ฐิติพันธ์ พัฒนมงคล : เรื่อง

npplatoo02
ปลาทูในน่านน้ำไทยส่วนใหญ่อาศัยอยู่บริเวณอ่าวไทยตั้งแต่จังหวัดตราดเรื่อยไปจนถึงนราธิวาส และยังพบปลาทูกระจายหากินบริเวณชายฝั่งอันดามัน ตลอดจนน่านน้ำของประเทศเวียดนาม ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย อินเดีย ฯลฯ (ภาพ : 123rf)

ปลายเดือนพฤษภาคมต่อต้นเดือนมิถุนายน ๒๕๖๕ มีการจัดกิจกรรมรณรงค์ทางท้องทะเลเรียกร้องให้รัฐบาลบังคับใช้กฎหมายห้ามจับตัวอ่อนสัตว์ทะเลอย่างจริงจัง ด้วยการออกล่องเรือจากพื้นที่ “สามทะเล” มุ่งหน้าสู่กรุงเทพมหานคร ผู้จัดกิจกรรมเป็นกลุ่มชาวประมงพื้นบ้านเครือข่ายสมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย และสมาคมรักษ์ทะเลไทย

พื้นที่สามทะเลประกอบด้วยทะเลอันดามัน ทะเลอ่าวไทยภาคใต้ และทะเลอ่าวไทยภาคตะวันออก ผู้จัดตั้งใจใช้เวลาประมาณ ๑๕ วัน ทำกิจกรรมรณรงค์เรื่องการอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำ ไม่ซื้อไม่ขายสัตว์ทะเลวัยอ่อนกับชุมชนชาวประมงพื้นบ้านตลอดแนวชายฝั่งที่ขบวนเรือแล่นผ่าน

จุดหมายปลายทางอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อยื่นหนังสือและขอเจรจากับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รัฐสภา เรียกร้องให้เกิดการบังคับใช้กฎหมาย ตาม พ.ร.ก.การประมง พ.ศ.๒๕๕๘ มาตรา ๕๗ ที่กำหนดว่า “ห้ามมิให้ผู้ใดจับสัตว์น้ำหรือนำสัตว์น้ำที่มีขนาดเล็กกว่าที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดขึ้นเรือประมง”

วันที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๖๕ หลังจัดกิจกรรมรณรงค์ในจังหวัดสตูลและตรัง ขบวนเรือประมงพื้นบ้านได้ออกเดินทางจากอำเภอปานาเระ จังหวัดปัตตานี ผ่านสงขลา นครศรีธรรมราช ขึ้นมาตามแนวชายฝั่ง โดยนำธงรณรงค์ที่มีข้อความ “หยุดจับ หยุดซื้อ หยุดขาย สัตว์น้ำวัยอ่อน” ติดตัวมาด้วย

ถึงวันที่หก คือวันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๖๕ เรือแล่นมาถึงจังหวัดชุมพร และผ่านต่อไปยังประจวบคีรีขันธ์ นับว่าถึงครึ่งทางของกิจกรรม ตัวแทนนำธงรณรงค์ส่งให้กับชุมชนประมงบ้านทุ่งน้อย ตำบลเขาแดง อำเภอกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พี่น้องชาวประมงออกมารับธงรณรงค์แสดงออกถึงการร่วมสนับสนุนการเคลื่อนไหว

ผู้บริโภคสัตว์ทะเลจำนวนมากไม่รู้ว่าอุตสาหกรรมประมงและอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ของประเทศไทยกำลังทำร้ายระบบนิเวศและวิถีชุมชนชายฝั่ง ด้วยการการจับสัตว์น้ำตัวเล็กๆ ที่ยังโตไม่เต็มวัยขึ้นมาจากท้องทะเล

สัตว์น้ำตัวเล็กๆ ที่เรียกรวมกันว่า “ปลาเป็ด” มักจะไม่ถูกนำมาบริโภค แต่จะถูกส่งไปขายให้กับกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ในราคาถูกๆ เพื่อนำไปบดทำอาหารสัตว์

ทำไมต้องทวงคืนน้ำพริกปลาทู
ความเชื่อว่าลูกปลาตัวเล็กๆ มีคุณค่าทางอาหารสูง ทำให้ประชากรสัตว์ทะเลในน่านน้ำไทยลดลงอย่างรวดเร็ว ปลาทูเป็นหนึ่งในนั้น สาเหตุสำคัญเกิดจากการล่าอย่างไม่บันยะบันยัง รวมทั้งความย่อหย่อนให้การบังคับใช้กฎหมายห้ามจับสัตว์น้ำวัยอ่อน (ภาพ : 123rf)
npplatoo03
ปลาทูเป็นปลาน้ำเค็ม มีหลายชนิดเช่น ปลาลัง ปลาทูตัวสั้น ปลาทูปากจิ้งจก มักมีตาโต ปากกว้าง ลำตัวด้านบนมีสีน้ำเงินแกมเขียว ส่วนท้องด้านล่างมีสีขาวปนสีเงิน ถึงวัยเจริญพันธุ์เมื่ออายุประมาณ ๑ ปี แม่ปลาทู ๑ ตัวสามารถวางไข่ได้ถึง ๗ ครั้งต่อปี (ภาพ : 123rf)

แม้จะมี พ.ร.ก.การประมง พ.ศ.๒๕๕๘ มาตรา ๕๗ แต่ความย่อหย่อนในการบังคับใช้กฎหมาย ทำให้เครื่องมือประมงชนิดทำลายล้างยังคงถูกใช้งานในท้องทะเลไทย ไม่ว่าจะเป็นอวนรุน อวนลาก อวนตาถี่ แผ่นตะเฆ่ ทำให้ประชากรสัตว์ทะเลลดลง

มีรายงานว่าในแต่ละปีมีสัตว์น้ำขนาดเล็กโดยเฉพาะลูกปลาชนิดต่างๆ ถูกจับขึ้นมามากกว่า ๓๐๐ ล้านกิโลกรัม หรือ ๓ แสนตัน แทนที่ลูกสัตว์ตัวเล็กตัวน้อยเหล่านั้นจะมีโอกาสเติบใหญ่ แต่กลับถูกจับขึ้นมาขายให้กับบริษัทผู้ผลิตอาหารสัตว์ตั้งแต่ตัวเล็กๆ

ข้อความ “บอกรักทะเลไทยด้วยการหยุดจับ หยุดซื้อ หยุดขาย สัตว์น้ำวัยอ่อน” บนธงรณรงค์ของขบวนเรือประมงพื้นบ้านโบกสะบัด เช่นเดียวกับข้อความ “ทวงคืนน้ำพริกปลาทู” ที่ถูกใช้เป็นสัญลักษณ์สาเหตุเพราะปลาทูเป็นหนึ่งปลาทะเลที่ได้รับผลกระทบ มีจำนวนประชากรลดน้อยลงทุกวัน

หลายปีที่ผ่านมาปัญหา “ปลาทูไทย” กลายเป็นประเด็นร้อนเมื่อมีรายงานว่าปริมาณการจับปลาทูในอ่าวไทยลดลงอย่างมีนัยนะสำคัญ จากช่วงปี ๒๕๕๘-๒๕๖๑ เคยจับปลาทูได้ปีละ ๑.๒ แสนตัน ลดลงเหลือไม่ถึง ๑ ใน ๑๐ หรือประมาณ ๑๑,๓๐๖ ตัน ในปี ๒๕๖๑

npplatoo04
น้ำพริกและปลาทูเป็นหนึ่งในอาหารยอดนิยมของคนไทย เพราะหากินง่าย ราคาไม่แพงนักเมื่อเทียบกับอาหารทะเลชนิดอื่น หากแต่ทุกวันนี้ปลาทูที่ชาวประมงจับได้มีจำนวนน้อยลง ทะเลไทยวันนี้ไม่ได้ชุกชุมด้วยปลาทูเหมือนอดีตแล้ว (ภาพ : 123rf)
npplatoo05
กิจกรรมรณรงค์ครั้งสำคัญเพื่อเรียกร้องให้บังคับใช้กฎหมายห้ามจับตัวอ่อนสัตว์ทะเลอย่างจริงจัง โดยกลุ่มชาวประมงพื้นบ้าน (ภาพ : สมาคมรักษ์ทะเลไทย)

มีรายงานว่าสาเหตุเกิดจากการจับปลาทูวัยเจริญพันธุ์ที่พร้อมวางไข่ในอ่าวไทยมากถึงร้อยละ ๙๐ จนทำให้มีปลาทูเกิดใหม่ไม่เพียงพอทดแทนการถูกจับ นอกจากนี้ยังมีการจับลูกปลาทู

จากการศึกษาวงจรชีวิตและการวางไข่ของปลาทูในอ่าวไทย อาจแบ่งปลาทูออกเป็นสองสายเรียกว่าสายตะวันตกกับสายตะวันออก

ปลาทูสายตะวันตกจะอาศัยอยู่แถบจังหวัดสมุทรสาคร สมุทรสงคราม และเพชรบุรี เมื่อถึงช่วงเจริญพันธุ์ จะว่ายน้ำจากปากอ่าวไทยลงไปวางไข่บริเวณนอกชายฝั่งแถบจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร  และสุราษฎร์ธานี โดยเฉพาะหมู่เกาะอ่างทอง เกาะเต่า เกาะสมุย เกาะพงัน นอกชายหาดแม่รำพึง หลังสวน แม่ปลาทูจะปล่อยไข่ซึ่งเป็นไข่ลอยออกมาในน้ำทะเลที่มีระดับความลึกประมาณ ๒๐-๓๐ เมตร ปลาทูตัวผู้จะฉีดน้ำเชื้อเข้าผสมกับไข่ หลังจากนั้นไข่จะลอยไปกับกระแสน้ำ อีกราวสิบวันต่อมาลูกปลาทูก็จะออกจากไข่ เมื่อแรกเกิดมีถุงพองๆ เป็นถุงอาหารสำรองสำหรับดำรงชีวิตในช่วง ๓-๕ วันแรก ที่ยังต้องล่องลอยเท้งเต้งต่อไปตามกระแสน้ำ และจะเริ่มออกหากินเมื่อถุงอาหารเริ่มยุบตัว มีความยาวของลำตัวประมาณ ๑ เซนติเมตร การหาอาหารเองลูกปลาทูจะว่ายรวมกันเป็นฝูง กินอาหารจำพวกแพลงก์ตอนพืชและสัตว์ที่ลอยอยู่ในน้ำ

ไม่ถึง ๑ เดือน ลูกปลาทูซึ่งมีความยาวเพิ่มขึ้นเป็น ๓-๔ เซนติเมตรจะพยายามว่ายน้ำขึ้นเหนือมุ่งเข้าสู่ปากอ่าวไทยบริเวณอ่าวรูปตัว ก. หากินตามจุดที่มีอาหารอุดมสมบูรณ์ ปรกติแล้วปลาทูใช้เวลาประมาณ ๖-๗ เดือนถึงจะโตเต็มวัย เข้าสู่วัยผสมพันธุ์และวางไข่เมื่ออายุได้ ๑ ปี จะอพยพลงมาหาที่วางไข่ทางตอนล่างอีก เป็นไปตามวงจรชีวิต

ขณะที่ปลาทูสายตะวันออกจะอาศัยอยู่แถบจังหวัดตราด จันทบุรี ชลบุรี ฉะเชิงเทรา ถึงช่วงเจริญพันธุ์มักจะว่ายน้ำไปวางไข่บริเวณเกาะช้างหรือเกาะกง ปลาทูตัวเล็กๆ ที่ออกหาอาหารบริเวณใกล้ฝั่งจนตัวโตเต็มวัย เมื่อถึงวัยผสมพันธุ์ แม่ปลาทูที่มีไข่เต็มท้อง และตัวผู้ที่มีน้ำเชื้อพร้อมผสมก็จะเดินทางกลับสู่ถิ่นเกิดอีกครั้ง เป็นไปตามสัญชาติญาณทางธรรมชาติ

ปลาทูเป็นสัตว์ที่วางไข่ตลอดทั้งปี แม่ปลาทู ๑ ตัวสามารถวางไข่ได้ถึง ๗ ครั้งต่อปี ครั้งละประมาณ ๒๐,๐๐๐-๑๐๐,๐๐๐ ฟอง ทำให้ชาวประมงสามารถจับปลาทูได้ตลอดทั้งปี แต่หลายปีที่ผ่านมานี้ประชากรปลาทูกำลังลดลงเนื่องจากถูกคุกคามจากเครื่องมือประมงแบบทำลายล้าง อันเกิดจากหย่อนยานของการบังคับใช้กฎหมาย

ถึงแม้จะมีความพยายามฟื้นฟูจำนวนประชากรปลาทู แต่จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากหลายฝ่าย ทั้งผู้ซื้อ ผู้ขาย

ยังมีหลายคนเข้าใจว่าลูกปลาขนาดเล็กมีคุณค่าทางอาหารสูงมากเป็นพิเศษ แต่นั่นเป็นเพียงความเชื่อ ในทางตรงข้ามการบริโภคลูกปลาและสัตว์น้ำวัยอ่อนคือการตัดวงจรชีวิตและการขยายพันธุ์ ถือเป็นการ “ตัดตอน” ความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศทางท้องทะเล

บทความ พลังของเรา ช่วยหยุดวิกฤตในมหาสมุทรได้ ตีพิมพ์บนเว็บไซด์ www.greenpeace.org ของ กรีนพีช ประเทศไทย ระบุว่าคำกล่าวที่ว่ากินลูกปลาแล้วจะได้แคลเซียมเยอะนั้นเป็นเพียงความเชื่อ แท้จริงการบริโภคลูกปลาขนาดเล็กก่อให้เกิดความสูญเสียทั้งต่อระบบนิเวศและเศรษฐกิจ
ยกตัวอย่างลูกปลาทูตัวเล็กๆ จำนวน ๑,๐๐๐ ตัว น้ำหนักรวมกัน ๑ กิโลกรัม ราคา ๑๐๐ บาท ถ้าไม่ถูกจับ มีชีวิตรอดอีกประมาณ ๖ เดือนจนเติบใหญ่ แล้วถูกนำมาบริโภคเมื่อมีน้ำหนักได้ ๑๐-๑๓ ตัวต่อกิโลกรัม ราคาจะตกกิโลกรัมละ ๘๐-๑๒๐ บาท เท่ากับเวลาเพียงครึ่งปีปลาทูจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นถึง ๘๐ เท่า

ในปี ๒๕๖๑ ที่มีรายงานว่าประเทศไทยจับปลาทูได้ ๑๑,๓๐๖ ตัน สมมุตว่า ๑ เปอร์เซ็นต์ของปลาทูที่จับมาเป็นลูกปลาทูขายกิโลกรัมละ ๑๐๐ บาท จะคิดเป็นเงินมูลค่าประมาณ ๑๑ ล้านบาท แต่ถ้ารออีก ๖ เดือน ปลาทูเหล่านี้จะมีมูลค่าประมาณ ๘๘๐ ล้านบาท

แม้ลูกปลาทูส่วนหนึ่งจะกลายเป็นอาหารของสัตว์ผู้ล่า ไม่ได้มีชีวิตอยู่รอด แต่ปลาทูเต็มวัยที่รอดชีวิตจะมีมูลค่าสูงอีกหลายเท่า และถ้าอยู่รอดถึงช่วงขยายพันธุ์ ก็สามารถเพิ่มจำนวนประชากรปลาทูได้อีกหลายหมื่นหลายแสนตัว

ไม่เพียงแค่การจับปลาทูวัยอ่อนที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบเศรษฐกิจ กรีนพีช ประเทศไทย ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับขนาดของสัตว์น้ำ ที่ผู้บริโภคควรเลือกซื้อโดยไม่สร้างความสูญเสียกับระบบนิเวศ

  • ปลาทู ควรมีขนาด ๑๖ เซนติเมตร ขึ้นไป
  • ปลากะพงขาว ขนาด ๓๐-๕๐ เซนติเมตร ขึ้นไป
  • กุ้งก้ามกราม ขนาด ๑๓-๓๐ เซนติเมตร ขึ้นไป
  • หมึกหอม ๑๕-๒๐ เซนติเมตร ขึ้นไป
  • หมึกกล้วย ๙-๑๐ เซนติเมตร ขึ้นไป
  • ปูม้า ขนาดกระดอง ๑๔ เซนติเมตร ขึ้นไป
  • ปูดำ, ปูทะเล ขนาดกระดอง ๙ เซนติเมตร ขึ้นไป
  • กุ้งแชบ๊วย ๑๔-๑๕ เซนติเมตร ขึ้นไป
  • ปลากระบอกดำ ๑๕ เซนติเมตร ขึ้นไป เป็นต้น

ปลายเดือนพฤษภาคมต่อต้นเดือนมิถุนายน การรณรงค์ของกลุ่มประมงพื้นบ้านเครือข่ายสมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย และสมาคมรักษ์ทะเลไทย ให้หยุดจับ หยุดซื้อ หยุดขาย สัตว์น้ำวัยอ่อนเป็นการส่งเสียงเรียงร้องในสิ่งเดียวกันนี้

แถลงการณ์วันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๖๕ ณ ชายหาดบ้านทุ่งน้อย กุยบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ของเครือข่ายระบุว่า การกระบวนการผลิตอุตสาหกรรมอาหารทะเลไทย กำลังส่งผลกระทบถึงระบบนิเวศ ต่อชุมชนชายฝั่ง ก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล ขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่เข้าถึงอาหารทะเลได้น้อยลง

“ถึงวันนี้ ประจักษ์ชัดว่า การจับ – การซื้อ – การขาย – การบริโภค “สัตว์น้ำวัยอ่อน” ได้ทำลายโอกาสทางเศรษฐกิจนับหมื่นล้านบาทต่อปี ทำร้ายชาวประมงพื้นบ้านขนาดเล็กหลายแสนคนที่จะมีรายได้เลี้ยงชีพ สิ่งสำคัญคือ ทำลายโอกาสของประชาชนคนเล็กคนน้อยทั่วประเทศที่จะได้เข้าถึงอาหาร ด้วยการปล่อยให้มีการนำ ”อาหารทะเล” น้ำหนัก มากกว่า “๓๐๐,๐๐๐,๐๐๐” กิโลกรัม (สามร้อยล้าน) ถูกป่นในราคาถูกๆ โดยผลประโยชน์ตกอยู่กับ กลุ่มทุนอุตสาหกรรมประมง และ กลุ่มประกอบการอาหารสัตว์

“ในสถานการณ์ที่ทั่วทั้งโลกกำลังขาดแคลนอาหาร เรากลับปล่อยให้พี่น้องประชาชนทั้งประเทศซื้ออาหารคุณภาพในราคาที่แพงขึ้นๆ ทั้งที่เรามีอาหารทะเลจำนวนมากมายมหาศาล แต่กำลังจะกลายเป็นอาหารที่มีราคาสูงจนผู้มีรายได้น้อยหรือปานกลางไม่สามารถเข้าถึงได้

“การรณรงค์ด้วยการเดินทางไกลด้วยเรือลำเล็กของเราในครั้งนี้จึงมีความจำเป็น และมีความหมายยิ่งต่อความมั่นคงทางอาหารของลูกหลานของเรา ในวันนี้ และในอนาคต

“แน่นอนว่า ทุกภาคส่วนควรต้องมีส่วนรับผิดชอบต่อสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น ทั้งชาวประมงผู้จับสัตว์น้ำต้องมีจิตสำนึก ผู้ซื้อผู้ขายคนกลางต้องตระหนักรู้ถึงผลกระทบ ส่วนผู้บริโภคก็จะต้องมีรับผิดชอบไม่สนับสนุนการทำประมงที่จับสัตว์น้ำวัยอ่อน”

หากจะย้อนเวลากลับไปเมื่อช่วงปลายปี ๒๕๕๙ กรมประมงเคยแต่งตั้งคณะกรรมการประกอบตัวแทนจากหลายสาขา อาทิ นักวิชาการ อาจารย์มหาวิทยาลัย ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการทรัพยากร มาหารือกันเพื่อพิจารณาขนาดสัตว์น้ำ ชนิดพันธุ์ ปริมาณการจับ ก่อนจะพิจารณาให้ปลาทูซึ่งเป็นปลาทะเลที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ และจำนวนประชากรลดน้อยลง ควรเป็นสัตว์น้ำชนิดแรกที่นำมากำหนดขนาด และออกประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตามกฎหมายมาตรา ๕๗

ผลวิจัยในขณะนั้นชี้ว่าปลาทูขนาดลำตัว ๑๔ เซนติเมตร เป็นปลาทูขนาดแรกสืบพันธุ์ที่เริ่มวางไข่ เพื่อให้เกิดการอนุรักษ์และฟื้นฟูประชากร จึงไม่ควรจับปลาทูในช่วงที่ยังไม่สามารถวางไข่ อย่างไรก็ตาม มีข้อทักท้วงว่าถ้ากำหนดขนาดปลาทูเล็กที่สุดของวัยแรกสืบพันธุ์ที่ ๑๔ เซนติเมตร จะทำให้ทั้งเรือประมงพาณิชย์และเรือประมงพื้นบ้านมีความเสี่ยงที่จะกระทำความผิดได้ง่าย เพราะเครื่องมือของเรือทั้งสองประเภทสามารถจับปลาทูขนาดต่ำกว่า ๑๔ เซนติเมตรได้เช่นกัน หากกำหนดขนาดข้างต้นอาจจะส่งผลกระทบกับชาวประมง

ต่อมามีการจัดประชุมหารือทางวิชาการเพื่อหาข้อยุติหลายครั้ง มีรายงานว่ากลุ่มประมงพื้นบ้านยอมรับขนาดของปลาทูที่ห้ามทำการประมงที่ขนาดต่ำกว่า ๑๔ เซนติเมตร ขณะที่ทางประมงพาณิชย์ขอให้มีการศึกษาเพิ่มเติมอีกก่อนหาข้อยุติ ก่อนที่วันเวลาจะล่วงผ่านมาอีกหลายปี

npplatoo06
ปลายเดือนพฤษภาคมต่อต้นเดือนมิถุนายน ๒๕๖๕ ชาวประมงพื้นบ้านจากแผ่นดิน “สามทะเล” ทั้งภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย อันดามัน และตะวันออก เดินทางมุ่งหน้าสู่กรุงเทพมหานคร เพื่อยื่นหนังสือเรียกร้องและหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกรุงเทพฯ (ภาพ : สมาคมรักษ์ทะเลไทย)
npplatoo07
npplatoo08
ตลอดเส้นทางมีจุดแวะพัก เพื่อทำกิจกรรมร่วมกับกลุ่มชาวประมงพื้นบ้าน ทั้งจัดเวทีเสวนา ปล่อยพันธุ์สัตว์ทะเลวัยอ่อนจากธนาคารปูม้า ธนาคารปลา (ภาพ : สมาคมรักษ์ทะเลไทย)
npplatoo09
๖ มิถุนายน ๒๕๖๕ ขบวนเรือเดินทางถึงปากแม่น้ำเจ้าพระยา มุ่งหน้าเข้าสู่กรุงเทพมหนานคร (ภาพ : สมาคมรักษ์ทะเลไทย)

แถลงการณ์วันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๖๕ ของเครือข่ายประมงพื้นบ้านตอนหนึ่งระบุว่า

“เราเห็นว่า ภาครัฐซึ่งเป็นผู้มีอำนาจตามกฎหมายต้องดำเนินการตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ มิใช่ใช้วิธีการบ่ายเบี่ยง โยนภาระว่า หากผู้บริโภคไม่ซื้อ ผู้ขายไม่ขาย ผู้จับไม่จับ ย่อมไม่มีปัญหาเกิดขึ้น หรือกรณีอ้างบ่ายเบี่ยงถ่วงเวลาทำศึกษามากว่า ๗ ปี จนทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง เลวร้ายลง

“นับตั้งแต่วันนี้ ขบวนเรือลำเล็กของเรา จะเอาเราความหวังของเราเอง ความหวังของเพื่อนๆ ความหวังของคนทุกข์ยากที่จะมีอาหารครบมื้อ เราจะเอาความความหวังที่จะ ‘ทวงคืนปลาทูให้กลับมา’ ”

กิจกรรมรณรงค์ทางท้องทะเลของกลุ่มประมงพื้นบ้าน เครือข่ายสมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย และสมาคมรักษ์ทะเลไทย เป็นการขับเคลื่อนของคนหาปลาตัวเล็กๆ เพื่อกระตุ้นให้ทุกคนทุกฝ่ายได้ตระหนักถึงปัญหานี้

อ่านเพิ่มเติม : รณรงค์ไม่จับตัวอ่อนสัตว์ทะเล ทวงคืนน้ำพริกปลาทู