เรื่องและภาพ: สุภัชญา เตชะชูเชิด

The High Line สวนลอยฟ้าท่ามกลางตึกระฟ้า เมื่อเมืองรับฟังเสียงประชาชน

หมุดหมายที่ฉันมาเยือนมหานครนิวยอร์คในครั้งนี้ ไม่ใช่เทพีเสรีภาพหรือ Time Square แต่คือสวนลอยฟ้าระยะทางเพียง 2.3 กิโลเมตร หรือ The High Line

ประตูเล็กๆ ตรงทางเข้าโรงจอดรถไฟพร้อมโลโก้ตัว H ขนาดใหญ่พาฉันเข้ามาในสวน ทางเดินลาดยางมะตอยค่อยๆ ลาดขึ้นไปทำให้ฉันเห็นแม่น้ำฮัดสันมุมสูงอย่างชัดเจน

เรือล่องแม่น้ำผ่านไปมาหลายลำ ชวนให้นึกถึงภาพครั้งหนึ่งที่แห่งนี้เคยเป็นท่าเรือขนส่งสินค้าที่สำคัญของเมือง เนื้อวัว นม และอาหารหลายชนิดถูกขนส่งจากแม่น้ำฮัดสันสู่ใจกลางเมืองผ่านรางรถไฟสายที่ฉันยืนอยู่นี้ ก่อนที่การขนส่งโดยถนนจะเข้ามาแทนที่ ทำให้รถไฟหยุดวิ่งและรางต้องทิ้งร้างลงในปี 1980

ฉันเพิ่งสังเกตว่ายางมะตอยที่ฉันเดินลาดอยู่บนรางรถไฟเก่า เหลือแนวเหล็กเห็นเป็นทาง ส่วนอีกรางคู่ขนานก็มีต้นไม้ขึ้นระเกะระกะปกคลุมอยู่เต็ม บางต้นใบกลายเป็นสีน้ำตาลแห้ง จนฉันอดคิดไม่ได้ว่าทำไมผู้คนถึงชื่นชมสวนแห่งนี้นัก

จนกระทั่งเดินทางถึงป้าย Self-seeding & Unfinished เขียนไว้ว่าสวนโซนนี้ปล่อยให้พืชขึ้นเองโดยธรรมชาติ

เมล็ดตกค้างตามทางรถไฟค่อยๆ งอกเงยและเติบโตปกคลุมจนเราแทบมองไม่เห็นเส้นขนานของรางเดิม

ครั้งหนึ่งมันเคยถูกมองว่าเป็นพื้นที่รกร้าง จนนายกเทศมนตรีเสนอให้รื้อถอนเพื่อนำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นแทน แต่พื้นที่รกร้างนี่เองที่เป็นแรงบันดาลใจให้เกิดกลุ่ม Friend of High Line ในปี 1999 ประชาชนละแวกนี้รวมตัวกันและเสนอให้เปลี่ยนพื้นที่นี้เป็นสวนสาธารณะ ทั้งร่วมกันศึกษาความเป็นไปได้ ผลกระทบเชิงเศรษฐกิจ ออกแบบพื้นที่ รับฟังความคิดเห็นกับชุมชนในย่านนี้ รวมถึงระดมทุนจากทั้งเอกชนและภาคประชาชน จนได้งบประมาณเพียงพอและได้รับการอนุมัติจากรัฐในที่สุด

ปัจจุบัน Self-seeding zone ตั้งใจเป็นโซนที่ไม่มีการจัดการ!

เพื่อเป็นเครื่องหมายของการที่ธรรมชาติฟื้นฟูได้ด้วยตัวเอง

และเพื่อระลึกถึงจุดเริ่มต้นที่ทำให้ The High Line ถือกำเนิดขึ้น

highline06

แหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียน

ทางเดินพาฉันเลี้ยวแยกออกจากริมแม่น้ำฮัดสันเข้าสู่โซนทุ่งหญ้า สวนส่วนนี้ดูแปลกตาและสวยงามเห็นได้ชัดว่าได้รับการดูแลเป็นอย่างดี ดอกไม้และพืชท้องถิ่นหลากชนิดถูกนำมาปลูกสองข้างทาง สีม่วง สีเหลือง สีขาว ขึ้นแซมกับหญ้าสีเขียว ให้ความรู้สึกสดชื่น

ดอกไม้ท้องถิ่นหลายชนิดมีป้ายบอกเป็นระยะว่าชื่ออะไร ชอบสภาพอากาศแบบไหน สิ่งมีชีวิตชนิดไหนชอบเป็นพิเศษ พอก้มลงดูใกล้ๆ ฉันยังเห็นผึ้งบินตอมเกสรดอกไม้แทบไม่ขาดสาย

สิ่งที่น่าสนใจเป็นพิเศษ คือป้ายงานศึกษาพืชในภาวะโลกร้อน

ชั้นดินของ High Line ลึกเพียง 18 นิ้ว และเนื่องจากเป็นพื้นที่ยกระดับ พืชเลยต้องทนกับแดดและลมแรง จึงมีการเก็บข้อมูลพืชหลายชนิดที่เติบโตได้ดีโดยใช้การดูแลน้อย เพื่อเป็นชนิดพันธุ์ที่อยู่รอดและเหมาะสมกับโลกอนาคต เมื่อภาวะโลกร้อนทวีความรุนแรงขึ้น

ถัดจากโซนดอกไม้ก็เข้าสู่โซนไม้ต้น

จากดอกไม้หลากสี พืชพรรณค่อยๆ เปลี่ยนเป็นต้นไม้เขียวสูงเหนือหัว ช่วยลดแดดแรงของวันไปได้บ้าง

ไม้หมอนรถไฟถูกจัดวางเป็นที่นั่งให้คนได้พักผ่อนหย่อนใจ บางโซนเป็นกระจกใสให้เรามองเห็นรถวิ่งบนถนน ราวกับได้นั่งมองภาพวาดผืนใหญ่ ที่มีรถวิ่งไปมาชวนให้เพลินไปอีกแบบ

ฉันเห็นกลุ่มนักศึกษามานั่งสเก็ตช์ภาพ คู่รักมานั่งปิกนิก บางคนมากับครอบครัว บ้างมานั่งอ่านหนังสือ มีนักดนตรีเปิดหมวกบรรเลงเพลงคลอไปกับบรรยากาศสดใสของวัน

highline11

ธรรมชาติกับเมือง

ฉันเดินก้มๆ เงยๆ ถ่ายภาพดอกไม้ที่มีตึกระฟ้าเป็นฉากหลัง

สิ่งที่ฉันชอบเป็นพิเศษคือ ผึ้งที่บินตอมหึ่งๆ ตลอดทาง

มันเป็นตัวบ่งบอกว่าสวนแห่งนี้ไม่ดูแลแค่ดอกไม้ แต่ยังเป็น pocket garden เล็กๆ สำหรับผู้ผสมเกสรในเมืองด้วย

ดอกไม้จึงไม่ใช่เพียงให้เราเพลิดเพลิน แต่ยังเป็นแหล่งอาหารและที่พักพิงของชีวิตเล็กๆ ที่เอื้อกันกับระบบนิเวศ

นอกจากนี้ The High Line ยังมีกิจกรรมมากมาย

ไม่ว่าจะเป็นการจัดแสดงศิลปะกลางแจ้ง ชวนคนมารำไทเก็กตอนเช้า ลิสต์เพลงสำหรับแต่ละฤดูกาล หรือ QR code คำถามทายใจ “เราเป็นพืชชนิดไหนในสวนนี้?”

ไม่น่าเชื่อว่าระยะทางเพียง 2 กิโลเมตรแต่ฉันใช้เวลาไปกว่า 3 ชั่วโมง เส้นทางนี้เชื่อมอาคารห้างสรรพสินค้าหลายแห่งเข้าด้วยกัน ทำให้คนเดินทางได้ง่ายขึ้น และแน่นอนว่ายอดขายก็ดีขึ้นด้วย

อาคารละแวกนี้จึงเป็นผู้สนับสนุนงบประมาณในการดูแลสวนด้วย

สำหรับฉัน The High Line ไม่ใช่เป็นแค่ตัวอย่างของการพัฒนาพื้นที่สีเขียวกลางเมือง หรือการรียูสโครงสร้างเก่าให้เกิดประโยชน์ใหม่

แต่คือการสร้างพื้นที่ให้ผู้คนออกมารู้จักกับธรรมชาติในอีกรูปแบบหนึ่ง…

ในเมืองที่เราคิดว่าไม่มีธรรมชาติหลงเหลืออยู่แล้ว