมายเพื่อประโยชน์อันยั่งยืนในความมั่นคงทางอาหารแก่ชุมชนประมงทั้งสองอำเภอรอบเขื่อน ให้มีปลามากขึ้น ให้มีปลากินตลอดไป นั่นคือหลักการเพื่อชุมชนเอง” อำพลย้ำอีกครั้งด้วยน้ำเสียงและแววตามุ่งมั่น

เราโดยสารเรือแล่นฝ่าความมืดมิดยามค่ำคืนชั่วโมงกว่า ๆ ก็มาถึงแพของเจ้าหน้าที่บริเวณหน้าเจดีย์พุทธคยา เจ้าหน้าที่และเหล่าสมาชิกกลุ่มใบไม้แยกย้ายกันเก็บของ เตรียมตัวออกปฏิบัติภารกิจอย่างไม่รู้ง่วง แม้เข็มนาฬิกาเดินถึงเลข ๑ ของเช้าวันใหม่

“ถ้าทำได้ คำที่ว่า ‘ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว’ ก็จะเป็นจริง” หนุ่มใหญ่ผู้ริเริ่มโครงการกล่าวอย่างมีความหวัง

เรือตรวจการประมงน้ำจืด กรมประมง ระหว่างออกลาดตระเวนในอ่างเก็บน้ำเขื่อนวชิราลงกรณ์

ตาข่ายดักฝันกลางฤดูฝน

ระหว่างเรือโลดแล่นเหนือท้องน้ำกว้าง เท่าที่ตาเล็ก ๆ ของฉันมองเห็น มีตาข่ายเก่าชำรุดติดซากตอไม้จำนวนมากตลอดลำน้ำ พ้นจากผิวน้ำปลาอาจรอด แต่สัตว์ผู้ล่าปลาอย่างนกไม่อาจบินผ่านข่ายนั้นไปได้ โชคนิธิ คงชุ่ม หนุ่มร่างท้วมใจดีวัย ๒๗ ปี หัวหน้ากลุ่มใบไม้ที่พาอาสาสมัครนับ ๑๐ คนมาร่วมงานนี้ เล่าให้ฟังว่าตลอดระยะเวลาที่ทำงานมาพบนกทั้งที่ยังมีชีวิตและซากนกหลายชนิดติดอยู่กับข่ายตะคัดเหล่านั้น

ส่วนใต้ผิวน้ำลึกลงไปเกินกว่าตาเห็น เจ้าหน้าที่ใช้ตะกาวซึ่งเป็นเหล็กคล้ายกับสมอเรือโยนลงน้ำเกี่ยวตาข่ายขึ้นมา ทำให้เราพบว่ายังมีตาข่ายอีกหลายร้อยผืนทั้งข่ายเก่าและใหม่ลากยาวจากตลิ่งฝั่งหนึ่งไปยังอีกฝั่งหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่แค่แนวเดียว แต่โยงซ้อนกันไปมายิ่งกว่าใยแมงมุม ลึกลงไปสองชั้นสามชั้นเพื่อดักปลาทั้งที่หากินผิวน้ำและหน้าดิน

เหล่าอาสาฯ จากกลุ่มใบไม้กว่า ๑๐ คนที่กระจายกำลังไปตามเรือต่าง ๆ พร้อมกับเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นนายท้ายเรือ เริ่มสาวข่ายตะคัดที่มีปลาติดขึ้นมาจำนวนมาก หน้าที่สำคัญคือต้องตัดข่ายช่วยชีวิตปลาให้ไวที่สุด ตาข่ายถูกสาวขึ้นมาผืนแล้วผืนเล่าอย่างไม่รู้จุดหมายปลายทางว่าจะไปสิ้นสุดที่ตอหลักไหน

ตลอดระยะเวลาการดำเนินโครงการมากว่า ๕ ปี ชุดปฏิบัติงานเก็บกู้ตาข่ายซึ่งขวางกั้นวงจรชีวิตของปลาตามธรรมชาติในพื้นที่กว้างใหญ่กว่า ๒ แสนไร่ได้นับหมื่นผืน ซึ่งหากนำข่ายตะคัดจำนวนนั้นมาเย็บต่อกันจะได้ระยะทางไป-กลับจากอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิถึงเมืองชายแดนตะวันตกอย่างสังขละบุรีได้เลยทีเดียว

“มีปลาไข่เต็มท้องถูกตาข่ายรัดแน่น เมื่อเราช่วยปล่อยเขา สิ่งนี้คือความสำเร็จที่เกิดกับทรัพยากรและเป็นความสำเร็จที่เกิดขึ้นกับหัวใจเรา” โชคนิธิบอกฉันอย่างนั้น

ฉันร่วมลงเรือออกปฏิบัติงาน ทั้งเวลากลางวันที่แดดร้อนจนแสบผิว บางวันก็ฝนตกหนัก และในเวลากลางคืนที่มืดมิดทั้งเหน็บหนาวจากลมฝนจนเสื้อแขนยาวสามชั้นแทบทานไม่ไหว แต่เรามีลมหายใจเป็นเดิมพัน ยิ่งแกะตาข่ายปล่อยปลาไวเท่าไร นั่นหมายถึงปลาตัวต่อไปที่ถูกรัดติดข่ายมีโอกาสรอดมากขึ้นเท่านั้น

จังหวะที่ปลาติดข่ายไม่ได้ไปวางไข่ อาจคือความล่มสลายของแหล่งอาหารและรายได้ที่สำคัญ…ของทุกชีวิต

จังหวะที่ฝ่ามือฉันสัมผัสท้องเต่งที่เต็มไปด้วยไข่หลายพันฟองขณะอุ้มแม่ปลากระสูบตัวโตไม่ต่ำกว่า ๒ กิโลกรัมมาวางบนตัก แล้วรีบคว้ากรรไกรตัดข่ายตะคัดที่พันตัวปลาแน่นก่อนจะปล่อยปลาลงน้ำ ฉันไม่รู้ว่าแม่ปลาจะว่ายทวนน้ำไปถึงที่วางไข่ให้กำเนิดลูกปลาได้หรือไม่ แต่มันคือความสำเร็จที่เกิดขึ้นกับหัวใจอย่างที่เขาบอกไว้จริง ๆ

เราช่วยต่อลมหายใจให้เขา ไม่ใช่ในฐานะของพระเจ้าผู้กุมชะตาชีวิต แต่ในฐานะเพื่อนที่ยังพึ่งพาอาศัยธรรมชาติร่วมกัน

น้ำแดงที่หลากมาอาจบอกแม่ปลาว่าถึงเวลาให้กำเนิดชีวิต แต่มันคงไม่รู้ว่าเปอร์เซ็นต์ของการเกิดพอ ๆ กันกับความตาย แม่ปลาบางตัวอาจต้องหยุดฝันที่จะกลับไปวางไข่ยังบ้านหลังเดิมกลางฤดูฝน เมื่อถูกกับดักตาข่ายขวางกั้นไว้

“คนที่ไม่มีอาชีพเสริมเขายังรั้นอยู่ เพราะถ้าเขาหยุดจับก็ไม่มีรายได้มาจุนเจือ เขาต้องหาเลี้ยงลูกเลี้ยงเมีย ถ้าผมไม่ได้เลี้ยงปลากระชัง ไม่ได้วิ่งเรือรับนักท่องเที่ยว ผมก็ต้องไปจับปลาเหมือนกัน ขนาดเรายังกระท่อนกระแท่น ระยะ ๔ เดือนนี้คนที่ไม่มีเรือวิ่งหาแต่ปลาเป็นหลักจะลำบากนะ แต่ออกไปจับปลาก็เสี่ยงโดนจับ” บุญเรือง บุญเสน ชาวประมงสังขละบุรี เจ้าของกระชังปลาคัง และเรือรับจ้างเล่าถึงความเป็นอยู่ของคนหาปลาในช่วงฤดูน้ำแดง ภรรยาของเขา นงลักษณ์ บุญเสน เสริมว่า “แต่ก่อนที่ยังไม่ห้ามจับช่วงฤดูน้ำแดง คนหาปลาขายได้ถึงหมื่นสองหมื่นบาท พอหมดช่วงน้ำแดงก็หาปลาไม่ค่อยได้แล้ว”

แม้จะเป็นประเด็นที่อ่อนไหวแต่ทั้งสองสามีภรรยาก็ผลัดกันเล่าเรื่องราวในอดีตให้ฟังอย่างเป็นมิตร พวกเขาหาปลามาตั้งแต่ หลังสร้างเขื่อนใหม่ ๆ ซึ่งคนหาปลามีแต่คนไทย ส่วนคนมอญและกลุ่มชาติพันธุ์อื่นยังทำไร่อยู่บนเขา จนเมื่อกรมอุทยานแห่งชาติฯ ประกาศพื้นที่เป็นเขตอุทยานฯ ผู้คนบนเขาก็ต้องย้ายลงมาอยู่แพและหาปลาเป็นอาชีพ คนหาปลาจึงเต็มไปหมด

“ทำไมถึงเลิกจับปลาแล้วมาเลี้ยงปลากระชังแทนคะ ?”

“เปลี่ยนมาเลี้ยงเพราะหาปลาลำบาก ไปก็โดนจับ มันไม่คุ้ม”

ชายกลางคนผิวคล้ำแดดตอบ ก่อนเล่าต่อว่า “เมื่อก่อนหาปลาเป็นอาชีพ ใครขยันออกก็ได้ ใครขี้เกียจก็ไม่ได้ แล้วกรมประมงเขาก็มาส่งเสริมการเลี้ยงปลากระชัง ให้พันธุ์ปลามาแต่น้อย มันไม่พอเลี้ยงหรอก เราต้องลงทุนซื้อกันเอง เราเริ่มเลี้ยงปลามา ๔-๕ ปีแล้ว
เพราะหาปลามันไม่เหลือเก็บ”

“ถ้าใช้แต่อุปกรณ์ที่เขาอนุญาตมันก็หาปลาได้ไม่พอหรอก แต่เลี้ยงปลาก็เสี่ยงนะ อย่างช่วงน้ำแรง ๆ ปีที่สะพานพัง (วันที่ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๕๖) กระชังปลาพังกันเยอะ ปลาหลุดไปเป็นพัน ๆ ตัว เสียเปล่าเลย แล้วไม่มีเงินชดเชย เทศบาลเขาให้พันธุ์ปลาคังมา แต่เลี้ยงไม่รอด ตายหมด มันเป็นพันธุ์ปลาที่ช้ำมา ไม่เหมือนกับที่เราซื้อตามร้าน” นงลักษณ์สะท้อนปัญหาขณะป้อนข้าวบดให้หลานตัวน้อยวัย ๗ เดือน

เมื่อฝันของคนวางข่ายถูกดักเสียเอง…

“ลำห้วยไหนที่ปลาขึ้นวางไข่เยอะ ๆ เขาจะปิด อย่างบีคลี่ แต่ให้จับข้างนอกได้ แล้วก็ขยายเขตห้ามจับไปเรื่อย ๆ จนมากฎหมายใหม่เขาปิดหมดตั้งแต่หน้าเขื่อนถึงท้ายเขื่อน หัวหน้าคนเก่าเคยมีโครงการให้ชาวบ้านไปคุยกับผู้ว่าฯ โดยตรง ไปตกลงกันว่าจะแบ่งเขตให้จับปลายังไง ใช้ข่ายตาห่างเท่าไร แต่พอหัวหน้าย้ายไปโครงการก็หยุด ไม่มีใครสานต่อ” หัวหน้าครอบครัวบุญเสนถ่ายทอดความทรงจำสีหม่นราวกับท้องฟ้าที่กำลังครึ้มฝนระหว่างเราคุยกัน

จังหวะที่ปลาหลุดจากข่ายได้ไปวางไข่ อาจทำให้หลายคนมีปลากินไปตลอดปี
จังหวะที่ปลาหลุดจากข่ายได้ไปวางไข่ ไม่รู้ว่าครอบครัวเจ้าของข่ายจะมีโอกาสกินปลาในวันพรุ่งนี้ไหม
จังหวะที่ปลาติดข่ายไม่ได้ไปวางไข่ อาจทำให้หนึ่งครอบครัวอิ่ม แต่หลายครอบครัวอด
จังหวะที่ปลาติดข่ายไม่ได้ไปวางไข่ อาจคือความล่มสลายของแหล่งอาหารและรายได้ที่สำคัญ…ของทุกชีวิต

เหมือนฝันที่แขวนบนเส้นตาข่าย ไม่มีความแน่นอน ทั้งปลา คนดักข่าย หรือแม้แต่คนตัดข่าย

คาดเดายากดั่งฟ้าฝน หยดน้ำที่ตกลงมาเติมเต็มผืนน้ำอาจคือหยาดน้ำตาที่หลั่งรินให้กับฝันกลางฤดูฝน…

เจ้าหน้าที่กำลังสาวเก็บตาข่ายดักปลาที่มีคนลักลอบวางไว้ในช่วงฤดูแม่ปลาวางไข่ ซึ่งเป็นการทำประมงที่ผิดกฎหมาย

ตะวันขึ้นที่ฝั่งตะวันตก

จังหวะเวลาของทุกชีวิตมี ๒๔ ชั่วโมงเท่ากันตั้งแต่พระอาทิตย์แย้มหน้าผ่านขอบฟ้าขึ้นมาสบตาให้ความอบอุ่นแล้ว ลาลับให้พระจันทร์อวดแสงนวลตาต่อทั้งคืน

ภารกิจในโครงการนี้ไม่มีกำหนดเวลาแน่นอน บางครั้งทำงานกลางวัน บางคราวทำงานกลางคืน หลายครั้งลากยาวถึงเช้า และตลอดเวลาก็ล่อแหลมสุ่มเสี่ยงอันตรายจากอุบัติเหตุหรือการปะทะกับผู้กระทำผิดกฎหมาย หากเป็นหน้าที่โดยตรงคงหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ถ้าไม่ใช่ แล้วฝันแบบไหนที่รวมอาสาสมัครกลุ่มใบไม้ ๑๐ กว่าคนมาในช่วงฤดูน้ำแดง ?

“ทำในสิ่งที่เราทำได้ ณ จุดที่เราอยู่ ด้วยสิ่งที่เรามี”

โชคนิธิ พี่ใหญ่ของกลุ่มใบไม้กล่าวคำขวัญประจำกลุ่มขึ้นมาก่อนจะเล่าให้ฟังว่า “พี่ ๆ มูลนิธิอนุรักษ์ป่าตะวันตก หน่วยประมงฯ เขาแหลม กลุ่มคนอาสาเพื่อแผ่นดิน พวกเขาคือของแท้ที่ทำงานนี้กันอย่างจริงจัง ส่วนกลุ่มเราเห็นว่าสามารถรวมตัวกันมาช่วยงานเจ้าหน้าที่ และช่วยเผยแพร่โครงการผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการ”

ปลาแม่น้ำธรรมชาติใหญ่น้อยจากเขื่อนวชิราลงกรณวางเรียงรายขายในตลาดสดอำเภอสังขละบุรีตั้งแต่เช้าตรู่

ในบทสนทนาเคล้าเสียงสายฝนตกกระทบผืนน้ำ ฉันถามถึงความเปลี่ยนแปลงหลังจากเกิดโครงการนี้

“การที่เราเก็บกู้ตาข่าย เปิดโอกาสให้ปลาขึ้นไปวางไข่ได้มาก แปลว่าปริมาณปลามีแนวโน้มมากขึ้น แต่เราไม่ได้เก็บข้อมูลจริงจังที่ปลายทาง แต่อย่างน้อยต้นทางเราเห็น อย่างล่าสุดผมปล่อยปลาตะเพียนตัวใหญ่ ๆ ไข่เต็มท้องและตัวผู้ที่พร้อมจะฉีดน้ำเชื้อ คืนเดียว ๓๐-๔๐ ตัว” คือคำตอบจากประสบการณ์ของเขา ก่อนทิ้งท้ายว่า

“ถ้าเราทำตรงนี้ได้สำเร็จจะเป็นต้นแบบของที่อื่น อย่าคิดว่าทำไม่ได้ ถ้าอยากเห็นความยั่งยืนก็ต้องทำ เราเริ่มจากคนไม่กี่คน ทุกคนเอางานเป็นที่ตั้ง งานอนุรักษ์เป็นงานที่ทำไม่มีวันจบ การสร้างสำนึกคนรุ่นใหม่เป็นสิ่งจำเป็น”

ต่อคำถามเดิมกับอำพล หัวหน้าโครงการสนับสนุนงานป้องกันฤดูปลาวางไข่ที่ดำเนินงานมาหลายปี

“เราพบว่าตัวเลขจากสะพานปลาทั้งสองอำเภอเพิ่มขึ้น ๓ ปีที่ผ่านมามีปลาตะเพียนขึ้นเป็น ๑๐ ตัน ตัวเลขนี้ไม่เคยมีมาก่อนในรอบ ๑๐ ปี ปีที่แล้วเราเจอปลากา ๑๐ กิโลครึ่ง ไข่ออกไปแล้วนะ แล้วยังเจอพันธุ์ปลาที่ไม่เคยเห็นมานานอย่างปลาสร้อยน้ำเงิน ปลากระแห ปลาเนื้ออ่อน และจากการสังเกตของเจ้าหน้าที่หรือจากชาวบ้านที่เราไปพูดคุยก็เห็นตรงกันว่าพบปลามากขึ้น นี่เป็นข้อมูลแวดล้อม ไม่ใช่งานวิจัย แต่ก็พอชี้คร่าว ๆ ว่าหลังโครงการดำเนินงานมาจำนวนประชากรปลาเพิ่มขึ้น” เขาตอบอย่างภูมิใจ

“จริง ๆ ชาวบ้านที่เห็นด้วยก็มีเยอะ คอยเป็นหูเป็นตาเป็นสายข่าวให้เรา คนที่โทร.บอกเราก็คือคนที่เห็นว่าการชอร์ตปลาเป็นการทำประมงที่ไม่ยั่งยืน” ไพรัตน์ อ่อนจันทร์ เจ้าหน้าที่ประมงนายท้ายเรือกล่าวขึ้นก่อนส่งสัญญาณให้ทุกคนในเรือเงียบเสียง

เราแอบซุ่มบริเวณปากลำน้ำเงียบ ๆ เพื่อรอผู้ลักลอบจับปลาอย่างผิดกฎหมายนานหลายชั่วโมง ฉันนั่งหนาวหลับ ๆ ตื่น ๆ ระหว่างเจ้าหน้าที่เฝ้าสอดส่องสายตาฝ่าความดำมืดและกลุ่มหมอกที่เริ่มลงหนาตาสังเกตความเคลื่อนไหวผิดปรกติในลำน้ำ

แล้วในเวลาเช้ามืดของวันใหม่ก็มีเรือลำหนึ่งแล่นมา ไพรัตน์สตาร์ตเครื่องและรีบเร่งเรือมุ่งหน้าเข้าหาเรือลำนั้น ฉันรู้สึกตื่นเต้นและหายง่วงทันที รู้สึกเหมือนอยู่ในภาพยนตร์สายลับ

เขาสอบถามชายหนุ่มบนเรือว่ามาทำอะไร ชายหนุ่มตอบว่ามาตีนกแต่ไม่ได้สักตัว บนเรือปูเสื่อเรียบ ๆ ไร้ตัวนกหรืออุปกรณ์ตีนกใด ๆ แน่นอนว่าเขาไม่ได้มาตีนกตอนตี ๔ แต่เมื่อไม่มีหลักฐานเอาผิดก็ต้องปล่อยไป เหตุการณ์ทำนองเดียวกัน บางคืนเจ้าหน้าที่อาจเจอปลาชะโดตัวละเกือบ ๑๐ กิโลกรัมซ่อนไว้ใต้เสื่อ บางคืนเจอลูกปลาชะโดแดงแจ๋นับร้อย ๆ ตัวในถังใหญ่ เมื่อเจอของกลางเจ้าหน้าที่ต้องยึดปลาไว้ ส่วนชาวบ้าน เจ้าหน้าที่เลือกที่จะตักเตือนและปล่อยให้กลับบ้านแม้จะสามารถจับส่งดำเนินคดี

……………………………………………………………..…………

เมื่อตัดข่ายตะคัดที่ผูกรัดตัวปลาออกหมด ก็ได้ปล่อยปลาคืนสู่ธรรมชาติ

คืนสุดท้ายของกลุ่มอาสาสมัคร หลังกลับจากปฏิบัติงานไกลข้ามเขตอำเภอนานข้ามวันข้ามคืน อำพลเล่าเรื่องอย่างตื่นเต้นถึงการไปเห็นกับตาตัวเองครั้งแรกในการทำงานมาหลายปีว่าปลาที่แกะจากข่ายและปล่อยลงน้ำนั้นว่ายไปถึงที่วางไข่จริง ๆ เพราะหลังจากปล่อยปลาแล้วเขาได้เดินทวนน้ำไปตามทิศทางที่ปลาว่ายขึ้นไปตามลำห้วยเล็ก ๆ บริเวณต้นน้ำ และเห็นฝูงปลาที่มีรอยแผลถลอกว่ายหายเข้าไปในกอหญ้าริมน้ำซึ่งเป็นจุดที่ปลามักใช้เป็นที่วางไข่

“ถือเป็นรางวัลของการทำงานเลย ถ้าวันนี้ไม่ไปเก็บข่ายจะเสียหายขนาดไหน ข่ายเต็มปากอ่าวไปหมด ไม่มีทางที่ปลาจะขึ้นไปต้นน้ำได้เลย”

แววตาประกายเปี่ยมด้วยความหวังของคนทำงานที่ได้เป็นประจักษ์พยานกับตาว่าปลาที่ปล่อยกับมือจะได้วางไข่และให้กำเนิดลูกปลาอีกนับล้านชีวิต ซึ่งจะเติบโตต่อไปตามวงจรธรรมชาติ เป็นทรัพยากรต้นทุนที่สำคัญของชาวบ้านรอบอ่างเก็บน้ำเขื่อนเขาแหลม เป็นอาหารในจานส่งกลิ่นหอมยั่วลิ้น เป็นเงินตราใช้ยังชีพเลี้ยงปากท้อง และหมุนเวียนธุรกิจการท่องเที่ยวที่จะยังคงมีปลามาเติมเต็ม

ฉันนึกถึงเช้าวันใหม่วันหนึ่ง วันที่ล่องไปกลางผืนน้ำกว้างและหมอกขาวจาง ตอไม้ที่โผล่พ้นน้ำเป็นระยะ ๆ กับบรรยากาศ อึมครึมชวนสิ้นหวัง เงียบเหงาวังเวง แต่ไม่นานท้องฟ้าก็ค่อย ๆ สาดแสงสว่างเผยความงดงามของธรรมชาติเบื้องหน้า ราวกับเป็นสัญญาณ ของความหวังใหม่ เช่นเดียวกับ “โครงการสนับสนุนงานป้องกันฤดูปลาวางไข่” ในน่านน้ำฝั่งตะวันตกที่กำลังช่วยต่อชีวิตคนและปลา

ฉันเห็นพระอาทิตย์ขึ้นทางฝั่งตะวันตก สวยงามเกินกว่าจะบรรยาย…

อาสาสมัครกลุ่มใบไม้ กลุ่มคนอาสาเพื่อแผ่นดิน และเจ้าหน้าที่กรมประมง กำลังนั่งวางแผนปฏิบัติภารกิจเก็บกู้ตาข่ายดักปลาแม้จะเป็นเวลายามค่ำคืนแล้ว

ขอขอบคุณ

  • พี่ริน-อำพล ฐาปนพันธ์นิติกุล เลขานุการมูลนิธิอนุรักษ์ป่าตะวันตก
  • น้าป้อม-วิทยา สวนตะโก หัวหน้ากลุ่มปฏิบัติงานสำนักบริหารจัดการประมงน้ำจืดเขื่อนวชิราลงกรณ
  • น้ายา-ไชยา แถวเที่ยง สมาชิกกลุ่มอาสาเพื่อแผ่นดิน
  • น้าเขียด-ไพรัตน์ อ่อนจันทร์ เจ้าหน้าที่กรมประมง
  • น้าเริง-ธนากร แผ่เธียรทอง เจ้าหน้าที่กรมประมง
  • หมวดหนอง-สนอง ปิ่นตุรงค์ เจ้าหน้าที่กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ ๑๓๔ อำเภอสังขละบุรี
  • พี่เก่ง-โชคนิธิ คงชุ่ม หัวหน้ากลุ่มใบไม้
  • บุญเรือง บุญเสน ชาวประมงสังขละบุรี
  • นงลักษณ์ บุญเสน ชาวประมงสังขละบุรี
  • กลุ่มใบไม้
  • เพจ Nature Toon การ์ตูนสื่อความหมายธรรมชาติ
  • รายการคนมันส์พันธุ์อาสา
  • SeubNews
  • บทความ “สิ้นมัจฉาในบิคลี่ ก็สิ้นนที ๓ ประสบ”
  • และแหล่งข้อมูลทุกอย่างที่ไม่ได้กล่าวถึง ณ ที่นี้
  • จากนิตยสารสารคดี ฉบับที่ 381 พฤศจิกายน 2559 อาหารการกิน

รัศมิ์ลภัส กวีวัจน์
ผู้ที่ไม่ค่อยเข้าใจตัวเองและสิ่งอื่น ๆ รอบตัว อยู่นิ่งไม่ค่อยได้ ถ้าฝึกฝนท่องโลกทฤษฎีในคณะอักษรฯ จนครบกำหนดให้พ่อแม่ดีใจแล้วตั้งใจจะพาตัวเองไปเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ในโลกใบอื่นต่อ รักการอ่านพอ ๆ กับการเดินทาง ไปล่องลอยด้วยกันไหม ?

นวพล นวกิจพิพัฒน์
มัคคุเทศก์อ้วนดำคนหนึ่งที่มีโอกาสเข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์และมิตรภาพจากครูค่ายและเพื่อน ๆ ชาวค่ายในฐานะช่างภาพสารคดี เพราะอยากให้บ้านเกิดตัวเองเป็นที่รู้จักในด้านดี ๆ มากกว่าเห็นข่าวระเบิดในจอโทรทัศน์

นิตยสารสารคดี ปีที่ ๓๒ ฉบับที่ ๓๘๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๙ บทความที่ลงในเว็บไซต์ แนะนำสารคดีพิเศษ เรืออวนลาก ปลาป่น ภูเขาหัวโล้น สัมภาษณ์  บรรจง นะแส เด็ดปีกแมลงสะเทือนถึงดวงดาว โลกใบใหม่
อาหารการกิน สารคดีพิเศษเจ็ดเรื่องที่คัดสรรจาก ๒๕ ชิ้นงานของนักเขียนและช่างภาพรุ่นใหม่จากค่ายสารคดีครั้งที่ ๑๒ ว่าด้วยวัฒนธรรมอาหารและการกินอยู่แห่งยุคสมัยที่อาหารไม่ใช่แค่ของหาง่ายในร้านสะดวกซื้อ และคนเราไม่ได้ต้องการอาหารเมื่อรู้สึกหิวเท่านั้น หากยังเกี่ยวพันกับวิถีชีวิตธรรมชาติ สุขภาพ และแม้แต่การโฆษณาสื่อสารที่กระตุ้นเร่งเร้าความอยากอาหารด้วย สารคดีพิเศษชุดนี้จะพาเราไปดูอาหารในหลากแง่มุม ตั้งแต่ต้นทางอาหารป่าของชนเผ่าพื้นเมือง อาหารประจำถิ่น อาหารเพื่อสุขภาพของคนที่ควรได้รับการดูแลเป็นพิเศษด้านสุขภาพอนามัย อาหารส่วนเกินที่ถูกทิ้งขว้าง
เก็บตกจากลงพื้นที่ บางเรื่องที่ไม่ได้เขียนลงสารคดี จากการลงพื้นที่ภาคสนาม สองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นห่างกันราว ๗ ปี ภาพซ้าย นพ.รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์ หรือ "หมอหม่อง" อาจารย์แพทย์โรคหัวใจ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่



ผู้ดูแล และลงข้อมูลประจำเวบไซต์ sarakadee.com








ใส่ความเห็น

อีเมล์ของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

นิตยสารสารคดี ปีที่ ๓๒ ฉบับที่ ๓๘๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๙ บทความที่ลงในเว็บไซต์ แนะนำสารคดีพิเศษ เรืออวนลาก ปลาป่น ภูเขาหัวโล้น สัมภาษณ์  บรรจง นะแส เด็ดปีกแมลงสะเทือนถึงดวงดาว โลกใบใหม่
อาหารการกิน สารคดีพิเศษเจ็ดเรื่องที่คัดสรรจาก ๒๕ ชิ้นงานของนักเขียนและช่างภาพรุ่นใหม่จากค่ายสารคดีครั้งที่ ๑๒ ว่าด้วยวัฒนธรรมอาหารและการกินอยู่แห่งยุคสมัยที่อาหารไม่ใช่แค่ของหาง่ายในร้านสะดวกซื้อ และคนเราไม่ได้ต้องการอาหารเมื่อรู้สึกหิวเท่านั้น หากยังเกี่ยวพันกับวิถีชีวิตธรรมชาติ สุขภาพ และแม้แต่การโฆษณาสื่อสารที่กระตุ้นเร่งเร้าความอยากอาหารด้วย สารคดีพิเศษชุดนี้จะพาเราไปดูอาหารในหลากแง่มุม ตั้งแต่ต้นทางอาหารป่าของชนเผ่าพื้นเมือง อาหารประจำถิ่น อาหารเพื่อสุขภาพของคนที่ควรได้รับการดูแลเป็นพิเศษด้านสุขภาพอนามัย อาหารส่วนเกินที่ถูกทิ้งขว้าง
เก็บตกจากลงพื้นที่ บางเรื่องที่ไม่ได้เขียนลงสารคดี จากการลงพื้นที่ภาคสนาม สองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นห่างกันราว ๗ ปี ภาพซ้าย นพ.รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์ หรือ "หมอหม่อง" อาจารย์แพทย์โรคหัวใจ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่