
ในพระอุโบสถ วัดบรมนิวาส บนผนังห้องเดียวกันกับที่มีภาพจิตรกรรมปริศนาธรรมที่กล่าวกันว่าเป็นฝีมือขรัวอินโข่ง (และคณะศิษยานุศิษย์) เปรียบเทียบพระพุทธเจ้าว่าเป็นกัปตัน พระธรรมคือเรือสำเภา พระสงฆ์เหมือนผู้โดยสาร และพระนิพพานได้แก่เมืองท่าปลายทาง นั้น หากเราแหงนคอเหลือบตาต่อขึ้นไปอีกทางด้านบน จะแลเห็นรูปเทพยดาทรงเครื่องอย่างละครไทย ประนมมือเหาะเหินเดินอากาศ แทรกกายอยู่หว่างมวลเมฆ
ทว่าถัดจากกลุ่มเทวดาไปทางทางด้านขวา มีภาพดาวเสาร์ พร้อมด้วยวงแหวน โดยมีดวงจันทร์บริวารอีกหกดวงโคจรอยู่โดยรอบ
ภาพดาวเสาร์ดวงนี้แสดงให้เห็นว่า “ต้นแบบ” ที่ขรัวอินโข่งและคณะใช้ในการวาดภาพ คงมีหลากหลายมาก ทั้ง “กระดาษปิดผนัง” ภาพพิมพ์นานาชาติ รวมทั้งยังมีตำราดาราศาสตร์ของฝรั่งอีก
ภาพที่น่าจะนำมาเทียบเคียงได้ คือภาพดาวเสาร์จากหนังสือ “Elements of Astronomy” แต่งโดยศาสนาจารย์จอห์น เดวิส (John Davis) ซึ่งหลังจากฉบับภาษาอังกฤษพิมพ์ออกมาเมื่อปี ค.ศ. 1868 (พ.ศ. 2411) ไม่กี่ปีให้หลังก็มีฉบับภาษาไทย แปลโดยศาสนาจารย์แมคโดนัลด์ (N. A. McDonald ค.ศ. 1830-1897) ใช้ชื่อว่า “อาซตรอนอมี” พิมพ์ที่โรงพิมพ์หมอสมิธ บางคอแหลม ในกรุงเทพฯ เมื่อปี 2418
ภาพดาวเสาร์ในที่นี้เป็นส่วนหนึ่งของการนำเสนอ “จักรวาลทางดาราศาสตร์” ณ พระอุโบสถ วัดบรมนิวาส ด้วย โดยเริ่มจากศูนย์กลางจักรวาล บนผนังด้านหลังพระพุทธรูปประธาน ณ ตำแหน่งที่ช่างเคยเขียนภาพเขาพระสุเมรุ เขาสัตตบริภัณฑ์ พระอาทิตย์ พระจันทร์ ประทับในราชรถ เหาะเวียนรอบเขาพระสุเมรุ แต่ที่วัดบรมนิวาส กลับแสดงภาพดวงอาทิตย์ในฐานะดาวฤกษ์ มีแสงสว่างในตัวเอง เพราะตามความรู้ “สมัยใหม่” ของคริสต์ศตวรรษที่ 19 ศูนย์กลางจักรวาลไม่ใช่เขาพระสุเมรุอีกต่อไป แต่คือดวงอาทิตย์ ศูนย์กลางของสุริยจักรวาล
ดังที่เจ้าพระยาทิพากรวงศ์(ขำ บุนนาค 2356-2413)บรรยายไว้ใน “หนังสือแสดงกิจจานุกิตย์” (2410) ตอนหนึ่ง ว่าด้วยความรู้ดาราศาสตร์สมัยใหม่ว่า
“ถามว่า ที่ว่าพระอาทิตย์เดินบ้าง ว่าลูกโลกย์เดินบ้าง พูดเป็นสองอย่างอยู่ดั่งนี้จะจริงข้างไหน แก้ว่า ที่ว่าพระอาทิตย์พระจันทร์เดินส่องโลกย์ จักรวาฬหนึ่งก็มีพระอาทิตยพระจันทรสองดวง ๆ สำหรับส่องโลกย์อยู่ทั่วจักรวาฬนั้น เป็นคำนักปราชเก่า ถือดังนี้ด้วยกันทุกชาติทุกภาษา ก็ที่ว่าโลกย์เดินเวียนรอบอาทิตย์นั้น เปนคำนักปราชใหม่ประมาณได้สักสี่ร้อยปี เขาได้มีเครื่องมือวัดแดด แลเขาได้เที่ยวรอบพิภพหลายรอบ จึ่งรู้ว่าดวงอาทิตย์เป็นของใหญ่โตมากไกลมากลอยอยู่ที่เดียว ก็พิภพเป็นของเล็กกว่ากันมาก จะให้ของใหญ่มาเดินเวียนของเล็กได้หรือ ชอบแต่ของเล็กเดินเวียนของใหญ่จึ่งจะชอบ อาทิตย์ดวงหนึ่ง ก็มีลูกโลกย์ลอยอยู่ในอากาศ รับแสงอาทิตย์มากกว่ามากเหลือประมาณ ก็สมมุติเรียกดาวเสียหมด”
นอกจากรูปดาวเสาร์แล้ว บนผนังอื่นๆ ของพระอุโบสถวัดบรมนิวาส แต่ละผนังก็ยังเขียนภาพดาวเคราะห์ที่เป็นดาวบริวารในสุริยจักรวาลเรียงรายกันอีก
วิทยาการสมัยใหม่และความรู้จากตะวันตกที่เข้ามาสู่สยามเปลี่ยนให้จักรวาลทางดาราศาสตร์สมัยใหม่เข้ามาแทนที่จักรวาลแบบไตรภูมิ ที่มีเขาพระสุเมรุเป็นศูนย์กลาง เรื่องของเขาพระสุเมรุ เขาสัตตบริภัณฑ์ ทวีปทั้งสี่ ป่าหิมพานต์ ฯลฯ มาถึงบัดนี้ กลายเป็นเพียงนิทานปรัมปราพ้นสมัยไปเสียแล้ว
บรรยากาศความตื่นตาตื่นใจในความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์จึงถูกบันทึกไว้บนฝาผนังพระอารามหลวงด้วยเช่นกัน

