สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงเล่าไว้ในลายพระหัตถ์ (จดหมาย) ที่มีไปยังสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ฉบับวันที่ 7 ตุลาคม 2477 (ดูหนังสือชุด “สาส์นสมเด็จ”) ว่าแต่เมื่อแรกที่เทคโนโลยีการถ่ายภาพเข้ามาสู่สยาม ปรากฏว่า “มิใคร่มีใครยอมให้ถ่าย ด้วยเกรงว่าจะเอารูปไปใช้ทำร้ายด้วยกฤตยาคม…มีใครอีกคนหนึ่ง…ไปถ่ายรูปที่ร้านนายจิตรๆ ถ่ายเป็นรูปครึ่งตัว เจ้าของเห็นเข้าตกใจตีโพยตีพายว่าจะตัดตัวให้เป็นอันตราย”

จิตรกรรมโกศล #41 - ขรัวอินโข่ง : “ทำหน้าตาเหมือนดีมาก”

แต่นานวันเข้า สังคมชนชั้นสูงในพระนครยุครัชกาลที่ 4 เริ่มคุ้นเคยกับ “รูป” ที่ “เหมือน” ตัวบุคคลยิ่งขึ้น ดังมีหลักฐานการถ่ายทอด “ความเหมือน” ลงในงานประติมากรรมและจิตรกรรมจำนวนไม่น้อย เฉพาะกลุ่มที่เป็นพระบรมรูปพระมหากษัตริย์ย่อมรู้จักแพร่หลายกันดีอยู่แล้ว ในที่นี้จึงขอยกตัวอย่างรูปขุนนางข้าราชการบ้าง

งานประติมากรรม เช่นรูปปั้นนูนต่ำ “เจ้าคุณประตูดิน” หรือท้าวศรีสัจจา (มิ) อยู่ที่มุขกระสันพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเล่าไว้ในพระนิพนธ์ “คำอธิบายเรื่องเจ้าคุณประตูดิน” (ทรงเรียบเรียงขึ้นในปี 2465 พิมพ์ครั้งแรกปี 2469) ว่า

“ผู้ที่ได้นามว่าเจ้าคุณประตูดินนั้น ทราบว่าเปนที่ท้าวศรีสัจจา ในรัชกาลที่ 2 กล่าวกันว่าชื่อตัวชื่อมิ คือผู้ที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าโปรดฯ ให้ทำรูปไว้ ณ มุขกระสันพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท แลมีโคลง (เข้าใจว่าเปนพระราชนิพนธ์รัชกาลที่ 4) จารึกไว้ที่รูปปั้นนั้นบท 1”

ส่วน “ภาพเหมือน” รูปขุนนางในงานจิตรกรรมยุครัชกาลที่ 4 ที่น่าจะกล่าวถึงคือ “ภาพล้อ” ที่พระระเบียงวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ดังที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงกล่าวไว้ในพระราชหัตถเลขาฉบับที่ 22 เมื่อปี 2407 (พิมพ์รวมอยู่ในหนังสือ “พระราชหัตถเลขา พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เล่ม 2”) ตอนหนึ่งว่า

“เหมือนอย่างรูปเขียนในระเบียงวัดพระแก้วแห่งหนึ่ง เขียนเป็นคนอ้วนดำ ศีรษะล้านและมีบ่าวถือขอชักหัวเบี้ยแบกตามมา ผู้เขียนรูปนั้นจะเถียงว่าไม่ได้ตั้งใจว่าจะเขียนรูปนายตราดิศดอก เป็นแต่เขียนไปถูกเข้าเอง ว่าไม่ได้ไม่มีใครเชื่อ”

ตามที่ทรงกล่าวถึงนี้ ย่อมหมายความว่าในภาพจิตรกรรมฝาผนังพระระเบียง วัดพระแก้ว ซึ่งวาดภาพเรื่องรามเกียรติ์เป็นหลัก แต่กลับมีภาพแทรกเป็นตัวละครที่ตั้งใจวาดให้ “เหมือน” ใครต่อใคร (คือเป็น “ภาพล้อ” บุคคลที่มีตัวตนจริง) ซึ่งคนร่วมสมัยรู้จักกันดี เช่นรูป “นายตราดิศ” หรือพระศรีวิโรจน์ (ดิศ) นายอากรบ่อนเบี้ยสมัยรัชกาลที่ 3 ซึ่ง “เป็นคนอ้วนดำ ศีรษะล้าน” พร้อมกับบริวารผู้ติดตามที่เดินแบกอุปกรณ์เล่นการพนันตามมา

นอกจากนั้น ยังมีภาพเหมือนพระสงฆ์ ดังปรากฏในพระราชนิพนธ์ “พระราชกรัณยานุสร” ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว อันเป็นเสมือน “ร่างแรก” ที่จะทรงปรับแก้เป็นเรื่อง “พระราชพิธี 12 เดือน” ต่อมา โดยทรงกล่าวถึงจิตรกรรมฝาผนังในหอราชกรมานุสร วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้น เพื่อประดิษฐานพระพุทธรูปที่อุทิศถวายสมเด็จพระบุรพกษัตริยาธิราชเจ้าครั้งกรุงศรีอยุธยา ว่าในหอราชกรมานุสรนั้น

“ผนังเขียนเรื่องราชพงศาวดารครั้งกรุงทวาราวดีศรีอยุธยา ครั้งนั้นขรัวอินช่างเขียนวัดราชบุรณะเขียนรูปพระพิมลธรรมยิ้มขึ้นแคร่ที่พระบาท ทำหน้าตาเหมือนดีมาก ได้พระราชทานรางวัล”

ข้อความนี้มิได้หมายความว่า “ขรัวอินโข่ง” วาดรูปพระพิมลธรรมหน้าตายิ้มแย้ม หากแต่หมายถึงพระราชาคณะที่พระพิมลธรรม ผู้มีนามเดิมว่า “ยิ้ม” อธิบดีสงฆ์วัดพระเชตุพนฯ รูปที่ 3 ช่วงปลายสมัยรัชกาลที่ 4 ต่อต้นรัชกาลที่ 5 ระหว่างปี 2400-2412 ซึ่งท่านได้ว่าการกำกับพระพุทธบาท สระบุรี อีกหน้าที่หนึ่งด้วย และภาพวาดฝีมือขรัวอินโข่งนั้นดูแล้วเหมือนตัวจริงมาก จนได้รับพระราชทานรางวัลเป็นกรณีพิเศษ

น่าเสียดายว่าแม้ท่านจะมีชีวิตยืนยาวมาจนถึงต้นสมัยรัชกาลที่ 5 อันเป็นช่วงเวลาที่การถ่ายภาพแพร่หลายมากยิ่งขึ้นแล้ว แต่จนถึงปัจจุบัน ดูเหมือนยังไม่เคยมีใครพบภาพถ่ายขรัวอินโข่งเลยแม้แต่ภาพเดียว เราจึงพลาดโอกาสที่จะได้รู้จักหน้าค่าตาของพระภิกษุช่างเขียนผู้เลื่องชื่อรูปนี้