ณัฐณิชา มีนาภา : เรื่อง
กชกร จรมาศ : ภาพ

น้องปายกำลังทักทอผ้ามอญด้วยกี่แบบโบราณ ณ ห้องมอญศึกษา โรงเรียนวัดม่วง อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ซึ่งเป็นหลักสูตรการเรียนขยายโอกาส ให้เด็กได้เรียนทักษะอาชีพในท้องถิ่น

จากเส้นด้ายถักทอเป็นผืนผ้า จากมือแม่ตกทอดมายังลูกหลาน แม้ช่วงเวลาหนึ่งกี่ทอผ้าจะวางนิ่งไว้หลังเรือน แต่ผ้ามอญทอมือก็ยังคงได้รับการสานต่อจนถึงวันนี้

ทุกสิ่งบนโลกนี้มีจังหวะที่เบ่งบาน และบางสิ่งอาจหล่นหายไปตามกาลเวลา ไม่ต่างจากวัฒนธรรมมอญ ณ สองฝั่งแม่น้ำแม่กลอง ซึ่งไหลผ่านอำเภอโพธารามและอำเภอบ้านโป่งในจังหวัดราชบุรี

ครั้งหนึ่งฉันได้สบตากับชีวิตของผ้ามอญทอมือ สายตาของคนทอผ้า ความละเมียดละไมของลวดลายที่ถักทอออกมาเป็นผ้าหนึ่งผืน

แต่ฉันเองก็ไม่มีคำตอบว่า ชีวิตของผ้ามอญทอมือนั้นจะเรียงร้อยเป็นจังหวะเช่นใดต่อไป หลังจากนี้…

นักเรียนจากโรงเรียนวัดม่วงเข้ามาเรียนรู้การทอผ้าที่โรงทอผ้าบ้านม่วง ในช่วงวันเสาร์และอาทิตย์ สำหรับผู้ที่ชื่นชอบ มีฝีมือ และต้องการหารายได้เสริมในช่วงเรียน
ป้าแวววรรณ ใช้ระวิงแบบมอเตอร์ที่เป็นอุปกรณ์สำหรับกรอด้าย เพื่อรวบรวมเส้นด้ายให้เป็นระเบียบก่อนนำไปทอผ้า

เดินด้ายขึ้นกี่ ฟื้นคืนผ้ามอญทอมือ

“ผู้ชายถักสาน ผู้หญิงทอผ้า ว่างจากทำนาก็ทอผ้า สานตะกร้าไว้ใช้เอง” วัฒนธรรมมอญไม่เคยหนีห่างจากงานหัตถศิลป์ เช่นที่ แม่จำเนียร แย้มอุ่ม ประธานกลุ่มผ้ามอญทอมือว่าไว้

คำพูดนี้ย้อนกลับไปยังเรื่องราววันวาน ก่อนหญิงวัยเกษียณจะมารวมกลุ่มนั่งยกเหยียบกี่ทอผ้า ณ ศูนย์ผ้ามอญทอมือบ้านม่วง ภายในวัดม่วง อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ซึ่งหากเปรียบเทียบกับช่วงชีวิตของคนหนึ่ง โรงทอผ้าแห่งนี้ก็ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นที่เพิ่งเข้าสู่วัย ๒๒ ปีมาได้ไม่นานนัก

“ทอผ้าไม่เป็น ไม่มีอยู่ในความคิดเลยว่าจะกลับมาทอผ้า สมัยก่อนเห็นแม่นั่งทออยู่ที่บ้าน เราก็ไม่ได้สนใจ พอไม่มีใครจะทอก็เก็บกี่เอาไว้อยู่ในยุ้งข้าว”

เสียงกี่ทอผ้าในบ้านชุมชนชาวมอญแต่ละหลังไม่ดังเช่นแต่ก่อนเพราะขาดคนสานต่อ จากที่ทุกบ้านเคยทอผ้าใช้เอง เหลือเพียงไม่กี่หลังที่ยังสืบทอดต่อมาจนถึงรุ่นลูก ความกลัวว่าผ้ามอญทอมือจะหายไป เป็นจุดเริ่มต้นให้เกิดการรวมกลุ่มเรียนทอผ้าในปี ๒๕๔๗ จากแรงสนับสนุนและการสอนของ รณชัย ตี่นาสวน ซึ่งเวลานั้นเป็นครูในวิทยาลัยเทคนิคราชบุรี ร่วมกับความรู้ด้านการทอผ้าที่สมาชิกบางคนได้รับมาจากคนรุ่นก่อน อย่างการทอผ้าขาวม้าและโสร่งให้คนในครอบครัวสวมใส่

“ก่อนมาทอผ้าแม่ทำมาหลายอาชีพ คนรุ่นก่อนมีแต่ทำนาอย่างเดียว มีรุ่นของแม่ที่พอหมดช่วงทำนาก็ออกมาค้าขาย เป็นลูกจ้างโรงงาน พออายุมากขึ้น เราก็มาคุยกันว่าถ้าต้องเลี้ยงตัวเองหลังจากนี้ ทอผ้าจะเป็นอาชีพสุดท้ายที่ทุกคนทำ”

เสียงตึก ๆ ๆ ตามจังหวะมือที่กระตุกด้าย สลับกับเสียงยกเหยียบกี่ทอผ้า ดังออกมาจากกลุ่มหญิงวัยนับถอยหลังเข้าสู่วัยเกษียณ ผู้ผ่านเรื่องราวชีวิตมากมายไม่ต่างจากลวดลายบนผืนผ้า และหวังในใจว่าการทอผ้าจะเป็นอาชีพสุดท้ายในบั้นปลายชีวิต

ผ้าทอมือนั้นมีความสัมพันธ์กับวัฒนธรรมวิถีชีวิตมอญอย่างลึกซึ้ง ทั้งการออกแบบลวดลายอันมีอัตลักษณ์ จากเส้นด้ายสีสันสดใสถักทอมาเป็นผ้าโสร่ง ผ้าขาวม้า ผ้าซิ่น และผ้าลวดลายสวยงามอย่างผ้ายกดอก ซึ่งใช้ใส่ในพิธีกรรมสำคัญ งานบุญทางศาสนา และเพื่อนุ่งห่มในวิถีชีวิตประจำวันทั้งหญิงชาย

ป้าแวววรรณ ใช้ระวิงแบบมอเตอร์ที่เป็นอุปกรณ์สำหรับกรอด้าย เพื่อรวบรวมเส้นด้ายให้เป็นระเบียบก่อนนำไปทอผ้า
สมาชิกกลุ่มผ้ามอญทอมือร่วมกันหวีด้ายลายเกล็ดเต่า ซึ่งเป็นลายที่ ๒ ปีจะมี ๑ ครั้ง

มะตาด เกล็ดเต่า หางกระรอก

ในอดีตผ้ามอญทอมือมักจะถักทอเป็นลวดลายตาราง ใช้ด้ายจากฝ้ายสีสันสดใส โดยตั้งชื่อเรียกลวดลายแตกต่างกันออกไปจากสิ่งของใกล้ตัว

ลายตะแกรงใหญ่และลายตะแกรงเล็ก หากมองครั้งแรกอาจดูคล้ายกัน ด้วยลักษณะการทอผ้าเป็นลายสี่เหลี่ยมผืนผ้าเรียงต่อกันคล้ายตาราง โดดเด่นด้วยการเลือกใช้คู่สีด้ายตัดสลับกัน อย่างสีแดง-เขียว สีเขียว-เหลือง หรือสีน้ำเงิน-แดง ต่างตรงที่ขนาดสี่เหลี่ยมของตะแกรงเล็กจะละเอียดและเป็นตารางขนาดเล็ก มักใช้เป็นลายทอผ้าโสร่งสำหรับนุ่ง ส่วนลายตะแกรงใหญ่จะเน้นสีสันลวดลายชัดเจน เป็นลายสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ ซึ่งมักเลือกใช้เป็นลวดลายบนผ้าขาวม้าพาดบ่า

แม้ผ้ามอญทอมือในอดีตจะเป็นลายตารางเหมือนกัน แต่รายละเอียดที่ทำให้แต่ละลวดลายต่างกันออกไปนั้น คือขั้นตอนการเดินด้ายก่อนขึ้นกี่ทอ ซึ่งใช้ความชำนาญและความทรงจำในการสอดด้ายตามขวาง และต้องนำด้าย “เส้นพุ่ง” สอดสลับระหว่างด้ายเส้นหลักอย่าง “เส้นยืน” ให้เป็นลวดลายขณะทอ โดยต้องเดินด้ายทีละแถว จับผูกและมัดเน้นในบางจังหวะให้เกิดลวดลายอันหลากหลาย จนเป็นผืนผ้าขนาดยาว ก่อนขึ้นวางบนกี่ทอ

เช่น ลวดลายโบราณชื่อ “ลายมะตาด” ซึ่งมาจากชื่อต้นไม้อนุรักษ์ของชาวรามัญ นอกจากกลีบของผลมะตาดด้านในจะนำมาประกอบอาหารรสเลิศอย่างแกงส้มมะตาดของคนมอญแล้ว มะตาดก็ยังเป็นชื่อเรียกลวดลายที่เกิดจากทักษะการจัดวางเส้นด้ายให้เป็นลายผ้าอันสวยงาม

ผ้ามอญทอมือบางลวดลาย อย่างเช่น “ลายเกล็ดเต่า” จึงมีเอกลักษณ์ และกลายเป็นเทคนิคเฉพาะตัวซึ่งหาผู้ที่สามารถถักทอได้ยาก เนื่องจากทักษะการเดินด้ายแบบพิเศษให้ออกมาเป็นลวดลายและสีสันแตกต่างกัน โดยจะถ่ายทอดให้เฉพาะคนในครอบครัว

ส่วน “ลายหางกระรอก” แม่จำเนียรเล่าอย่างเสียดายว่า ไม่มีผู้ใดลุกขึ้นมาสอนได้แล้ว แม้กลุ่มผ้ามอญทอมือยังคงพยายามแกะลวดลายการทอมาจนถึงทุกวันนี้

“เห็นลายผ้าเกล็ดเต่าครั้งแรกจากที่พิพิธภัณฑ์ เป็นลายที่ทอกันแค่ภายในตระกูล น้อยคนที่จะทอได้ เราเลยบอกกับอาจารย์ติ๊ก ว่าเราอยากจะนำลายเกล็ดเต่ากลับมาทออีกครั้ง ในกลุ่มไม่มีใครรู้เลยว่าจะต้องเริ่มต้นยังไง เริ่มจากแกะลาย นำด้ายมาขัดกันให้เป็นลาย ช่วงเดินด้ายเราทอผ้าไม่ได้เลย เราต้องมาช่วยกัน โดยเฉพาะตรงเข้าขาใจ เอาด้ายขัดกับตะกอ ต้องระวังไม่ให้ด้ายหลุด ตรงนี้เป็นหัวใจของการทอผ้า”

คำพูดของแม่จำเนียรไม่ได้บอกเพียงความยากในการเริ่มต้นทอผ้า แต่ยังสะท้อนถึงความตั้งใจที่แทรกผ่านเส้นด้ายไปยังผ้าทอทุกผืนที่ผ่านมือ

มือที่สั่นตามวัยยังจับกระสวยและฟันหวีด้ายอย่างแม่นยำ แม้แม่จำเนียรจะเอ่ยปากว่าสุขภาพไม่แข็งแรงดังก่อน แต่เมื่อฉันถามว่ามีวันไหนหยุดทอผ้าบ้าง คำตอบที่ได้คือ หากร่างกายยังไหว เธอก็จะยังทอผ้า เป็นเครื่องยืนยันว่าการทอผ้าเป็นมากกว่างานสร้างรายได้ แต่คือชีวิตที่ยังเดินไปตามจังหวะการถักทอของหญิงวัยเกษียณกลุ่มนี้

แม่จำเนียรยังเล่าถึงความสัมพันธ์ในโรงทอผ้าแห่งนี้ไว้ว่า “เรามาทอผ้ากันทุกวัน วันไหนมีงาน ต้องไปหาหมอก็มาสายหน่อย เราไม่ได้เอาแต่นั่งทอผ้าให้หมดวันนะ อยู่ที่บ้านมันเบื่อ มาที่นี่มีเพื่อนให้พูดคุย ให้มานั่งกินข้าวด้วยกัน วันไหนใครมาสายผิดเวลา เราก็จะโทรถามกันแล้วว่าทำไมถึงเงียบหายไป”

กี่แต่ละตัวจะถูกขึ้นเส้นด้ายไว้เพื่อถักทอเป็นลวดลายแตกต่างกันออกไป โดยสมาชิกกลุ่มผ้ามอญทอมือ
จิตอารีย์ กระเครือ อดีตคุณครูโรงเรียนวัดม่วง สอนวิธีการทอผ้าด้วยกี่แบบโบราณ

พุ่งกระสวย สานต่อในวัยเยาว์

เสียงกี่ทอผ้ากลับมาดังเป็นจังหวะ ผสานกับหลักสูตรการเรียนรู้วัฒนธรรมมอญของ จิตอารีย์ กระเครือ อดีตครูโรงเรียนวัดม่วง ผู้จุดประกายให้นักเรียนชั้นมัธยมฯ ได้ศึกษาประเพณี วัฒนธรรมและการเขียน-อ่านภาษามอญจากการเปิดหลักสูตรขยายโอกาสการศึกษา

เมื่อเกิดการรวมกลุ่มผ้ามอญทอมือ นักเรียนในรุ่นหลังก็มีโอกาสได้สัมผัสการทอผ้าจากคนกลุ่มนี้ แม้ในวันนี้คุณครูจิตอารีย์จะเกษียณแล้ว แต่ก็ยังแวะเวียนกลับมาดูแลเด็กนักเรียนที่โรงทอผ้า และอยู่เบื้องหลังการออกแบบสินค้าจากผ้ามอญทอมือให้เป็นกระเป๋า ย่ามและพวงกุญแจ

คุณครูจิตอารีย์เล่าอย่างภูมิใจว่า บางช่วงมีนักท่องเที่ยวแวะมาเลือกซื้อย่ามและกระเป๋าเป็นจำนวนมาก จนสมาชิกกลุ่มผ้ามอญทอมือทำผลิตภัณฑ์ออกมาไม่ทันต่อความต้องการของนักท่องเที่ยวที่อยากซื้อติดมือกลับไป

แต่รอยยิ้มก็ปรากฏบนใบหน้า เมื่อคุณครูผู้นี้เล่าถึงผ้าหลายผืนที่ทำเสร็จได้ทันตามเวลา ส่วนหนึ่งเพราะเด็กนักเรียนแวะเวียนเข้ามาช่วยทอด้ายจนถึงปลายผืนผ้า และสิ่งที่เด็กเหล่านี้ได้ติดตัวกลับไปจากโรงทอผ้าก็มีมากกกว่ารายได้ที่เป็นเงิน

เสื้อผ้าที่เด็กนักเรียนโรงเรียนบ้านม่วงสวมใส่ทุกสัปดาห์ ก็ยังตัดเย็บโดยกลุ่มผ้ามอญทอมือ จากผ้าทอผืนใหญ่ลายตาราง ตัดเป็นเสื้อเชิ้ตทรงคอปกแขนสั้นสีม่วง-เหลืองตามสีประจำโรงเรียน เด่นสะดุดตาทันทีเมื่อแรกเห็น

นอกจากคาบเรียนในบ่ายวันอังคารที่นักเรียนชั้นมัธยมฯ ปีที่ ๑ จะได้เรียนทอผ้า ในวันเสาร์และอาทิตย์โรงทอผ้าแห่งนี้ก็จะมีเหล่าเด็กแวะเวียนกันมาให้ย่ายายได้สอนทอผ้า อย่างในอดีตที่เคยได้เรียนกันตามบ้าน แม่จำเนียรยังเล่าว่า มีเด็กนักเรียนชายเข้ามาเรียนรู้การทอผ้าเช่นเดียวกับเด็กผู้หญิง และมีทักษะดีจนหารายได้ในช่วงวัยเรียนได้

หลังจากนักเรียนมัธยมฯ โรงเรียนวัดม่วง จบชั้นมัธยมฯ ต้นแล้ว ส่วนใหญ่ก็จะเข้าสู่เส้นทางสายอาชีพ ไปทำงานในตัวเมืองห่างไกลบ้านเพื่อหารายได้ และไม่มีโอกาสได้กลับมาขึ้นกี่ พุ่งกระสวยทอผ้าสานต่อความตั้งใจของแม่จำเนียร คุณครูจิตอารีย์ และสมาชิกกลุ่มผ้ามอญทอมือ

“เมื่อสิบกว่าปีก่อน มีเด็กผู้ชายชื่อลอซู แม่ของเขาเป็นคนเมียนมาที่เข้ามาทำงานในบ้านโป่ง ลอซูเป็นเด็กพูดน้อย แต่ทอผ้าเก่งมากจนไม่ต้องคอยเดินไปดู เวลามีใครอยากมาเรียนการทอผ้ามอญก็ให้เขามาช่วยสอนช่วยทำให้ดูได้ ตอนนี้เขาน่าจะอายุสามสิบ ตั้งแต่เรียนจบก็ไม่ได้แวะกลับมาทอผ้ากับแม่ แม่เองก็ไม่เคยถามลอซู ว่าเขาอยากกลับมาทอผ้าหรือเปล่า” 

เรื่องราวนี้ผิดกับภาพจำในอดีตที่การทอผ้ามักถ่ายทอดให้แก่ผู้หญิงมอญเท่านั้น

คุณครูจิตอารีย์เสริมว่า เพราะการเรียนขยายโอกาสคือการได้เรียนรู้อย่างถ้วนทั่ว หากใครสนใจอย่างลึกซึ้งก็มาทอผ้าได้ในช่วงสุดสัปดาห์ แต่สำหรับเด็กนักเรียนโรงเรียนบ้านม่วงหลายคนนั้น การทอผ้าเป็นเพียงวิชาเรียนหนึ่ง

น่าเสียดายที่ช่วงเวลาอยู่กับผ้ามอญทอมือ มักจะสิ้นสุดลงหลังจบการศึกษา และการต้องแย่งกันไขว่คว้าเข้าสู่สายอาชีพ ไว้ จนมองไม่เห็นคนที่จะกลับมาทอผ้ามอญอย่างจริงจัง

กี่ทอผ้าในโรงเรือนที่ขนาดย่อมลงมาเล็กน้อย ใช้สำหรับสอนนักเรียน ผ่านมือเล็ก ๆ มามากจนไม่อาจนับได้ แต่ยังไม่เจอคนที่จะสัมผัสผืนผ้ากับกระสวยร้อยด้ายยาวนานเพียงพอ และตั้งใจสานต่อสิ่งที่กลุ่มผ้ามอญทอมือกับแม่จำเนียรได้เริ่มต้นไว้

“บ้านเราเสียอยู่อย่างหนึ่ง พอเขาออกจากหมู่บ้านไปทำงานแล้วเราไม่สามารถจะตามเขากลับมาได้ เด็ก ๆ ที่เคยมาเรียนในช่วงแรก ตอนนี้ก็อายุยี่สิบสามสิบปีเข้าไปแล้ว อยากให้เขาเก็บเกี่ยวความรู้ที่เคยได้มาเรียนทอผ้าเอาไว้ ถ้ามีโอกาสอยากให้เขามาดูแล อย่าทิ้งการทอผ้าให้มันค่อย ๆ หายไป”

ผ้าทอที่ผ่านการถักทอด้วยจิตวิญญาณและภูมิปัญญา จนเกิดเป็นผืนผ้าที่งามสง่า นำมาวางขายในร้านค้าผลิตภัณฑ์ชุมชนบริเวณวัดม่วง ตำบลบ้านม่วง อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี
แม่จำเนียรเล่าเรื่องราวความหลังในวันเริ่มต้นทอผ้าเมื่อ ๒๒ ปีก่อน ในปี ๒๕๔๗ ซึ่งได้รวมกลุ่มแม่บ้านเพื่อทอผ้าเป็นอาชีพเสริม
โรงทอผ้าแห่งนี้ไม่ใช่เพียงการมานั่งทอผ้า แต่เป็นความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน
เมื่อถึงเวลามื้อกลางวัน ปิ่นโตที่ทุกคนเตรียมมาจากบ้านจะวางรวมกันบนโต๊ะอาหารเพื่อรับประทานและพูดคุยกัน

หีบห่อผ้าที่ยังไม่เลือนหาย

แม่จำเนียรนึกขึ้นได้ว่าอยากให้ฉันดูลายผ้ามอญที่กลุ่มผ้ามอญทอมือบ้านม่วงออกแบบขึ้นมาเอง พลันลุกขึ้นแล้วจับกี่คอยประคองตัวเองเดินไปอย่างคุ้นชิน ก่อนเปิดตู้นำชุดเสื้อและกระโปรงเข้าคู่กันออกมา

ร่องรอยของห่อผ้ายับย่นตามวันเวลา แต่ผืนผ้าที่ถักทอใน ๑ ปีหลังเริ่มต้นกลุ่มผ้ามอญทอมือ บรรจุความภาคภูมิใจไว้อย่างเต็มเปี่ยม

“คงดีหากได้อยู่บนพิพิธภัณฑ์ ผืนนี้ลายดอกดาหลาในกรอบแก้ว เป็นลายประยุกต์ขึ้นมาในสมัยที่แม่เริ่มเรียนทอผ้า พอทอเสร็จก็ตัดเป็นชุดให้ตัวแทนใส่ประกวดในงานผ้าทอของแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์” น้ำเสียงความภาคภูมิใจไม่เคยหายไปจากเรื่องเล่าของแม่จำเนียร ทุกครั้งที่พูดถึงผ้ามอญทอมือ

เมื่อฉันเดินออกมา ก็ยังคงนึกคิดถึงความประณีต ความละเอียดอ่อนในสายเลือดคนมอญ ก่อนไปเจอย่ามสะพายไหล่ใบพอเหมาะที่ใช้ผ้ามอญทอมือมาตัดเย็บเป็นทรงกระเป๋าชาวมอญในร้านขายสินค้า ฉันจึงซื้อย่ามใบนี้กลับมาเป็นที่ระลึกความทรงจำ ว่าเคยได้สัมผัสชีวิตคนมอญที่ถักทอไว้กับเส้นด้ายอย่างงดงาม

ฉันเดินมาอวดย่ามใบใหม่ให้ผู้ที่ทอผ้าผืนนี้มากับมือได้เห็นอย่างภูมิใจ แม่จำเนียรใช้มือจับลงที่ย่ามสะพายไหล่ ก่อนอวยพรด้วยภาษามอญสามสี่ประโยค

“พะนะจะกราเต๊ะ จะรวยรวยนะ จะซะซะนะ”

ฉันลองพยายามสะกดตามเสียงที่เข้ามากระทบกับหู แม่จำเนียรมองหน้าอย่างรู้สิ่งที่ฉันสงสัยในใจ

“เสียดายนะที่แม่ไม่รู้จะเขียนเป็นคำให้หนูอ่านยังไง ผู้หญิงรุ่นแม่ไม่เคยได้เรียนเขียนภาษามอญ เราพูดกันได้อย่างเดียว”  

แต่แม่จำเนียรก็ไม่ลืมจะแปลความหมายของพรที่ให้ไว้แก่กระเป๋าผ้ามอญใบนี้

“แม่ขอให้หนูสะพายกระเป๋าใบนี้ ขอให้ร่ำขอให้รวย เงินทองไหลมาเทมาเข้ากระเป๋าใบนี้ ขอให้โชคดีมีความสุข คิดสิ่งใดสมหวังตามปรารถนา”

หากใครเอ่ยถามถึงที่มาของย่ามใบนี้ ฉันคงไม่เล่าถึงผ้ามอญทอมือเพียงอย่างเดียว แต่จะเล่าถึงชีวิตของผู้ที่ถักทอย่ามใบนี้ไปพร้อมกัน

แม้ปัจจุบันวัฒนธรรมมอญจะออกเดินทางไปไกลตามชีวิตของคนมอญที่ลงหลักปักฐานอยู่ในหลายพื้นที่ และอาจมีบางอย่างหล่นหายไปตามกาลเวลา แต่ก็ยังคงเป็นเครื่องยืนยันตัวตนของชาวมอญเสมอ

ดังเช่นที่แม่จำเนียรและกลุ่มผ้ามอญทอมือบ้านม่วง ได้นำการทอผ้าซึ่งเคยหล่นหายไปในชุมชนชาวมอญกลับมาอีกครั้ง รวมถึงภาษามอญที่นำกลับมาบนหนังสือเรียนของเด็กนักเรียน สะกดเป็นคำอ่านอย่างไทยผ่านหลักสูตรในโรงเรียนที่คุณครูจิตอารีย์ได้ตั้งต้นไว้

“รุ่นสู่รุ่น แต่เชื่อไหมว่าไม่ได้ตัวจริงเลย” คำพูดสุดท้ายของแม่จำเนียรไม่ใช่การตัดพ้อ หากแต่ยังเป็นความหวังที่ทั้งคุณครูและสมาชิกกลุ่มผ้ามอญทอมือมีร่วมกัน ว่าวันหนึ่งคนที่เคยได้เรียนการทอผ้าไปแล้วจะกลับมาอยู่ที่บ้านม่วงอีกครั้ง และพยายามรักษาวัฒนธรรมการทอผ้ามอญให้ไปถึงมือคนรุ่นหลัง

เพราะผ้ามอญทอมืออาจช่วยให้เขามีรายได้ นำความรู้จากคนมอญที่เคยได้เรียนในวัยเยาว์ มาสานต่อให้ชีวิตเดินต่อไปพร้อมการมีอยู่ของวัฒนธรรมมอญ ซึ่งคนกลุ่มนี้พยายามฟื้นคืนไม่ให้เลือนหายไป