พริษา ศรีรอด : เรื่อง
พีรกร ภิวัฒนวานิช : ภาพ

เช้าตรู่ในตลาดคนเดินโพธาราม นอกจากเฉาก๊วยที่วางเรียงอยู่บนรถเข็นแล้ว สิ่งที่สะดุดตาไม่แพ้กัน คงไม่พ้นพ่อค้าที่ดูอ่อนเยาว์กว่าพ่อค้าในตลาดทั่วไป และทำหน้าที่ตัวเองอย่างแข็งขัน

ทุกเช้าเวลา ๕ นาฬิกา ณ หัวมุมถนนทางเข้าตลาดสดโพธารามในซอยสามัคคี ท่ามกลางผู้คนที่สัญจรเข้า-ออกตลาดไม่ขาดสาย

รถเข็นคันหนึ่งพร้อมขนมหวานหลากชนิดบรรจุถุงวางเรียงรายเป็นระเบียบ โดยเฉพาะก้อนเฉาก๊วยสีดำมันวาว

เจ้าของร้านวัย ๓๔ ปี ก้มหน้าก้มตาใช้มีดบางปาดผิวเฉาก๊วย ก่อนชั่งน้ำหนักและแบ่งใส่ถุงทีละส่วนอย่างชำนาญให้กับลูกค้าแวะเวียนมาอุดหนุนอยู่เป็นระยะ

เบนซ์” ธนันต์ อภิอัตชัย เป็นผู้รับช่วงต่อกิจการร้าน “เฉาก๊วยโพธาราม สูตรโบราณ” ของครอบครัวที่สืบต่อมาจากรุ่นอากงและรุ่นพ่อ

เกือบทุกวันเขาต้องเปิดร้าน เตรียมของ ขายของ ไปจนถึงเก็บร้าน หลังปิดร้านบางวันเขายังต้องเตรียมวัตถุดิบสำหรับวันถัดไป

แม้จะมีภาระงานอันหนักหน่วงพอตัว แต่ตลอดเวลา ๑๖ ปี ทุกสัปดาห์ พ่อค้าเฉาก๊วยจะแบ่งเวลาให้การเล่นดนตรีจีนแต้จิ๋วในสมาคมวัฒนธรรมและดนตรีจีนโพธารามด้วย

ก็แล้วอะไรคือสิ่งที่ทำให้พ่อค้าเฉาก๊วยขายดี เลือกใช้เวลาว่างกับการเล่นดนตรีมานานถึง ๑๖ ปี

ขลุ่ยจีน

เบนซ์เข้าร่วมเป็นนักเรียนดนตรีของสมาคมฯ เมื่อตอนวัยรุ่นอายุ ๑๘ ปี ด้วยเหตุผลเรียบง่าย คืออยากหากิจกรรมยามว่างช่วงใกล้เรียนจบมัธยมฯ ปลาย โดยเครื่องดนตรีหลักที่เล่นคือ ขลุ่ยจีน

“มีเวลาว่างหลังงานที่บ้านเสร็จ ก็เลยมาเล่นดนตรี…มันไม่ได้ใช้เงินอะไรเยอะ เราแค่มาฝึกทักษะ”

เขาเลือกขลุ่ยจีนเพราะเรียนรู้ได้ไม่ยากสำหรับผู้เริ่มต้น และเนื่องจากเขาไม่ได้เรียนดนตรีตั้งแต่เด็ก และมีเวลาซ้อมไม่มากเหมือนสมาชิกคนอื่น

“บางคนที่แม่นโน้ตแล้ว คล่องแล้ว อาจเบื่อดนตรีชิ้นนี้แล้วไปฝึกเล่นชิ้นอื่นได้ไม่จำกัด เรียนรู้ได้เรื่อย ๆ”

เบนซ์มาเข้าวงดนตรีเพราะคำชวนของเพื่อนที่ตีแบดด้วยกัน และกลายเป็นจุดเริ่มต้นความผูกพันกับสมาคมฯ อย่างยาวนาน

เรื่องน่าแปลกใจที่เบนซ์ไม่เคยรู้มาก่อนถึงสายสัมพันธ์ร่วมกัน คือพ่อและอากงของเขาก็เคยเป็นสมาชิกสมาคมฯ แห่งนี้ แต่ทั้งคู่ไม่เคยเล่าให้ฟัง

เขามารู้จากรุ่นพี่ในสมาคมฯ หลังจากเข้าเป็นสมาชิกแล้ว และได้นึกย้อนถึงวันที่อากงเสียชีวิต ว่าผู้ใหญ่ในแวดวงของสมาคมฯ เคยไปร่วมงานศพ

“พ่อก็แปลกใจนะครับ ว่าเราไปรู้จักสมาคมฯ ได้ยังไง”

เมื่อถามเบนซ์ว่าสนิทกับใครที่สุดในวง

“พี่จิ๋ว พี่จิ๋ว เพราะเขาเป็นคนสอนเรามา เขาเป็นครู…แล้วก็เป็นพี่น้อง”

เฉาก๊วยตราโพธิ์ทอง คือกิจการที่ตกทอดจากอากงของ “เบนซ์” พ่อค้าหนุ่มคนนี้จึงไม่เพียงแค่ขายขนม แต่ยังสืบทอดมรดกที่บรรจุด้วยหยาดเหงื่อ รอยยิ้มและความทรงจำของครอบครัว
เบนซ์ พ่อค้าเฉาก๊วยคนเดิม ในอีกบทบาทหนึ่ง ท่ามกลางผู้คนที่แต่งตัวคล้ายกัน ราวกับเป็นวันรวมญาติ และพ่อค้าหนุ่มคนนี้ก็ไม่ลืมจะนำของดีของครอบครัวติดไม้ติดมือมาด้วย

สมาคม

ดนตรีจีนในโพธารามถือกำเนิดขึ้นจากคนในชุมชน เดิมก่อตั้งเป็นชมรมดนตรีและวัฒนธรรมจีนโพธาราม เมื่อปี ๒๕๔๗ ก่อนจะอยู่ภายใต้การดูแลของมูลนิธิอยู่ระยะหนึ่ง และต่อมาจัดตั้งเป็นสมาคมวัฒนธรรมและดนตรีจีนโพธารามในปี ๒๕๖๓

สมาคมฯ ฝึกซ้อมดนตรีเพื่อทำหน้าที่บรรเลงในงานพิธีกรรมสำคัญของชุมชน ตั้งแต่งานมงคลไปจนถึงงานอวมงคล

เสียงดนตรีจีนแต้จิ๋วจึงเป็นมากกว่าบทเพลง แต่เป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรม ความศรัทธา และการสืบทอดวิถีของชุมชนชาวจีน

“เราต้องหาวิธีการทำให้ดนตรีนี้ วัฒนธรรมนี้ ยังคงอยู่ต่อไป”

จิ๋ว” เฉลิมศักดิ์ คงสุวรรณ์ ชายท่าทางใจดี มีวุฒิภาวะ พูดจาฉะฉาน ผู้เป็นนายกสมาคมวัฒนธรรมและดนตรีจีนโพธาราม จังหวัดราชบุรี ย้ำความตั้งใจสั้นๆ

สำหรับการรับเด็กเข้าวง จิ๋วบอกเกณฑ์ว่า “แค่สนใจก็พอแล้ว” สิ่งสำคัญไม่ใช่ทักษะ แต่คือความตั้งใจเข้ามาเรียนรู้

“ไม่เรียกอาจารย์ เรียกกันว่าพี่ รุ่นใหญ่ก็เรียกอาเจ๊ก อาแปะ เราอยู่กันเหมือนครอบครัวมากกว่าความเป็นศิษย์กับอาจารย์ มีอะไรก็โทรหากัน ช่วยเหลือกัน แบ่งปันกัน จนกลายเป็นอีกสังคมหนึ่งของชีวิต”

เมืองโพธารามเติบโตขึ้นจากการค้าขาย และการเข้ามาตั้งถิ่นฐานของชาวจีนซึ่งมีอาชีพหลากหลาย

วงดนตรีแห่งนี้ สมาชิกจึงรวมผู้คนจากหลากหลายเส้นทางชีวิต ทั้งข้าราชการ ครู พ่อค้า เจ้าของธุรกิจ พนักงานบริษัท รวมถึงนักเรียนและนักศึกษา ให้มาอยู่ในพื้นที่เดียวกัน

ความสัมพันธ์นี้ไม่ได้จบลงเมื่อเสียงดนตรีหยุด แต่ยังเกื้อหนุนช่วยเหลือกันในชีวิตประจำวัน

จิ” จิราภรณ์ คงสุวรรณ์ อุปนายกสมาคม เล่าว่า เมื่อคนรุ่นเก่าค่อย ๆ จากไป รุ่นของเธอก็ต้องก้าวเข้ามารับหน้าที่ดูแลรุ่นน้อง

“ตอนนั้นเราเรียนโน้ตใหม่ไปด้วย สอนไปด้วย รับบทเป็นทั้งผู้เรียนและผู้สอน พี่จิ๋วดูแลน้องผู้ชาย ส่วนเราก็ดูแลน้องผู้หญิง”

เบนซ์เองก็เติบโตขึ้นมาภายใต้การดูแลของทั้งจิ๋วกับจิ

จากเดิมเป็นเพียงรุ่นน้องคนหนึ่งในวง วันนี้เขากลายเป็นผู้ได้รับความไว้วางใจให้ช่วยดูแลสมาคมต่อจากรุ่นพี่

“เบนซ์เข้ามาตอนประมาณช่วงมัธยมฯ หก เขาจะมีความเป็นผู้ใหญ่ มีความรับผิดชอบสูง ชอบดูแลน้องเด็กๆ เด็กๆ ก็จะติดเขา”

ชีวิตอีกด้านของพ่อค้าขายเฉาก๊วย คือนักดนตรีแต้จิ๋ว หรือคนในพื้นที่เรียกกันว่า “เก็งจู” ซึ่งหมายถึงคนที่ทำหน้าที่เรื่องคัมภีร์ โดยมาจาก “เก็ง” แปลว่า คัมภีร์ และ “จู” แปลว่า คณะหรือกลุ่มคน
หากเฉาก๊วยคือเครื่องมือของเบนซ์ในฐานะพ่อค้า “ขลุ่ย” ก็คือเครื่องมือที่เบนซ์ใช้ในฐานะนักดนตรี “ขลุ่ยมันง่ายดี หกรู ถ้าเป็นขิมโน้ตเยอะ อยู่กับขลุ่ยนี่แหละสบายใจสุดแล้ว”

วงดนตรี

ความเงียบของยามเช้าภายในศาลบรรพชนโรงเจฮั่งเม่งตั๊ว ค่อย ๆ แทนที่ด้วยเสียงพูดคุยของนักดนตรีที่ทยอยเดินทางมาถึง

ใบหน้าพวกเขาเต็มไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ ขณะพูดคุยหยอกล้อกันอย่างสนิทสนม ทุกคนช่วยกันขนเครื่องดนตรีจีนกว่า ๒๐ ชนิดลงจากรถ มาจัดวางไว้หน้าแท่นบูชาบรรพชน

โต๊ะข้างๆ มีสมุดโน้ตเพลงวางเรียง ทั้งเล่มที่เรียบเรียงขึ้นใหม่ให้คนรุ่นหลังเรียนรู้ได้ง่าย และเล่มเก่าที่มีร่องรอยการใช้งานหลายสิบปี เป็นหลักฐานการส่งต่อดนตรีจีนแต้จิ๋วจากรุ่นสู่รุ่นในชุมชนโพธาราม

นักดนตรีเริ่มบรรเลงเพลงด้วยลีลาชดช้อย ต่างเข้าไปอยู่ในภวังค์ท่วงทำนองของตนเอง แต่ไม่หลุดไปจากจังหวะสอดประสานกันของเครื่องดนตรีจีนแต้จิ๋วหลากชนิด ทั้งดีด สี ตี และเป่า เสียงหนึ่งทอดยาว อีกเสียงหนึ่งรับต่อ ก่อนจะคลี่คลายกลับมาบรรจบเป็นทำนองเดียวกัน

ตรงกลางวง เครื่องดนตรีขิมทำหน้าที่นำท่วงทำนองไปข้างหน้า กำหนดว่าเพลงจะเดินไปในทิศทางใด ขณะที่เสียงกลองหรือ “โก้ว” คอยกำกับจังหวะตึง…ตึง… ให้เครื่องดนตรีชิ้นอื่นเคลื่อนไปพร้อมกัน

ขณะที่ “จิ๋ว” ประคองซอด้วงลากคันชักไปตามทำนอง “จิ” ปล่อยปลายนิ้วดีดสายกู่เจิง ให้เสียงใสกังวานคลอทำนองเป็นระยะ มือคู่เดียวกันของเบนซ์ที่เคยจับก้อนเฉาก๊วย รับเงิน และทอนเงินให้ลูกค้าในตลาดสดโพธาราม ตอนนี้ก็กำลังถือขลุ่ยจีนแนบริมฝีปาก เป่าลมหายใจปล่อยเสียงลอยประสานกับเสียงเครื่องสายและกลอง

เบนซ์เล่าว่า ช่วงเวลาที่สมาชิกทุกคนต้องทุ่มเททั้งแรงกายและแรงใจอย่างหนักมีอยู่สองช่วง คือเทศกาลกินเจ ๑๐ วัน และพิธีเก็บศพไร้ญาติ ๔๙ วัน เพื่อบรรเลงดนตรีประกอบการสวดมนต์อย่างต่อเนื่อง

ในช่วงเทศกาลกินเจ พิธีสวดมนต์ทำวัตรแบ่งออกเป็นสี่ช่วงเวลา คือ ๕.๐๐ น. ๑๐.๐๐ น. ๑๔.๐๐ น. และ ๑๙.๐๐ น. โดยมีวงดนตรีบรรเลงประกอบพิธีทุกช่วง สมาชิกหลายคนจึงเลือกพักอาศัยอยู่ในโรงเจตลอดทั้ง ๑๐ วัน เพื่อเตรียมพร้อมปฏิบัติหน้าที่

“เรานอนในโรงเจเลยครับ”

ห้องพักบริเวณชั้น ๒ ของโรงเจแบ่งเป็นสองฝั่ง ฝั่งผู้ชายและผู้หญิง เมื่อจำนวนสมาชิกเพิ่มขึ้นจาก ๑๐ เป็น ๒๐ หรือ ๓๐ คน ก็ต้องขยับขยายพื้นที่นอนกันไป รุ่นพี่มักนอนตรงไหนก็ได้ เพื่อจัดที่สะดวกกว่าให้รุ่นน้อง

“บางคนก็นอนใต้โต๊ะสวด สมัยรุ่นอาแปะก็ทำแบบนี้กันมา”

ระหว่างช่วงพักพวกเขากินข้าวด้วยกัน ใช้เวลาพูดคุย ช่วยกันดูแลงาน ใครมีอาชีพประจำอย่างเบนซ์ ก็อาศัยช่วงว่างกลับไปทำงาน ก่อนรีบกลับมาให้ทันรอบสวดถัดไป

เทศกาลกินเจ ๑๐ วัน และพิธีเก็บศพไร้ญาติ ๔๙ วัน ที่ทุกคนใช้ชีวิตร่วมกัน นั้นทำให้ความผูกพันยิ่งแน่นแฟ้นขึ้นอีก

จิเสริมว่า แม้ชื่อพิธีจะเป็นงาน ๔๙ วัน แต่การทำงานเริ่มต้นก่อนหน้านั้นเกือบ ๑ เดือน ทุกเย็นสมาชิกทุกคนจะมารวมตัวกันที่โรงเจเพื่อเตรียมสถานที่ ตกแต่ง และเตรียมความพร้อมสำหรับพิธี

เมื่อเข้าสู่ช่วงประกอบพิธี สมาชิกจะผลัดเปลี่ยนกันบรรเลงดนตรีตามรอบสวด

“ตอนกลางคืนพอเสร็จจากภารกิจการสวดมนต์แล้ว เราก็มานั่งคุยกัน มานั่งเล่นกัน ช่วยกันดูธูป ตรงนั้นหมดไหม ตรงนี้หมดไหม ช่วยเก็บกวาดสถานที่ จริงๆ ไม่ใช่หน้าที่เรานะ เขาจ้างคนเก็บกวาด แต่เราก็ทำไป เหมือนดูแลบ้านเราเอง”

เป็นความรู้สึกร่วมเช่นเดียวกันกับของเบนซ์

“เราเคยอยู่กันมา ๒๔ ชั่วโมง ๑๐ วันติด แล้วยังเคยงานเก็บศพไร้ญาติ ๔๙ วันโดยไม่ได้หยุดเลย ช่วงเวลานั้นทำให้เราได้พูดคุยและสนิทกันมาก ๆ”

หลังภารกิจอันยาวนานสิ้นสุด ความเหน็ดเหนื่อยมักปิดท้ายด้วยการเลี้ยงอาหารเป็นการเฉลิมฉลองเล็กๆ ให้สมาชิกวงตั้งแต่รุ่นผู้ใหญ่จนถึงรุ่นเด็กได้นั่งพูดคุยหัวเราะด้วยกัน บางโอกาสหลังเสร็จงานเก็บศพไร้ญาติ ก็จะชวนกันไปเที่ยวต่างจังหวัด เป็นรางวัลหลังจากร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาตลอดหลายสัปดาห์

แต่เมื่อคนหมู่มากมาอยู่ด้วยกัน ก็เป็นธรรมดาที่มีช่วงขัดใจกันบ้าง ทุกครั้งที่เกิดปัญหา เบนซ์มักนึกถึงคำสอนของคนรุ่นก่อนเสมอ

“ผู้ใหญ่รุ่นแปะบอกว่า สุดท้ายแล้วเราก็เป็นครอบครัวเดียวกัน ใครก็ตามที่เข้ามาเล่นดนตรี ถือว่าเป็นครอบครัว ‘เก็งจู’ เหมือนกัน เวลาทะเลาะกันหรือมีปัญหา เราก็ยังเป็น ‘เก็งจู’ เหมือนกัน”

เก็ง แปลว่า คัมภีร์ จู แปลว่า คณะหรือกลุ่มคน

“เก็งจู ก็คือคณะผู้ทำหน้าที่เกี่ยวกับคัมภีร์ หรือผู้ที่ร่วมกันสืบทอดคัมภีร์” จิ๋วช่วยอธิบาย

“ตอนแรกมาเล่นก็ไม่ได้คิดอะไรเยอะ พอได้มาลองซ้อม แล้วได้อยู่กับเพื่อน กับคนอื่น ทำให้เริ่มผูกพันกับมัน สุดท้ายกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้ว” จากคนไม่รู้จักก็กลายเป็นอีกครอบครัวหนึ่ง บางครั้งต้องอยู่กินกัน ๒๔ ชั่วโมง ติดกันหลายวัน ทำให้ในวงสนิทกันมาก “สังคมมันดี ถ้าสังคมมันไม่ดี ผมก็คงไม่อยู่ต่อหรอก”
เบนซ์กล่าวว่า แม้ภายนอกวงดนตรีนี้จะดูเก่า แต่แท้จริงแล้วพวกเขาเพียงช่วยกันรักษาให้มีอยู่ต่อไป เสริมเติมแต่งเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย แต่ก็ยังคงรักษารากฐานเดิมไว้ ให้คนรุ่นต่อไปไม่ลืมรากเหง้าของตัวเอง (แถวหน้า ซ้ายมือสุด “จิ๋ว” เฉลิมศักดิ์ คงสุวรรณ์ นั่งข้างอากง และคนที่สองจากขวามือ “จิ” จิราภรณ์ คงสุวรรณ์

สะพาน

“พี่จิ๋วบอกเสมอว่า เราเป็นสะพาน” เบนซ์กล่าวพร้อมรอยยิ้ม

จิ๋วหมายถึงคนที่รับสิ่งหนึ่งมาจากคนรุ่นก่อน แล้วส่งต่อให้คนรุ่นถัดไป ไม่จำเป็นต้องถ่ายทอดเหมือนเดิมทุกอย่าง แต่ต่อยอดและพัฒนาได้ตราบใดที่แก่นของสิ่งนั้นยังคงอยู่

ในช่วงเริ่มต้นวงดนตรีจีนแต้จิ๋วของโพธาราม มีเพลงเพียงไม่กี่บท ก่อนที่คนรุ่นอาแปะจะค่อยๆ เพิ่มเพลงใหม่เข้ามา

“สมัยนั้นเพลงไหนกำลังดัง ก็เอามาปรับใช้เป็นทำนองในการสวดได้”

เขายกตัวอย่างว่าครั้งหนึ่งเคยนำทำนองเพลง “โลกของผึ้ง” ของ พุ่มพวง ดวงจันทร์ มาปรับใช้กับบทสวด เพราะจังหวะและทำนองสอดคล้องกัน

“การสวดมนต์มีภาษาตายตัว แต่การเอื้อนไม่ตายตัว”

วัฒนธรรมจึงไม่ได้หยุดนิ่ง หากแต่ดำรงอยู่ได้เพราะรู้จักปรับตัว

“ถ้าไม่มีคนสานต่อ มันก็จบที่รุ่นเรา แต่ถ้ามีเด็กรุ่นใหม่พร้อม เราก็พร้อมจะให้ เพื่อจะได้เป็นสะพานรุ่นถัดไป”

แล้วหากวันหนึ่งการเล่นดนตรีจีนที่นี่เลือนหายไป จะรู้สึกอย่างไร ?

เบนซ์ตอบอย่างไม่ลังเล

“สิ่งที่เรามีจริงๆ ไม่ใช่สถานที่ แต่เป็นคน เหมือนเราเคยอยู่ที่หนึ่ง แล้วต้องย้ายไปอีกที่หนึ่ง มันอาจจะไม่เหมือนเดิม แต่คนที่รักกันก็ยังอยู่เหมือนเดิม”

หัวใจความผูกพันของผู้คน และความหมายของ “สะพาน” กำลังส่งต่อเสียงดนตรีแต้จิ๋วให้ยังดังก้องในโพธาราม

จากคนรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง…สืบต่อไป

เอกสารประกอบการเขียน

นุกูล ธรรมจง.(2560).บทบาทของศูนย์การเรียนรู้ดนตรีจีนและวัฒนธรรมจีนแต้จิ๋ว อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรีที่มีต่อการหลอมรวมความเป็นชาติพันธุ์จีน. คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง

เธียรธิรา งามรัตนกุล / รุจี ศรีสมบัติ.(2560). ดนตรีในการสวดมนต์ทําวัตรเย็นในเทศกาลกินเจ: กรณีศึกษาโรงเจบั่นกิ๊มยืออี๊ตั่ว ตําบลสาวชะโงก อําเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา.คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

ขอขอบคุณ

  • คุณธนันต์ อภิอัตชัย
  • คุณเฉลิมศักดิ์ คงสุวรรณ์
  • คุณจิราภรณ์ คงสุวรรณ์